Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 2 “Ushuaia” เมืองใต้สุดของโลก ต้นทางสู่ขั้วโลกใต้

เที่ยวเอง รีวิว อุซซัวย่า อาร์เจนตินา อเมริกาใต้ ushuaia argentina south america

ถ้ามาอเมริกาใต้แล้วไม่ได้เที่ยว “อาร์เจนตินา” คงเหมือนมาไม่ถึง

รีวิวตอนที่แล้ว เราเที่ยวชมกรุง Buenos Aires เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ข้อมูลเที่ยวแบบละเอียดที่นี่เลย
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 1 “ฺBuenos Aires” ปารีสแห่งอเมริกาใต้

อ่านข้อมูลน่ารู้ก่อนไปเที่ยวอาร์เจนตินาได้ที่ Guide to Argentina – เที่ยวเอง “อาร์เจนตินา” ควรรู้อะไรบ้าง

เมื่อวานบ่าย เราบินภายในประเทศโดยสายการบิน Aerolíneas Argentinas จากสนามบิน Aeroparque “Jorge Newbery” (AEP) ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถึง Aeropuerto Internacional de Ushuaia Malvinas Argentinas (USH) ตอน 1 ทุ่มเศษ

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.aerolineas.com.ar

นั่งแท็กซี่มิเตอร์เข้าเมือง 224 ARS ไปเช็คอินที่ Hotel Mónaco ที่ถนนสายหลักของเมือง Avenida San Martín

ทริปนี้ เราตั้งต้นที่ประเทศบราซิล อ่านรีวิว “Rio de Janeiro” และน้ำตก Iguazú ทั้งสองฝั่ง ตามนี้เลย
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 1 “Rio de Janeiro” มหานครแห่งความสุดโต่ง
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 2 “Iguacu Falls” น้ำตกอีกวาซูอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

นี่คือแผนที่ทริป Brazil – Argentina – Chile ครับ

Ushuaia คือเมืองท่องเที่ยวและพักผ่อนชื่อดังในฤดูร้อนของอาร์เจนตินาตั้งอยู่บน Isla Grande de Tierra del Fuego หรือเกาะ Tierra del Fuego ทางใต้สุดของประเทศ

อุซซัวย่านับเป็นเมืองที่มีสถานะเป็น city (ไม่ใช่ town) ที่มีคนอยู่อาศัยถาวรที่อยู่ใต้สุดของโลก หรือ Fin del Mundo (End of the World) โดยอยู่ห่างจากกรุง Buenos Aires กว่า 3,100 กิโลเมตร และห่างจากทวีป Antarctica ราว 1,000 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวที่จะไปขั้วโลกใต้จะมาขึ้นเรือที่เมืองนี้

ส่วนเมือง (town) ที่อยู่ทางใต้สุดของโลกจริงๆ คือ Puerto Williams บนเกาะ Navarino ของประเทศชิลี และ Puerto Toro บนเกาะเดียวกันที่มีสถานะเป็นชุมชน (commune)

photo credit: www.selmaexpeditions.com

วันที่ 8 ของทริป (วันที่ 7 ในอเมริกาใต้)

โปรแกรมของวันนี้คือล่องเรือตามช่องแคบ Beagle ไปชมสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเพนกวิน ตามเกาะแก่งในทะเล โดยฤดูที่ไปได้คือตั้งแต่เดือน ต.ค. – กลางเม.ย. ครับ

8 โมงเช้า เดินไปท่าเรือ Puerto de Ushuaia ซึ่งอยู่ใกล้ Plaza Cívica Ushuaia

เช็คอินที่ออฟฟิศของ Rumbo Sur SRL ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวที่เราซื้อ Seal’s Island, Bird’s Island and Penguin’s Island Half-Day Catamaran Tour โดยซื้อผ่านทาง  www.veltra.com เว็บไซต์เอเยนต์ที่รวบรวมทัวร์ท้องถิ่น กิจกรรม และบริการต่างๆ มากมายทั่วโลก สามารถ search หาจากประเทศที่ต้องการใช้บริการได้เลยครับ

ค่าล่องเรือในช่องแคบ Beagle นี้ราคา 63.75 USD ไม่มีรถรับส่งจากที่พักกับท่าเรือและไม่รวมค่าอาหารกลางวันที่มีขายบนเรือ 300-500 ARS ใช้เวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง – 7 ชั่วโมง

อ่านรายละเอียดทัวร์และจองได้ที่ www.veltra.com/en/latin_america/argentina/ushuaia

ทัวร์ของเอเยนต์อื่นที่มีรายการใกล้เคียงกัน ราคา 100-150 USD แต่ส่วนใหญ่จะพาไป Estancia Harberton (Harberton Ranch) พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์การตั้งรกรากในบริเวณนี้และโครงกระดูกของสัตว์ทะเลต่างๆ เช่น วาฬ โดยต้องเสียค่าเข้าเพิ่มอีก 12 USD

9 โมง เรือออกเดินทาง

วันนี้มีฝนตกปรอยๆ แต่ลมไม่แรงมาก ล่องเรือได้สบายครับ

เรือแล่นไปตาม Canal Beagle หรือช่องแคบบีเกิ้ลซึ่งเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศอาร์เจนตินาและชิลี

photo credit: www.ladatco.com

ที่แรกที่ไปถึงคือ Isla de los Lobos (Lobos Island) เกาะเล็กๆ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนก Cormorán Imperial หรือ imperial shag จำนวนมหาศาล

นั่งเรือต่ออีกไม่นานก็ถึง Isla de los Pájaros (Pájaros Island) หรือเกาะสิงโตทะเล

เรือแล่นต่ออีกนานเหมือนกันกว่าจะถึง Islotes les Éclaireurs ซึ่งมี Faro Les Éclaireurs (Les Éclaireurs Lighthouse) ประภาคารสูง 11 เมตรตั้งอยู่เพื่อให้นักเดินเรือใช้เป็นจุดสังเกตขณะเดินทางไปขั้วโลกใต้ ประภาคารนี้จึงถูกเรียกว่า “Lighthouse of the End of the World”

จากนั้นเดินทางต่อยาวๆ ไกด์ก็ประกาศว่าทางขวามือคือ Puerto Williams (Port Williams) เมือง (town) ที่มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่ถาวรที่อยู่ใต้สุดของโลกบน Isla Navarino (Navarino Island) ของประเทศชิลี

ถ้าอยากไปเมืองนี้ต้องซื้อทัวร์ซึ่งมีหลายเจ้าให้บริการ เดินถามตามบริษัทที่ติดป้าย Puerto Williams แถวท่าเรือ Puerto de Ushuaia ได้เลย แต่ต้องค้างคืนบนเรือ ไม่สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ เพราะเป็นกฎหมายของชิลี หรือนั่งเรือไปลงที่ท่าเรือ Puerto Navarino ของชิลี แล้วนั่งรถบัสอีกประมาณ 3 ชั่วโมง ค่าเรือ+รถบัส one way ราคา 120 USD ต้องหาที่พักในเมืองเอง สอบถามข้อมูลได้ที่บริษัท Piratour ที่ถนน San Martín หรือ Puerto de Ushuaia

ล่องเรือต่ออีกนานพอสมควร เราก็มาถึงที่หมายที่ตั้งใจมา นั่นก็คือ เกาะเพนกวิน Isla Martillo (Martillo Island) ชมความน่ารักของ king penguin นกเพนกวินพันธุ์คอสีเหลืองที่ตัวใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

ทัวร์ส่วนมากไม่ได้ลงไปเดินกับเพนกวินนะครับ มีแค่ของ Ushuaia Outdoors กับ Piratour ถ้าราคาถูกหน่อยคือ 134 USD ต้องนั่งรถไปที่ Estancia Harberton เพื่อข้ามเรือไป Isla Martillo และนั่งรถกลับ Ushuaia ส่วนแบบไปรถกลับเรือราคา 167 USD ไม่รวมค่าเข้า Harberton Ranch 12 USD ไม่มีทัวร์วันอาทิตย์ ใช้เวลา 6 หรือ 8 ชั่วโมง การจองทัวร์ให้ส่งอีเมลไปแจ้งวันที่ต้องการเดินทางและสอบถามราคาก่อน ควรจองและจ่ายเงินล่วงหน้า 1-2 เดือน เพราะจะได้ลดราคา 10% และในช่วงหน้า high (พ.ย.-ก.พ.) ทัวร์เต็มเร็วครับ

ล่องเรือรวดเดียวกลับถึง Ushuaia บ่าย 3 โมง

บ่ายนี้ท้องฟ้าใสกว่าตอนเช้าเยอะ เลยเปลี่ยนแผนจากจะเดินเล่นในเมืองพรุ่งนี้เป็นวันนี้แทน

ถ่ายรูปกับป้ายแถวท่าเรือ Puerto de Ushuaia ว่าครั้งหนึ่งเคยมายืนอยู่ที่เมืองใต้สุดของโลกแล้ว #ภูมิใจ

เดินไปถ่ายรูป Museo de la Legislatura Fueguina (Museum of the Legislature Fueguina) คืออาคารใหม่ของ Museo del Fin del Mundo (End of the World Museum) ซึ่งอยู่ใน Government House และ Governor’s Residence เดิม และอาคารที่โดดเด่นที่สุดของเมือง นั่นคือ Casa de Gobierno (Goverment House)

เดินผ่าน Plaza Cívica Ushuaia กลับไปทางโรงแรม

เลยแยกที่มองเห็นโบสถ์ Iglesia Nuestra Señora de la Merced ไปไม่ไกลก็ถึง Plaza Islas Malvinas (Falkland Islands Square)

จัตุรัสฟอล์คแลนด์มี Mural escultórico Héroes de Malvinas อนุสรณ์แกะสลักเป็นรูปหมู่เกาะฟอล์คแลนด์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตใน Guerra de las Malvinas (Falklands War) ระหว่างสหราชอาณาจักรกับอาร์เจนตินาเมื่อปีค.ศ. 1982

เดินไปที่ Cartel Ushuaia ที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล

เดินกลับไปที่ Plaza Islas Malvinas (Falkland Islands Square) ขึ้นเนินกลับโรงแรม พอถึงแยกถนน Avenida San Martín ก็เลี้ยวขวาไปทางโบสถ์ Iglesia Nuestra Señora de la Merced (Iglesia parroquial de Ushuaia)

เดินตามถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองที่มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านด้านหน้า Casa de Gobierno (Goverment House) แล้วเดินลงไปทางท่าเรือ เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Avenida Maipú เลียบทะเลราว 200 เมตรก็ถึง Museo del Fin del Mundo (End of the World Museum) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ของหมู่เกาะ Tierra del Fuego ไฮไลต์อยู่ที่นกนานาชนิดบนหมู่เกาะแห่งนี้ ค่าเข้าชม 200 ARS

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit End of the World Museum

เลี้ยวซ้ายขึ้นทางชันไปทางด้านหลังพิพิธภัณฑ์กลับไปที่ถนน Avenida San Martín เลี้ยวขวาไปนิดก็เห็น Galería Temática de la Historia Fueguina (Thematic Gallery) เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 12.00-20.00 น.

แถวนี้มีร้านอาหารจีนแห่งเดียวในเมืองชื่อ Bamboo แต่เปิด 2 ทุ่ม คงรอไม่ไหวเพราะตอนนี้เริ่มหิวแล้ว พรุ่งนี้กลางวันค่อยเดินมากินละกัน

เดินต่อไปจนสุดทาง เลี้ยวซ้ายไปอีกราว 200 เมตรก็ถึงทางเข้า Museo Marítimo y del Presidio de Ushuaia หรือ Argentine Navy and the Maritime Museum of Ushuaia ซึ่งปรับปรุงคุกเก่าให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่ Museo Marítimo (Maritime Museum), Museo de Arte Marino (Marine Art Museum), Museo Antártico (Antarctic Museum) และ Museo del Presidio (Museum of the Prison) พิพิธภัณฑ์เปิดตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ค่าเข้าชม 600 ARS

อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.museomaritimo.com

เดินกลับทางเดิมไปยัง Galería Temática de la Historia Fueguina (Thematic Gallery) เดินหาร้านอาหารตามถนน Avenida San Martín ซึ่งมีอยู่เพียบ

ดูเมนูหน้าร้านแล้วมื้อนึงต้องมี 400-500 ARS ค่ากินที่นี่แพงพอๆ กับยุโรปเลยนะ

สรุปเข้าร้าน KUAR 1900 ตรงข้าม Casa de Gobierno (Goverment House) หน้าร้านดูเก่าๆ หน่อย ทางเข้าต้องขึ้นบันไดไป แต่พอเปิดประตูร้าน โอ้! อย่างหรู คนนั่งจิบไวน์เพียบ

ราคาอาหารก็แรงอยู่ แต่มีเมนูนึงน่ากินมากคือ Tabla de Mar เป็นเซ็ตอาหารทะเลสำหรับ 2 คน ราคา 880 ARS (700 บาทนิดๆ) สั่งไวน์ขาว Copa Vino Blanco แก้วละ 140 ARS มาดื่มคู่ด้วย

เช็คบิลออกมา 1,230 ARS มีค่าที่นั่ง (มั้ง) คนละ 35 ARS และค่า propina หรือทิปอีก 9.99% รวมเบ็ดเสร็จมื้อนี้จัดเต็ม 1,352.88 ARS (ประมาณ 1,085 บาท)

ตอนนี้ตังค์ยังพอใช้อยู่ 55 ถ้าจะแลกเงินเพิ่มก็เดินไปที่ Jupiter Agencia de Cambio ที่ Antartida Argentina Hotel ซึ่งอยู่ไม่ไกลได้

ตามถนน Avenida San Martín ผ่านโบสถ์ Iglesia Nuestra Señora de la Merced กลับโรงแรม

ค้างคืนที่ 2 ที่ Ushuaia

วันที่ 9 ของทริป (วันที่ 8 ในอเมริกาใต้)

จริงๆ วันนี้เราจะเดินเที่ยวในเมืองอุซซัวย่าแล้วนั่งแท็กซี่ไปสนามบินประมาณ 4 โมงครึ่ง เพื่อบินไป El Calafate ตอน 18.20 น. แต่เมื่อวานอากาศโอเคเลยเดินซะทั่วเมืองไปแล้ว วันนี้เลยว่างจัด 555

ใกล้ๆ อุซซัวย่ามีสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่ค่อยถูกใจเราเท่าไหร่ครับ เช่น

  • Parque Nacional Tierra del Fuego (Tierra del Fuego National Park) มีรถเมล์ท้องถิ่นจากถนนริมทะเลในเมืองไปยังทางเข้าอุทยานแห่งชาติเลย แต่ไม่รู้ตารางเวลา สอบถามข้อมูลจาก Tourist Information ที่ท่าเรือได้ หรือซื้อทัวร์จากในเมืองไปก็ได้ ต้องเสียค่าเข้าอุทยานฯ เพื่อเข้าไปเดินป่าชมธรรมชาติ
  • Tren del Fin del Mundo (Southern Fuegian Railway) หรือ Train of the End of the World รถไฟจักรไอน้ำบริการนักท่องเที่ยวอยู่ก่อนถึงอุทยานแห่งชาติ Tierra del Fuego เล็กน้อย ในอดีตทางรถไฟนี้เป็นเส้นทางส่งนักโทษไปจองจำในคุกสุดขอบโลก นั่งรถเมล์เส้นทางเดียวกับการไปอุทยานแห่งชาติหรือซื้อทัวร์จากในเมืองไปก็ได้ เท่าที่ดูค่าทัวร์คร่าวๆ ราคา 3,000 บาทขึ้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.trendelfindelmundo.com

  • Laguna Esmeralda เดินเขาไปชมทะเลสาบน้ำสีมรกตที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ เหมาะสำหรับคนที่มีรถขับหรือเรียกแท็กซี่ไปส่งและนัดเวลาให้มารับกลับ มีรถเมล์ท้องถิ่นไปได้ แต่ไม่รู้ตารางเวลารถแน่นอน ต้องลงกลางทางและเดินขึ้นเขาอีกเป็นกิโล

ไม่รู้จะไปไหนเลย ตื่นสายๆ เดินเล่นช้อปปิ้ง Duty Free ที่ถนน Avenida San Martín ละกัน 555 บ่ายๆ กินบุฟเฟ่ต์ให้อิ่มไปถึงดึกเลย

เดินไปร้าน Bamboo ที่เมื่อวานเล็งไว้

จัดบุฟเฟ่ต์หัวละ 650 ARS (ประมาณ 520 บาท) ไม่รวมปูยักษ์และเครื่องดื่ม 50-80 ARS ไลน์อาหารเพียบ แค่กินกุ้งสดๆ กับขาปูยักษ์ใน paella ก็คุ้มแล้ว กินจนถึงบ่าย 3 ร้านปิดพอดีเลย 555

เดินกลับโรงแรม เอากระเป๋าที่ฝากไว้และเรียกแท็กซี่ไป Aeropuerto Internacional de Ushuaia Malvinas Argentinas ตอน 4 โมงครึ่ง ค่าแท็กซี่มิเตอร์ 212 ARS

ไป El Calafate

วิธีการเดินทางที่ดีที่สุดคือเครื่องบินครับ
เส้นทาง Ushuaia – El Calafate มี 2 สายการบินให้บริการ คือ LATAM และ Aerolíneas Argentinas
เราเลือกสายการบิน Aerolíneas Argentinas เช่นเดิมครับ

จาก Ushuaia ไปเมืองต่างๆ ของอาร์เจนตินาและชิลีมีรถบัสให้บริการ เมืองใหญ่หน่อยที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ Rio Grande อยู่ห่างออกไปประมาณ 210 กม.
ถ้าจะนั่งรถบัสไป El Calafate จะต้องนั่งรถบัสของ Bus-Sur 12 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8 โมงเช้า (มีรถวันเว้นวัน) ไปต่อรถบัสที่เมือง Punta Arenas ของชิลีอีก 3 ชั่วโมงนิดๆ ไปเมือง Puerto Natales (ต้นทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine) และต่อรถบัสข้ามชายแดนกลับเข้าประเทศอาร์เจนตินาอีกครั้ง ใช้เวลาอีกประมาณ 6 ชั่วโมง

photo credit: commons.wikimedia.org

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

**สามารถใช้รีวิวนี้วางแผนและไปเที่ยวเองได้ แต่ถ้าจะเขียนเนื้อหาลงในสื่อทุกประเภท ขอให้เขียนขอบคุณข้อมูลจากเพจเที่ยวเองตั้งแต่แรกด้วยครับ