ฮังการี..หนึ่งดินแดนริมฝั่งน้ำดานูบอันน่าค้นหา ตอนที่ 1 “Székesfehérvár” เที่ยวเองเมืองปราสาทแห่งรักชั่วนิรันดร์

เที่ยวเอง รีวิว บูดาเปสต์ ฮังการ Székesfehérvár Budapest Hungary
Hungary คือประเทศแรกของทริปเที่ยวเองที่ขอตั้งชื่อว่า Danube Trip” ครับ 

ตอนแรกผมวางแผนจะไปเที่ยวแค่ 2 ประเทศคือ ฮังการี และ โรมาเนีย ที่มีเมืองไฮไลต์อย่าง Budapest, Hunedoara, Sibiu, Bran, Sinaia เพราะบังเอิญไปอ่านเจอว่ามีตั๋ว Eurail Hungary-Romania Pass เลยเกิดไอเดียว่ารูทนี้ก็เที่ยวได้หนิ เป็นเส้นทางแปลกที่ไม่น่าจะมีคนไทยจัดรูทเที่ยวแบบนี้มาก่อน เพราะส่วนมากแล้วเวลาไปเที่ยวยุโรปตะวันออกกันเองหรือรูทของบริษัททัวร์ก็จะจับเส้นทาง “ออสเตรีย (อาจแถมสโลวาเกีย) ฮังการี เช็ก (อาจไปถึงเยอรมันใต้)” ถ้าไปกับทัวร์ก็จะจัดเป็นรูทแกรนด์โรมาเนียไปเลยประเทศเดียว แต่ทัวร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พาไปเมือง Hunedoara เพราะที่ตั้งค่อนข้างอยู่ฉีกออกนอกเส้นทางไปไกล

แต่ด้วยความฟุ้งที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณ ผมจึงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูว่ามีประเทศใกล้เคียงอะไรอีกมั้ยที่น่าจะไปเที่ยวเพิ่มได้นอกจากฮังการีและโรมาเนีย แล้วก็พบว่าประเทศเซอร์เบียซึ่งไม่ต้องออกนอกเส้นทางและบัลกาเรียที่มีถนนเชื่อมต่อกับโรมาเนียอยู่แล้วสามารถใช้วีซ่าเชงเก้นเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าของประเทศนั้นๆ ต่างหาก ผมจึงปรับแผนใหม่ด้วยการเพิ่มประเทศเซอร์เบียและบัลกาเรียเข้าไปในทริปนี้ซะเลย รวมแล้วทริปนี้จะไปเที่ยว 4 ประเทศครับ ทั้งที่ความจริงผมไม่เคยมีความคิดว่าจะไปเที่ยวเซอร์เบียมาก่อนเลย 555

photo credit: hungarymap.facts.co
photo credit: hungarymap.facts.co

ผมตั้งใจจะใช้วิธีการเดินทางใน Danube Trip เชื่อมต่อเมืองและประเทศต่างๆ ทางบกล้วนๆ ครับ ค่อยๆ นั่งรถไฟบ้าง
รถบัสบ้าง ไล่เรียงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย โดยกำหนดโครงสร้างทริปเบื้องต้นไว้คือ ตั้งต้นเมืองแรกที่ Budapest เมืองหลวงของประเทศฮังการี ไปเที่ยวเมืองอื่นของฮังการี 1 วัน ก่อนเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศเซอร์เบียที่เมือง Novi Sad เที่ยวเมืองหลวง Belgrade ผ่านพรมแดนอีกครั้งเข้าไปยังเมือง Timișoara ประเทศโรมาเนีย เที่ยวเมืองต่างๆ อีก 7 เมือง คือ Hunedoara, Deva, Sibiu, Braşov, Bran, Sinaia และ Bucharest เมืองหลวง เดินทางข้ามประเทศอีกครั้งเข้าสู่บัลกาเรียซึ่งเป็นประเทศที่ 4 และประเทศสุดท้ายของทริป แวะเที่ยวเมือง Ruse, Veliko Tarnovo ปิดท้ายทริปที่ Sofia เมืองหลวงของบัลกาเรีย และบินกลับเมืองไทย เรียกว่าเดินทางตามแนวแม่น้ำดานูบ ครับ

photo credit: www.tauck.com
photo credit: www.tauck.com

จากนั้นก็ค่อยๆ หาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเดินทางเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ที่กำหนดไว้ หาสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองต่างๆ ที่น่าสนใจ วางเส้นทางและวิธีการเที่ยวในแต่ละเมือง รวมถึงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขพิเศษเรื่องวีซ่าเชงเก้นที่จะใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวของประเทศเซอร์เบีย โรมาเนีย และบัลกาเรีย ในครั้งนี้เพื่อความชัวร์ 100% ครับ

แต่ข้อมูลต่างๆ ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะ บางเรื่องกว่าจะหาข้อมูลที่มั่นใจได้ว่าถูกต้อง 100% ใช้เวลาหาจากหลายเว็บไซต์เป็นชั่วโมงๆ เลยก็มี บางเว็บไซต์ก็มีแต่ภาษาท้องถิ่น ไม่มีภาษาอังกฤษ ผมต้องเดาเอาว่าหัวข้อไหนน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการรู้ แล้ว copy หรือพิมพ์คำนั้นๆ ใน google translate เพื่อแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะเว็บนั้นกด Translate page ไม่ได้ บางคำหรือประโยคที่แปลออกมาได้ใจความอ่านเข้าใจ แต่ที่แปลแล้วดูงงๆ น่าจะไม่ถูกต้องก็มีเยอะครับ ผมต้องลองลบบางคำออกเพื่อดูว่าจะมีความหมายใหม่ที่น่าจะถูกต้องกว่าหรือไม่ และดูมีความพยายามมากกก 555

ที่ยากขึ้นไปอีกคือการหาตำแหน่งของสถานีรถไฟหรือรถบัสที่จะต้องไปลงและขึ้นรถว่าอยู่ตรงไหนของเมือง ซึ่งบางเมืองก็ไม่มีแสดงใน google map โดยเฉพาะสถานีหรือป้ายรถบัสมักไม่ค่อยบอกชื่อที่ชัดเจน จะเขียนแค่ชื่อเมืองต้นทางและปลายทางเท่านั้น จึงใช้ชื่อของสถานีหาตำแหน่งใน google map ไม่ได้ บางเมืองมีสถานีรถบัสหลายแห่งอีกต่างหาก กว่าจะมั่นใจได้ว่าอยู่ตรงพิกัดนี้แน่นอนต้องใช้วิธี drop ลงใน google map ของเมืองนั้นเพื่อดูสภาพจริง แล้ว search หารูปดูว่าใช่ภาพเดียวกับที่เห็นใน google map รึเปล่า ถ้าเมืองไหน drop ลงไปดูที่จริงไม่ได้ก็ต้องเลือกดู google map เป็นภาพถ่ายทางอากาศเพื่อดูว่าจุดที่คิดว่าน่าจะใช่สถานีรถไฟหรือรถบัสนั้นมีอาคาร รางรถไฟ หรือมีรถบัสหลายคันจอดอยู่หรือไม่ ถ้ายังได้ข้อมูลไม่ชัดเจนอีกผมก็จะพยายามหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น tripadvisor ซึ่งมักจะมีคนมาตั้งคำถามต่างๆ และมีคนที่รู้มาตอบและอาจจะให้ link เว็บไซต์ที่สามารถหาข้อมูลได้ไว้ด้วย

3

การไปประเทศแถบนี้จะต้องหาข้อมูลอย่างละเอียดเพราะการเดินทางระหว่างประเทศและระหว่างเมืองต่างๆ ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ หากผิดพลาดตกรถจากการไปผิดสถานีหรือหาเวลารถออกมาผิด ทริปก็อาจจะล่มทั้งหมดได้ ข้อมูลที่เป๊ะและความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเที่ยวครั้งนี้ครับ

เมื่อได้ข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนแล้วก็สรุปแผนเที่ยวได้เป็น 13 วัน (เดินทางไป-กลับระหว่างเมืองไทยกับยุโรปบนเครื่องบิน 2 วัน) รวมทั้งหมด 15 เมือง จำใจตัดเมือง Veliko Tarnovo ออกเพราะเวลารถบัสไม่เอื้ออำนวย ถ้าจะแวะเที่ยวจริงๆ ต้องเพิ่มวันเที่ยวอีก 1 วัน ซึ่งผม น้องชาย น้องสาว และน้องเขย ผู้ร่วมทริปทั้ง 4 คนเป็นพนักงานออฟฟิศกันทุกคนคงลางานเยอะกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ

4 Danube Trip map

เราซื้อตั๋วเครื่องบินแบบ multi destination ของสายการบิน Aeroflot ไป-กลับเส้นทาง Bangkok – Budapest และ Sofia – Bangkok เลยก่อนจะยื่นขอวีซ่าเพราะมีราคาโปรพอดีและมั่นใจในประวัติการได้วีซ่าเชงเก้นของตัวเองด้วย แม้ว่าเวลาเดินทางจะไม่ค่อยดีนักคือออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนเช้า ต้องเสียเวลาเดินทางทั้งวัน ส่วนขากลับ
เครื่องบินออกตอนเที่ยง เที่ยวตอนเช้าวันสุดท้ายก่อนกลับก็ไม่ทัน

จากนั้นก็ทำการนัดวันเข้ายื่นขอวีซ่าล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ที่ Hungary VISA

Danube Trip นี้เราจำเป็นต้องได้วีซ่าแบบ Two entries หรือ Multiple entries คือวีซ่าประเภทที่สามารถใช้เดินทางเข้าและออกประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้ 2 ครั้งหรือหลายครั้ง จึงจะสามารถเดินทางเข้าประเทศ Romania ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าโรมาเนียอีกวีซ่า ส่วน Serbia และ Bulgaria นั้นสามารถใช้วีซ่าเชงเก้นแบบ Single entry เข้าประเทศทั้งสองได้ แต่วีซ่าเชงเก้น Single entry เมื่อเดินทางออกจากประเทศในกลุ่มเชงเก้นไปยังประเทศที่อยู่นอกกลุ่มแล้วจะไม่สามารถเดินทางกลับเข้าไปยังประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้อีก

ผมต้องลุ้นเหมือนกันว่าจะได้วีซ่า Multiple entries หรือไม่เพราะตามแผนนั้นจะไม่ได้กลับเข้าไปยังประเทศในกลุ่ม
เชงเก้นอีก แต่จะบินจาก Sofia กลับเมืองไทยเลย ซึ่งถ้าได้วีซ่าแค่ Single entry เราก็ยังมีเวลาพอที่จะไปยื่นขอวีซ่าโรมาเนียเพิ่ม สุดท้ายทุกอย่างก็สำเร็จตามที่วางแผนไว้ครับ

เข้าเรื่องเที่ยวกันเลยดีกว่าครับ

เช้าวันแรกของการเดินทาง หลังจากเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน Aeroflot โหลดกระเป๋าเดินทาง รับ boarding pass ผ่านด่านตม. ก็เดินไปที่เกทรอเวลาไฟลท์ SU271 ออกเดินทางในเวลา 10.40 น. แต่เครื่องบินออกเลตประมาณ 20 นาที นั่งเล่น กินอาหารเที่ยง งีบหลับ ไปประมาณ 10 ชั่วโมง เครื่องก็ลงจอดให้เปลี่ยนไฟลท์ที่สนามบิน Moscow Sheremetyevo ประเทศรัสเซีย เกือบ 5 โมงเย็นเวลาท้องถิ่นครับ

5

เครื่องบินถึงมอสโกช้ากว่ากำหนดไปครึ่งชั่วโมง เราจึงรีบเดินตามป้ายบอกทางไป International transfer ซึ่งต้องผ่านด่านตรวจกระเป๋าที่แคบเป็นคอขวด ผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไป London, Oslo, Stockholm และเมืองอื่นๆ อีกจำไม่ได้ครับ ต้องไปต่อไฟลท์ที่ Terminal อื่นซึ่งแทบจะเดินไปไม่ทันเพราะสนามบินมอสโกนี้ใหญ่จริงๆ เจ้าหน้าที่สนามบินจึงต้องประกาศเรียกให้ลัดคิวเข้าตรวจกระเป๋าก่อน ปล่อยพวกเราค่อยๆ กระดึ๊บตามคิวเบียดเสียดแทรกตัวเข้าไปตรวจกระเป๋าเพราะทุกคนต่างก็เร่งรีบจะไปต่อไฟลท์กันทั้งนั้น พอผ่านด่านมาได้ก็อ่านบอร์ดแสดงหมายเลข Gate โดยเราต้องเดินไปที่ Gate 48 ซึ่งอยู่ไกลเหมือนกัน เร่งฝีเท้าเดินแบบสุดฤทธิ์เพราะเหลือเวลาอีกแค่ 30 กว่านาทีก็จะถึงกำหนดเวลาไฟลท์ SU2468 ออกเดินทางไป Budapest ในเวลา 18.00 น. จ้ำไปได้ครึ่งทางก็ได้ยินประกาศว่าไฟลท์จะล่าช้าประมาณ 25 นาทีและย้ายไปออกที่ Gate 58 ซึ่งอยู่ไกลสุดเลย จึงค่อยโล่งใจหน่อยว่ายังมีเวลาพอ ไม่ต้องรีบเดินมากแล้ว

ยืนรอที่เกทแป๊บเดียวก็ขึ้นเครื่องเตรียมพร้อมเดินทางสู่ Budapest บินอีก 3 ชั่วโมง 40 นาที เครื่องก็ร่อนลงบนรันเวย์ของ Budapest Ferihegy Nemzetközi Repülőtér ในเวลา 20.05 น. ช้ากว่ากำหนดเวลาจริง 25 นาที (เวลาที่บูดาเปสต์ช้ากว่าที่มอสโก 2 ชั่วโมง)

6

Budapest Ferihegy Nemzetközi Repülőtér หรือชื่อใหม่คือ Budapest Liszt Ferenc Nemzetközi Repülőtér (Budapest Ferenc Liszt International Airport)
สนามบิน Ferihegy ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองบูดาเปสต์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 16 กิโลเมตร

7

หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งไม่ได้ถามอะไรมากมายก็เดินไปรับกระเป๋าเดินทาง แล้วหาที่แลกเงิน ตามแผนเราจะแลกเงินกันคนละ 90 ยูโร น่าจะได้เงินคนละประมาณ 27,400 Magyar forint หรือตัวย่อคือ HUF (อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณคือ 1 ยูโร = 305 HUF, 1 HUF = 0.0033 ยูโร, 1 HUF = 0.11 บาท) แต่เรทที่สนามบินไม่ค่อยดีคือ 1 ยูโร = 236.60 HUF เท่านั้น เราจึงแลกแค่คนละ 10 ยูโรให้พอใช้เดินทางเข้าเมืองคืนนี้และเป็นค่ารถไฟไปเมืองอื่นวันพรุ่งนี้ก่อน แล้วค่อยไปแลกอีกครั้งวันพรุ่งนี้

มีตังค์พออยู่รอดแล้วครับ เดินออกไปที่โถงของสนามบิน มองไปทางซ้ายเห็นเคาน์เตอร์ขายตั๋วอยู่จึงเดินไปซื้อตั๋วที่
เรียกว่า Átszállójegy หรือ Transfer ticket 4 ใบๆ ละ 530 HUF ตั๋วชนิดนี้ใช้สำหรับโดยสารรถเมล์และต่อรถไฟใต้ดินเข้าไปยังศูนย์กลางกรุงบูดาเปสต์ (ผมยื่นกระดาษและชี้ให้เจ้าหน้าที่ดูชื่อตั๋วที่ต้องการซื้อเลยครับ)

8

ผมจะพยายามเขียนคำอ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยเท่าที่มั่นใจว่าอ่านถูกต้องและคำๆ นั้นอาจจำเป็นต้องมีการพูดออกเสียง จะได้พูดได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงนะครับ จริงๆ แล้วตัวสะกดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นแทบจะอ่านออกเสียงตรงตัวตามที่สะกดเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องการอ่านออกเสียงผิดนะครับ ถ้าต้องการถามทางคนท้องถิ่นแล้วไม่แน่ใจว่าอ่านออกเสียงยังไง แนะนำให้เอาตัวอักษรหรือรูปให้เค้าดูเลยครับ รับรองไม่พลาดแน่นอน 55

การเดินทางเข้าเมืองบูดาเปสต์มีวิธีการเดียวซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย นั่นคือ นั่งรถเมล์สาย 200E จาก Terminal 2 รถเมล์จะผ่าน Ferihegy vasútállomás หรือสถานีรถไฟ Ferihegy ไปลงสุดทางที่สถานีรถไฟใต้ดินสาย M3 Kőbánya-Kispest (Kőbánya-Kispest metróállomás) ช่วงเช้าและกลางวันมีรถออกทุก 8-12 นาที ช่วงเย็นทุก 15-20 นาที (ถ้าไม่ซื้อ Átszállójegy หรือ Transfer ticket แต่ซื้อแค่ตั๋วรถเมล์ที่เรียกว่า Vonaljegy หรือ Single ticket จะต้องจ่ายเงิน 350 HUF เมื่อซื้อจากเครื่องขายตั๋วที่ป้ายรถเมล์ ถ้าซื้อจากคนขับรถจะต้องจ่าย 450 HUF)

เช็คเวลารถเมล์และวิธีการเดินทางเข้าเมืองได้ที่ Budapest bus timetable และ Budapest Airport to the city center

9 10

โชว์ตั๋ว Átszállójegy ให้ดูหน่อยครับ

11

ลงรถเมล์ตรงนี้นะครับ

12

จากสถานีรถไฟใต้ดิน Kőbánya-Kispest สามารถต่อรถไฟใต้ดินสาย M3 (สีน้ำเงิน) ไปทาง Újpest-Központ อีก 16 นาที ไปที่สถานี Deák tér (Deák Ferenc tér) ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ (ถ้าไม่ซื้อ Átszállójegy หรือ Transfer ticket แต่ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบ Vonaljegy หรือ Single ticket จากเครื่องขายตั๋วจะต้องจ่ายเงินอีก 350 HUF)

ลองดูแผนที่รถไฟใต้ดินประกอบนะครับ

photo credit: ojovemdosmapas.blogspot
photo credit: ojovemdosmapas.blogspot
photo credit: www.abiertoporvacaciones.com
photo credit: www.abiertoporvacaciones.com

ตอนนี้เราอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน Kőbánya-Kispest แถวนี้คนจรจัดขี้เมาเยอะเหมือนกัน ควรระวังตัวหน่อยนะครับ แม้เค้าจะไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรก็ตาม ขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วเดินทะลุห้างเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดิน (จริงๆ น่าจะมีลิฟท์นะครับ แต่มันดึกแล้ว เห็นบันไดเลื่อนก็รีบขึ้นเลย)

สแตมป์ตั๋ว Átszállójegy (Transfer ticket) ที่เหลืออีกใบแล้วเดินเข้าไปรอรถไฟใต้ดิน (แต่ตรงนี้อยู่บนดิน) ที่ชานชาลา ตรงทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินแทบทุกสถานีของบูดาเปสต์จะมีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจดูตั๋วอยู่ก่อนเข้าชานชาลา เพราะฉะนั้นจะมั่วนิ่มไม่ซื้อตั๋วไม่ได้นะครับ ถ้าโดนจับได้นี่โดนปรับหนักแน่

15

ไม่นานรถไฟใต้ดินก็มาจอดรับเรา สภาพรถนี่ดูเก่าโทรมได้อารมณ์ยุโรปตะวันออกดิบๆ ดีครับ

16

นั่งรถไปแค่สถานีเดียววัยรุ่นที่อยู่ใกล้ๆ ก็บอกให้เราลงจากรถ เค้าพูดอะไรฟังไม่ค่อยถนัด จับใจความได้ว่าคุณจะเข้าเมืองใช่มั้ย? ถ้าจะเข้าเมืองให้ลงที่สถานีนี้แล้วต่อรถอีกขบวนเพราะรถขบวนนี้จะย้อนกลับทางเดิมไปสนามบิน เรางงแต่ก็เชื่อเค้ารีบลงจากรถก่อนที่รถจะออกย้อนกลับไปสนามบิน เดินไปอีกฝั่งของชานชาลา รถอีกขบวนมาพอดี ขึ้นรถไปแล้วนั่งยาวอีก 9 สถานีไปลงที่สถานี Deák Ferenc tér (ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามันจะเป็นแบบนี้ทุกขบวนหรือเป็นบางเวลา ให้สังเกตหรือถามคนในรถว่ารถขบวนนี้ไป city center รึเปล่า? เพื่อความชัวร์)

17

ถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Deák Ferenc tér (เดียค เฟเรนซ์ เตอร์ค) สถานีใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกันของรถไฟใต้ดิน 3 สาย (M1, M2, M3) แน่นอนว่าต้องมีหลายทางเข้าออก ดูป้ายบอกทางออกไปถนน Bajcsy-Zsilinszky út แล้วยกกระเป๋าหนัก 20 กว่ากิโลขึ้นบันไดโผล่ขึ้นไปบนบกก็เห็น Szent István-bazilika (St. Stephen’s Basilica) อยู่ไม่ไกล

18

เดินไปทางมหาวิหารขนาดมหึมาแค่ 200 เมตรก็ถึงอาคาร Rozapartment เลี้ยวขวาที่ถนน Paulay Edu utca ไปกดรหัสผ่านประตูด้านข้างของอาคาร เข้าไปในอาคารหลบลมหนาว อุณหภูมิตอนสี่ทุ่มนี้น่าจะไม่ถึง 5 องศาครับ โทรบอกเจ้าของอพาร์ตเมนท์ว่าเรามาถึงแล้ว เค้าจะได้มาเปิดประตูห้องให้เรา อีก 20 นาทีต่อมาเจ้าของห้องก็มาถึง เช็คอินเข้าชมภายในห้องซึ่งแบ่งเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีห้องครัวและห้องกินข้าวเพราะที่นี่ไม่มีอาหารเช้าให้ จ่ายเงินสดไปคนละ 50 ยูโร เป็นค่าห้องพักสำหรับ 4 คน จำนวน 3 คืน เรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แล้วก็จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ ผลัดกันอาบน้ำ กว่าจะได้นอนคือตีหนึ่ง (ตรงกับเวลาเมืองไทย 6 โมงเช้า) ยังปรับเวลาไม่ได้ วิ้งไปหมดเลยครับ @@

19 20

นี่คือข้อเสียอีกอย่างของไฟลท์บินจากเมืองไทยตอนเช้าหรือกลางวันนอกจากจะต้องเสียเวลาบินทั้งวันแล้ว ยังจะต้องถึงยุโรปตอนเย็นหรือค่ำ กว่าจะออกจากสนามบินเดินทางเข้าเมือง กว่าจะถึงที่พัก กว่าจะทำนู่นทำนี่ กว่าจะได้นอน เท่ากับเวลากลางดึกหรือเช้ามืดของเมืองไทยเลย ขนาดผมค่อนข้างชินกับการเปลี่ยนเวลาแบบนี้เพราะเจอมาหลายครั้งแล้ว ยังปวดหัว ง่วง เจ็ตแล็ค บ้างเลยครับ

รีบนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีกเพื่อเที่ยว one day trip ไปเมือง Székesfehérvár และ Balatonfüred และกลับบูดาเปสต์ภายในวันเดียว

ข้ามไปในวันที่ 2 ของทริปเลยครับ

วันนี้เราจัดโปรแกรมไปเที่ยว Székesfehérvár เมืองน่ารักไม่ไกลจากบูดาเปสต์ และขอเลยต่อไปสัมผัสบรรยากาศทะเลฮังการีที่ Balatonfüred ริมทะลสาบ Balaton ด้วยครับ

photo credit: www.lahistoriaconmapas.com
photo credit: www.lahistoriaconmapas.com

ตั้งมือถือให้ปลุกตอน 6 โมงครึ่งครับ วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ซึ่งเป็นวันอีสเตอร์ประจำปี 2015 พอดีเป๊ะ โปรแกรมที่วางไว้ว่าวันนี้จะเที่ยวในเมืองบูดาเปสต์ทั้งวันจะได้ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปเที่ยวเมืองอื่นและกลับมาค้างคืนที่บูดาเปสต์จึงต้องปรับเปลี่ยน สาเหตุก็คือรัฐสภาไม่เปิดให้เข้าชมในวันอีสเตอร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการของประเทศนั่นเอง ผมจึงต้องปรับแผนเที่ยววันนี้โดยจะออกนอกบูดาเปสต์ไปเที่ยวเมือง Székesfehérvár และ Balatonfüred ก่อน เต็มวัน ค่ำๆ ค่อยกลับบูดาเปสต์ และเข้าชมอาคารรัฐสภาในวันถัดไป

หลังจัดการกิจวัตรประจำวันยามเช้า ทำอาหารกินง่ายๆ รองท้อง ก่อน 8 โมงเช้าก็พร้อมออกจากอพาร์ตเมนท์ เดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน Deák Ferenc tér (tér แปลว่าจัตุรัส) ซื้อ Vonaljegy (Single ticket) ราคา 350 HUF คนละใบจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติซึ่งมีภาษาอังกฤษให้เลือกครับ ซื้อเองได้ไม่ยากเลย

22

สแตมป์ตั๋วแล้วลงไปที่ชานชาลา นั่งรถไฟใต้ดินสาย M3 (สีน้ำเงิน) 2 สถานีไปที่สถานี Kálvin tér ต่อสาย M4 (สีเขียว) อีก 6 สถานีไปลงสุดสายที่สถานี Kelenföldi pályaudvar ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

photo credit: www.abiertoporvacaciones.com
photo credit: www.abiertoporvacaciones.com

24

ขึ้นจากสถานีมาก็คือสถานีรถไฟ Budapest-Kelenföld (บูดาเปสต์-เคเลนโฟลด์) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟชานเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบูดาเปสต์

(ปกติรถไฟไป Székesfehérvár จะออกจากสถานีรถไฟกลางของบูดาเปสต์คือ Budapest-Déli pályaudvar (Budapest-Déli pu) หรือ South Station โดยนั่งรถไฟใต้ดินรถไฟใต้ดินสาย M2 สีแดงไปสุดทางที่สถานี Déli pályaudvar แต่ช่วงที่ไปนี้สถานีรถไฟปิดชั่วคราวครับ เลยต้องเปลี่ยนไปออกจากสถานี Budapest-Kelenföld)

ตอนนั้น 8 โมง 15 นาที กดเครื่องขายตั๋วซึ่งมีภาษาอังกฤษให้อ่าน ซื้อตั๋วรถไฟชั้น 2 ไป Székesfehérvár รอบ
08.37 น. ขบวนเวลานี้เป็นตั๋วประเภทไม่ต้องจองล่วงหน้าหรือ pótjegy (P) ราคาใบละ 1,450 HUF (รถไฟขบวนใดต้องจองหรือไม่ต้องจองล่วงหน้าให้ดูสัญลักษณ์กำกับนะครับ ในเว็บไซต์จะระบุไว้ให้เลย ควรเลือกเวลาที่ไม่ต้องจอง
ล่วงหน้าจะได้ไม่วุ่นวายครับ)

25

(รถไฟขบวนถัดไปออกจากบูดาเปสต์ 09.07 / 09.37 น. ขบวน 962 (Budapest-Déli – Veszprém) / 852 (Budapest-Déli – Nagykanizsa) และถึง Székesfehérvár ในเวลา 09.50 / 10.17 น.)

ค้นหาตารางเวลาและราคาตั๋วรถไฟฮังการีได้ที่ Hungary train
(ตารางเวลารถไฟอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้ครับ ควรเช็คเวลาอีกครั้งใกล้ๆ วันเดินทาง)

ขึ้นบันไดไปรอรถไฟที่ชานชาลา ตรงเวลา รถไฟขบวน 902 (Budapest-Déli – Szombathely) ก็มาหยุดจอดรับเรา

26 27

ขึ้นรถไฟไปหาที่นั่งตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ แล้วนั่งไปแค่ 40 นาที รถไฟก็เข้าจอดที่สถานีรถไฟ Székesfehérvár อ่านว่า “เซเกสเฟเฮร์วาร์”

เมืองเซเกสเฟเฮร์วาร์มีสถานีรถไฟ 2 แห่งคือ สถานีรถไฟกลางเรียกว่า Székesfehérvár vasútállomás ใน google map เขียนชื่อตำแหน่งว่า Vasútállomás เฉยๆ (แต่ตอนนี้เขียนเต็มๆ แล้วครับ) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของศูนย์กลางเมืองห่างออกไปราว 1.5 กิโลเมตร และ Székesfehérvár-Repülőtér สถานีรถไฟชานเมืองห่างจากสถานีรถไฟกลางไปทางทิศใต้ราว 4 กิโลเมตร ดังนั้นการ search หาเวลารถไฟให้เลือก Székesfehérvár เฉยๆ ครับ

28

อีกทางเลือกหนึ่งคือใช้รถบัสครับ โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย M3 (สีน้ำเงิน) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Deák Ferenc tér ไปทาง Kőbánya-Kispest ไปที่สถานี Népliget แล้วเดินไป Autóbuszállomás Budapest Népliget หรือสถานีรถบัส Budapest-Népliget นั่งรถบัสไป Székesfehérvár ลงที่ Autóbuszállomás Székesfehérvár (Buszpályaudvar) ที่ Piac tér (Piac Square) ใจกลางเมืองเลย ใช้เวลาเดินทางพอๆ กับรถไฟ แต่วิธีการนี้ไม่ค่อยสะดวกครับเพราะมีรอบรถน้อยและเวลาไม่เหมาะกับที่เราวางแผนไว้ เราจึงไม่เลือกใช้รถบัสครับ

ที่ Béke tér ลานด้านหน้าสถานีรถไฟกลาง Székesfehérvár vasútállomás มีรถเมล์ของบริษัท KNYKK Középnyugat-magyarországi Közlekedési Központ Zrt. หลายสายให้บริการผู้โดยสารเดินทางไปยังที่ต่างๆ ภายในเมือง

29

ตามแผนคือจากสถานีรถไฟกลางเราจะนั่งรถเมล์สาย 32 ไปเที่ยว Bory-Vár (Bory Castle) สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ของเซเกสเฟเฮร์วาร์ซึ่งอยู่นอกเมืองไปประมาณ 5 กิโลเมตรก่อนเลย แต่เมื่อคืนแลกเงินจากสนามบินไว้แค่พอจ่ายค่ารถเข้าเมือง ค่ารถไปสถานีรถไฟ และค่าตั๋วรถไฟมาที่นี่ เหลือเงินติดตัวคนนึงยังไม่พอค่าตั๋วรถเมล์ (jegy) 1 เที่ยวที่มีราคา 270 HUF เลยครับ ตอนนี้สภาพของพวกเราเข้าขั้นยาจกแล้วสิ ตังค์จะขึ้นรถเมล์ยังไม่มีเลย 555

photo credit: www.mishanita.ru
photo credit: www.mishanita.ru

ค้นหาข้อมูลรถสาธารณะของเซเกสเฟเฮร์วาร์ได้ที่ www.knykk.hu เลือก Utazási Információk > Díjszabás (fare) > Menetdíjak a helyközi járatokon

ช่วงนี้สถานีรถไฟกลางปิดซ่อมแซมอยู่จะหาร้านแลกเงินเพิ่มก็ไม่ได้ (ถ้าเปิดก็ไม่รู้ว่าจะมีร้านแลกเงินรึเปล่าด้วย) เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนด้วยการเดินเข้าไปในเมืองก่อนเพื่อหาร้านแลกเงินเพิ่มให้พอใช้สำหรับวันที่เหลืออยู่ในฮังการีอีก 2 วันครึ่ง เพราะคิดว่าใจกลางเมืองต้องมีร้านแลกเงินแน่ๆ

เซเกสเฟเฮร์วาร์ เมืองชื่ออ่านยากและไม่คุ้นหูนี้ หลายคนคงสงสัยว่าเราเลือกมาเที่ยวเมืองนี้ทำไม ที่มาของเรื่องก็คือเราอยากไปเมืองอื่นของฮังการีนอกจากเมืองหลวงคือบูดาเปสต์ ลองดูรูททัวร์ของบางบริษัทมีจัดไปเมือง Esztergom ริมฝั่งแม่น้ำดานูบด้วย แต่เราไม่อยากเหมือนทัวร์หรอก วันหนึ่งน้องชายดูโอของผมได้ไปเห็นรูปของ Bory-Vár หรือ Bory Castle แล้วชอบมากจึงลองหาข้อมูลของปราสาทน่ารักๆ แห่งนี้

ปราสาทโบรี่สร้างอยู่บนเนินเขาเก่า (Öreghegy) ในเขตเมืองเซเกสเฟเฮร์วาร์ ผู้ออกแบบทั้งตัวปราสาทและสวนคือ
นักปั้นและสถาปนิกนามว่า Jenő Bory เพื่อมอบให้แก่ Ilona Komócsin ภรรยา โดยภายในมีรูปปั้นหินอ่อนของเขาที่สื่อว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเธอไปตลอดกาลอีกด้วย ห้องต่างๆ เก็บรวบรวมผลงานศิลปะของภรรยาและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ชมทั่วไปได้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวความรักของทั้งคู่ในบรรยากาศที่แสนรื่นรมย์ สถานที่แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักชั่วนิรันดร์และตัวอย่างที่ดีของชีวิตสมรสเลยทีเดียวครับ

31

เรื่องราวและประวัติของปราสาทโบรี่น่าสนใจไม่ธรรมดาเลย เราจึงเลือกมาเซเกสเฟเฮร์วาร์เพื่อเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้ แต่ใช่ว่าในเมืองนี้จะไม่มีอะไรน่าสนใจอีกเลย ในบริเวณเมืองเก่ามีอาคารบ้านเรือนคลาสสิกสวยงามไม่แพ้เมืองดังๆ ของยุโรปอื่นเช่นกัน และเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องสปา คอนวดถ้ามีเวลาแนะนำให้ลองใช้บริการที่นี่ดู ราคาถูกกว่าเมืองไทยเยอะเลยครับ

เริ่มเที่ยวกันเลย จากสถานีรถไฟกลาง ข้ามถนนด้านหน้าสถานีตรงเข้าถนน Deák Ferenc utca เดินท่ามกลางอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสไปทางทิศเหนือของเมืองผ่านสุสานคริสต์ไปถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Horvát István utca ตรงไปราว 200 เมตรก็เห็นด้านหลังของ Prohászka Ottokár emléktemplom (Ottokár Prohászka Church) หรือ Jó Pásztor templom โบสถ์ทรงโดมสีเหลือง

32

เดินไปถึงสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าถนน Prohászka Ottokár útca ตรงไปเรื่อยๆ ไกลเหมือนกันครับก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Budai útca ตรงไปนิดเดียวเลี้ยวขวาไปก็ถึง Szent István tér หรือจัตุรัสเซนต์ อิสต์วาน (ระยะทางจากสถานีรถไฟกลางถึงจัตุรัสเซนต์ อิสต์วาน ประมาณ 1.4 กิโลเมตร)

ตอนนี้เราอยู่ตรงจุดใต้สุดของแผนที่นี้ครับ

photo credit: egykor.hu
photo credit: egykor.hu

จัตุรัสแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Kármelhegyi Boldogasszony templom

34

แวะถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วเดินแยกไปทางซ้ายมือเข้าถนน Arany János utca มองไปข้างหน้าก็เห็น Szent István Székesegyház (St. Stephen Cathedral) หรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่า Székesfehérvár Bazilika โบสถ์หอคอยคู่แห่งเซเกสเฟเฮร์วาร์นี้เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างโดยพระเจ้า Stephen ที่ 1 (I. Szent István) กษัตริย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรฮังการี ตั้งแต่ปลายปีค.ศ. 1010

35 36

อีกด้านของโบสถ์แห่งเซเกสเฟเฮร์วาร์คือ Szent Anna kápolna (Szent Anna Chapel) โบสถ์เก่าแก่ที่เริ่มก่อสร้างในปีค.ศ. 1470 เป็นสิ่งก่อสร้างเพียงไม่กี่หลังในเมืองที่รอดพ้นจากการทำลายของพวกเติร์ก
พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ

ที่ลาน Templom köz ข้างหน้าโบสถ์เซนต์สตีเฟนเป็นจุดนั่งพักชิลล์ๆ ใต้ร่มดอกไม้สีชมพูหวานแหววที่บานสะพรั่งเต็มต้นหลังจากเดินมาไกลจากสถานีรถไฟ แม้ว่าอากาศจะหนาวแต่แดดก็แรงไม่เบานะครับ

37

เดินผ่านโบสถ์เซนต์สตีเฟนไปนิดเดียวก็ถึงสี่แยก เลี้ยวซ้ายเดินไปสุดทางก็เลี้ยวซ้ายยูเทิร์นเข้าถนน Liszt Ferenc utca ถนนสายสั้นๆ ที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อเขตเมืองเก่ากับ Piac tér ชุมทางการคมนาคมของเมือง

ที่ถนนลิสต์เฟเรนซ์นี้มีรูปปั้นยายเข็นรถขายของที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปคู่ด้วย รูปปั้นนี้มีชื่อเรียกว่า Kati néni szobra (Aunt Katie statue)

38

เดินไปจนสุดถนนออกไปยังลานโล่งที่ Piac tér (Piac Square) ทางขวามือคือห้าง Alba Plaza ส่วนทางซ้ายมือคือท่ารถเมล์ใหญ่ประจำเมือง

39 40

เราเดินไปทางซ้ายผ่านท่ารถเมล์ริมถนนใหญ่ไปที่ Buszpályaudvar หรือสถานีรถบัสของเมือง (ใน google map เขียนว่า Autóbuszállomás Székesfehérvár)

41

เข้าไปในสถานีดูว่ามีร้านแลกเงินหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี เดินไปที่เคาน์เตอร์ Információ ถามว่ามีร้านแลกเงินที่ไหนบ้าง ได้รับคำตอบว่าใน Alba Plaza แต่วันนี้ห้างปิด เราเห็นตั้งแต่แรกแล้ว ทำไงดีล่ะ? แทบไม่มีตังค์เหลือซักกะโฟรินท์ จะนั่งรถเมล์ไปปราสาทโบรี่ก็ไม่ได้ จะซื้อตั๋วรถไฟกลับบูดาเปสต์ก็ไม่พอ ตังค์กินข้าวก็ไม่มี จุดนี้คิดว่าจะยอมเสียค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารแถวถนน Liszt Ferenc แล้ว แต่ขอลองอีกสักตั้ง ขอเดินไปที่จัตุรัสกลางเมืองเก่าที่เรียกว่า Városház tér

จากสถานีรถบัสที่ Piac tér เดินกลับไปที่ถนน Liszt Ferenc ผ่านรูปปั้น Kati néni szobra ไปเลี้ยวขวาเดินไปที่อาคารข้างโบสถ์ Szent Imre Templom ซึ่งเป็นออฟฟิศ Tourist Information

42 43

เข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ออฟฟิศเปิดทำงานแค่ครึ่งวันครับ ถือว่าโชคดีที่ยังไม่ปิด
อีสเตอร์ทั้งเมือง เราให้เธอช่วยเช็คว่ามีร้านแลกเงินที่ไหนเปิดบ้าง เธอโทรไปถามหลายที่เลย แต่ไม่มีคนรับสายบ้าง บอกว่าปิดบ้าง สุดท้ายได้ข้อสรุปคือ sorry กับแผนที่ 1 แผ่น

เดินมึนออกมาแบบคิดไม่ออกแล้วว่าจะทำยังไงต่อดี วัดดวงละกันเดินหาร้านแลกเงินไปเที่ยวไปด้วยเลยเผื่อฟลุ๊กมีร้านเปิด เรทเท่าไหร่ก็แลกหมดแล้ว ณ จุดนี้

เดินผ่านโบสถ์ Szent Imre Templom ไปนิดเดียวก็ถึง Városház tér (Városház Square) หรือ Town Hall Square จัตุรัสกลางเมืองเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของ Püspöki Palota (Bishop’s Palace หรือ Episcopal Palace) พระราชวังสีเหลืองอร่ามนี้สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1780-1801 เป็นหนึ่งในอาคารสไตล์ Zopf ที่สำคัญของฮังการี

44 45

ทางทิศตะวันตกของจัตุรัสมีอาคาร Székesfehérvári Egyházmegyei Múzeum (Diocesan Museum) พิพิธภัณฑ์โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1938

46

ด้านหลังอาคาร Püspöki Palota คือ Koronázó tér (Koronázó Square) คือบริเวณที่เรียกว่า Középkori Romkert – Nemzeti Emlékhely (Medieval Ruin Garden) เป็นซากเมืองปรักหักพังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

47 48

เดินกลับมาที่ Városház tér เลี้ยวขวาเดินผ่านกลางจัตุรัสไปทางทิศเหนือของเมือง

49 50

ตรงเข้าถนน Fő utca เลี้ยวขวาที่สามแยกเข้าถนนแคบๆ ที่ Országzászló tér ไปยัง Szent István Király Múzeum (King St. Stephen Museum) แต่ก็ไม่มีอะไรมาก วันนี้พิพิธภัณฑ์ปิดหมดด้วยครับ

51 52

เดินกลับไปที่สามแยกเดิม เลี้ยวขวาไปก็ถึง Vörösmarty Színház (Vörösmarty Theatre) โรงละครสำคัญของฮังการีที่มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี ศิลปินนักแสดงดังมากมายได้เริ่มต้นอาชีพที่นี่

53

ตอนนี้เรายังคงไม่มีเงินโฟรินท์ครับและดูทีท่าจะไม่มีทั้งวันด้วย ทางแก้มีทางเดียวคือไม่ไปปราสาทโบรี่และเดินกลับสถานีรถไฟกลาง ซื้อตั๋วรถไฟกลับบูดาเปสต์โดยรูดบัตรเครดิตเอาซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วมั้ย และจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้รึเปล่าด้วย เพราะเมื่อเช้าตอนที่เราลงรถไฟเห็นสถานีปิดซ่อมเงียบเลย

กะว่าเดินเที่ยวที่ต่างๆ ในเมืองให้ครบแล้วค่อยเดินกลับสถานีรถไฟ ยกเลิกแผนไปปราสาทโบรี่และเมือง Balatonfüred แล้วนั่งรถไฟกลับบูดาเปสต์เลย แต่เหมือนโชคเข้าข้างเราบ้างหรือเราสร้างบุญกุศลเรื่องการท่องเที่ยวไว้เยอะก็ไม่รู้ครับ ขาเดินกลับทางเดิมน้องเขยเหลือบไปเห็นป้ายร้านอาหารจีนชื่อ Szerencse Wok ที่ถนนทางขวามือ น้องเขยพูดภาษาจีนได้จึงกะจะลองเข้าไปซื้อข้าวกินและขอจ่ายเป็นยูโรให้ทอนเป็นเงินโฟรินท์มาเพราะตอนนั้นก็ 11 โมงแล้ว เริ่มหิวเหมือนกัน

เลี้ยวขวาเดินไปที่ร้าน ในใจก็ลุ้นลึกๆ ว่าจะเปิดมั้ยน้า? ถ้าปิดอีกก็เรียบร้อยโรงเรียนจีน 55 ปรากฏว่าร้านเปิดคร้าบ คนจีนนี่ขยันและอาศัยอยู่ทั่วโลกจริงๆ ขนาดวันหยุดในเมืองบ้านนอกของฮังการียังมีคนจีนทำมาหากินอยู่เลย หมดลุ้นไปหนึ่งดอก ยังเหลืออีกหนึ่งลุ้น น้องเขยรัวภาษาจีนกลางกับคนขายเป็นชุดด้วยความหวังว่าเค้าจะเห็นใจคนบ้านเดียวกันเพราะพวกเราก็หน้าตาออกจีนๆ กันหมดนะ เค้าอาจจะนึกว่าเราเป็นคนจีน แต่สำเนียงเพี้ยนคล้ายคนไทยพูดก็ได้ อาจจะเป็นจีนตอนใต้พูดจีนกลาง 555

คุยไปคุยมาสรุปเค้าตกลงให้เราแลกเงินได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร = 290 HUF ซึ่งเป็นเรทที่เราคาดหวังแต่แรกแล้ว ไม่ต้องคิดครับ ตอบตกลงทันที โล่งใจสุดๆ เย่!!

คนขายถามเราว่าจะแลกเท่าไหร่ จริงๆ อยากขอแลกคนละ 80 ยูโร 4 คน รวมกันเป็น 320 ยูโร คิดเป็นเงินฮังการีก็ 92,800 HUF คนขายเป็นลูกจ้างไม่มีเงินเยอะขนาดน้าน สรุปเราแลกกันคนละ 50 ยูโร ได้เงินรวมเป็นกองกลาง 58,000 HUF

ตอบแทนเค้าด้วยการสั่งอาหารชุดใหญ่มากินมื้อกลางวัน สั่ง Pirított Rizs Tojással เป็นข้าวผัดไข่จานใหญ่จานละ 500 HUF (ประมาณ 60 บาท) และ Pirított Tészta Zöldséggel คือผัดหมี่กับผักจานใหญ่ราคา 500 HUF เท่ากัน พร้อมกับข้าวเป็นไก่ผัดเปรี้ยวหวานและอะไรอีกอย่างจำไม่ได้ และน้ำอัดลมเย็นๆ คนละแก้ว รวมมื้อนี้จ่ายไป 3,500 HUF หรือประมาณ 400 บาท หารกัน 4 คน กินกันอิ่มแปล้จ่ายแค่คนละร้อยเดียว ค่าครองชีพที่นี่ถูกเว่อร์อ่ะ

ยังไม่เที่ยงก็ได้เวลาเที่ยวต่อแล้ว เดินตามถนน Fő utca เส้นทางเดิมกลับไปที่จัตุรัส Városház อีกครั้ง

54 55

เดินตรงเข้าถนน Kossuth utca ผ่าน Hősök tere (Heroes’ Square) ด้านหลังของโบสถ์ Szent István Székesegyház ที่เดินผ่านด้านหน้ามาเมื่อเช้า

56

เลี้ยวซ้ายไปข้างหน้าคือโรงสปา Árpád Fürdő (Árpád Bath) ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00-22.00 น. ค่าเข้าใช้บริการ saunas, steambath, pools, salt room, tepidarium สำหรับผู้ใหญ่แบบทั้งวัน ในวันธรรมดาราคา 3,600 HUF (ประมาณ 430 บาท) วันหยุดสุดสัปดาห์ราคา 4,200 HUF (ประมาณ 500 บาท) ค่าบริการแบบ 3 ชั่วโมง ในวันธรรมดาราคา 3,200 HUF (ประมาณ 380 บาท) วันหยุดสุดสัปดาห์ราคา 3,600 HUF (ประมาณ 430 บาท) และมีบริการนวดประเภทต่างๆ 25, 45 นาที และ Swedish full body massage (60 นาที)
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Árpád Bath

57

เดินย้อนกลับทางเดิมไปที่จัตุรัส Városház และเดินเข้าถนน Liszt Ferenc อีกครั้งกลับไปที่สถานีรถบัส Buszpályaudvar ที่ Piac tér (Piac Square)

58 59

คราวนี้เรามีเงินโฟรินท์แล้ว เข้าไปในสถานีเดินไปซื้อตั๋วรถเมล์ (Menetjegy) คนละ 2 ใบๆ ละ 270 HUF ที่เคาน์เตอร์ Információ สำหรับนั่งรถเมล์ไปปราสาทโบรี่และนั่งกลับไปที่สถานีรถไฟกลาง

จากนั้นก็เดินออกไปด้านหน้าสถานีรถบัสไปรอรถเมล์ที่ป้าย ดูตารางรถเมล์สาย 26 และ 26A สามารถไปปราสาทโบรี่ได้

60

รอไม่นานรถเมล์สาย 26A ก็มาจอดที่ป้ายตามเวลา 12.20 น. เป๊ะ นั่งรถไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร แต่รถเมล์จอดป้ายถี่มาก เกือบครึ่งชั่วโมงก็ลงที่ป้าย Vágújhel Yi útca ด้านข้างมินิมาร์ทชื่อ Aladdin ที่ถนน Kassai utca ครับ ใน google map ไม่มีสัญลักษณ์ป้ายรถเมล์ให้ดูว่าอยู่ตรงไหนด้วย เรื่องนี้อาศัยถามคนบนรถเอาว่าลงป้ายไหน เค้าฟังเรารู้เรื่องว่าเราต้องการไป “Bory-Vár” แต่พูดตอบกลับมาไม่ได้ ได้แต่งึมงำเป็นภาษาฮังกาเรียนพร้อมทำท่าประมาณว่านั่งก่อนๆ ยังไม่ถึง เดี๋ยวถึงแล้วจะบอก

61 62

ลงจากรถเมล์ เดินย้อนไปที่สี่แยก ข้ามถนนเดินลงทางลาดไปจนถึงวงเวียนเล็กๆ ที่ถนน Máriavölgy útca ก็มีป้ายบอกทางไป Bory-vár เลี้ยวซ้ายเดินอีกนิดก็ถึงทางเข้า Bory-Vár หรือ Bory Castle ปราสาทแห่งความรักของคู่สามีภรรยา Jenő Bory และ Ilona Komócsin โดยสามีเป็นผู้ออกแบบและเริ่มก่อสร้างในปีค.ศ. 1923-1959 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแสดงความรักที่มีต่อภรรยา ปัจจุบันปราสาทโบรี่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้สนใจเข้าชมเรื่องราวความรักของทั้งคู่ในสวนอันร่มรื่น

63 64 65 66

Vármúzeum (Castle Museum) เปิดทุกวันตั้งแต่ 09.00-17.00 น. Képtár (Gallery) เปิดเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการตั้งแต่ 10.00-12.00 น. และ 14.00-16.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 800 HUF เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบเข้าชมฟรี
เช็คเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ visit Vármúzeum (Castle Museum)

เราไม่ได้เสียเงินเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ แค่เดินเล่นถ่ายรูปมุมต่างๆ ในสวนครู่ใหญ่

67 68

บ่ายโมงนิดหน่อยก็เดินกลับทางเดิมแล้วเลี้ยวขวาไปรอรถเมล์ที่ป้าย Vágújhel Yi útca คนละฝั่งถนนกับขามา

69

ขากลับเรานั่งรถเมล์สาย 32 ซึ่งมาจอดที่ป้ายตอน 13.25 น. รวดเดียวประมาณ 15 นาทีไปลงที่ป้ายด้านหน้าสถานีรถไฟกลาง Székesfehérvár vasútállomás

70

มองเห็นที่ขายตั๋วชั่วคราวอยู่ข้างหน้าอาคารสถานีรถไฟพอดีจึงเข้าไปซื้อตั๋วรถไฟไป Balatonfüred ตอนแรกเรากะจะไปรถไฟขบวน 9724 (Székesfehérvár-Tapolca) ซึ่งออกไปแล้วตอน 13.22 น. เรามาไม่ทันขบวนนี้จึงต้องหาขบวนใหม่ แบ่งหน้าที่กันทำครับ น้องชายและน้องเขยไปช่วยกันดูตารางเวลารถไฟและถ่ายรูปเก็บไว้ ส่วนผมและน้องสาวเข้าไปคุยกะคนขายตั๋วซึ่งเป็นหญิงค่อนข้างแก่สื่อสารภาษาอังกฤษได้งูๆ ปลาๆ คุยกันอยู่นานไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยให้เค้าเขียนมาเลยว่ารถไฟขบวนต่อไปจะออกกี่โมง

สรุปเราซื้อตั๋วรถไฟที่จะออกในเวลา 15.22 น. และถึง Balatonfüred 16.57 น. ในราคาใบละ 1,300 HUF (ประมาณ 150 บาท) เป็นตั๋วรถไฟชั้น 2 ประเภทไม่ต้องจองล่วงหน้าหรือ pótjegy (P) เช่นกันครับ

และถือโอกาสซื้อตั๋วรถไฟจาก Balatonfüred กลับบูดาเปสต์ด้วยเลย จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีตั๋วกลับ จ่ายค่าตั๋วรถไฟชั้น 2 ประเภทไม่ต้องจองล่วงหน้าไปอีกใบละ 2,670 HUF (ประมาณ 320 บาท) ราคาตั๋วรถไฟในเว็บกับราคาที่ซื้อจากเคาน์เตอร์เท่ากันครับ ไม่จำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์

ได้ตั๋วกลับบูดาเปสต์ชัวร์แล้วหลังจากเที่ยวแบบเครียดๆ มาก่อนหน้านี้เพราะไม่มีตังค์ 555 เดินสบายใจไปรอรถไฟที่ห้องอาหารด้านหลังสถานีซึ่งมีเปิดอยู่ร้านเดียว เข้าไปนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์เนื้อง่ายๆ 1 อัน 650 HUF (ประมาณ 75 บาท) และน้ำแอปเปิ้ลขวดนึง 260 HUF (ประมาณ 30 บาท) รองท้อง ราคาของกินที่สถานีรถไฟใกล้เคียงกับเมืองไทยนะครับ

15.22 น. รถไฟขบวนไป Tapolca felé ออกจากชานชลา นั่งหวานเย็นจอดมันทุกสถานีจนถึงสถานี Balatonakarattya สถานีรถไฟของหมู่บ้าน Balatonakarattya ที่หัวทะเลสาบ Balaton ตอน 16.02 น. ก็ต้องลงที่สถานีนี้แล้วเดินไปขึ้นรถบัสซึ่งจะออกในอีก 5 นาทีเพื่อไปต่อรถไฟอีกครั้งตอน 16.23 น. ที่สถานี Balatonkenese ผมเดาว่าทางรถไฟช่วงตั้งแต่สถานี Balatonakarattya ถึง Balatonkenese กำลังซ่อมแซมอยู่จึงต้องนั่งรถบัสข้ามช่วงนี้ไปก่อนชั่วคราวในระหว่างนี้ เพราะปกติเส้นทางรถไฟนี้จะเชื่อมต่อเมืองริมทะเลสาบบาลาตอนทั้งหมดตั้งแต่หัวจนถึงท้ายทะเลสาบเลย

photo credit: coachhirebudapest.co.uk
photo credit: coachhirebudapest.co.uk

กลับขึ้นรถไฟอีกครั้งที่สถานี Balatonkenese นั่งรถไฟหวานเย็นซึ่งแวะจอดที่สถานีริมทะเลสาบบาลาตอนตลอดไปอีก 34 นาที ยังไม่ 5 โมงเย็นก็ถึงสถานีรถไฟ Balatonfüred ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 1 ชั่วโมง 35 นาทีกับระยะทางเพียง 70 กิโลเมตร ได้ยินคำว่า következik ซึ่งแปลว่า Next Stop เป็นสิบครั้งฟังจนจำได้เลยครับ 555

photo credit: en.wikipedia.org
photo credit: en.wikipedia.org

ปูพื้นฐานสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักชื่อเมืองนี้มาก่อนครับ Balatonfüred อ่านว่า บาลาตอนฟูเร็ด คือเมืองตากอากาศริม “Balaton” ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่ชาวฮังการี (Magyar) เรียกกันว่าเป็น “Hungarian Sea” เพราะประเทศฮังการีไม่มีทางออกทะเลจึงถือเอาทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลแห่งฮังการีเสียเลย

ทะเลสาบบาลาตอนมีพื้นที่ถึง 5,174 ตารางกิโลเมตร มีความยาวจากทิศเหนือจรดทิศใต้ 77 กิโลเมตร และช่วงที่กว้างที่สุดกว้าง 14 กิโลเมตร ตลอดแนวยาวสองฝั่งของทะเลสาบซึ่งมีความยาวรวมถึง 236 กิโลเมตรเต็มไปด้วยรีสอร์ทตามเมืองตากอากาศต่างๆ ซึ่งชาวฮังการีนิยมมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น Siófok เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของบาลาตอน และ Keszthely เมืองริมทะเลสาบบาลาตอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ทริปนี้เราจะไปเมืองที่มีสภาพเป็นเมืองคือเป็นชุมชนมีบ้านเรือน โบสถ์ ปราสาท แทบทั้งนั้น เลยอยากได้บรรยากาศแบบธรรมชาติริมทะเลสาบบ้างเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ขอชิลล์ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดหน่อย จึงเลือกมาที่บาลาตอน
ฟูเร็ดซึ่งอยู่ตอนกลางๆ ของแนวทะเลสาบฝั่งตะวันตกไม่ไกลจากบูดาเปสต์เกินไป เดี๋ยวจะไปเช้าเย็นกลับไม่ทัน ไม่ใช่ไม่ทันเพราะระยทางไกลนะครับ แต่ไม่ทันเพราะเวลาและความหวานเย็นของรถไฟต่างหาก

จากสถานีรถไฟ ออกจากอาคารไปที่ลานจอดรถด้านหน้าสถานี เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Horváth Mihály utca ไปทางทิศเหนือประมาณ 600 เมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Jókai Mór utca ถนนสายหลักของเมืองตรงไปเรื่อยๆ จนเห็นบันไดลงไปยังทะเลสาบ

photo credit: www.amosz.extra.hu
photo credit: www.amosz.extra.hu

ลงบันไดไปก็เห็นบรรยากาศร้านค้าริมทะเลสาบ เดินไปทางซ้ายผ่านร้านขายของที่ระลึกมากมายไปที่ Vitorlás tér ลานกว้างริมน้ำที่มีรูปปั้นของ István Bujtor คนดังในวงการภาพยนตร์ของฮังการีกำลังแล่นเรือที่เรียกว่า Bujtor István szobra

74 75 76

เดินเล่นถ่ายรูปที่ริมทะเลสาบแสนสงบ

77 78

ไม่ไกลมีสัญลักษณ์ของที่นี่ นั่นคือ Halász és Révész szobra หรือรูปปั้น Fisherman and Ferryman Guard ยืนอยู่ริมทะเลสาบ

79 80

นั่งพักยืดแข้งยืดขาซะหน่อย

81

เรามาถึงที่นี่ช้ากว่าที่วางแผนไว้จึงทำได้แค่ชมวิวชิลล์ๆ เดินเล่นนั่งเล่นดูฝูงเป็ดในทะเลสาบแป๊บเดียวก็ต้องเดินกลับสถานีรถไฟแล้วเพราะรถไฟกลับบูดาเปสต์จะออกตอน 17.52 น. ถ้าไม่เลือกไปขบวนนี้ก็จะต้องรออีก 2 ชั่วโมงกว่าเลยซึ่งจะกลับถึงบูดาเปสต์สี่ทุ่มกว่า นั่งรถไฟใต้ดินและเดินกลับโรงแรมคงเกือบห้าทุ่มเลย

ถ้ามีเวลามากกว่านี้เรามีแผนจะไปเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ บน Tihanyi-félsziget (Tihany peninsula) ที่ชื่อ Tihany ซึ่งมองจากตรงนี้ไปก็เห็นหมู่บ้านอยู่บนภูเขาครับ

82

การเดินทางไปนั้นไม่ยากไม่ง่ายคือนั่งรถบัสจากสถานีรถบัส Autóbusz állomás Balatonfüred หรือ Balatonfüredr–l (Autóbusz pályaudvarról) ที่เดียวกับสถานีรถไฟ Balatonfüred โดยมีรถออกวันละหลายเวลา ค่ารถราคาเที่ยวละประมาณ 180 HUF นั่งไปลงที่ Tihanyból (Tihany-Postától) หรือที่ทำการไปรษณีย์ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร) รถบัสจะแล่นต่อไปจอดสุดทางที่ท่าเรือเฟอร์รี่ Tihanyi-rév ที่ปลายสุดของแหลมติฮานี จุดนี้มีเรือข้ามไปยังหมู่บ้าน Szántód ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบให้บริการในบางฤดู

เช็คเวลารถบัสไปและกลับได้ที่ www.tihany-info.hu

photo credit: moon.com
photo credit: moon.com

Tihany มีสัญลักษณ์คือ Tihanyi Bencés apátság (Tihany Benedictine Abbey) โบสถ์เก่าแก่ประจำหมู่บ้านที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1055 โดยพระเจ้า András I กษัตริย์แห่งฮังการี โดยพระศพของพระองค์ก็ถูกฝังอยู่ที่โบสถ์แห่งนี้

ขอยืมรูปมาให้ดูแทนนะครับเพราะไปไม่ทันจริงๆ

เดินกลับตามเส้นทางเดิมไปที่สถานีรถไฟ Balatonfüred ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ แล้ว ยืนรอไม่นานรถไฟก็มาจอดที่
ชานชาลา รถไฟขากลับบูดาเปสต์นี้ก็ต้องลงรถที่สถานี Balatonkenese ต่อรถบัสตอน 18.26 น. อีกประมาณครึ่งชั่วโมงไปที่สถานี Csajág ขึ้นรถไฟอีกครั้งตอนทุ่มนึง นั่งรถไฟผ่านสถานี Székesfehérvár อีกครั้ง ในที่สุดเราก็ถึงสถานีรถไฟ Budapest-Kelenföld ในเวลา 20.16 น. ใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 24 นาที

85

เดินลงไปสถานีรถไฟใต้ดิน Kelenföldi pályaudvar กดตู้ซื้อ Vonaljegy (Single ticket) อีกคนละ 350 HUF แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M4 (สีเขียว) ไปต่อสาย M3 (สีน้ำเงิน) ที่สถานี Kálvin tér กลับไปยังสถานี Deák Ferenc tér แวะซื้ออาหารง่ายๆ กลับไปกินที่อพาร์ตเมนท์ ก่อนเข้านอนตอนเที่ยงคืน

พรุ่งนี้มีโปรแกรมจัดเต็มเที่ยวบูดาเปสต์ทั้งวันครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต