9 หมู่บ้านเล็กๆ ในยุโรปอันสุดกลมกลืนกับธรรมชาติ

ท่ามกลางชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความรีบเร่งตลอดเวลา หลายคนต้องการออกเดินทางหลีกหนีความโกลาหลของชีวิตไปยังสถานที่สงบๆ สักแห่งที่เปี่ยมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์รอบด้านเพื่อชาร์จแบตและเติมพลังงานใหม่ให้กับร่างกาย รายชื่อต่อไปนี้คือหมู่บ้านในทวีปยุโรปที่ “เที่ยวเอง” คิดว่าทุกคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับบรรยากาศหมู่บ้านเล็กๆ ที่อุดมด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติต่างต้องถวิลหาอย่างแน่นอน

Reine, Norway

หมู่บ้านชาวประมงพื้นที่ 0.33 ตารางกิโลเมตร ส่วนหนึ่งของกลุ่มเกาะ Lofoten ในเขตการปกครอง Moskenes เทศมณฑล Nordland ทางเหนือของประเทศ Norway ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Tromsø ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 300 กิโลเมตร หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเกาะ Moskenesøya บริเวณนอกชายฝั่งนอร์เวย์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศเพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสาย European route E 10 ทำให้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยเมื่อช่วงปลายทศวรรษ 1970 นิตยสาร Allers ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่ยอดขายสูงสุดของประเทศได้ยกย่องให้เป็นหมู่บ้านที่งดงามที่สุดของนอร์เวย์

Reine, Norway

Villnöß, Italy

Villnöß หรือ Val di Funes ชุมชนขนาดเล็กที่แทรกตัวอยู่ในหุบเขาส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Puez-Odle National Park ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ Italy ชุมชนที่มีสถานะเป็นเขตการปกครองแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านเล็กๆ ทั้ง 6 ได้แก่ San Pietro, Tiso, San Valentino, San Giacomo, Santa Maddalena และ Colle โดยมีชื่อเสียงจากทิวทัศน์หุบเขาซึ่งได้ชื่อว่างดงามที่สุดในเขต South Tyrol ที่ครอบคลุมไปถึงทางตะวันตกของประเทศออสเตรีย เมืองดังกล่าวยังได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินเขาซึ่งนอกจากอากาศจะดีเกือบตลอดทั้งปีแล้ว ภูมิประเทศก็เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเดิน

Villnoss, Italy

Gásadalur, Faroe Islands

หมู่บ้านสุดโดดเดี่ยวนามว่า Gásadalur แห่ง Vágar เกาะใหญ่ทางตะวันตกของ Faroe Islands ดินแดนในปกครองของเดนมาร์กในเขตทะเลเหนือ หมู่บ้านขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะแห่งนี้โดดเด่นด้วยทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Árnafjall เทือกเขาความสูง 722 เมตรซึ่งสูงที่สุดบนเกาะที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง หรือจะเป็น Eysturtindur เทือกเขาด้านตะวันออกที่มีความสูง 715 เมตรจากระดับน้ำทะเล รวมไปถึงลำธารสายหลักของหมู่บ้านที่ไหลลงจากหน้าผาสู่ทะเล ในอดีตหมู่บ้านดังกล่าวมีประชากรน้อยมากเนื่องจากการเข้าถึงเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่หลังจากการเจาะช่องเขาเป็นอุโมงค์เข้าถึงตัวหมู่บ้านเมื่อปี 2004 ทำให้มีผู้อพยพมาทำมาหากินด้วยการทำฟาร์มมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติซึ่งมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

Gasadalur, Faroe Islands

Gosau, Austria

ธรรมชาติอันบริสุทธิ์แห่งชุมชน Gosau ชุมชนเล็กๆ บนแนวเทือกเขาแอลป์ความสูง 767 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในเขตการปกครอง Gmunden รัฐ Upper Austria ทางตอนกลางของประเทศ Austria ชุมชนที่มีผู้คนตั้งรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้โดดเด่นด้วยธรรมชาติของป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึงประมาณ 60% ของเขตชุมชน พร้อมทั้งความชุ่มชื้นจากลำธาร Gosaubach โดยประชากรที่ส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเธอรันนิยมประกอบอาชีพทำเหมืองเกลือมาตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวเริ่มเป็นรายได้หลักของคนในชุมชน

Gosau, Austria

Vík í Mýrdal, Iceland

หากใครเดินทางไปทางใต้ของประเทศ Iceland หมู่บ้านที่จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ Vík í Mýrdal หรือ Vík ที่ตั้งอยู่บนถนนสาย main ring road ซึ่งเป็นสายหลักที่เชื่อมรอบเกาะ โดยตั้งอยู่ห่างจากกรุง Reykjavík ประมาณ 180 กิโลเมตร หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรราว 300 คนแห่งนี้มีชื่อเสียงจากการเป็นจุดพักชมวิวสำคัญในเส้นทางการขับรถชมทัศนียภาพรอบเกาะไอซ์แลนด์ โดยโดดเด่นจากทุ่งดอก Lupine พืชดอกสกุลลูพินนัสที่มีสีสันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เหลือง ชมพู แดง ม่วงน้ำเงิน ม่วงแดง และขาว ซึ่งปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วหมู่บ้าน

Vik I Myrdal, Iceland

Vrelo Bune, Bosnia & Herzegovina

ท่ามกลางธรรมชาติรอบทิศเลียบแม่น้ำ Buna ที่สอดแทรกด้วยสิ่งก่อสร้างหลายแห่งซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความแนบเนียนและกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกที่เรียกโดยรวมว่า Vrelo Bune บริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างมากมายที่สร้างแทรกเข้าไปตามชะง่อนผาหรือผนังถ้ำ ไฮไลต์ของที่นี่คือ Blagaj Tekke (Sufi monastery) ที่ประกอบด้วย musafirhana หรือเกสต์เฮาส์ กับ türbe หรือสุสานซึ่งสร้างแนบชิดกับแนวหน้าผาริมแม่น้ำแห่งเมือง Blagaj ในรัฐ Herzegovina-Neretva ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ Bosnia & Herzegovina สิ่งก่อสร้างนี้สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรออตโตมันประมาณปี 1520 โดยได้บูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 1851 และสงวนรักษาเป็นมรดกชิ้นสำคัญของประเทศมาจนทุกวันนี้

Vrelo Bune, Bosnia & Herzegovina

Castelmezzano, Italy

เมืองเล็กๆ ในจังหวัด Potenza ในเขตแคว้น Basilicata ทางตอนใต้ของประเทศ Italy เมืองที่มีชาวกรีกตั้งรกรากมาตั้งแต่ช่วงก่อนคริสตกาลแห่งนี้ตั้งอยู่บนช่องว่างระหว่างภูเขาซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชผัก อาชีพหลักของชาวเมืองจึงเป็นเกษตรกรรม โดยในช่วงหน้าหนาวจะมีอากาศหนาวจัดเพราะตั้งอยู่บนที่สูง ภายในเขตเมืองส่วนมากจะเป็นที่อยู่อาศัย โดยมีโบสถ์สำคัญคือ Chiesa Madre di Santa Maria dell’Olmo

Castelmezzano, Italy

Undredal, Norway

หมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งฟยอร์ด Aurlandsfjord อันเงียบสงบนามว่า Undredal ในเขตการปกครอง Aurland ในเทศมณฑล Sogn og Fjordane ทางตะวันตกของประเทศ Norway หมู่บ้านที่มีประชากรเพียงประมาณ 100 คนแห่งนี้ในอดีตสามารถเข้าถึงได้ทางเรือเท่านั้น แต่หลังจากมีการตัดถนนสาย E16 และเจาะอุโมงค์ทะลุช่องเขาเมื่อปี 1988 ทำให้รถยนต์เป็นอีกทางเลือกในการเข้าสู่เขตเมือง หมู่บ้านดังกล่าวมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายโดยทำฟาร์มเลี้ยงแพะเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตที่ได้จึงเป็นชีสจากนมแพะสีน้ำตาลที่เรียกว่า “Geitost” และไส้กรอกเนื้อแพะซึ่งเป็นเหมือนจุดขายสำคัญของหมู่บ้าน

Undredal, Norway

Heiligenblut am Großglockner, Austria

ความงดงามของธรรมชาติในเขตชุมชน Heiligenblut am Großglockner ชุมชนในเขตการปกครอง Spittal an der Drau ในรัฐ Carinthia ทางตอนกลางของประเทศ Austria ชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับเขตรัฐ East Tyrol แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของดอกไม้ ทุ่งหญ้า และขุนเขา ตามแบบฉบับชุมชนในหุบเขาอัลไพน์ โดยด้านหลังชุมชนโดดเด่นด้วยแนวเขา Grossglockner ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสูงที่สุดในประเทศ สัญลักษณ์สำคัญของชุมชนอีกอย่างคงหนีไม่พ้น St. Vinzenz church โบสถ์สถาปัตยกรรมแบบโกธิคตอนปลายใจกลางชุมชนที่ประดับตกแต่งด้านในด้วยสไตล์ไบแซนไทน์

Heiligenblut am Grossglockner, Austria