Chile กว่า 30 ชั่วโมงจากไทย..เที่ยวเองดินแดนสุดขอบโลก ตอนที่ 2 “Valparaíso – Santiago” ใช้ชีวิตฮิปๆ ในเมืองกราฟฟิตี้ระดับโลก – ชมเมืองหลวงที่ไม่ค่อยมีใครเที่ยว

เที่ยวเอง รีวิว วัลาไรโซ ซานเตียอาโก ชิลี อเมริกาใต้ valparaiso santiago chile

“ชิลี” ประเทศนี้ไกลสุดแล้ว

จาก Punta Arenas เมืองใหญ่ที่สุดทางใต้ของชิลี เราบินโดยสายการบิน low cost ชื่อ Sky Airline เที่ยวบิน 008 ซึ่งออกเดินทางจากสนามบิน Aeroporto Internacional Presidente Carlos Ibáñez (PUQ) ในเวลา 12.05 น. (เวลาแต่ละวันอาจไม่ตรงกัน) เข้าเมืองหลวงของชิลีคือ Santiago

ตั๋วเครื่องบิน Punta Arenas – Santiago แบบ FARE PLUS 63.04 USD (ราคาเริ่มต้น 27 USD) / FARE FULL 103.93 USD (ราคาเริ่มต้น 68 USD) รวมน้ำหนักกระเป๋า 23 กก.

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.skyairline.com

อีกตัวเลือกคือสายการบิน LATAM Airlines มีหลายไฟลท์ต่อวัน ใช้เวลาบินเท่ากัน แต่ราคาแพงกว่าเกือบ 100 USD เพราะเป็นสายการบิน Full Service

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.latam.com

photo credit: www.livingcoramdeo.com

ลุย “ปาตาโกเนียฝั่งชิลี” และเดินเที่ยวในเมือง Punta Arenas กันในรีวิวนี้
Chile กว่า 30 ชั่วโมงจากไทย..เที่ยวเองดินแดนสุดขอบโลก ตอนที่ 1 “Patagonia” ฝั่งชิลี ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

ก่อนจะอ่านรีวิวเตอนสุดท้ายนี้ อยากให้อ่านเรื่องราวตั้งแต่ตอนแรกที่ “บราซิลและอาร์เจนตินา” เพื่อความเข้าใจโครงสร้างทั้งทริปนะครับ
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 1 “Rio de Janeiro” มหานครแห่งความสุดโต่ง
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 2 “Iguacu Falls” น้ำตกอีกวาซูอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 1 “ฺBuenos Aires” ปารีสแห่งอเมริกาใต้
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 2 “Ushuaia” เมืองใต้สุดของโลก ต้นทางสู่ขั้วโลกใต้
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 3 “Patagonia” หนึ่งความฝันสูงสุดของนักเที่ยวสายธรรมชาติ

วันที่ 16 ของทริป (วันที่ 15 ในอเมริกาใต้)

กำหนดเวลาถึง Aeropuerto Internacional Comodoro Arturo Merino Benítez (Nuevo Pudahuel Airport) หรือ SCL คือ 15.30 น. ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 25 นาที แต่เครื่องดีเลย์ 2 ชั่วโมงเศษ ตามสไตล์สายการบิน low cost จึงไปถึงสนามบิน Santiago เกือบ 5 โมงครึ่ง วันนี้เราวางแผนไว้แล้วว่าจะเข้าโรงแรมแล้วหาอะไรกินแถวนั้นพอ ยังไม่เข้ากลางเมืองอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาจากการดีเลย์

สนามบินนานาชาติ Comodoro Arturo Merino Benítez (Santiago de Chile Airport) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากศูนย์กลางเมืองราว 18 กิโลเมตร

วิธีการเดินทางเข้าเมือง

  • รถบัสของ TurBus ที่ชั้น 1 ใกล้ทางออก 5 ซื้อตั๋วได้ที่บู๊ทในอาคารสนามบินหรือที่ป้ายรถบัส ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที – 1 ชั่วโมง ค่ารถราคาเที่ยวละ 1,900 CLP ตั๋วไป-กลับ 3,400 CLP (1,900+1,500 CLP) โดยราคาอาจปรับขึ้นเล็กน้อยทุกปี

          มีรถทุก 20 นาทีตั้งแต่ 06.20-22.50 น., วันอาทิตย์ 08.20-22.50 น. และทุก 1 ชั่วโมงหลังจากนั้นจนถึงตี 4

           รถบัสจอดป้ายที่สถานีรถบัส Terminal de Buses Pajaritos, สถานีรถไฟใต้ดิน Las Rejas, สถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda ติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Santiago, สถานีรถบัส Terminal de Buses San Borja ไม่ไกลสถานีรถไฟใต้ดิน Estación Central

  • รถบัสของ Centropuerto ที่ชั้น 1 ระหว่างทางออก 4 กับ 5 ค่ารถราคาเที่ยวละ 1,800 CLP, ไป-กลับราคา 3,200 CLP ซื้อก่อนขึ้นรถหรือจากคนขับรถก็ได้ (ราคาตอนนี้น่าจะเท่ากับของ TurBus)

          เส้นทางแรกไปที่ท่ารถบัส Estacion de Buses Centropuerto ตรงข้ามสถานีรถไฟใต้ดิน Los Héroes มีรถทุก 10 นาทีตั้งแต่ 06.00-23.30 น. รถบัสจอดป้ายที่สถานีรถบัส Terminal de Buses Pajaritos, สถานีรถไฟใต้ดิน Las Rejas, สถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda ติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Santiago, สถานีรถบัส Terminal de Buses San Borja ไม่ไกลสถานีรถไฟใต้ดิน Estación Central

           อีกเส้นทางคือไปเขต Maipú เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์

           รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.santiago-airport.com แต่ค่าตั๋วไม่อัพเดทนะครับ

  • แท็กซี่จาก Vía Controlada ใช้เวลา 20-45 นาทีขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร แท็กซี่สีดำและเหลืองเป็นแท็กซี่มิเตอร์ ค่ารถ 12,000-30,000 CLP ส่วนสีน้ำเงินเป็นแท็กซี่สำหรับนักท่องเที่ยว ค่ารถคิดเรทแน่นอนตามระยะทาง

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.santiago-airport.com

เราเลือกใช้รถบัสของ TurBus (สีเขียว) ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ ป้ายรถบัสอยู่นอกอาคารสนามบินเลย รถบัสมี 2 เส้นทาง ถ้าจะเข้ากลางเมืองอย่าเลือกคันที่เขียนป้ายหน้ารถว่า Maipú

ถ่ายรูปรถมาไม่ได้ครับ คนเยอะวุ่นวายมาก

ในเว็บทางการของสนามบินบอกว่าคนที่มีกระเป๋าเดินทางใหญ่ไม่ควรใช้วิธีนี้ จริงๆ คือรถบัสมีที่เก็บกระเป๋าใต้ท้องรถเหมือนรถบัสระหว่างเมือง แต่รถบัสคันนี้จอดรับคนหลายป้ายจนคนแน่นเอี้ยด

เส้นทางเข้าเมืองตอนเย็นรถติดเรื่อยๆ บางแยกติดมากเหมือนกทม. 555

ชั่วโมงนิดๆ เราก็มาถึงสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda

แถวนี้เป็นชุมทางรถบัสใหญ่สำหรับเดินทางไปทั่วประเทศ ความอันตรายจึงไม่ต่างจากชุมทางคมนาคมของกรุงเทพฯ บ้านเรา มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวมาในคราบผู้โดยสาร ดังนั้นจึงควรระมัดระวังอยู่เสมอครับ

จากตรงนี้ถ้าเลือกที่พักในศูนย์กลางเมืองจะต้องเดินนิดหน่อยไปสถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Santiago ซื้อบัตรเติมเงินแล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีที่ใกล้ที่พักที่สุด แต่เท่าที่หาที่พักดู ไม่ค่อยมีที่ไหนใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในตัวเมืองเลยครับ

เราจึงเลือกพักที่ ibis Santiago Estacion Central Hotel ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda นี้เลย ออกจากสถานีเลี้ยวขวาก็ถึงประตูโรงแรมแล้ว เพราะตอนเช้าจะนั่งรถบัสจากที่นี่ไปเมือง Valparaíso และอีกวันค่อยนั่งรถไฟใต้ดินเข้าไปเที่ยวกลางเมือง Santiago

ทำเลของโรงแรมระดับ 3 ดาวนี้สะดวกในการเดินทางทั้งภายในเมืองและไปเมืองอื่นมากๆ

เราจะพักที่นี่ 2 คืน ห้องพักสำหรับ 2 ราคา 157 USD รวมอาหารเช้า ห้องพักดีตามมาตรฐาน ibis ครับ โรงแรมในระดับใกล้เคียงกันราคาแทบไม่แตกต่าง ถ้าเมืองไหนมีโรงแรมในเครือ ibis อยู่ใกล้สถานีรถไฟหรือรถบัส เราก็มักจะเลือกก่อนเสมอ

ออกไปหาอะไรกินแถวสถานีรถบัสและหาเคาน์เตอร์ขายตั๋วของ Pullman Costa Central เพื่อซื้อตั๋วไปเมือง Valparaíso พรุ่งนี้เช้า ตั๋วรถบัส Santiago – Valparaíso ราคาเที่ยวละ 3,250 CLP (ประมาณ 160 บาท) ต้องเลือกเวลาไปและกลับเลย

เช็คตารางเวลารถบัสและซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ www.recorrido.cl, www.pasajebus.com, www.buschile.com

ราคาอาหารมื้อนึง 4,000-6,000 CLP ถ้าเป็นพวกฟาสต์ฟู้ดจะถูกกว่านี้

ค้างที่ Santiago เป็นคืนแรก

วันที่ 17 ของทริป (วันที่ 16 ในอเมริกาใต้)

ไป Valparaíso แบบ one day trip

รถบัสของ Pullman Bus Costa Central ออกจากสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda ข้างโรงแรม ตอน 08.10 น. เส้นทางนี้มีรถบัสเยอะมากและมีของหลายบริษัทด้วย ซื้อตั๋วหน้างานตามใจชอบได้เลยครับ

ถ้ามาถึงสนามบิน Santiago แล้วไม่อยากเข้าเมือง อยากไป Valparaíso และ Viña del Mar เลย ให้นั่งรถบัสของ TurBus หรือ Centropuerto ไปลงที่สถานีรถบัส Terminal de Buses Pajaritos นอกเมือง Santiago แล้วต่อรถบัสของบริษัทต่างๆ ที่มีมากมายได้

หลับไปไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Valparaíso ตอน 10 โมงเช้า

อากาศที่นี่หนาวกว่าที่ Santiago ครับ ช่วงปลายมีนา (ต้นฤดูใบไม้ร่วง) อุณหภูมิ 10°C ต้นๆ เอง

เดินเข้าไปในอาคารสถานี เลี้ยวขวาไปออกประตูด้านข้าง มองไปทางซ้ายก็เห็นถนนใหญ่ด้านหน้าสถานีรถบัสซึ่งเป็นเส้นทางเข้าศูนย์กลางเมือง เดินไปที่ถนน Pedro Montt ป้ายรถเมล์อยู่ทางขวามือ (ขึ้นรถเมล์จากป้ายฝั่งเดียวกับสถานีรถบัส ทางซ้ายของรูปนี้)

ขึ้นรถเมล์เบอร์อะไรก็ได้เข้าใจกลางเมือง บอกคนขับรถว่า Catedral (กาเตดราล) ซึ่งแปลว่าโบสถ์ จ่ายค่ารถ 310 CLP (15 บาท) พอรถเมล์ผ่าน Catedral de Valparaíso ก็ลงรถเมล์

เมืองนี้มีรถไฟใต้ดิน (แต่อยู่บนบก) มีไม่กี่สถานีอยู่แถวริมทะเลเท่านั้น ค่ารถไฟใต้ดินคิดเป็นสถานีและราคาแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ถ้านั่งภายในเมือง Valparaíso 1-4 สถานี ราคาเดียวกันหมด

ช่วง high (วันจันทร์-ศุกร์ 06.30-09.30 น. และ 17.00-20.00 น.) ราคาเที่ยวละ 430 CLP / ช่วง Half (วันจันทร์-ศุกร์ 06.00-06.30 น., 09.30-10.30 น., 13.00-14.00 น., 16.00-17.00 น., 20.00-21.00 น.) ราคาเที่ยวละ 409 CLP / ช่วง Low (วันจันทร์-ศุกร์ 10.30-13.00 น., 14.00-16.00 น., 21.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดตลอดทั้งวัน) ราคาเที่ยวละ 388 CLP

เช็คค่าโดยสารได้ที่ Valparaiso Metro

รถเมล์สายที่เราขึ้นเลยโบสถ์ไปจอดป้ายใกล้ Arco Británico (British Arch) ประตูชัยที่ชุมชนชาวอังกฤษบริจาคให้ทางการเมืองเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีการได้รับอิสรภาพจากสเปนของชิลี (สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้คือ Bellavista)

เริ่มเที่ยว Valparaíso จากตรงนี้

Valparaíso (Valpo) หรือวัลปาไรโซ คือเมืองหลักและเมืองท่าริมมหาสมุทรแปซิฟิกของชิลีอยู่ทางทิศตะวันตกของ Santiago เมืองสุดฮิปนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีค.ศ. 2003 ความโดดเด่นอยู่ที่ภาพวาดกราฟฟิตี้ของศิลปินจากทั่วโลกที่กระจายอยู่ทั่วเมืองและบ้านเรือนสีฉูดฉาดที่เรียงรายอยู่ตามไหล่เขาเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

วันนี้อากาศไม่ค่อยสดใส มีหมอกจางๆ ทั้งวันเลย ถ้าฟ้าแจ่มๆ นี่ถ่ายรูปสวยมากๆ ครับ

เดินผ่านสวนตรงข้ามประตูชัยตามถนน Avenida Brasil ไม่ไกลก็เห็นลานตลาดนัดขายของที่ Plaza Lord Cochrane

ตรงไปอีกก็ถึง Plaza Cívica เดินชิดซ้ายตามทางเดินแคบๆ นิดเดียวก็ทะลุไปออกที่ Plaza Aníbal Pinto ที่มี Fuente de Neptuno (Fountain of Neptune) อยู่กลางจัตุรัส แถวนี้มีร้านอาหารดีๆ เพียบ

หันหลังกลับไป ข้ามถนนแล้วแยกซ้ายขึ้นทางชันไปไม่ไกล พอเจอสามแยกตัว Y ก็แยกขวาไปยังสถานี Ascensor Reina Victoria

ขึ้นลิฟท์โบราณไปยังจุดชมวิวมุมหลักของเมืองที่มักอยู่ในโปสการ์ด ค่าลิฟท์ 100 CLP (5 บาท)

เดินไปยังโบสถ์ยอดแหลมหลังคาสีเขียวตรงนู้น

เดินตามทางเดินไม้ขึ้นบันไดเตี้ยๆ เข้าสู่ Paseo Dimalow ก็เริ่มเห็นกราฟฟิตี้สวยๆ แล้ว

ตรงตามทางเดินแคบๆ แป๊บเดียวก็เห็นกราฟฟิตี้บนผนังตึกที่มีชื่อว่า Tower on Fire เป็นผลงานของ LRM (La Robot de Madera) หรือ Mr. L ศิลปินท้องถิ่นชาวชิลี

ตรงไปจนสุดทางก็เลี้ยวขวาเดินตามถนน Almirante Montt แล้วเลี้ยวขวาเดินลงทางลาดไม่ไกล

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Beethoven ขึ้นทางชันตรงไปยังโบสถ์ Iglesia luterana de La Santa Cruz (Lutheran Church of the Holy Cross)

ก่อนถึงโบสถ์มี Escalera de Piano @chinoatonal (Piano Staircase) เป็นจุดถ่ายรูปไฮไลต์ของเมือง

ขึ้นบันไดไปยังโบสถ์ซึ่งมีกราฟฟิตี้สวยๆ ให้ถ่ายรูปกัน

ตรงเข้าถนน Abtao ด้านข้างโบสถ์แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกแรกเข้าถนน Concepción

เดินลงเนินไปมีผลงานกราฟฟิตี้ของ Cuellimangui ชื่อ “Que estas haciendo para cambiar el mundo?” ที่แปลว่า “What are you doing to change the world?”

เดินกลับไปที่ถนน Abtao เลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Templeman

ตรงไปขึ้นบันไดยัง Casa Patrimonio ตรงนี้มีผลงานศิลปะของ Art + Believe สองครีเอทีฟจากเมือง Brighton ประเทศอังกฤษที่เขียนว่า “We are not Hippies, We are Happies” เป็นหนึ่งงาน street art ยอดฮิตของเมืองที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูป

ลงทางชันไปเลี้ยวซ้ายเข้า Calle Urriola

เดินลงตามเส้นทางชันไม่ไกลก็เห็นบันไดหลากสีของ Pasaje Gálvez อยู่ทางขวามือ เวลา seach google ดูรูป Valparaíso จะเจอรูปนี้เพียบเลย

ตรงลงไปอีกนิดผ่านกราฟฟิตี้เจ๋งๆ ตามถนน Urriola ที่มีหลายจุดก็เห็นบันไดหลากสีอีกแห่ง

ขึ้นบันไดไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้า Pasaje Gálvez ถนนแคบๆ แหล่งฮิปที่มีที่พักแบบชาวบ้านที่เรียกว่า Casa, คาเฟ่, อาร์ทแกเลอรี่ และกราฟฟิตี้เท่ๆ มากมาย

เดินย้อนทางเดิมลงบันไดกลับไปที่ถนน Urriola

เลี้ยวขวาเดินไปออกที่ถนน Prat เลี้ยวซ้ายตรงอีกราว 200 เมตรไปยังอาคาร Edificio Armada de Chile

Edificio Armada de Chile หรือ Comandancia en Jefe de la Armada de Chile (Comandancia Armada de Chile) คือศูนย์บัญชาการกองทัพเรือชิลีตั้งอยู่ที่ Plaza Sotomayor จัตุรัสสำคัญที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Rafael Segundo Sotomayor Gaete นักการเมืองคนดังซึ่งได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญๆ หลายกระทรวง

ตรงกลางจัตุรัสมี Monumento a Los Heroes de Iquique (Monument to the Heroes of Iquique) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Monument to the National Navy อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชนที่สู้รบที่ท่าเรือ Iquique และ Punta Gruesa ในช่วงสงครามแห่งแปซิฟิกระหว่างชิลีกับเปรูและโบลิเวียเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 1879

ด้านหลังอนุสาวรีย์เป็นถนนใหญ่ชื่อ Errázuriz ถ้าเลี้ยวขวาไปก็จะถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Estación Puerto

เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Errázuriz ที่ดูปลอดภัยกว่าถนนเส้นในที่ขนานกัน ประมาณ 500 เมตรก็เห็นสถานีเคเบิลคาร์ Ascensor Artillería (Artillería funicular railway) ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1893

จ่ายค่าเคเบิลคาร์เที่ยวละ 300 CLP (จ่ายเป็นเงิน 1 USD ก็ได้) แล้วนั่งขึ้นไปยังจุดชมวิวบนเนินเขา Artillería

บนเขาเป็นที่ตั้งของ Museo Marítimo Nacional (National Maritime Museum) อยู่ที่อาคารโรงเรียนกองทัพเรือชิลีเดิม

ขาลง นั่งเคเบิลคาร์ลงเขาแล้วนั่งรถเมล์สายอะไรก็ได้ที่เขียนว่า Pedro Montt (P. Montt) กลับสถานีรถบัส

แต่เราเลือกเดินลงตามถนน Artillería ซึ่งมีกราฟฟิตี้อาร์ทๆ ให้ดูเพียบ

พอถึงข้างล่างก็เลี้ยวซ้ายเดินลงไปทางท่าเรือ ลองเลี้ยวขวาเข้าถนนก่อนถึงรูปั้นชื่อ Bustamante เพราะเดินใกล้กว่าถนนใหญ่ริมทะเล ระหว่างทางดูโทรมมาก แต่รู้สึกว่าไม่ได้อันตรายนะครับ ตรงต่อเข้าถนน Calle Serrano ก็ถึง Ascensor Cordillera อีกลิฟท์ขึ้นเขาไปยังชุมชนข้างบน ถ้าเดินขึ้นบันไดช่วงนี้ต้องขาเสียแน่ๆ 555

วัลปาไรโซมีลิฟท์และเคเบิลคาร์เก่าแก่มากมายเพราะเป็นวิธีการเดินทางขึ้นไปยังบ้านเรือนตามไหล่เขาที่สะดวกและถูกที่สุด

photo credit: www.orangesmile.com

ตรงไปอีกไม่ไกลก็กลับไปที่อาคาร Edificio Armada de Chile ที่ Plaza Sotomayor

หารถเมล์สายอะไรก็ได้ที่เขียนว่า Pedro Montt (P. Montt) นั่งกลับสถานีรถบัส เราขึ้นสาย 522 จ่ายค่ารถอีก 310 CLP

กลับ Santiago

17.10 น. รถบัสเจ้าเดิมออกจากสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Valparaíso

ขากลับใช้เวลา 2 ชั่วโมงถึงสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda

เช็คตารางเวลารถบัสและซื้อตั๋วได้ที่ www.pasajebus.com, www.recorrido.cl, www.buschile.com

เช็คตารางเวลารถบัสของบริษัทอื่นและซื้อตั๋วได้ที่ www.voyhoy.com

photo credit: www.theguardian.com

เดินหาอะไรกินก่อนกลับโรงแรม

กรุงซานเตียอาโกมีชื่อเสียเรื่องโจรขโมยและจี้ปล้นไม่น้อยไปกว่านคร Rio de Janeiro, São Paulo และเมืองใหญ่ๆ ของบราซิล, กรุง Buenos Aires เมืองหลวงของอาร์เจนตินา, กรุง Lima เมืองหลวงของเปรู, กรุง La Paz เมืองหลวงของโบลิเวีย และเมืองใหญ่ต่างๆ ของประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งเราไปเที่ยวเองมาแล้วจำนวนหนึ่ง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์ร้ายตั้งแต่ไปเที่ยวเองมา แต่เรารู้แกวพวกมันอยู่แล้วเลยรอดไปได้อย่างสบายครับ ขอเล่าให้ฟังหน่อยเผื่อใครเจอบ้างจะได้รู้ตัวและหนีรอดได้ทัน

เรื่องมีอยู่ว่า เรายังไม่เข้าโรงแรม กะว่าเดินหาร้านอาหารกินมื้อเย็นก่อนแล้วค่อยเข้าโรงแรมทีเดียว แถวสถานีรถบัสชอบมีมิจฉาชีพมาดักขโมยข้าวของเป็นธรรมดาเพราะคนเยอะและวุ่นวายทั้งที่ตำรวจก็มีเยอะ เราก็ระมัดระวังตัวตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เย็นนี้ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหน้าสถานีรถบัสเพื่อใช้ประกอบการเขียนรีวิว คงพอดีกับที่ไอ้โจรหมวกดำมันเห็นและรู้ว่าผมเก็บโทรศัพท์ไว้ที่ไหน ถ่ายเสร็จก็เดินหาร้านอาหาร น้องชายรู้สึกว่ามีคนเดินตามทั้งที่คนแถวนั้นเยอะแยะ พอดีถึงร้านน้ำหอมที่ต้องเลี้ยวเข้าไปหน่อย ยืนดูอยู่หน้าร้านแล้วเหลือบไปมองข้างหลัง เห็นผู้ชายไม่สูงใส่หมวกสีดำหน้าตาแบบอินเดียนแดงทำเป็นยืนมองนู่นมองนี่ น้องชายรู้สึกว่าไอ้หมอนี่แหละที่เดินตามเรา

เดินกลับไปที่ถนนใหญ่และเดินไกลจากโรงแรมออกไปอีก ตรงนี้คนเยอะเดินได้ช้า หางตาของน้องชายเห็นว่ามันฉีดน้ำออกจากภาชนะบางอย่างที่ใส่ถุงพลาสติกไว้ใส่เสื้อเค้า คราวนี้เราแกล้งแวะเข้าร้านอาหารท้องถิ่นเลย ทำเป็นยืนดูเมนูในร้านแล้วแอบดูว่ามันดักรอเราอีกมั้ย ปรากฏว่ามันเดินเลยไป เรายังมั่นใจว่ามันเป็นโจรแน่ๆ เพื่อพิสูจน์ เราเดินย้อนทางเดิมกลับไปทางสถานีรถบัสและโรงแรม พอเลี้ยวออกจากร้านแค่นั้นก็เห็นป้าแต่งตัวโทรมๆ นั่งอยู่ที่มุมร้านและแกล้งชี้บอกเราว่า dirty dirty (คนขายตั๋วรถบัสยังแทบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้) เรารู้ตัวแล้วว่าโดนเล่นงาน

พวกนี้ทำงานกันเป็นทีม คนนึงฉีดพวกมัสตาร์ดใส่เสื้อผ้าให้เลอะ แล้วอีกคนทำเป็นเข้ามาช่วยเช็ดขี้นก และอีกคนจะฉวยโอกาสล้วงกระเป๋าเหยื่อตอนใครสักคนเสียสมาธิมัวแต่ดูว่าเปื้อนตรงไหนบ้าง

มุกตื้นๆ เด็กๆ แค่นี้ไม่ได้แอ้มเราหรอก 55 เดินหนีเข้าไปในสถานีรถบัส ยืนรอดูว่ามันตามมาอีกมั้ย มันตามมาจริงๆ ด้วย มันจะเอาให้ได้ คราวนี้เราเดินลัดสถานีรถบัสไปออกอีกทางแล้วเข้าโรงแรมไปเลย เข้าห้องน้ำดู โอ้โห! ฉีดซะเลอะเพียบเลย ล้างตั้งนานกว่าจะออกหมด

ขึ้นลิฟท์กลับไปที่ห้อง ลองมองทางหน้าต่างลงไปหน้าโรงแรม เห็นไอ้หมวกถือถุงใส่ขวดกับอีป้านั่งดักรออยู่เลย แต่สักพักก็ลุกไป มันคงคิดว่าเราเข้าไปหลบในโรงแรมแป๊บนึงแล้วจะออกมาใหม่ โทษนะๆ กรูพักที่นี่จ้า ข้ารู้ทางหนีทีไล่แถวนี้จ้า ไม่ได้กินง่ายๆ หรอกกกก 555

ถ้าใครเจอทริคจากคนแปลกหน้าไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ไม่ต้องสนใจ ระมัดระวังทรัพย์สินให้ดี และเดินหนีไปยังที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุดครับ

ค้างคืนที่ Santiago อีก 1 คืน

วันที่ 18 ของทริป (วันที่ 17 ในอเมริกาใต้)

เที่ยว Santiago ครึ่งวันเช้า

Santiago de Chile หรือ Santiago คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศชิลีที่ก่อตั้งโดย Pedro de Valdivia ชาวสเปนผู้พิชิตดินแดนนี้

กรุงซานเตียอาโกไม่ได้มีแลนด์มาร์คโดดเด่นอะไรและเขตศูนย์กลางเมืองก็ไม่ได้ใหญ่โต นั่งรถไฟใต้ดินเข้าใจกลางเมืองและเดินเที่ยวได้สบายครับ

แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนี่แหละ คนที่มาซานเตียอาโกจึงไม่ค่อยเข้ามาเที่ยวชมเมืองกันเท่าไหร่ แต่เรามาถึงเมืองหลวงของชิลีแล้วถ้าไม่เที่ยวคงรู้สึกเหมือนยังไม่ถึงชิลีเต็มตัว

ดูแผนที่เส้นทางเดินง่ายๆ ในตัวเมืองประกอบนะครับ

photo credit: maps-santiago.com

9 โมง ออกจากโรงแรม เดินเข้าไปในอาคารสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda ลงบันไดเลื่อนไปสถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Santiago

ซื้อบัตรเติมเงินคนละใบสำหรับใช้โดยสารรถไฟใต้ดินราคา 1,500 CLP (75 บาท) และเติมเงินอีก 1,500 CLP เพราะเราจะใช้รถไฟใต้ดินแค่ 2 เที่ยวในช่วง Normal Time (06.30-06.59 น., 09.00-17.59 น. และ 20.00-20.44 น.) ของวันจันทร์-ศุกร์ ซึ่งระบบจะคิดค่ารถ 720 CLP

ค่ารถในช่วงเวลาอื่นคือ วันจันทร์-ศุกร์ 07.00-08.59 น. และ 18.00-19.59 น. ราคาเที่ยวละ 800 และช่วงเวลาที่เหลือราคา 670 CLP ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด ราคาเดียวกันทุกเวลาคือ 720 CLP

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Santiago Metro

นั่งรถไฟใต้ดินสาย L1 (สีแดง) 7 สถานีไปที่สถานี Santa Lucía

photo credit: santiagotourist.com

ขึ้นจากสถานีก็เห็น Biblioteca Nacional de Chile (Chilean National Library) หอสมุดแห่งชาติของชิลีซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1925

มองไปอีกฝั่งถนนจะเห็นยอดหอนาฬิกาของ Iglesia San Francisco de Alameda หรือ Iglesia de San Francisco (San Francisco Church) โบสถ์เก่าแก่ที่สุดของเมืองที่สร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1622 อยู่ไม่ไกล แต่ลืมถ่ายรูปมาครับ

เลี้ยวขวาเข้าถนนด้านข้างหอสมุด เดินตรงไปที่สี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Moneda เลี้ยวขวาเดินอีกนิดก็เห็นอาคารสวยงามอยู่ตรงข้ามถนน นั่นคือ Palacio Subercaseaux (Subercaseaux Palace)

ข้ามถนนไปแล้วถ่ายรูปอาคาร Teatro Municipal de Santiago (Municipal Theater of Santiago) หรือ National Opera of Chile ซึ่งอยู่อีกฝั่ง

เดินกลับไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Moneda ตรงผ่านด้านหลังของหอสมุดและสวนเล็กๆ ไม่ไกลก็เห็นทางเดินขึ้น Cerro Santa Lucía (Santa Lucía Hill)

ขึ้นบันไดไปยัง Fuente Neptuno (Terrazo Neptuno) หรือน้ำพุเนปจูนซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเมือง  

เดินขึ้นไปยังยอด Cerro Santa Lucía (Santa Lucía Hill) เนินเขาไม่สูงกลางกรุงซานเตียอาโกที่เมื่อราว 15 ล้านปีก่อนเป็นภูเขาไฟ ที่จุดสูงสุดเป็นที่ตั้งของ Castillo Hidalgo (Hidalgo Castle) ที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1816 โดยข้าหลวงสเปนผู้ปกครองชิลีในยุคอาณานิคมเพื่อใช้ป้องกันเมือง

เดินลงเขาอีกทางไปออกประตูทิศเหนือของสวน ตรงผ่านน้ำพุ Monument Javiera Carrera เข้าถนน José Miguel de La Barra อีกไม่ไกลก็ถึง Museo Nacional de Bellas Artes (Chilean National Museum of Fine Arts) หรือ Palacio de Bellas Artes (Palace of the Fine Arts) พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1880 ส่วนอาคารด้านหลังคือ Museo de Arte Contemporáneo (Museum of Contemporary Art) ของมหาวิทยาลัยแห่งชิลี

เดินกลับทางเดิมไปที่ห้าแยกที่มีป้ายโลโก้สถานีรถไฟใต้ดิน เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Monjitas นิดเดียวก็ถึงสถานี Bellas Artes ตรงต่ออีกราว 500 เมตรไปยัง Plaza de Armas จัตุรัสหลักในเขตประวัติศาสตร์ของซานเตียอาโกซึ่งมีอาคารสำคัญของเมืองอยู่ทางทิศเหนือและตะวันตกของจัตุรัส  

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดคือ Catedral Metropolitana de Santiago (Metropolitan Cathedral of Santiago) มหาวิหารแห่งซานเตียอาโกคือศูนย์กลางคริสต์ศาสนาของเมือง การก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1748 ในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ใช้เวลายาวนานถึง 52 ปีจึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

ติดกันคือ Parroquia El Sagrario โบสถ์คาทอลิกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น Monumentos Nacionales de Chile (National Monuments of Chile)

เยื้องกับมหาวิหารแห่งซานเตียอาโกคือ Edificio del Correo Central (Central Post Office Building) หรือ Correo Central อาคารไปรษณย์กลางซึ่งแต่เดิมเคยเป็นบ้านพักประธานาธิบดีของชิลีจนถึงปีค.ศ. 1846 อาคารหลังนี้ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็น Monumentos Nacionales de Chile (National Monuments of Chile) เมื่อปีค.ศ. 1976

ข้างอาคารไปรษณย์กลางคือ Palacio de la Real Audiencia de Santiago (Royal Court Palace หรือ Palace of the Boxes) อดีตอาคารศาลยุติธรรมที่สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1804-1807 ต่อมาในปีค.ศ. 1818 ชิลีได้ประกาศอิสรภาพจากสเปนโดยใช้อาคารนี้เป็นที่รวมกำลังพล เป็นที่ประชุมคองเกรส และเป็นที่ทำการรัฐบาลจนถึงปีค.ศ. 1846 กระทั่งประธานาธิบดี Manuel Bulnes ให้ย้ายไปอยู่ที่ Palacio de La Moneda (La Moneda Palace)

ปัจจุบันอาคารนี้กลายเป็น Museo Histórico Nacional (Chilean National History Museum) ตั้งแต่ปีค.ศ. 1982

ถัดไปอีกคือ Municipalidad de Santiago ingeniería en tránsito (Santiago City Hall)

ทแยงมุมจัตุรัสกับ Catedral Metropolitana de Santiago ที่ถนน Merced เป็นที่ตั้งของ Casa Colorada (Red House) อาคารสไตล์โคโลเนียลที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1769 โดย Joseph de la Vega ให้แก่ Mateo de Toro y Zambrano ปัจจุบันกลายเป็น Museo de Santiago (Museum of Santiago) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองซานเตียอาโกตั้งแต่ยุค Pre-Columbian

เดินตามถนน Merced ย้อนไปผ่าน Plaza de Armas แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนคนเดิน Paseo Ahumada (ถนนที่ตรงมาจากมหาวิหาร)

ตรงไปจนถึงจุดตัดกับถนน Moneda (แยกที่ 3) เลี้ยวขวาเดินผ่านโบสถ์ Iglesia de las Agustinas (Church of the Augustines) ไปก็เห็นอาคารสไตล์ยุโรปอยู่ที่หัวมุมถนนคือ Bolsa de Comercio de Santiago (Santiago Stock Exchange) ตลาดหุ้นของซานเตียอาโกเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของละตินอเมริกา รองจากตลาดหุ้นของบราซิลและเม็กซิโก

ตรงต่อตามถนน Moneda อีกราว 200 เมตรก็ถึงสถานที่สำคัญที่สุดของเมือง นั่นคือ Palacio de La Moneda (La Moneda Palace) หรือ Palace of the Mint อาคารทำเนียบประธานาธิบดีแห่งชิลีและหน่วยงานราชการต่างๆ ซึ่งสร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก เริ่มก่อสร้างในปีค.ศ. 1784 ที่ Plaza de la Constitución (Constitution Square)

เดินไปยังด้านหลังอาคารทำเนียบประธานาธิบดี

ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของเสาธงชาติชิลียักษ์ที่ Plaza de la Ciudadanía (Citizenry Square หรือ Bulnes Square) กลางถนนใหญ่สายหลักของเมืองชื่อ Avenida Libertador Bernardo O’Higgins แต่ตอนนั้นล้อมรั้วก่อสร้างสูง ถ่ายรูปไม่สวยเลยครับ

จากจุดนี้จะเลี้ยวขวาเดินไปทาง Torre Entel (Entel Tower) หอโทรคมนาคมสูง 127.4 เมตรซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงซานเตียอาโก ก่อนถึงหอคอยมีสถานีรถไฟใต้ดิน La Moneda หรือจะเลี้ยวซ้ายเดินย้อนไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Chile ก็ได้

แต่เราเดินกลับไปหาร้านอาหารแถวถนน Moneda ใกล้อาคารตลาดหุ้นและแลกเงินที่เหลือคืน

ค่าอาหารในเมืองหลวงมื้อนึงเฉลี่ย 4,500-6,000 CLP (225-300 บาท) เครื่องดื่มต่างๆ ราคา 1,000-2,000 CLP ถูกกว่าในอุทยานแห่งชาติ

อัตราแลกเงินคืนคือ 682 CLP = 1 USD เราเหลือเงินชิลีรวมกัน 10,000 CLP ได้เงินดอลลาร์คืนมา 14 USD + เศษเหรียญอีก 450 CLP

เดินเข้าถนน Bandera ด้านข้างตลาดหุ้นกลับไปที่ถนนใหญ่ Avenida Libertador Bernardo O’Higgins เลี้ยวซ้ายไปสถานีรถไฟใต้ดิน Universidad de Chile

นั่งรถไฟใต้ดินสาย L1 (สีแดง) 6 สถานีกลับไปที่สถานี Universidad de Santiago ตัดเงินในบัตรช่วง Normal Time (06.30-06.59 น., 09.00-17.59 น. และ 20.00-20.44 น.) ของวันจันทร์-ศุกร์ 720 CLP (36 บาท)

เดินกลับโรงแรมและเดินไปสถานีรถบัส Terminal de Buses Alameda ตรงที่ลงรถบัสจากสนามบิน

ก่อนบ่าย 2 นั่งรถบัสของ TurBus ซึ่งซื้อตั๋วไป-กลับตั้งแต่ตอนขาเข้าเมืองแล้ว ไป Aeropuerto Internacional Comodoro Arturo Merino Benítez (Nuevo Pudahuel Airport) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

บินไป Paris ต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ

16.45 น. สายการบิน Air France เที่ยวบิน AF401 ออกเดินทาง

บินยาว 14 ชั่วโมงข้ามคืน

วันที่ 19 ของทริป

10.45 น. (เวลาฝรั่งเศส) เดินทางถึง Aéroport de Paris-Charles-de-Gaulle (Paris Charles de Gaulle Airport) เทอร์มินอล 2E

เวลาชิลีช้ากว่าปารีส 4 ชั่วโมง ใน winter time ของยุโรป (5 ชั่วโมงใน summer time) และช้ากว่าไทย 10 ชั่วโมง

รอต่อเครื่องกลับไทยประมาณ 5 ชั่วโมง

ลูกค้า Air France และสายการบินเครือ SkyTeam ไม่ว่าจะบินโดยคลาสอะไรก็สามารถเข้าใช้ Instant Paris Lounge ได้ฟรี แต่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าภายในสนามบินไป 1 ป้าย

เข้าไปนั่งๆ นอนๆ รอต่อเครื่องสบายๆ แต่อาหารต้องซื้อนะครับ

16.05 น. สายการบิน Air France เที่ยวบิน AF166 ออกเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 20 ของทริป

09.15 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง 10 นาที รวมเวลาทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง 30 นาที

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

**สามารถใช้รีวิวนี้วางแผนและไปเที่ยวเองได้ แต่ถ้าจะเขียนเนื้อหาลงในสื่อทุกประเภท ขอให้เขียนขอบคุณข้อมูลจากเพจเที่ยวเองตั้งแต่แรกด้วยครับ