เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 5 “Vilnius – Trakai” ลิทัวเนียไม่ใช่แค่ประเทศทางผ่าน

เที่ยวเอง รีวิว วิลนิอุส ปราสาท ตราไก ลิทัวเนีย vilnius trakai castle lithuania

ทริปเที่ยวเอง Finland และ 3 ประเทศกลุ่มบอลติก Estonia, Latvia, Lithuania

photo credit: www.tauck.com

เดินทางมาถึงวันสุดท้ายและประเทศสุดท้ายของทริป นั่นคือ “Lithuania”

เมื่อเอ่ยชื่อลิทัวเนีย สิ่งที่นึกถึงเป็นอย่างแรกคือภาพของปราสาท Trakai ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องไม่พลาดไปเที่ยวที่นั่นเช่นกัน

เมื่อวานเราเดินเที่ยวในเมือง Riga และไปชมพระราชวัง Rundāle ตอนเย็นเดินทางออกจากประเทศลัตเวียไปค้างคืนที่ Vilnius เมืองหลวงของประเทศลิทัวเนีย ตามรีวิวนี้ครับ
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 4 “Rīga – Rundāles pils” ลัตเวียมีดีไม่แพ้รัสเซีย

รวมรีวิวตั้งแต่วันแรกของทริปให้อ่านกันเลยครับ
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 1 แสงเหนือสุดฟิน อินชีวิตแบบแลปแลนด์ นอนกลาสอิกลู ที่ “Kakslauttanen Arctic Resort”
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 2 มินิมอล “Helsinki” เรียบ ง่าย แต่ดูดี มีสไตล์
เที่ยวเอง FINLAND – BALTIC ตอนที่ 3 “Tallinn – Pärnu” 2 เมือง 2 อารมณ์ของ Estonia

เช้าวันใหม่ที่ Vilnius

เราจะเดินเข้าใจกลางกรุงวิลนิอุสไปชมเมืองหลวงของลิทัวเนียก่อนในช่วงเช้าเพราะดูพยากรณ์อากาศแล้วหิมะจะตกตอนบ่าย เสร็จแล้วค่อยนั่งรถบัสไปเมือง Trakai เพื่อชมปราสาทตราไกซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของประเทศเลยก็ว่าได้

photo credit: www.roughguides.com

เช็คเอาท์และฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรม

8 โมงครึ่ง ออกจากโรงแรม เดินไปทางซ้ายตรงเข้าถนน Geležinkelio gatvė เดินตามทางรถไฟจนถึงสี่แยกที่มีทางลอดใต้ทางรถไฟก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ใจกลาง Vilniaus senamiestis (Vilnius Old Town) ทาง Aušros vartai (Gate of Dawn) ที่แปลว่า Sharp Gate ประตูเมืองเก่าที่สร้างในระหว่างปีค.ศ. 1503-1522 เพื่อใช้เป็นป้อมป้องกันข้าศึกบุกเมือง (ระยะทาง 600 เมตร)

Vilnius คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลิทัวเนีย กรุงวิลนิอุสได้รับฉายาว่า “ไข่มุกวัฒนธรรมแห่งยุโรป” และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 1994

สถานที่สำคัญของเมืองและจุดท่องเที่ยวหลักอยู่ในเขต Vilniaus senamiestis หรือเมืองเก่าของวิลนิอุสแทบทั้งหมด

photo credit: www.pinterest.com

ตอนนี้เราอยู่ที่ประตูเมืองทิศใต้ เดินตรงตามถนน Aušros Vartų gatvė ไปทางทิศเหนือ หันหลังกลับไปคือ Vilniaus Šv. Teresės bažnyčia (Church of St. Teresa) เดี๋ยวต่อไปจะเจอโบสถ์เป็นสิบๆ โบสถ์เลย แต่ขอเลือกลงรูปเฉพาะโบสถ์ที่สวยงามและมีความสำคัญนะครับ

เดินต่ออีกนิด ทางซ้ายมือคือ Lietuvos nacionalinė filharmonija (Lithuanian National Philharmonic Society) อาคารแสดงดนตรีอันยิ่งใหญ่งดงาม

ตรงไปอีกนิดก็ถึง Šv. Kazimiero bažnyčia (Church of St. Casimir) โบสถ์บาโรคแห่งแรกของวิลนิอุสสร้างเมื่อปีค.ศ. 1618 โดย Povilas Bokša เป็นผู้ออกแบบตามอย่าง Chiesa del Gesù (Church of the Gesù) แห่งกรุงโรม

เลยไปหน่อยคือ Rotušės aikštė (Town Hall Square) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Vilniaus rotušė (Vilnius Town Hall) หรือที่ว่าการกรุงวิลนิอุส

เดินไปทาง Šv. Nikolajaus cerkvė (St. Nicholas Church) ผ่าน Lietuvos dailės muziejus (Lithuanian Art Museum) เข้าสู่ Pilies gatvė (Pilies Street) หรือ Castle Street ถนนสายหลักในเมืองเก่าซึ่งเป็นแหล่งค้าขายที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และตลาดกลางแจ้ง

เลี้ยวขวาเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Literatų gatvė (Street of Writers)

เดินตามถนนสายอาร์ทไปแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโบสถ์ Šv. arkangelo Mykolo bažnyčia เลี้ยวขวาไปยัง Šv. Onos bažnyčia

Šv. Onos bažnyčia (St. Anne’s Church) คือโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งมีไม่กี่แห่งในเมืองเพราะส่วนมากเป็นนิกายออร์โธด็อกซ์ โบสถ์อิฐแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Anna ผู้ปกครองแคว้นลิทัวเนียเมื่อปีค.ศ. 1500 โดยออกแบบในสไตล์โกธิคที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง นับเป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในย่านเมืองเก่าของวิลนิอุส

ด้านข้างโบสถ์เป็นสวนหย่อมที่มี Paminklas Adomui Mickevičiui หรือรูปปั้นของ Adomas Mickevičius นักคิดนักเขียน อาจารย์ และผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองชาวโปแลนด์ ส่วนด้านหลังโบสถ์คือ Šv. Pranciškaus ir Šv. Bernardino bažnyčia (Church of St. Francis and St. Bernard) เรียกย่อๆ ว่า Šv. Pranciškaus Asyžiečio bažnyčia โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1516

เดินผ่านหน้าโบสถ์ Šv. Onos ไปทางทิศเหนือของเมืองไม่ไกลก็เข้าสู่อาณาเขตของ Vilniaus pilių kompleksas หรือ Vilniaus pilys (Vilnius Castle Complex) โค้งซ้ายเดินเข้าไปในสวนก็เห็น Gedimino pilies bokštas (Gediminas’ Tower) อยู่บนเนินเขา

เดินต่อไปยัง Katedros aikštė (Cathedral Square) อีกจัตุรัสหลักของเมืองเก่าวิลนิอุส ตรงนี้เป็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างสำคัญของเมือง 2 หลัง คือ

Lietuvos Didžiosios Kunigaikštystės valdovų rūmai Vilniaus žemutinėje pilyje (Palace of the Grand Dukes of Lithuania) หรือเรียกย่อๆ ว่า Valdovų rūmai (Royal Palace) พระราชวังหลวงแห่งกรุงวิลนิอุสแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เพื่อใช้เป็นที่ประทับของแกรนด์ดุ๊คแห่งลิทัวเนียและใช้เป็นศูนย์กลางการบังคับบัญชาทั้งด้านการเมือง การบริหาร และวัฒนธรรมของ Polish-Lithuanian Commonwealth มายาวนานกว่า 4 ศตวรรษ ก่อนจะพังทลายลงเมื่อปีค.ศ. 1801 โดยทางการลิทัวเนียได้ทำการบูรณะและสร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นที่บริเวณเดิมเมื่อปีค.ศ. 2002 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 7 ปีต่อมา

ข้างกันคือ Vilniaus Šv. Stanislovo ir Šv. Vladislovo arkikatedra bazilika (Cathedral Basilica of St Stanislaus and St Ladislaus) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Vilnius Cathedral วิหารแห่งกรุงวิลนิอุสเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลางเพื่ออุทิศแด่นักบุญ Stanislaus และ Ladislaus ต่อมาได้มีการบูรณะปรับโฉมโบสถ์หลายครั้งจนกลายมาเป็นแบบนีโอคลาสสิกอย่างที่เห็น โบสถ์แห่งนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวคาทอลิกในเมืองมาช้านาน

ภายในโบสถ์เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของลิทัวเนียและโปแลนด์ อาทิ แกรนด์ดุ๊ค Vytautas และพระนาง Anna ผู้เป็นพระมเหสี นักบุญ Casimir (Šv. Kazimiero) และที่กำแพงชั้นใต้ดินของโบสถ์มีภาพวาดเฟรสโกที่เก่าแก่ที่สุดของลิทัวเนีย

ด้านหน้าโบสถ์มี Vilniaus Katedros varpinė หอระฆังโดดเด่นที่สร้างขึ้นก่อนเพื่อใช้เป็นที่สังเกตการณ์รอบแนวกำแพงเมืองเก่า

จากหน้าพระราชวังหลวง Valdovų rūmai เดินเข้าสวนไปจะมีทางเดินขึ้นเนินเขาไปชมวิวเมืองเก่าของวิลนิอุสจาก Gedimino pilies bokštas (Gediminas’ Tower) หอคอยที่หลงเหลืออยู่ของ Upper Castle ของ Vilniaus pilių kompleksas หรือ Vilniaus pilys (Vilnius Castle Complex) หรือ Gediminas Castle แรกเริ่มเป็นหอคอยไม้สร้างตามรับสั่งของแกรนด์ดุ๊ค Gediminas แห่งลิทัวเนีย ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นหอคอยอิฐที่เสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1409 ในสมัยของแกรนด์ดุ๊ค Vytautas Didysis (Vytautas the Great)

ค่าขึ้นชมหอคอยสำหรับผู้ใหญ่ราคา 5 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Gediminas’ Tower

ถ้าไม่อยากเดินก็สามารถนั่งรถรางไฟฟ้าขึ้นเขาได้โดยเดินเข้าทางเดินระหว่าง Vilnius Cathedral กับพระราชวังหลวงออกไปยัง Lietuvos nacionalinis muziejus (National Museum of Lithuania) ที่มี Paminklas Karaliui Mindaugui หรือรูปั้นของพระเจ้า Karalius Mindaugas แกรนด์ดุ๊คคนแรกของลิทัวเนียและทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวของลิทัวเนียด้วย

เดินต่อไปแล้วเลี้ยวขวาไปทางด้านข้างของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติใกล้แม่น้ำ Neris จุดนี้มีสถานี Gedimino kalno funikulierius (Vilniaus funikulierius) หรือรถรางไฟฟ้าขึ้นเขาไปยัง Gedimino pilies bokštas (Gediminas’ Tower)

ตอนที่เราไป หอคอย Gediminas กำลังบูรณะซ่อมแซมอยู่ จึงไม่สามารถเดินและขึ้นรถรางไปชมวิวกรุงวิลนิอุสจากมุมสูงได้ครับ

เดินกลับไปที่ด้านหน้า Vilniaus Šv. Stanislovo ir Šv. Vladislovo arkikatedra bazilika (Vilnius Cathedral) ข้ามถนนตรงเข้าถนนสายหลักกลางเมืองเก่าชื่อ Gedimino prospektas (Gediminas Avenue) นิดเดียวก็จะถึง Lietuvos nacionalinis dramos teatras (Lithuanian National Drama Theatre) โรงละครแห่งชาติลิทัวเนียตั้งอยู่ที่ ตรงประตูทางเข้ามีรูปปั้นเทพธิดา 3 องค์เป็นสัญลักษณ์

เดินกลับไปที่ Vilnius Cathedral

เลี้ยวขวาที่สามแยกแล้วโค้งซ้ายตรงเข้าถนนเล็กๆ ชื่อ Universiteto gatvė ไปไม่ไกลก็ถึง Lietuvos Respublikos Prezidentūra หรือ Prezidentūra (Presidential Palace) อาคารที่ทำงานของประธานาธิบดีแห่งลิทัวเนียตั้งอยู่ Simono Daukanto aikštė (Daukanto Square)

เดินเข้าถนนด้านข้างอาคารที่ทำงานของประธานาธิบดีผ่าน Vilniaus universitetas (Vilnius University) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศกลุ่มบอลติก ตรงไปจนถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Šv. Jono gatvė เดินไปทางหอคอยของ Šv. Jono Bažnyčios Bokštas (St. John’s Church)

ตรงไปออกที่ถนน Pilies gatvė (Pilies Street) อีกครั้ง เลี้ยวขวาเดินกลับทางเดิมออกประตูเมือง Aušros vartai (Gate of Dawn) กลับ Panorama Hotel (ระยะทางราว 1.6 กิโลเมตร)

เดินลัดสวนหน้าโรงแรมไปสถานีรถบัส Vilniaus autobusų stotis

ไปปราสาท Trakai

เข้าไปในอาคารสถานีออกไปที่ชานชาลาด้านหลัง ขึ้นรถบัสท้องถิ่นไปซื้อตั๋วรถบัสไป Trakai ใบละ 1.80 ยูโร

รถบัสเส้นทาง Vilnius – Trakai มีของหลายบริษัท เช่น Busotas, UAB “Trakų autobusai”, Kautra และมีบ่อยด้วย
สามารถเช็คข้อมูลวิธีการเดินทางไปและตารางเวลารถบัสได้ที่ www.trakai-visit.lt และ www.autobusubilietai.lt

นั่งไปแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Trakų autobusų stotis เมือง Trakai (สถานีรถบัสไม่มีที่ฝากกระเป๋านะครับ)

photo credit: www.poilsistrakuose.lt

เดินไปที่วงเวียนแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนนสายหลักของเมืองไปทางทิศเหนือ

ตรงยาวลูกเดียวผ่านโบสถ์ Trakų Švč. Dievo Motinos Gimimo stačiatikių bažnyčia ระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร (เดิน 20-30 นาที) ก็ถึง Trakų salos pilis (Trakai Island Castle)

ไม่มีรถเมล์ระหว่างตัวเมือง Trakai กับสถานีรถบัสนะครับ ต้องเดินหรือนั่งแท็กซี่เท่านั้น

Trakų salos pilis หรือปราสาทตราไกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 บนเกาะใน Galvės ežeras หรือทะเลสาบ Galvė ในเขตเมือง Trakai อดีตเมืองหลวงศูนย์กลางการปกครองและการทหารของอาณาจักรลิทัวเนียก่อนที่แกรนด์ดุ๊ค Gediminas จะทรงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงวิลนิอุส

ปราสาทหินแห่งนี้สร้างในสถาปัตยกรรมแบบบอลติกผสมผสานรัสเซียนโดยแกรนด์ดุ๊ค Vytautas Didysis (Vytautas the Great) ผู้ครองแคว้นตราไกในอดีตที่ประสงค์จะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายที่นี่ ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ได้กลายเป็นคุก อีกด้านหนึ่งเป็นโบสถ์และสำนักบวชในนิกายเบเนดิกทีน

พิพิธภัณฑ์ของปราสาทสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเจริญรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองคารายซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกที่อพยพจากทะเลดำมาอาศัยอยู่ที่บริเวณนี้

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. ในเดือนมี.ค., เม.ย., ต.ค. เปิดทุกวันช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. และในฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 09.00-17.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 7 ยูโร

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Trakai Castle opening hour
อัพเดทค่าเข้าชมได้ที่ Trakai Castle entrance fee

แต่วันนี้ตรงกับวันจันทร์ซึ่งปราสาทปิดพอดีเลยอดเข้าชม ทำได้แค่เดินดูรอบๆ ปราสาทเท่านั้น แถมฝนตกอีกต่างหาก จะนั่งเรือชมทะเลสาบก็คงไม่เหมาะมั้ง เซ็งหน่อยๆ 🙁

ข้ามสะพานกลับไปรับประทานมื้อกลางวันที่ร้าน Trakų Dvarelis ใกล้ทะเลสาบ

มื้อนี้สั่ง Ledjūrio menkės kepsnys su padažu หรือ Roast cod จานนึง 9 ยูโร และให้เจ้าของร้านช่วยโทรเรียกแท็กซี่มารับไปส่งที่สถานีรถบัสเพราะขี้เกียจเดินกลับแล้ว

นั่งแท็กซี่กลับสถานีรถบัสประมาณ 5 นาที ค่ารถ 5 ยูโรครับ

เกือบบ่าย 3 โมง รถบัสของ Kautra จอดรออยู่แล้ว ค่ารถขากลับ Vilnius นี้ราคา 2 ยูโร แพงกว่าขามานิดหน่อย นั่งรถกลับประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Vilniaus autobusų stotis

เดินกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้แล้วเดินกลับเข้าไปในอาคารสถานีรถไฟกลาง Vilniaus geležinkelio stotis ซึ่งอยู่ด้านข้างสถานีรถบัส

ซื้อตั๋วรถไฟราคา 0.70 ยูโร แล้วนั่งรถไฟขบวนเวลา 16.05 น. (ขบวนต่อไป 16.57 น.) ไปสนามบิน Vilniaus oro uostas (น่าจะซื้อตั๋วบนรถไฟได้ด้วยนะครับ) นั่งแค่ 7 นาทีก็ถึงแล้ว

ค้นหาตารางเวลาและค่าตั๋วรถไฟลิทัวเนียได้ที่ www.traukiniobilietas.lt

อีกวิธีคือนั่งรถเมล์สาย 1, 2 จากสถานีรถบัส Vilniaus autobusų stotis หรือสถานีรถไฟกลาง Vilniaus geležinkelio stotis ตั๋วรถเมล์ราคา 1 ยูโรเมื่อซื้อจากคนขับรถ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที รถเมล์จะจอดหน้าอาคารสนามบินเลย

อัพเดทข้อมูลค่ารถโดยสารของวิลนิอุสได้ที่ Vilnius transportation fares
เช็คตารางเวลารถเมล์ได้ที่ Vilnius bus

เราเลือกนั่งรถไฟเพราะเวลาลงตัวกว่าและเร็วกว่าด้วย แม้ว่าสถานีรถไฟจะไม่ได้อยู่ติดกับอาคารสนามบิน ลงจากรถแล้วต้องเดินอีกประมาณ 5 นาทีก็ตาม

บ่ายนี้หิมะตกแรงพอสมควรตามพยากรณ์อากาศเป๊ะ เดินฝ่าหิมะเข้าไปในอาคารสนามบิน ขึ้นไปชั้น 2 เดินทะลุไปเข้าอีกอาคารหนึ่ง เช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน Finnair รับ boarding pass 2 ใบ Vilnius – Helsinki และ Helsinki – Bangkok

18.30 น. สายการบิน Finnair เที่ยวบิน AY 1106 (operated by Nordic Regional Airlines: N°RRA) ออกเดินทางไป Helsinki-Vantaan lentoasema (Helsinki-Vantaa Airport) ประเทศฟินแลนด์

นั่งเครื่องเล็ก 1 ชั่วโมง 40 นาทีก็ถึง Helsinki ในเวลา 20.10 น. รอต่อเครื่อง Finnair เที่ยวบิน AY 143 ซึ่งจะออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอน 22.55 น.

บินข้ามคืนอีก 9 ชั่วโมง 40 นาที กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 13.40 น. ของวันรุ่งขึ้น

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต