เด็ดเดี่ยวเที่ยวเองอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 1 “Washington D.C.” เมืองหลวงแท้จริงที่มักถูกมองข้าม

เที่ยวเอง รีวิว วอชิงตัน ดีซี สหรัฐ อเมริกา Washington DC USA
ทริปเที่ยวเอง U.S.A.

ตั้งแต่ตอนเรียนม.ต้น ผมเป็นเด็กที่ชอบเรื่องจำพวกแผนที่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์มากๆ เรียกว่าจำธงชาติ แผนที่ และเมืองหลวงได้ทุกประเทศในโลก (ไม่อยากจะโม้ 555) แต่ประเทศเดียวที่ผมไม่เคยให้ความสนใจเลยหรือบางทีอาจใช้คำว่า “ไม่ชอบ” ก็คือ “สหรัฐอเมริกา” เพราะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีเสน่ห์ อะไรก็ดูใหม่ ดูพร้อม ดูทันสมัยไปหมด นั่นเป็นหนึ่งเหตุผลที่ผมไม่เคยคิดจะเดินทางไป “เที่ยวเอง” ที่ประเทศนี้เลย

แต่สุดท้ายโชควาสนาก็ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศนี้จนได้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีดินแดนกว้างขวางใหญ่โตมาก ถ้าจะเที่ยวให้ครบทั้งสองฝั่งคงต้องใช้เวลาเป็นเดือน ผมเลยเลือกที่จะเที่ยวเพียงฝั่งเดียวก่อน โดย
ชี้เป้าไปที่ “East Coast” แบบไม่ต้องคิดเพราะไปครั้งแรกก็อยากลองได้เห็นได้สัมผัสกับเมืองหลวงของประเทศอย่างกรุง Washington, D.C. (วอชิงตัน ดี.ซี.) ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกด้วย (ปกติเวลาไปเที่ยวประเทศไหนผมมักจะต้องไปเมืองหลวงของประเทศนั้นด้วย เป็นความรู้สึกส่วนตัวว่าถ้าไม่ได้ไปเมืองหลวงเหมือนไปไม่ถึงประเทศนั้น)

การเดินทางครั้งนี้ ผมวางแผนบินไปลงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนเพราะได้ข่าวว่าขาเข้าประเทศไม่วุ่นวายเท่าที่นคร
New York แล้วค่อยนั่งรถบัสไปนิวยอร์คเพื่อใช้เป็นฐานหลักก่อนไปน้ำตก Niagara แล้วกลับมาปิดท้ายบินกลับ
เมืองไทยจากนิวยอร์คตามเดิม

สายการบินที่ผมใช้ในครั้งนี้คือ Qatar Airways ที่มีไฟลท์ไปสหรัฐฯ หลายเมืองมาก ทั้งฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตก ตอนเหนือ และตอนใต้ โดยเวลาเปลี่ยนเครื่องก็ค่อนข้างดีคือส่วนมากออกจากไทยช่วงกลางคืนไปเปลี่ยนเครื่องที่กรุง Doha เมืองหลวงของประเทศการ์ตาในช่วงเช้า แล้วไปถึงอเมริกาช่วงเย็นๆ ตามเวลาท้องถิ่น และความพิเศษในครั้งนี้ผมได้บินแบบ Business Class ด้วยครับ ดีใจมากกกกเพราะมันจัดว่าเหมาะมากๆ สำหรับการเดินทางยาวข้ามครึ่งค่อนโลกแบบนี้ เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่บนเครื่อง ลดอาการอ่อนเพลียเมื่อถึงปลายทางได้เป็นอย่างดีเลย

Review – Al Mourjan Business Lounge
Review – Qatar Airways Business Class

20160603_182718

เกริ่นมาตั้งนาน ได้เวลาออกเดินทางกันแล้วครับ!

เครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 3 ทุ่มนิดๆ หลับไปหนึ่งตื่นประมาณ 6 ชั่วโมงก็มาถึงสนามบิน Hamad International Airport ที่กรุงโดฮา จากนั้นรอเปลี่ยนเครื่องอีก 8 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อน ปรับเวลาให้กับร่างกาย และใช้สิทธิพิเศษที่เลาจน์ให้เต็มที่ก่อนบินตรงยาวอีก 13 ชั่วโมงกว่าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อว่าหลายๆ คนที่เคยมาอเมริกาไม่เคยคิดจะมาเที่ยวเพราะคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ

ช่วงบ่ายแก่ๆ ตามเวลาท้องถิ่น ในที่สุดการเดินทางบนเครื่องบินอันแสนสบายก็สิ้นสุดลง ผมเดินทางถึงสนามบิน Washington Dulles International Airport สักที สนามบินนี้เป็นท่าอากาศยานหลักของเมืองที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ไปทางตะวันตกราว 26 ไมล์ วิธีการเดินทางเข้าเมืองโดยรถสาธารณะ (ไม่รวมแท็กซี่) สามารถทำได้ 2 วิธี ได้แก่

  1. Metrobus 5A – รถเมล์สาย 5A ออกจากบริเวณ Curb 2E นอกอาคารเทอร์มินอลหลัก ค่ารถราคาเที่ยวละ 7
    ดอลล่าร์ จ่ายด้วยเงินสดได้ ช่วงวันธรรมดาออกทุก 40 นาที ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ออกทุกๆ นาทีที่ 35 ใช้เวลา
    เดินทางถึงกลางเมืองที่สถานีรถไฟใต้ดิน L’Enfant Plaza ประมาณ 50 นาที ขึ้นอยู่กับว่ารถติดขนาดไหน
  2. The Silver Line Express bus service – รถบัสที่เชื่อมต่อระหว่างสนามบินกับสถานีรถไฟใต้ดิน Wiehle-Reston East (สายสีเทา) สามารถซื้อตั๋วได้ที่ Arrivals Door# 4 ในเทอร์มินอลหลัก ค่ารถราคาเที่ยวละ 5 ดอลล่าร์ จ่ายด้วยเงินสดได้ รถออกทุกๆ 15-20 นาที ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที และจาก Wiehle-Reston East ใช้เวลาเดินทางเข้าใจกลางเมืองอีกราว 40-50 นาที แล้วแต่ว่าไปลงที่สถานีไหน

ผมลองคำนวณดูแล้ว วิธีการที่ 2 น่าจะเหมาะมากกว่าเพราะเมื่อรวมกับค่ารถไฟใต้ดินที่ต้องไปต่อแล้วราคาถูกกว่าวิธีแรกนิดหน่อย แถมเวลาที่ใช้ยังไม่ได้เสียเวลาต่างกันมาก เผลอๆ อาจเร็วกว่าด้วยซ้ำเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องรถติด

ลืมบอกไปว่าทริปนี้ผมพก Pocket WiFi ของ Globalwifi ไปด้วยเพราะเดินทางคนเดียวมีเน็ตติดตัวไว้ตลอดเวลาย่อมอุ่นใจกว่าแน่นอน ทำให้รู้สึกไม่กังวลเลยครับเพราะเช็คข้อมูลนู่นนี่นั่นได้ตลอด เท่าที่ใช้ดูสัญญาณอินเตอร์เน็ตนับว่าแรงใช้ได้เลย แต่ที่ดีสุดคือเรื่องของความอึด เปิดได้ทั้งวันแบตยังไม่หมดเลย ถ้าไม่ได้ดาวน์โหลดอะไรหนักๆ หรือดูวิดีโอตลอดทั้งวันนะ

พอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจกระเป๋าซึ่งตรวจละเอียดมากไปได้ต้องต่อคิวยาวเกือบชั่วโมง (ไหนใครบอกว่าสนามบินนี้ไม่ค่อยวุ่นวาย 555)  ผมก็เดินตามแผนไปซื้อตั๋วรถ The Silver Line Express bus service ยืนรอแป๊บเดียวรถบัสก็มารับตามตารางเวลาที่ได้มาเป๊ะๆ

20160604_233511

20160604_233607

ประมาณ 10 นาทีต่อมา รถบัสก็มาส่งถึงสถานีรถไฟใต้ดิน (แต่อยู่บนดิน) Wiehle-Reston East เป็นที่เรียบร้อย เดินขึ้นบันไดเลื่อนตามป้ายไปไม่ไกลก็ถึงตัวสถานี ตรงจุดนี้เราต้องซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินจากตู้กดที่ต้องบอกว่า “งงมาก” เพราะต้องกดหลายขั้นตอนมาก โชคดีที่มีพนักงานคอยช่วยกดและอธิบายว่าต้องทำไงบ้าง ถ้าไปครั้งแรกแนะนำว่าถามเจ้าหน้าที่ไปเลยดีกว่า ไม่ต้องกลัวเค้าจะหาว่าไม่รู้เรื่องหรอกครับเพราะเท่าที่เห็นคนท้องถิ่นยังงงเลย

20160605_000014

20160605_000511

ค่ารถไฟใต้ดินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คิดราคาต่อเที่ยวตามระยะทาง ช่วงวัน และเวลาการเดินทาง ดังนี้

Capture

ผมเลือกซื้อบัตรโดยสารแบบเติมเงินที่เรียกว่า SmarTrip® ซึ่งสามารถเติมเงินสะสมแล้วหักเงินตามที่ใช้จริง โดยเสียค่าเดินทาง 4.60 บวกกับค่าบัตรอีก 2 ดอลล่าร์ บัตรนี้ใช้ได้ทั้งกับรถไฟใต้ดินและรถเมล์

หรือบัตรอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวคือ SmarTrip® Card with a One Day Metrorail Pass หรือตั๋ววันที่ใช้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินได้ไม่จำกัดครั้งภายใน 1 วัน ราคา 14.50 ดอลล่าร์ โดยหลังจากใช้หมดวันนั้นแล้วสามารถนำบัตรนี้ไปใช้เติมเงินแทน Metro SmarTrip® ได้เหมือนกัน

รายละเอียดเพิ่มเติมและอัพเดทข้อมูลได้ที่ wmata.com

busrail-map

เนื่องจากทางรถไฟมีการซ่อมเป็นช่วงๆ ทำให้กว่าจะถึงสถานี McPherson ต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงกว่า จากสถานีผมเดินไปเช็คอินที่ Hi Washington Hostel โฮสเทลใจกลางเมืองที่มีสภาพถือว่าดีเยี่ยม ราคาไม่แพง 2 คืน ผมจ่ายไปแค่ 108 ดอลล่าร์ สำหรับห้องนอนรวม 4 คน (ความจริงราคา 102 เหรียญ แต่ผมไม่มีบัตรสมาชิก Hosteling International เลยต้องเสียเพิ่มอีกวันละ 3 เหรียญ)

คืนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากหาข้าวเย็นรับประทาน ส่องๆ ดูแล้วคงไม่มีที่ไหนจะดีกว่า China Town ที่มั่นใจว่าฝากท้องได้แน่และอยู่ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่ เลยรีบมุ่งหน้าไปปิดท้ายวันแรกที่นั่นทันที

20160605_025442

20160605_025443
ย่านเมืองใหม่ก่อนถึงไชน่าทาวน์ที่เต็มไปด้วยร้านขายสินค้าแบรนด์เนม

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นแต่เช้ารับประทานอาหารเช้าของโฮสเทล (ดีจริงๆ มีอาหารเช้าให้กินฟรีด้วย) พร้อมออกเดิน ย้ำว่าเดิน! เที่ยวแล้ว

กรุง Washington, D.C. เมืองหลวงและศูนย์กลางราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำ  Potomac มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐเวอร์จิเนียและรัฐแมรีแลนด์ เมืองหลวงแห่งนี้สร้างในสมัยจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาซึ่งสร้างขึ้นแทนฟิลาเดลเฟียที่เคยเป็นเมืองหลวงสมัยเป็นดินแดนในปกครองโพ้นทะเลของอังกฤษ

ผังเมืองของวอชิงตัน ดี.ซี. มีศูนย์กลางที่ตึกรัฐสภาซึ่งแบ่งเขตเมืองออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ โดยถนนที่สร้างใหม่ในแนวเหนือใต้จะเป็นตัวเลข ในขณะที่ถนนในแนวตะวันออกตกจะเป็นตัวอักษร a b c ซึ่งถนนเส้นเก่ายังคงชื่อเดิมอยู่ ส่วนถนนทะแยงจะเป็นชื่อมลรัฐ

ผมเริ่มจากเดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน McPherson นั่งรถไฟใต้ดินไปที่สถานี Foggy Bottom-GWU จุดหมายแรกอยู่ที่เขต Georgetown ย่านเมืองเก่าแก่ที่สุดของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายและย่านบันเทิงชื่อดังของเมือง

ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน Foggy Bottom-GWU เลี้ยวซ้ายเดินไปยังวงเวียน เดินไปทางซ้ายตรงเข้าถนน Pennsylvania Avenue NW ต่อด้วยถนน M Street ก็เข้าสู่บริเวณนี้แล้ว

20160605_164415

สถานที่สำคัญของย่านนี้คือ Old Stone House บ้านหินบนถนน M Street ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1765 และได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุมากที่สุดของเมือง

GOPR1817

ส่วนร้านห้ามพลาดในย่านนี้คงหนีไม่พ้น Georgetown Cupcake ร้านคัพเค้กที่ดังที่สุดในอเมริกาซึ่งมีสาขาอยู่ที่นิวยอร์คกับแอลเอด้วย แต่ที่นี่คือสาขาออริจินัล ร้านนี้คนแน่นมากต้องต่อคิวยาวแทบจะตลอดเวลาครับ ลองชิมแล้วรสชาติอาจจะออกหวานไปนิด แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไร

20160605_170752

20160605_172506

อีกไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คงหนีไม่พ้นการเดินเล่นริมคลอง Chesapeake and Ohio Canal คูน้ำที่ขุดเพื่อใช้สัญจรในเมืองตั้งแต่ปี 1829 บรรยากาศแถวนี้ออกแนวฮิปสเตอร์มากๆ มีแกลเลอรี่ ร้านกาแฟ ให้คอยแวะดูตลอดจึงไม่น่าแปลกใจว่าย่านนี้จะเป็นจุดแฮงเอาท์ยอดฮิตของวัยหนุ่มสาว

20160605_174948

20160605_181857

GOPR1832

GOPR1826

20160605_180103

20160605_175516

เดินชมวิวเลียบแม่น้ำ Potomac ขึ้นไปตามถนน Rock Creek and Potomac Pkwy NW เรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรก็เห็นอาคารสีขาวขนาดใหญ่ นั่นคือ ด้านหลังของ Lincoln Memorial อาคารหินอ่อนที่เป็นอนุสรณ์สถานแด่อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของประเทศซึ่งเป็นรัฐบุรุษที่คนทั้งอเมริกันรักและเคารพอย่างมาก เริ่มต้นเข้าสู่เขตศูนย์กลางเมืองที่เรียกรวมทั้งหมดว่า “The National Mall”

20160605_190245

photo credit: www.washington.org
photo credit: www.washington.org

อาคารอนุสรณ์สถานดังกล่าวสร้างตามศิลปะกรีกโบราณประกอบด้วยเสาดอริก 38 ต้น ซึ่งหมายถึง 38 มลรัฐ รวมกันเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยที่ลินคอล์นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ภายในเป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนของลินคอล์นนั่งบนเก้าอี้ ผนังด้านซ้ายจารึกสุนทรพจน์ของท่าน ลินคอล์นเป็นผู้มีคำสั่งให้เลิกทาสและเป็นการเลิกทาสที่นองเลือดรุนแรงจนสุดท้ายก็จบชีวิตด้วยการถูกลอบสังหาร

20160605_192902

20160605_191341

20160605_193423

จากด้านหน้า Lincoln Memorial มองตรงไปเห็นสระน้ำทรงยาวที่ปลายสุดคือ Washington Monument อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ แท่นหินสีขาวนี้มีลักษณะเป็นแท่งโอเบลิสก์ทำจากหินอ่อน หินแกรนิต และหินทราย ความสูง 169 เมตร สูงเสียดฟ้าซึ่งเป็นเครื่องหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยว่าดินแดนแห่งนี้ยึดหลักสิทธิและเสรีภาพอยู่เหนือสิ่งใด

20160605_191226

20160605_192245

อนุสาวรีย์ดังกล่าวยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมือง ออกแบบโดยโรเบิร์ต มิลส์ สถาปนิกในยุคนั้นในช่วงระหว่างปี 1848-1884 ใช้เวลาสร้างนานถึง 36 ปี เนื่องจากเงินบริจาคหมดประกอบกับเกิดสงครามกลางเมือง โดยข้างบนเป็นจุดชมวิว มีลิฟท์และบันได 897 ขั้น หินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างบันไดในอนุสาวรีย์ได้มาจากที่ต่างๆ ทุกรัฐของอเมริกา

20160605_192622

แต่ผมยังไม่เดินตรงไปที่ Washington Monument โดยเลือกเดินไปด้านซ้ายของตัวเองก่อน เพื่อไปที่ Vietnam Veterans Memorial อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอเมริกันผู้ต่อสู้ในสงครามเวียดนาม ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายระหว่างสงคราม ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1982 โดยเป็นผลงานการออกแบบของมายา ลิน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการก่อสร้างโบสถ์ของกลุ่มภราดรภาพและสันติภาพเพื่อทหารผ่านศึกเวียดนามในนิวเม็กซิโก ในทุกปีจะมีผู้คนจากทุกสารทิศทั้งชาวอเมริกันและประเทศอื่นเดินทางมาเยี่ยมเยียนมากมายและมักนำกุหลาบสีแดง สีขาว สีเหลือง มาวางไว้ใกล้กับชื่อของผู้ที่จากไปในช่วงสงคราม

20160605_194350

20160605_194556

จากนั้นเดินมาอีกด้านของ The Lincoln Memorial เพื่อไปยังอีกอนุสรณ์สถานอย่าง Korean War Veterans Memorial อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารผู้กล้าที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเกาหลี เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 1992 แล้วเสร็จในปี 1995 โดยประกอบด้วยรูปปั้นทหารทำจากสเตนเลสทั้งหมด 19 ชิ้น ยืนเรียงรายกันอยู่ในสวน

20160605_195523

วันนี้อากาศร้อนมากครับ ผมเลยนั่งพักหลบแดดอยู่ใน Constitution Gardens สวนขนาด 200,000 ตารางเมตรที่ชาวเมืองใช้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ในบริเวณสวนมีพันธุ์ไม้เเละความหลากหลายของธรรมชาติซึ่งเหมาะแก่การนั่งพักเหนื่อยมากๆ ชมวิวต้นไม้ดอกไม้จนชุ่มปอดแล้ว ผมก็เริ่มเดินเที่ยวชมสถานที่สำคัญรอบๆ โดยเดินเลียบข้าง Lincoln Memorial Reflecting Pool ขึ้นไปทาง Washington Monument จนสุดทางก็จะถึง National WWII Memorial อีกอนุสรณ์สถานที่ผู้คนนิยมมานั่งพักร้อนแช่เท้าลงไปในน้ำเพื่อคลายร้อน

20160605_201505

GOPR1848

เดินตรงต่อขึ้นไปทาง Washington Monument อีกนิด ณ จุดนี้คือเริ่มหิวมากแล้วเลยพักอีกครั้งเพื่อหาไรกินหน่อย แถวนี้หาของกินยากมาก จะมีเฉพาะพวก truck food รถกระบะที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหารเคลื่อนที่ซึ่งจอดเรียงกันอยู่เป็นแถบ สุดท้ายได้แฮมเบอร์เกอร์ร้อนๆ มา 1 ชิ้นใหญ่ ราคาตอนจ่าย 7 ดอลล่าร์ (ราคาสินค้าทุกอย่างที่โชว์ในป้ายจะยังไม่รวมภาษีเมืองซึ่งไม่เท่ากันในแต่ละเมือง) นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยในสวนหน้า Washington Monument นั่นแหละครับ

ช่วงบ่าย ได้เวลาลุยต่อเข้าสู่ดงพิพิธภัณฑ์กันแล้ว บริเวณนี้เป็นแหล่งรวมพิพิธภัณฑ์ของ Smithsonian Institution สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1835 ตามความประสงค์ของ James Smithson นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งระบุในพินัยกรรมว่าหากหลานชายของเขาไม่มีทายาทก็ให้ยกมรดกทั้งหมดให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อก่อตั้งองค์กรที่สามารถเพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ให้แก่มนุษยชาติ

หน่วยงานส่วนใหญ่ของสถาบันตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์อีกกว่า 19 แห่ง รวมทั้งสวนสัตว์ ศูนย์วิจัย และหน่วยงานภาคสนามอีกมากมายอยู่ในนครนิวยอร์ค เวอร์จิเนีย ปานามา และที่อื่นๆ โดยรวบรวมผลงานมากมายในพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดกว่า 138 ล้านชิ้น ข้อดีของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้คือเข้าฟรี ใครชอบเข้าชมพิพิธภัณฑ์หาความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเอง แนะนำเลยครับ ทำได้ดีมากจริงๆ

เริ่มจากตรงเข้าถนน Madison Dr NW ผ่านด้านหลังของ National Museum of American History พิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ในทุกแง่มุม เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันคริสต์มาส ระหว่างเวลา 10.00-17.30 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit National Museum of American History

20160605_211503

ติดกันคือ National Museum of Natural History พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติของสหรัฐฯ ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ต้องบอกว่าควรเข้าชมเป็นอย่างยิ่งเพราะแค่เดินเข้าไปก็เห็นช้างแมมมอธตัวเบ้อเร่อยืนอยู่แล้ว ด้านในยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับสรรพสัตว์ วิวัฒนาการของมนุษย์ โลกใต้ทะเล รวมทั้งเรื่องราวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ที่น่ามหัศจรรย์มากๆ ให้ได้สัมผัส
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันคริสต์มาส ระหว่างเวลา 10.00-17.30 น. โดยช่วงหน้าร้อนเปิดถึง 19.30 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit National Museum of Natural History

GOPR1864

GOPR1852

GOPR1861

เดินตรงต่อไปอีกก็จะถึง National Gallery of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1937 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ วันจันทร์-เสาร์เปิดเวลา 10.00-17.00 น. วันอาทิตย์เปิด 11.00-18.00 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit National Gallery of Art

20160605_221348

20160605_221411

ผมเลือกเข้าแค่บางพิพิธภัณฑ์ที่สนใจครับเพราะถ้าเข้าทุกที่จริงๆ คงต้องใช้เวลา 2-3 วัน แน่นอน ว่าแล้วก็เลยเดินไปจนถึงจุดตัดของถนน Madison Dr NW กับ 3rd St SW มองไปข้างหน้าก็เห็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ด้านหลังมีอาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ นั่นคือ United States Capitol รัฐสภาสหรัฐอเมริกาหรือสภาคองเกรส สถานที่ปฏิบัติงานของรัฐบาลกลาง

20160605_222123

ด้านในอาคารดังกล่าวมีทั้งหมด 5 ชั้น เริ่มก่อสร้างปี 1793 โดยเป็นผลงานการออกแบบของ William Thornton รัฐสภาแห่งนี้นับเป็นสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติสูงสุดในระบบการปกครองของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นระบบสภาคู่ที่ประกอบด้วย วุฒิสภา (United States Senate) และสภาผู้แทนราษฎร (United House of Representatives) ซึ่งสมาชิกของทั้งสองสภาได้รับเลือกจากประชาชนโดยตรง แต่น่าเสียดายสุดๆ วันนี้ดันไม่อนุญาตให้เข้าชมด้านในซะงั้น ทั้งที่ปกติสามารถเข้าชมได้ฟรีด้วย

GOPR1867

เดินอ้อมไปด้านหลังอาคารรัฐสภาไปที่ถนน First ST NE ก็จะเป็นที่ตั้งของ U.S. Supreme Court ที่ทำการศาลสูงของประเทศซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ติดกันเป็น Thomas Jefferson Building หรือ Library of Congress Building อาคารหอสมุดที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1890-1897 ส่วนหลักของอาคารออกแบบโดย Paul J. Pelz ในสถาปัตยกรรมสไตล์ Beaux-Arts ถ้ามีเวลามากหน่อยก็สามารถเข้าไปเดินเล่นชมความงดงามด้านในได้ด้วย

20160605_231256
U.S. Supreme Court
20160605_232619
Thomas Jefferson Building

ผมเดินวนกลับไปเข้าถนน Independence Ave SE ย่านนี้เต็มไปด้วยอาคารที่ทำงานของหน่วยงานราชการครับ บรรยากาศดูเป็นทางการสุดๆ ถนนหนทางสะอาดสะอ้านดูเป็นระเบียบดี เดินลงกลับไปทางรัฐสภาตามเดิมก็จะถึง United States Botanic Garden สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ที่ด้านในร่มรื่นด้วยนานาพืชพรรณ เชื่อว่าใครชอบต้นไม้เขียวๆ คงอยู่ที่นี่นานเลย ส่วนผมไม่ได้อินขนาดนั้นครับ อยู่แป็บเดียวก็เดินออกแล้ว 555

20160605_233722

20160605_234116

เดินตรงตามถนน Independence Ave SE ผ่าน National Museum of the American Indian ก็ถึง National Air and Space Museum พิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเรื่องราวของเครื่องบินและยานอวกาศไว้มากมายก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1946 ผมเข้าไปเดินเล่นอยู่ในนี้นานมากเพราะแอร์เย็นดี 555 ล้อเล่นๆ เพราะในนี้มีอะไรน่าสนใจให้ดูเยอะดีต่างหาก ไล่ตั้งแต่เรื่องระบบสุริยะจักรวาล ประวัติศาสตร์การบิน ไปจนถึงการเดินทางออกสู่จักรวาลของมนุษย์ ผมว่าเด็กๆ โดยเฉพาะผู้ชายน่าจะชอบที่นี่มากแน่นอน แถมยังเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันคริสต์มาส ระหว่างเวลา 10.00-17.30 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit National Air and Space Museum

GOPR1872
National Museum of the American Indian

20160605_235458

GOPR1876

ออกจากพิพิธภัณฑ์ทางประตูถนน Jefferson Dr SW เดินตรงย้อนไปทางตะวันตกผ่าน Hirshhorn Museum ก็เห็นอาคารสวยงามโดดเด่น นั่นคือ Smithsonian Castle ศูนย์บริการข้อมูลส่วนกลางของพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของ Smithsonian Institution ถ้าอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็มาที่นี่ได้

GOPR1877

ฝนกลับมาตั้งเค้าเฉยเลย ทำท่าจะตกหนักซะด้วย รีบเดินข้ามมาอีกด้านหนึ่งของสวนสาธารณะตามถนน 14th St SW เดินผ่าน National Museum of African American History and Culture ที่กำลังก่อสร้างอยู่ เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Constitution Ave NW แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในสวนขนาดใหญ่ที่ชื่อ The Ellipse เพื่อมุ่งหน้าไปยัง The White House หรือทำเนียบขาว บ้านอย่างเป็นทางการและสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

20160606_004308
National Museum of African American History and Culture

ช่วงที่ผมไปมีตำรวจยืนประจำการแน่นหนา จุดถ่ายภาพด้านหลังของ The White House จึงทำได้ในระยะไกล ถ้าอยากเห็นด้านหน้าอาคาร ต้องเดินอ้อมไปทางถนน 15th St NW แล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้ามาทางสวนซึ่งจะทำให้ได้เห็นบ้านพักหลังนี้ได้ในระยะใกล้ขึ้น

20160606_010422

ทำเนียบขาวสร้างขึ้นระหว่างปี 1792-1800 ด้วยหินทรายและสีขาวในสไตล์จอร์เจียนยุคหลังและกลายเป็นที่อยู่อาศัยของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทุกคนนับตั้งแต่ปี 1801 ด้านในมีทั้งหมด 6 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนึ่ง ชั้นลอย ชั้นสอง ชั้นสาม และชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น และในฐานะที่เป็นที่ทำงานสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่อของ “ทำเนียบขาว” จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองด้วยระบบประธานาธิบดีซึ่งนับเป็นทรัพย์สินของอุทยานแห่งชาติและเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประธานาธิบดี

20160606_212106
ด้านหน้าของทำเนียบขาว

ยอมรับว่าวันนี้เดินจนหมดแรงจริงๆ ครับ ผมค่อยๆ เดินยาวตรงตามถนน New York Ave NW เพื่อกลับที่พัก หลังกินข้าวเย็น อาบน้ำเสร็จก็สลบยาวถึงเช้าแบบไม่รู้ตัวเลย ^^’

วันรุ่งขึ้นเป็นวันสุดท้ายในวอชิงตัน ดี.ซี. ผมมีเวลาจนถึงบ่ายสามโมงเพราะซื้อตั๋วรถบัสรอบสี่โมงเย็นของ Greyhound ล่วงหน้าไว้แล้วทางออนไลน์ (ราคารวมทุกอย่าง 20.50 ดอลล่าร์) แค่วันแรกก็เรียกว่าเดินจนเมื่อยน่อง เที่ยวจนทั่วหมดแล้ว วันนี้เลยลองมองหาเมืองรอบข้างอื่นๆ ที่สามารถไปได้ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเสร็จ หวยไปออกที่เมือง Alexandria เพราะมีรุ่นน้องที่เรียนอยู่ที่นี่แนะนำว่าถ้าอยากได้อีกฟีลให้ไปที่เมืองนี้เพราะเป็นเมืองเก่าแก่ที่ George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ลงหลักปักฐานตั้งรกราก เมื่อดูจากวิธีการเดินทางไปที่ไม่ได้ลำบากอะไร เลยตัดสินใจไปในทันที

วิธีการเดินทางไปเมือง Alexandria สามารถใช้รถไฟใต้ดินสายสีเหลืองหรือสายสีฟ้าไปที่สถานี King St-Old Town ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที เดินออกมาด้านหน้าสถานีก็มีรถ shuttle bus ที่บริการฟรีคอยวิ่งรับส่งไปยัง downtown ของเมือง โดยวิ่งตรงตามถนน King St ไปจนสุดทางที่บริเวณท่าเรือซึ่งใช้ข้ามไปรัฐแมรีแลนด์ได้

20160606_184809

ย่านใจกลางเมืองเรียงรายด้วยบ้าน 2-3 ชั้นสไตล์อังกฤษเพราะเมืองนี้มีชาวอังกฤษอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในช่วงก่อร่างสร้างเมือง ทำให้มีบรรยากาศที่ค่อนข้างแตกต่างจากเขตเมืองหลวงอย่างชัดเจน ส่วนตัวแล้วผมชอบบรรยากาศแบบยุโรปเป็นทุนเดิมทำให้เดินเล่นชมบ้านเมืองได้เพลินเลย

20160606_172646

20160606_172816

20160606_172958

เดินจากบริเวณ Market Square ซึ่งเป็นที่ตั้งของ City Hall หรืออาคารที่ทำการเมืองไปจนถึงริมแม่น้ำ Potomac ซึ่งเป็นท่าเรือเพื่อเข้าไปใน Torpedo Factory Art Center ศูนย์แสดงผลงานศิลปะหลากหลายแขนงที่เป็นเหมือนแหล่งรวมศิลปินทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นไว้ในที่เดียว ใครชอบงานศิลป์ควรมาที่นี่ด้วยนะครับ รับรองว่าจะติดใจ

City Hall
City Hall

20160606_174313

20160606_174457

ช่วงเที่ยงแล้ว เลยรีบขึ้น shuttle bus ย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดินตามเดิม เดินอ้อมขึ้นไปด้านหลังสถานีรถไฟ เพื่อไปยัง The George Washington Masonic National Memorial อนุสรณ์สถานรำลึกถึง George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศซึ่งสร้างขึ้นในรูปทรงหอคอยความสูง 333 ฟุต เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1922 ก่อนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีก 10 ปีให้หลัง

20160606_182312

ดูนาฬิกาแล้วมีเวลาไม่คุ้มค่ามากพอที่จะเสียเงินขึ้นไปชมวิวเมือง Alexandria จากยอดหอคอย เลยเดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน King St ตามเดิม แล้วย้อนกลับไปที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหาอาหารเที่ยงรับประทาน และไปเอาข้าวของที่ฝากไว้ออกจากโฮสเทล

20160606_203252

รถบัสของ Greyhound ออกจากสถานี Union Station (สายสีแดง) ซึ่งขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินก็ถึงเลย ทำให้ไม่เสียเวลาเท่าไหร่ ผมไปถึงก่อนเวลารถออกประมาณ 40 นาที ซึ่งนับว่ากำลังดีเพราะต้องไปยืนต่อแถวขึ้นรถในระบบใครมาก่อนได้ก่อน ถ้ามาหลังๆ คงไม่ได้เลือกที่นั่งบนรถซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงนครนิวยอร์คอย่างแน่นอน

GOPR1879

20160606_222432

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต