12 เมืองโรมันที่ยังคงกลิ่นอายความขลังมาถึงทุกวันนี้

อย่างที่ทราบกันดีถึงความเกรียงไกรของอาณาจักรโรมันที่แผ่ขยายอิทธิพลกินอาณาเขตไปอย่างกว้างขวางทั่วทวีปยุโรป ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และทางตะวันตกของเอเชีย เมื่อโรมันไปถึงที่ใดมักจะนำพาสถาปัตยกรรมอัน
ยิ่งใหญ่อลังการไปถึงที่นั่นเสมอ แน่นอนว่าในปัจจุบันสถานที่หลายแห่งนั้นก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

นอกเหนือจากศูนย์กลางอาณาจักรอย่างกรุงโรม รวมถึงเมืองอื่นๆ ในประเทศอิตาลีแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานเพียงใดก็ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยกลิ่นอายบรรยากาศแบบโรมันดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน เชื่อว่าใครที่
ชื่นชอบความเก่าแก่หรือชอบประวัติศาสตร์ยุคโบราณคงต้องหลงใหลได้ปลื้มกับเมืองเหล่านี้อย่างแน่นอน

Segovia, Spain

อดีตดินแดนในครอบครองของอาณาจักรโรมันที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุง Madrid เมืองหลวง ไปทางทิศเหนือราว 30 นาที ภายในเมืองเซโกเบียมีสถานที่สำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Segovia Cathedral มหาวิหารโกธิคยุคปลายที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง Aqueduct of Segovia สะพานส่งน้ำโรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง Alcazar of Segovia พระราชวังหลวงที่ยิ่งใหญ่อลังการสมเป็นที่ประทับของผู้ปกครองเมืองในอดีต รวมทั้งโบสถ์หลายแห่งที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ อาทิ Iglesia de San Esteban, San Millán และ San Martín นอกจากนี้ในรูปจะเห็นแนวกำแพงเมืองซึ่งสร้างขึ้นในยุคที่ปกครองโดยชาวมัวร์ซึ่งเป็นชาวอาหรับเพื่อเป็นแนวป้องกันการโจมตีจากข้าศึก

segovia

Orange, France

โดยทั่วไปแล้ว โรงละครโบราณของอาณาจักรโรมันมักจะหลงเหลือเพียงส่วนอัฒจันทร์ให้ชาวโลกได้ชื่นชม แต่ที่ Théâtre antique d’Orange แห่งชุมชน Orange จังหวัด Vaucluse แคว้น Provence-Alpes-Côte d’Azur ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส นับเป็นโรงละครโรมันโบราณที่ยังมีสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในโลก โรงละครที่พบตั้งแต่ 40 ปีก่อนคริสตกาลมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของชาวเมืองตั้งแต่อดีตเพราะเป็นสถานที่รื่นรมย์สำคัญที่ชาวเมืองใช้เวลาว่างเกือบทั้งหมดมาเสพความบันเทิง ณ ที่แห่งนี้ จนกระทั่งบัดนี้โรงละครที่เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1981 นี้ก็ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความสุขให้แก่ชาวเมือง โดยทุกๆ ปีจะมีการจัดเทศกาลโอเปร่าประจำฤดูร้อนที่มีชื่อว่า Chorégies d’Orange ซึ่งเป็นการจัดงานแสดงที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

orange

Bath, England

เมืองสำคัญของเขตการปกครอง Somerset ริมฝั่งแม่น้ำ Avon ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ห่างจากกรุง London มาทางตะวันตกประมาณ 156 กิโลเมตร เมืองท่องเที่ยวสำคัญของอังกฤษแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากการเป็นเมืองแห่งสปาโบราณของชาวโรมันซึ่งเคยปกครองดินแดนแถบนี้มาอย่างยาวนาน โดยในเขตเมืองยังคงบรรยากาศอาคารบ้านเรือนสไตล์โรมันที่ผสมผสานกับศิลปะแนว Georgian ได้อย่างลงตัว ทำให้ปัจจุบันเมืองดังกล่าวกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาเยือนปีละกว่า 3.8 ล้านคน

bath

Nîmes, France

เมืองหลวงของจังหวัด Gard แห่งแคว้น Languedoc-Roussillon ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใกล้กับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 150,000 คนแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันยุครุ่งเรือง โดยยิ่งใหญ่จนได้รับการขนานนามให้เป็น “French Rome” โดยยังคงเหลือมรดกตกทอดมาจากสมัยโรมันมากมาย อาทิ Nîmes Arena สนามกีฬาโรมันโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อย่างมาก รวมถึง Maison Carrée ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นตามฉบับโรมันขนานแท้

nimes

Kalkara, Malta

น้ำทะเลสีฟ้าสดท่ามกลางอาคารบ้านเรือนและแนวป้อมปราการโบราณสไตล์โรมันคือมนต์เสน่ห์สำคัญของหมู่บ้าน Il-Kalkara หรือ Kalkara หมู่บ้านชาวประมงบริเวณอ่าว Rinella ทางตะวันออกของประเทศ Malta เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หมู่บ้านที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะมอลต้านี้ตั้งอยู่ด้านในของอ่าวทำให้เป็นบริเวณจอดเรือสำคัญของเกาะ และด้วยทัศนียภาพอันงดงามและบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนแท้ๆ ทำให้ทางการมอลต้าส่งเสริมให้หมู่บ้านดังกล่าวเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนตากอากาศ โดยในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวทั่วยุโรปจำนวนมากมักเดินทางมาพักร้อนที่หมู่บ้านนี้

kalkara

Córdoba, Spain

หนึ่งในเมืองสำคัญของแคว้น Andalusia ทางตอนใต้ของประเทศ Spain ที่เขตเมืองเก่าชั้นในได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก คอร์โดบาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันตั้งแต่ช่วง 206 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีสถานะเป็นเมืองหลวงของจังหวัด Hispania Ulterior Baetica ในยุคสมัยของจักรพรรดิ Julius Caesar แม้ภายหลังจะถูกชาวมุสลิมเข้ายึดครองเป็นเวลายาวนาน ทำให้บ้านเรือนและสถาปัตยกรรมต่างๆ แปรเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงหลงเหลือสิ่งก่อสร้างของโรมันอยู่บ้าง ที่สำคัญที่สุดคงต้องเป็น Puente romano de Córdoba หรือ Roman bridge of Córdoba สะพานโรมันสร้างข้ามแม่น้ำ Guadalquivir ทางเข้าหลักไปยังเมืองเก่านั่นเอง

cordoba

Remoulins, France

เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสแห่งนี้คงไม่มีอะไรโดดเด่นเกินกว่า Pont du Gard สะพานส่งน้ำโรมันโบราณสร้างโดย Marcus Vipsanius Agrippa บุตรบุญธรรมของ Caesar Augustus ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันในช่วงก่อนคริสต์ศักราชไม่นานเพื่อใช้เป็นสะพานส่งน้ำของเมือง Nîmes สะพานดังกล่าวมีระยะทางยาวทั้งหมดเกือบ 50 กิโลเมตร ทอดผ่านแม่น้ำ Gard สะพานที่มีความสูงเกือบ 50 เมตร ใช้หินทั้งหมดหนักกว่า 6 ตันเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างลงตัวโดยปราศจากวัสดุอื่นในการก่อสร้าง และทำเป็น 3 ระดับ สะพานในระดับที่ยาวที่สุดมีระยะ 275 เมตร สามารถขนส่งน้ำเข้าสู่เมืองได้ถึง 5 ล้านแกลลอน นับว่าได้เป็นผลงานชิ้นเอกของอาณาจักรโรมันทั้งในด้านเทคนิคแบบไฮโดรลิกและด้านศิลปกรรมที่งดงาม

remoulins

El Djem, Tunisia

เศษซากความยิ่งใหญ่อลังการของ Roman amphitheater of Thysdrus อัฒจันทร์รูปครึ่งวงกลมลักษณะคล้าย
โคลอสเซี่ยมแห่งเมือง El Djem หนึ่งในเมืองโรมันโบราณที่สำคัญที่สุดในทวีปแอฟริกาซึ่งตั้งอยู่ในเขตการปกครอง Mahdia ทางตะวันออกของประเทศ Tunisia อัฒจันทร์ที่มีความจุสูงสุดถึง 35,000 คนแห่งนี้นับเป็นสังเวียนการต่อสู้ระหว่างคนกับสิงโตหรือ Gladiator ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากที่กรุง Rome และเมือง Capua โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 238 ในยุคของจักรพรรดิ Gordian อัฒจันทร์ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองมาจนทุกวันนี้

el-djem

Plovdiv, Bulgaria

ย้อนอดีตไปดูมรดกที่อาณาจักรโรมันทิ้งไว้แก่ชาวโลกกันที่เมือง Plovdiv เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ Bulgaria มรดกชิ้นสำคัญก็คือ Plovdiv Antique theater หรือโรงละครโบราณที่มีลักษณะคล้ายๆ กับที่กรุง Athens แต่จากประวัติการค้นพบคาดการณ์ว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 โดยจักรพรรดิ Trajan แห่งอาณาจักรโรมัน โรงละครแห่งนี้ถูกทำลายลงเมื่อศตวรรษที่ 5 โดยอาณาจักร Hunnic ที่มารุกราน และมาค้นพบโดยบังเอิญเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินถล่มเมื่อ 40 ปีที่แล้ว สิ่งมหัศจรรย์ของที่นี่ซึ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวรุ่นหลังคือความใหญ่โตมหึมาของมันที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 7,000 คน ผสานกับความเก่าและขลังอันทรงพลังอย่างมาก

plovdiv

Carcassone, France

ทิวทัศน์อันงดงามของเมือง Carcassone และสะพาน Vieux จากอีกฝั่งแม่น้ำ Aude เมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้น Aude ทางใต้ของประเทศฝรั่งเศสนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างเห็นได้ชัดคือส่วนที่เป็นแนวกำแพงเมืองและป้อมปราการที่ตั้งอยู่บน
เนินเขาเหนือเขตเมืองซึ่งเรียกว่าเขต Cité de Carcassonne กับอีกส่วนที่อยู่บนพื้นราบริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเรียกว่าเขต Ville basse เมืองที่ค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 นี้โดดเด่นจากแนวกำแพงเมืองที่คาดว่าชาวโรมันเป็นผู้สร้างขึ้น โดยแนวกำแพงที่มีหอคอยถึง 53 หลังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1997 ซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งสำหรับผู้มาเยือนฝรั่งเศสตอนใต้

carcassone

Pula, Croatia

เมืองใหญ่ที่สุดของเทศมณฑล Istria ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทร Istria และทิศตะวันตกสุดของประเทศ Croatia เมืองโรมันโบราณริมทะเลอเดรียติกแห่งนี้มีชื่อเสียงจากวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น การทำไวน์ การประมง การต่อเรือ และที่สำคัญคือการท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศแบบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน น้ำทะเลใสละมุน และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนสถานที่ในเมืองที่ฮอตฮิตที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Pula Arena สนามกีฬาโรมันโบราณขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายคลึงกับโคลอสเซี่ยมแห่งกรุงโรมที่สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาล สนามกีฬาแห่งนี้นับเป็น 1 ใน 6 สนามกีฬาโรมันที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกและได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่ายังคงสภาพที่สมบูรณ์อย่างมาก

pula

Arles, France

เมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำ Rhône ในเขตจังหวัด Bouches-du-Rhône แห่งแคว้น Provence ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมืองโรมันแท้ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางการปกครองของจังหวัด Gallia Narbonensis ในยุคโรมัน ทำให้ภายในเมืองยังคงมีซากความยิ่งใหญ่และสิ่งก่อสร้างอันทรงคุณค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Arènes d’Arles สนามกีฬาของชาวโรมัน Roman theatre โรงละครโรมันโบราณ Thermes of Constantine โรงอาบน้ำโบราณ รวมทั้ง Church of St. Trophime วิหารสถาปัตยกรรมสไตล์โรมาเนสก์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

arles

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต