แกะรหัสเที่ยว “รัสเซีย” ด้วยตัวเอง ไม่ยาก..ถ้าอยากลอง

เที่ยวเอง รีวิว เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มอสโก รัสเซีย st. petersburg pushkin peterhof moscow russia

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากความฝันอยากเป็น Blogger ท่องเที่ยวที่มีมานานแล้ว ปกติแอนเคยแต่เรียงร้อยถ้อยคำอยู่บน Facebook ของตัวเองเท่านั้น พอเห็นเพจโปรด “เที่ยวเอง” ที่ติดตามมานานหลายปี แอบใช้ข้อมูลดีๆ ตามรอยไปเที่ยวเองหลายครั้งโพสต์เปิดโอกาสให้ร่วมสนุก แอนจึงไม่รีรอที่จะไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้

ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แค่อยากลองลุ้นดูเฉยๆ ถ้าไม่ลองแล้วปล่อยโอกาสให้ผ่านไปคงจะต้องเสียใจแน่นอน และไม่น่าเชื่อว่าความฝันที่อยากได้รับเลือกให้เป็นบล็อกเกอร์หน้าใหม่ก็เป็นจริงขึ้นมา แถมได้รับเลือกจากเพจที่เราชื่นชอบ จากบล็อกเกอร์ที่เราชื่นชม แอนนี่ดีใจยิ้มแก้มปริไปหลายวันทีเดียวค่ะ

ทริปนี้ได้สปอนเซอร์ใจดี Qatar Airways สายการบินที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 จากงานประกาศรางวัล Skytrax World Airline Awards ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลออสการ์ของวงการการบิน สนับสนุนตั๋วเครื่องบินให้ฟรีค่ะ

Qatar Airways มีไฟลท์แบบ Multicity คือ เดินทางไปลงที่เมือง/ประเทศหนึ่ง และกลับจากอีกเมือง/ประเทศให้เลือกทำได้ แอนจึงวางแผนทริปได้สะดวกมากๆ โดยเลือกบินลงที่ St. Petersburg ก่อน แล้วเดินทางออกจากรัสเซียทาง Moscow ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะ ทริปเดียวสามารถไปเที่ยวได้หลายประเทศเลยค่ะ ตอบโจทย์คนรักการเดินทางได้ดีสุดๆ

เช็คตารางเวลาไฟลท์บินและซื้อตั๋วได้ที่ www.qatarairways.com

ได้เวลาตะลุยแดนหมีขาว

เครื่องบินแอร์บัส A340-600 วันนี้ ผู้โดยสารหนาตาและเต็มแทบทุกที่นั่ง แต่ด้วยความที่เครื่องใหญ่และนิ่งมาก
เครื่องบินยังขึ้นไปไม่ถึงไหน แอนก็ผล็อยหลับแบบมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คุณแอร์คนสวยเรียกทานมื้อเช้าซะแล้ว 55

ตรวจคนเข้าเมืองกับเหตุการณ์ระทึกใจ

เครื่องบินลงจอด ณ สนามบิน Pulkovo (LED) เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อนกำหนดเล็กน้อย เดินลงเครื่องตามป้าย Passport Control ไปต่อแถวได้เลย (อย่าเดินเพลินไปเข้าแถวที่ติดสติ๊กเกอร์สีแดงเขียนว่าสำหรับชาว Russia และ Belarus เป็นพอค่ะ) จากนั้นก็จะถึงเวลาลุ้นกันแล้วว่าจะเป็นยังไงต่อไป เดินเข้าช่องตรวจคนเข้าเมืองพร้อมใจเต้นตึกตัก เท่าที่มองดูแต่ละคนใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที พอถึงคิวเจ้าหน้าที่เพียงแต่ถามว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรอ? เท่านั้นเองแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปพร้อมให้เอกสาร Migration Card แผ่นเล็กๆ นี้มาด้วย ใบนี้สำคัญมาก ต้องพกติดตัวทุกวันเผื่อโดนขอตรวจ วันเดินทางกลับทางตม.ขาออกของรัสเซียจึงจะเก็บไป

แต่เพื่อนร่วมทางผู้โชคร้ายกลับไม่ผ่านการตรวจจุดนี้ หลังเจ้าหน้าที่ดู Passport นานกว่า 5 นาทีก็ถูกเจ้าหน้าที่อีกคนพาตัวไป งงสิ! เกิดอะไรขึ้น? แล้วคุณเพื่อนจะรอดผ่านได้มั้ย? เพื่อนๆ ทำได้แค่รออยู่ตรงนั้น ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ผู้โดยสารที่เดินทางมาไฟลท์เดียวกันผ่านด่านไปแทบเกลี้ยงแล้ว ชักใจเสียขึ้นมาเลย พยายามมองหาความช่วยเหลือ พอดีมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายวัยรุ่นท่าทางใจดีเดินผ่านมา เลยเล่าให้เค้าฟังว่าเป็นคนไทยเดินทางมาเที่ยวกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่ผ่าน Passport Control เค้าก็แสนดีถามชื่อเพื่อน จากนั้นก็โทรมือถือไปถามให้ แล้วบอกว่าอีกสักครึ่งชั่วโมงเพื่อนน่าจะผ่านออกมา ให้รอตรงนี้แหละ

รอแล้วรอเล่าจนทุกช่องของ Passport Control ปิดทำการ คุณเพื่อนก็ยังไม่มา แอนพยายามขอเจ้าหน้าที่ (ซี่งเหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย) ออกไปช่วยเพื่อนเพราะมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่าห้องที่เก็บตัวเพื่อนอยู่ไม่ไกล แอนมีเอกสารที่ระบุว่าประเทศไทยได้รับการยกเว้น Visa ซึ่งปรินท์มาเผื่อจากจากลิงค์นี้ http://thailand.mid.ru แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ออกไป

สุดท้ายรอไปเกือบชั่วโมงครึ่ง ถามเค้าว่าถูกเรียกไปถามอะไรบ้าง? เพื่อนตอบว่าเค้าให้นั่งรอเฉยๆ โดยไม่ถามอะไรสักคำ แค่เอา Passport ไปตรวจดูอย่างละเอียดเท่านั้นเอง

ซื้อ SIM CARD

การซื้อ Sim Card ที่สนามบินนี้สะดวกมาก เพราะร้าน Beeline ซึ่งแอนทำการบ้านมาแล้วว่าเครือข่ายดีใช้ได้อยู่ใกล้ประตูที่เราเดินออกมาเลย เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำรีบเข้ามาแนะนำแพ็คเกจ แอนเลือกแบบ 7 days ราคา 600 RUB ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 28 GB และสามารถโทรภายในประเทศได้ฟรีด้วย (จำไม่ได้ว่ากี่นาทีแฮะ)

ตอนซื้อก็ไม่ลืมย้ำว่าขอแบบ All Russia นะ เพราะเคยอ่านเจอว่า Sim Card บางประเภทจะใช้อินเตอร์เน็ตได้เฉพาะในเมืองที่ซื้อเท่านั้น ซิมของ Beeline เน็ตแรงดีทีเดียว สะดวกในการหาข้อมูลและใช้ google map นำทาง ปัญหาเดียวที่พบคือการส่งข้อความและการโทรศัพท์ผ่าน Line Application ทำไม่ได้เลย (ยกเว้นตอนที่ใช้ WiFi ของโรงแรม Ibis Hotel St. Petersburg Centre ที่สามารถส่งข้อความทางไลน์ได้บ้าง) แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกและ Facebook Messenger คือคำตอบที่แอนสามารถใช้ได้ทั้งโทรและส่งข้อความได้อย่างราบรื่นตลอดทริปค่ะ

สำหรับค่ายเครือข่ายมือถือที่โด่งดังหลักๆ มี 3 เจ้า คือ Beeline, MegaFon และ MTS  สามารถหาซื้อได้สะดวกทั้งที่สนามบิน สถานีเมโทร หรือร้านค้าในเมือง เอกสารที่ใช้ก็เพียง Passport หนึ่งเล่มเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติมตามนี้เลย Russian sim card

จากสนามบิน Pulkovo เข้ากลางเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

มี 3 วิธี (เลขดี๊ดี คือ 39) ดังนี้

  1. City Bus No. 39 วิ่งตั้งแต่ 05.30-01.30 น. ออกทุก 12-20 นาที ใช้เวลาเดินทาง 30-35 นาทีถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ค่ารถ 40 RUB

แอนเลือกวิธีนี้เพราะเมื่อเดินออกจากอาคารสนามบินมาก็จ๊ะเอ๋กับป้ายรถนี้พอดี

  1. Express City No. 39Ex วิ่งตั้งแต่ 05.25-00.20 น. ออกทุก 25-30 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ค่ารถ 40 RUB
  2. Minivan Taxi No. K39 วิ่งตั้งแต่ 07.00-23.30 น. ออกทุก 5 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาทีถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ค่ารถ 40 RUB

ข้อมูลจาก https://pulkovoairport.ru

ตอนขึ้นรถบัสมีพนักงานมาเก็บค่าโดยสารเลยถือโอกาสบอกว่าจะขอลงที่สถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ก่อนจะถึงสถานี เค้าใจดีก็ตะโกนมาบอกให้เตรียมตัวลงได้ ตรงกับ google map เป๊ะเลย แหม..คนที่นี่น่ารักจริงเชียว

เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินใน St. Petersburg

ค่าโดยสารมีให้เลือกทั้งแบบบัตรเติมเงิน บัตรรายวัน หรือเหรียญ (Token) ที่ใช้หยอดเป็นครั้งๆ ไป ข้อแตกต่างมีคร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ

  1. Token เหรียญละ 45 RUB ใช้หยอดสำหรับการเดินทางในแต่ละครั้ง เพราะไม่ว่าจะเดินทางกี่สถานีก็ราคาเท่ากันหมด แอนเลือกแบบนี้เพราะรู้สึกว่าสะดวกและง่ายดี (ซื้อทีเดียว 10 เหรียญมาเก็บไว้เลยก็ได้) ส่วนการเดินทางด้วยยานพาหนะอื่นก็ค่อยจ่ายด้วยเงินสดเป็นครั้งๆ ไปค่ะ
  2. Multi-Purpose Unified Ticket บัตรที่สามารถใช้ได้ทั้ง Metro, Bus, Trolleybus และ Tram มีขายตั้งแต่สำหรับ 1 วันถึง 7 วัน โดยบัตรสำหรับ 1 วัน ราคา 180 RUB และบัตรสำหรับ 2 วัน ราคา 255 RUB เป็นต้น
  3. Podorozhnik Card บัตรเติมเงินที่ใช้ได้กับขนส่งมวลชนทุกแบบเช่นกัน ค่ามัดจำบัตร 60 RUB (ได้รับคืนหากคืนบัตรภายใน 45 วันหลังจากวันที่ซื้อ) คิดค่าโดยสารราคาพิเศษสำหรับการเดินทาง 10 เที่ยวแรกของเดือน โดยเมโทรคิดเที่ยวละ 36 RUB และ 31 RUB สำหรับขนส่งมวลชนภาคพื้นดินทุกชนิด แต่ข้อเสียคือหากมียอดคงเหลือในบัตรจะไม่สามารถ Refund ได้

รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาต่อได้ที่ St. Petersburg public transportation

สำหรับการแตะบัตรนั้น Metro ของทั้งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโกนั้น แตะบัตรเฉพาะขาเข้า ขาออกเดินออกได้เลยค่ะ

ถ้าใครจะเดินทางด้วยแท็กซี่ แนะนำว่าให้เลือกใช้ Uber แทน อันนี้เพื่อนชาวรัสเซียเตือนมาเลยเพราะคนขับแท็กซี่ที่นี่ค่อนข้าง tricky แถมการจราจรในย่านท่องเที่ยวนี่เรียกว่าติดขัดไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯ บ้านเราเลย บางทีแอนก็เลือกเดินแทนที่จะนั่งรถเพราะมันติดหนักมากจริงๆ

แนะนำ Yandex Metro Applicationแอพช่วยชีวิตสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโกค่ะ (เปลี่ยนเมืองและภาษาที่รูปฟันเฟืองด้านบนขวานะคะ) ตลอดทริปแอนใช้แค่งแอพนี้คู่กับ google map ไม่มีหลงเลยค่ะ

ข้อดีของแอพ Yandex คือ
  1. เห็นภาพรวม Metro Network ทั้งหมด แถมยังสามารถค้นหาได้ว่าแต่ละสถานีอยู่ที่ใด จึงสะดวกสายตาไม่ต้องมัวมองหาว่าแต่ละสถานีอยู่ตรงไหนของแผนที่
  2. สามารถกรอกชื่อสถานีเพื่อให้คำนวณว่าจากสถานีต้นทางถึงปลายทางต้องเปลี่ยนรถที่สถานีไหนและใช้เวลานานเท่าไหร่ตลอดการเดินทาง ซึ่งบางทีสถานีปลายทางที่เราจะไปก็สามารถเปลี่ยนได้หลายสถานี แอนจึงมักดูว่าถ้า Yandex แนะนำให้เปลี่ยนที่สถานีไหน ตรงนี้มีเทคนิคนิดนึงว่าถ้าเป็นสถานีที่มีรถหลายสายมาจอด แอนจะพยายามเลี่ยงเพราะสถานีเหล่านี้มักจะใหญ่ ต้องเดินเปลี่ยนรถค่อนข้างไกลค่ะ
  3. ใช้เทียบตัวอักษร Russian Cyrillic หลักๆ แล้วจะใช้เทียบตอนจะขึ้นรถว่าต้องขึ้นที่ชานชาลาฝั่งไหน เทคนิคง่ายสุดคือจำชื่อของสถานีถัดไป (ไม่ใช่สถานีปลายทางที่เราจะไปเพราะขี้เกียจไล่หาในป้ายบอกชื่อสถานีที่รถไฟจะจอดค่ะ) วิธีการของคนไร้ทักษะด้านภาษาอย่างแอนคือจำและอ่านทับเป็นภาษาอังกฤษไปเลย เช่น Moskovskaya (Московская) ก็จำเลยว่า “ม็อกคอบ (เอ็ม-โอ-ซี-เค-โอ-บี)” หรือ Vladimirskaya (Владимирская) อันนี้อ่านไม่ออก 55 ใช้จำว่า “บี-เอ็น (มันรู้สึกว่าคล้ายๆ ตัวเอ็นค่ะ) –เอเล็ก-เอใหญ่-เอ็น-เอ็ม-เอ็น…” ทีนี้เวลาดูป้ายที่ติดแต่ละฝั่งว่ารถแต่ละคันจะเดินทางไปไหนก็ง่ายละ

ตลอดทั้งทริปนี้แอนจำศัพท์ได้แค่ 3 คำเองก็สามารถเอาตัวรอดได้สบาย เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะไม่ลำบากเช่นกันค่ะ โดย 3 คำที่เจอกันตลอดจนคุ้นตาคือ ВЫХОД… = ทางออก, Bход = ทางเข้า และ касса = ตั๋ว ค่ะ

แนะนำการนั่งและเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดิน

การดูว่ารถไฟแต่ละคันจะวิ่งไปทางไหนนั้นง่ายมาก โดยที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสามารถดูที่กำแพงที่อยู่ด้านหลังรางรถไฟได้เลย

ส่วนที่มอสโกให้เงยหน้าดูที่ป้ายเท่านั้นค่ะ

นอกจากนี้ เวลาอยู่ในสถานีโดยเฉพาะที่มอสโก (รถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะไม่ซับซ้อนเท่าในในมอสโก)
แอนมีเทคนิคเพิ่มเติมอีกนิดคือการสังเกตสีและตัวเลขที่อยู่บนพื้นในสถานี เพราะมันคือสิ่งที่บอกว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน อย่างในภาพคือแอนอยู่ที่สถานี Novoslobodskaya ซึ่งเป็นสายวงกลมสีน้ำตาลเขียวขี้ม้าเบอร์ 5 ค่ะ

ป้ายที่พื้นนี้ช่วยนำทางในการเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดินด้วย เช่น ป้ายวงกลมสีน้ำเงินรอบเลข 3 และมีตัวหนังสือเขียนว่า Arbatskaya หมายความว่า ตอนนี้เราอยู่สถานี Arbatskaya ซึ่งเป็นสายสีน้ำเงิน และเลข 3 คือเลขประจำสายสีน้ำเงินนี้

จากภาพคือแอนต้องการเปลี่ยนไปสายสีเทาก็เดินตามป้ายวงกลมสีเทารอบตัวเลข 9 ซึ่งด้านล่างเขียนว่า Borovitskaya ไปได้เลย เพราะสถานีนี้เป็นสถานีที่เชื่อมระหว่างสายสีน้ำเงินที่เป็นสถานี Arbatskaya และสีเทาสถานี Borovitskaya นั่นเอง (จริงๆ สถานีนี้เปลี่ยนสายสีแดงและฟ้าได้ด้วย)

พอขึ้นรถก็อย่าลืมดูป้ายภาษาอังกฤษว่ารถวิ่งไปทางไหน เท่าที่สังเกตเนี่ย รถไฟในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีภาษาอังกฤษกำกับตลอด ที่มอสโกก็มีแทบทุกคันเลย ถ้าขึ้นผิดขบวนก็ไม่ต้องตกใจเพราะแค่ลงป้ายถัดไปแล้วนั่งย้อนกลับมาเท่านั้นเอง

ถึงโรงแรม ไม่ลืมทำ Visa Registration  

แม้คนไทยที่เดินทางไปเที่ยวรัสเซียจะไม่จำเป็นต้องขอวีซ่ากรณีไปเที่ยวไม่เกิน 30 วัน แต่ถ้าอยู่ในรัสเซียเกินกว่า 7 วันจะต้องทำการลงทะเบียนวีซ่า “Visa Registration” ซึ่งจริงๆ แล้ว 7 วันที่นับคือนับเฉพาะวันทำการ (Business Day) เช่น หากเดินทางถึงวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. และออกจากรัสเซียวันที่ 10 ส.ค. ก็ไม่จำเป็นต้องทำ Visa Registration เพราะอยู่จริงแค่ 6 วันทำการ วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ไม่นับรวมค่ะ

แต่เพื่อความสบายใจเผื่อโดนตรวจหรือโดนสอบถามให้มากความ แถมการสื่อสารที่อาจจะเข้าใจกันยากแล้วเนี่ย
ส่วนตัวแอนว่าไปถึงแล้วลงทะเบียนไว้ก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

การลงทะเบียนวีซ่าสามารถทำได้ ณ ที่พักที่เราพัก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม อพาร์ทเมนต์ หรือบ้านพัก ทั้งนี้จะมีค่าบริการแตกต่างกันตั้งแต่ 200-1,000 RUB โดยจะต้องลงทะเบียนวีซ่าภายใน 7 วันทำการ และมีเอกสารที่ใช้คือ Passport และ Migration Card ที่ได้รับจากตม.มา โดยหน้าตาของ Visa Registration เป็นแบบนี้ เมื่อได้มาแล้วต้องพกติดติวไว้คู่กับ Migration Card นะคะ

ถ้าใครมีแพลนเดินทางช่วงใกล้บอลโลกและจะไปเมือง Moscow, St. Petersburg, Kazan, Kaliningrad, Nizhny Novgorod, Volgograd, Yekaterinburg, Rostov-on-Don, Samara, Saransk และ Sochi ซึ่งเป็นเมืองที่มีการจัด FIFA World Cup 2018 จะต้องทำ Visa Registration ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงเลย

ข้อมูลเพิ่มเติมตามนี้ Russia Visa Registration และ https://waytorussia.net

ทำไมเลือกพัก Ibis Hotel St. Petersburg Centre
  1. โรงแรม Best Western Plus Center Hotel และ Crowne Plaza St. Petersburg Logovsky ที่อยู่ไม่ไกลกันในย่าน Nevsky Prospekt ได้รับความนิยมและถูกจองเต็มตลอดช่วงที่ไปค่ะ
  2. Ibis Hotel เป็นโรงแรมเครือใหญ่จึงค่อนข้างมั่นใจเรื่องการบริการและพนักงานที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้แน่นอน
  3. โลเคชั่นดี สะดวกในการเดินทางในเมืองด้วยรถไฟใต้ดินและรถเมล์ รวมถึงการนั่งรถไฟไปมอสโก Moscow Railway Station อยู่ห่างไปเพียง 600 เมตรเท่านั้น แถมยังอยู่ใกล้ถนนช้อปปิ้งหลักของเมืองอีกด้วย

จากสถานที่เที่ยวหลักๆ ย่านใจกลางเมือง สามารถนั่งรถเมล์มาลงที่ป้ายซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไม่ถึง 200 เมตร สะดวกสุดๆ  เพราะรถเมล์มาค่อนข้างถี่ ค่ารถ 40 RUB ต่อเที่ยว ถ้าใครมีบัตรก็แตะได้ที่กล่องสีส้มซึ่งจะติดไว้ที่เสาด้านข้างคนขับและตรงกลางรถ แต่ถ้าใครไม่มีบัตรก็จ่ายเงินที่พนักงานเก็บเงินบนรถได้ เค้าสามารถทอนเงินให้ได้ด้วย ต่างจากบางประเทศที่เราต้องเตรียมเงินให้พอดีเพื่อหยอดใส่กล่องข้างคนขับ

ไปดูกันเลยว่าในเมือง St. Petersburg และรอบๆ ใกล้เคียง มีสถานที่น่าเที่ยวอะไรบ้าง
Catherine Palace

ที่ประทับในฤดูร้อนของพระเจ้าซาร์ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซียเพราะเป็นสถานที่ที่พระเจ้านิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมายาวนานกว่า 200 ปี พร้อมสมาชิกในราชวงศ์ถูกควบคุมตัวจากกลุ่มของคณะปฏิวัติ กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าสุดท้ายในเมือง Pushkin (ทางทิศใต้ ห่างจากศูนย์กลางเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กราว 25 กิโลเมตร)

พระราชวัง Catherine สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1717 โดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชตั้งใจสร้างเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแด่พระชายา (น่ารักจัง) โดยผสมผสานความโดดเด่นของศิลปะแบบโรโคโค (Rococo) ตัวอาคารทาสีฟ้าสดใส มีหลังคารูปโดมสีทองสุกปลั่ง ภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาโดยเฉพาะห้องอาพัน (Amber Room) ซึ่งทั้ง Cathering Palace, Cathering Park และ Alexander Palace (อยู่ใกล้กับ Catherine Palace) ล้วนได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก UNESCO ทั้งสิ้น

ต่อมาพระจักรพรรดินี Elizabeth Petrovna ผู้เป็นธิดาของทั้งสองพระองค์ได้ปรับปรุงให้พระราชวังทันสมัยขึ้นกว่าเดิม โดยให้สถาปนิกชาวอิตาเลียน Rastelli เป็นผู้ดำเนินการ โดยยังคงสไตล์โรโคโคไว้เช่นเดิมแต่ทำให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นซึ่งใช้เวลานานถึง 4 ปี มีห้องที่จัดแสดงให้เข้าชม 13 ห้อง รวมถึงมีเครื่องแต่งกาย ของใช้ และอาวุธของราชวงศ์จัดแสดงด้วย

ส่วนตัวแล้วแอนประทับใจมากที่สุด 3 ห้อง คือ The Great Hall, Green Dining Room และ Amber Room ค่ะ

The Great Hall หรือ Bright Gallery เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในพระราชวังและเป็นห้องแรกสุดแสนอลังการที่ทุกคนจะได้เข้าชม ห้องนี้มีขนาด 800 ตร.ม. มีกระจกใสสวยงามเรียงรายเป็นแนวยาวทั้งสองฝั่งของห้อง กระจกถูกแกะสลักอย่างประณีตโดยช่างชาวรัสเซียจำนวนถึง 130 คน จากการออกแบบของนักประติมากรรมนาม Johann Franz Duncker  โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้รับรองแขกและจัดเลี้ยงงานเฉลิมฉลองต่างๆ

Green Dining Room อยู่ทางทิศเหนือของพระราชวัง เป็นห้องที่พระจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 ตั้งใจสร้างให้พระโอรส Grand Duke Paul ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าซาร์พอลที่ 1 ใช้ร่วมกับพระชายาคนแรก Natalia Alexeyevna สาเหตุที่แอนชอบห้องนี้หนักหนาเพราะสีสวยหวานน่ารักจับใจ การตกแต่งผนังเน้นลวดลายที่ทำจากปูนปั้นสีขาว

Amber Room หรือห้องอำพัน นับเป็นห้องที่โด่งดังและงดงามที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก” เลยทีเดียว ห้องนี้มีสีเหลืองอร่ามทั่วทั้งห้องจากอำพันซึ่งพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชได้รับชิ้นส่วนอำพัน ทองคำเปลว และกระจกที่ประกอบกันเป็นผนังและเครื่องตกแต่งเหล่านี้จากพระเจ้า Frederick William ที่ 1 แห่งปรัสเซีย แต่ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมันได้บุกยึดเมืองเลนินกราด (ชื่อเดิมของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ในปี 1941 ทางวังพยายามจะถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของห้องออกไปเก็บไว้ แต่ไม่ทันเวลาเพราะอำพันโดนอากาศเย็นจัดจะแข็งและเปราะ จึงพยายามพรางตาโดยใช้กระดาษปิดทับฝาผนัง แต่เยอรมันก็มาพบห้องนี้จนได้และทำการรื้อย้ายเพื่อนำไปไว้ที่ปรัสเซียเช่นเดิม แต่ก็เกิดสูญหายระหว่างทาง ดังนั้นสิ่งที่ได้เห็นในห้องนี้เป็นของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากภาพขาวดำเดิมโดยได้รับเงินบริจาคจากรัฐบาลเยอรมันในการบูรณะกว่า 3.5 ล้านดอลลาร์ เริ่มสร้างในปี 1979 และเสร็จสิ้นในปี 2003 และเนื่องจากห้องนี้ห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีภาพมาฝากนะคะ (แต่แอบไปหาดูตามในเน็ตได้ค่ะ อิอิ)

นอกจากนี้ยังมีห้องอื่นๆ ที่จัดแสดงไว้อย่างสวยงามอีกหลายห้องค่ะ

ก่อนเข้าชมจะต้องฝากเสื้อโค้ตและเป้ไว้ แต่กระเป๋าใบเล็ก มือถือ และกล้องถ่ายรูป สามารถนำเข้าไปได้

การเดินทาง
  1. รถไฟ (Vitebsky Railway Terminal หรือ Kupchino Railway Station) แล้วต่อรถเมล์
  2. รถไฟใต้ดิน (Moskovskaya Metro Station หรือ Kupchino Metro Station) แล้วต่อรถเมล์

แอนเลือกเดินทางด้วยวิธีนี้เพราะคิดว่าน่าจะสะดวกที่สุด โดยจาก Kupchino Metro Station ให้เลือกเดินออกทางถนน Vitebskiy Prospekt (มีป้ายภาษาอังกฤษบอกตั้งแต่ในสถานีรถไฟเลยค่ะ) จากนั้นให้เดินลอดอุโมงค์เพื่อข้ามไปขึ้นรถเมล์เล็กที่จอดรออยู่ฝั่งตรงข้ามสถานี Kupchino โดยรถเมล์ที่ไปได้และง่ายที่สุดคือ Minibus 342 และ Minibus 545 เพราะจะไปถึงหน้า Catherine Palace เลย (รถทั้ง 2 สายมีมาเรื่อยๆ รอไม่นาน)

แต่ถ้าเลือกนั่งรถเมล์สาย 187, Minibus 286, Minibus 287 และ Minibus 347 จะไปลงที่ Tsarskoye Selo (Pushkin) Railway Station แล้วต้องนั่งรถเมล์สาย 371, 382, Minibus 371, Minibus 377, Minibus 382 ไป Catherine Palace อีกทีค่ะ

จ่ายค่าโดยสารที่คนขับเลย ค่ารถคนละ 40 RUB ซึ่งตรงนี้มีเทคนิคนิดนึงคือให้บอกคนขับว่าจะไป Catherine Palace เค้าจะได้ช่วยบอกตอนถึง

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://eng.tzar.ru

แนะนำให้ซื้อตั๋วเข้าชมพระราชวังไปก่อนล่วงหน้าทาง http://tkt.tzar.ru ซึ่งจะมีจำนวนจำกัดในแต่ละวันด้วย ราคาบัตรใบละ 700-1,000 RUB แล้วแต่ฤดูกาล เมื่อเลือกวันเข้าชมและจ่ายเงินเสร็จแล้วจะมีใบจองส่งให้ทางอีเมล ให้ปรินท์ไปออกตั๋วที่เคาน์เตอร์ช่อง 4 ภายในพระราชวังอีกครั้งเพื่อรับตั๋วจริงก่อนเข้าชม

และแนะนำให้ไปถึงตั้งแต่เช้านะคะ ขนาดแอนไปถึงตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง (พระราชวังเปิด 10.00 น.) ยังเจอกรุ๊ปทัวร์มายืนรออยู่ก่อนแล้ว คิวยาวไปแทบจะรอบด้านหน้าวังแล้วค่ะ

สำหรับตั๋วเข้าชมสวน ช่วงปลายต.ค. – ปลายเม.ย. เข้าฟรี แต่ถ้าระหว่างเดือนพ.ค. – ต.ค. ต้องเสียค่าเข้า 150 RUB ไปซื้อตั๋วหน้างานได้เลย

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://eng.tzar.ru

Grand Market Russia Interactive Museum

พิพิธภัณฑ์แสดงวัตถุขนาดจิ๋วเป็นสถานที่แนะนำของ TripAdvisor สองปีซ้อนในปี 2016 และ 2017 จัดแสดงโมเดลจำลองย่อส่วนในอัตรา 1:87 บนพื้นที่ขนาด 800 ตารางเมตร เต็มแน่นไปด้วยเมืองน้อยใหญ่ รถไฟ เรือสำราญ บอลลูน สวนสัตว์ โรงละคร ฯลฯ และตุ๊กตาตัวเล็กอีกหลายพันตัว ทุกๆ 15-20 นาที จะมีการดับไฟเพื่อแสดงให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนด้วยการประดับไฟ LED นับร้อยนับพันดวงให้สว่างไสวสวยงามอีกด้วย น่ารักถูกใจมากๆ ค่ะ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดขอยกให้เมืองจำลองนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโก สองเมืองใหญ่ที่สุดของรัสเซียค่ะ แอนชอบไอเดียการจำลองโซนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โซนเรือสำราญ ละครสัตว์ เมืองหิมะ วิถีคนเมือง เหมืองถ่านหิน โรงไฟฟ้า สถานที่ทำลายรถยนต์หมดอายุ การก่อสร้างสะพาน การประท้วงของประชาชน ฯลฯ ที่สำคัญโมเดลบางตัวสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วย เช่น ในงานรื่นเริงคนจะเต้นรำกันเมื่อเรากดปุ่มค่ะ รวมถึงบนถนนก็จะมีรถยนต์และรถไฟวิ่งไปมาตลอด

การเดินทาง Metro สถานี Moskovskiye Vorota
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-20.00 น.
ค่าเข้า 480 RUB

ก่อนเข้าชมจะต้องฝากเสื้อโค้ตและเป้ไว้ข้างนอก แต่กระเป๋าใบเล็ก มือถือ และกล้องถ่ายรูป สามารถนำเข้าไปได้ ที่นี่มีโรงอาหารอยู่ที่ชั้น 1 ด้วย ใครหิวก็แวะฝากท้องเลยค่ะ

The Hermitage Museum & Winter Palace

พระราชวังฤดูหนาวประกอบด้วยห้องต่างๆ มากกว่า 1,050 ห้อง สถานที่นี้เคยใช้เป็นที่ประทับรับรองการเสด็จเยือนรัสเซียของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ในการเจริญสัมพันธไมตรีไทย-รัสเซียด้วย

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ Hermitage มีของสะสมมากกว่า 3 ล้านชิ้น ตั้งแต่ยุคอียิปต์ กรีก และโรมันโบราณ จนถึงยุคต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีผลงานจากศิลปินผู้โด่งดังหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น Leonardo da Vinci, Michelangelo, Raphael, Titian, Rembrandt, Rubens, French Impressionists (Renoir, Cezanne, Manet, Monet, Pissarro) รวมทั้ง Van Gogh, Matisse, Gaugin และรูปปั้นของ Rodin

ที่นี่แอนใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงยังเดินไม่ครบหนึ่งชั้นเลยค่ะ ใหญ่โตอลังการมากจริงๆ

Jordan Staircase โถงบันไดแสนสวยสุดอลังการซึ่งออกแบบโดย Francesco Bartolomeo Rastrelli ช่างฝีมือชาวอิตาเลียน (คนเดียวกับที่ออกแบบ Catherine Palace) ผู้เป็นที่โปรดปรานของพระจักรพรรดินี Elizabeth Petrovna จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสถาปนิกประจำราชสำนัก บันไดนี้ถูกใช้เป็นที่ซึ่งพระเจ้าซาร์และพระราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินลงไปที่แม่น้ำ Neva เพื่อร่วมพิธีล้างบาป (ศีลจุ่ม) ในศาสนาคริสต์ทุกวันที่ 6 ม.ค. ของทุกปี

The Pavillion Hall ห้องนี้นับเป็นไฮไลต์ห้ามพลาด ตัวห้องผสมผสานสถาปัตยกรรมเรอเนสซองส์โบราณและสถาปัตยกรรมตะวันออกเข้าด้วยกัน เสาหินอ่อนสีขาวแบ่งห้องโถงออกเป็นสองส่วน มีนาฬิกานกยูงทองซึ่งสร้างโดยช่างชาวอังกฤษ James Fox ในปี 1772 ปัจจุบันนกยูงนี้ไม่ได้ใช้บอกเวลาแล้ว แต่ด้านข้างตู้กระจกจะมีทีวีฉายวิดีโอการทำงานของนาฬิกาซึ่งทุกชั่วโมงนกยูงจะรำแพนหาง ขณะเดียวกันแม่ไก่และนกฮูกก็จะขยับด้วย

The Raphael Loggias อีกห้องที่สวยงามตระการตาโดดเด่นแตกต่างจากห้องอื่น ห้องนี้พระจักรพรรดินี Catherine ที่ 2 มีประสงค์ให้สร้างเลียนแบบแกลเลอรี่ในพระราชวังของพระสันตะปาปาในกรุงวาติกัน (Papal Palace) โดยศิลปินนาม Raphael Loggias และกลุ่มสถาปนิกได้ทำสำเนาเลียนแบบในประเทศอิตาลีแล้วนำภาพสเก็ตกลับมา หลังคาโค้งเป็นฉากในคัมภีร์ไบเบิล ส่วนผนังประดับด้วยลวดลายประดับที่เรียกว่า “grotesques”

Leonardo da Vinci Room ห้องที่แทบทุกคนจะต้องมาเยือนเพราะเป็นห้องที่จัดแสดงผลงานชิ้นเอกของศิลปินชื่อก้องโลกแห่งยุคเรอเนสซองส์ “เลโอนาโด ดาวินซี” จำนวน 2 ภาพ คือ The Benois Madonna และ The Litta Madonna ในปี 1858 สถาปนิกผู้ตกแต่งห้องนี้เลือกใช้โทนสีอ่อนควบคู่ไปกับเสาหินสีเข้มและเตาผิงหินอ่อน ประตูได้รับการตกแต่งจากกระดองเต่าด้วยเทคนิค Boulle

The 1812 War Gallery ห้องกำแพงเกียรติยศซึ่งประดับด้วยภาพของพระเจ้าซาร์ Alexander ที่ 1 และนายทหารชั้นผู้นำของรัสเซียจำนวนรวม 332 ภาพ เพื่อฉลองชัยชนะที่มีต่อกองทัพพระเจ้านโปเลียน ห้องนี้ถูกจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธ.ค. 1815 ซึ่งตรงกับวันครบรอบการขับไล่กองทัพของนโปเลียนออกจากรัสเซียพอดี

The Triumphal Column สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของรัสเซียใน Northern War

The St. George Hall ห้องโถงใหญ่เป็นหนึ่งในห้องที่ได้รับการตกแต่งภายในแบบนีโอคลาสสิกของรัสเซียที่สวยที่สุด ห้องโถงพื้นที่ขนาด 800 ตร.ม. ให้ความรู้สึกหรูหรางดงามด้วยเสาหินอ่อนสีชมพู อีกทั้งภายในห้องยังเน้นการใช้สีขาว เทา แดงอ่อน ฟ้าหินอ่อน และทอง ทำให้บัลลังก์ของพระจักรพรรดินี Catherine ที่ 2 ซึ่งออกแบบโดย Giacomo Quarenghi ซึ่งอยู่ปลายสุดของห้องดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ

The Malachite Room ห้องที่ประดับประดาด้วยเสา Malachite และการตกแต่งโดยใช้เทคนิค Russian Mosaic ถูกใช้เป็นห้องรับประทานอาหารส่วนพระองค์ของพระเจ้าซาร์ Nicholas ที่ 1 และพระชายา

The Majolica Room ห้องนี้ตกแต่งด้วยศิลปะยุคเรอเนสซองส์ซึ่งมีผลงานชิ้นเอกของ Rapahel อยู่ 2 ชิ้น คือ Conestabile Madonna และ Holy Family นอกจากนี้ยังมีผลงานของศิลปินชาวอิตาเลียนในยุคศตวรรษที่ 15 และ 16 อีกหลายท่านด้วย

ด้านหน้า Hemitage Museum นี้มีอนุสรณ์สถานที่พระเจ้าซาร์ Alexander ที่ 1 รบชนะกองทัพพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส 2 อย่าง คือ เสาหิน Alexander Column ที่สร้างในปี 1812 ปลายเสาด้านบนเป็นรูปนางฟ้าถือไม้กางเขน และ ซุ้มประตู Triump Arch ที่สร้างในตั้งแต่ปี 1819-1829

เผื่อใครอยากดูแผนผังห้องต่างๆ ก็ตามภาพนี้นะคะ

การเดินทาง Metro สถานี Admiralteyskaya
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.30-18.00 น. ยกเว้นวันพุธปิด 21.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

แอบมีเทคนิคเลือกวันเข้ามาฝากนิดนึง พอดีแอนเคยอ่านเจอในลิงค์ของ Telegraph นี้ www.telegraph.co.uk

บอกว่าถ้ามาวันพุธตอนเย็นช่วง 4 โมงเป็นต้นไป คนจะไม่เยอะ คิวซื้อบัตรไม่ยาว เลยลองทำตามที่เค้าแนะนำ ปรากฏว่าคิวไม่ยาวจริงด้วย จำนวนกรุ๊ปทัวร์ที่เดินชมในพิพิธภัณฑ์ก็มีไม่เยอะมากด้วย

ค่าเข้า 700 RUB สามารถซื้อตั๋วกับพนักงานหรือจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติก็ได้

ก่อนเข้าชมจะต้องฝากเสื้อโค้ตด้วย แต่เป้และขวดน้ำนำเข้าไปได้ค่ะ

Peterhof Palace   

พระราชวัง Peterhof ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระราชวังที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรคและนีโอคลาสสิก อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยอุทยานน้ำพุที่พวยพุ่งมาจากรูปปั้นสีทองและที่ต่างๆ มากกว่า 150 แห่ง (มีรูปปั้นสีทองสวยงามกว่า 200 ตัว) จนได้ชื่อว่าเป็น “The Russian Versailles” เพราะพระราชวังแห่งนี้พระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจากพระราชวังแวร์ซายส์นั่นเอง ส่วนผู้ที่สร้างน้ำพุให้มีความวิจิตรตระการตาอย่างนี้คือลูกสาวหรือจักรพรรดินีเอลิซาเบธ (Empress Elizabeth) โดยน้ำพุสุดอลังการ Grand Cascade เริ่มจากบริเวณ Grand Palace ไปจนถึง Morskoi Canal ที่อยู่ด้านหน้าของพระราชวังก่อนไหลออกสู่ทะเลบอลติก

สวนของพระราชวังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Upper Garden และ Lower Park with Fountains โดย Upper Garden เปิดให้เข้าชมฟรี (ไม่เปิดน้ำพุ) ระหว่าง 09.00-20.00 น. แต่ Lower Park with Fountains เปิดให้ชมฟรีในช่วงฤดูหนาว (ช่วงที่ไปเข้าฟรี) แต่ในฤดูร้อนต้องเสียค่าเข้า 500 RUB เปิด 09.00-20.00 น. เช่นกัน ยกเว้นวันเสาร์และอาทิตย์ปิด 19.00 น. และเปิดน้ำพุช่วง 11.00-17.00 น.

เนื่องจากน้ำพุในสวนทั้งหมดนี้เกิดได้จากความแตกต่างของความสูงของสวนทั้งสอง จึงทำให้น้ำในสวนมีระดับน้ำที่แตกต่างกันจนเกิดแรงดันตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีน้ำพุพวยพุ่งออกมาโดยไม่ได้ใช้ปั๊มน้ำเลย แต่ในช่วงฤดูหนาวทางพระราชวังจะปิดน้ำพุเพื่อทำการระบายน้ำที่ค้างในท่อออกทั้งหมด เพราะเมื่อถึงฤดูหนาวหากมีน้ำค้างท่อมันจะกลายเป็นน้ำแข็งและเกิดการขยายตัวทำให้เกิดแรงดันภายในท่อจนท่อแตกได้

แม้ช่วงที่ไปน้ำพุจะยังไม่เปิดและอาคารต่างๆ ยังปิดอยู่ แต่ความสวยงามของรูปปั้นสีทองนับร้อย บรรยากาศความร่มรื่นของต้นไม้ ความสวยงามของทะเลบอลติกที่อยู่ด้านหน้าพระราชวัง (ช่วงที่ไปยังมีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่เยอะเลย) รวมถึงสัตว์น้อยน่ารักทั้งหลาย อย่างเจ้ากระรอกหางพวงและเจ้านกสีเหลืองตัวกระจ้อยที่แสนเชื่องจนสามารถมาเอาอาหารจากมือได้ แอนจึงเพลิดเพลินใช้เวลาที่นี่นานเกินไปอย่างลืมตัวเลยค่ะ

Monplaisir เป็นอีกหนึ่งอาคารใน Lower Garden ซึ่งแอนอยากไปดูนักหนา แต่น่าเสียดายที่เปิดในช่วงเดือนมิ.ย.-ต.ค. เท่านั้น ถ้าใครเลือกเดินทางด้วยเรือ Hydrofoil มาที่พระราชวัง Peterhof อาคารสถาปัตยกรรมแบบ Dutch Colonial Mansion แห่งนี้จะเป็นหนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่มองเห็น ว่ากันว่าพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชทรงเป็นผู้ออกแบบเองเลยด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ และเป็นสถานที่เก็บของสะสมส่วนพระองค์ซึ่งโดยมากเป็นงานศิลปะยุคศตวรรษที่ 17

ในส่วนของพระราชวัง (Grand Palace) ห้องต่างๆ ประดับด้วยทองคำอร่ามเรืองพร้อมภาพเขียนที่สวยงามเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถถ่ายภาพได้นะคะ

การเดินทาง สามารถเลือกได้มากถึง 6 วิธี

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://guidetopetersburg.com

แอนเลือกวิธีแรกคือ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่ Avtovo Metro Station แล้วต่อ Minibus K-300, K-424 หรือ K-424A ซึ่งเป็นการเดินทางทางบกที่รู้สึกว่าสะดวก รวดเร็ว และประหยัดที่สุด โดยเมื่อถึงสถานี Avtovo ให้เดินออกมาตามทางออกที่มีเพียงทางเดียว จากนั้นเดินลงอุโมงค์เพื่อข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม จะมีรถมินิบัสจอดอยู่ เพื่อให้ชัวร์อาจมองหาคำว่า “Фонтанты” ซึ่งแปลว่าน้ำพุนั่นเอง

ค่ารถคนละ 70 RUB มีราคาติดไว้ในรถด้วย จ่ายเงินที่คนขับตอนขึ้นได้เลย เมื่อรถเต็มก็ออก นั่งดู google map ไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจะเห็นรั้ววังสีเขียว

บอกคนขับได้เลยว่าเราจะลง (แอบเห็นว่าคนที่นี่เค้าจะตะโกนบอกให้คนขับจอดก่อนที่ตัวเองจะลง เลยทำมั่ง) แม้ระยะทางแค่ 21 กิโล ซึ่งควรใช้เวลาแค่ 30 นาที แต่สุดท้ายใช้เวลาเกือบชั่วโมงจ้าเพราะมีการรับ-ส่งคนตลอดทางค่ะ

เวลา Grand Palace เปิดทำการทุกวัน 10.30-18.00 น. (รอบสุดท้าย 17.30 น. ปิดทุกวันจันทร์) Lower Gardens เปิดทุกวัน 09.00-20.00 น. (รอบสุดท้าย 19.30 น.) น้ำพุเปิด 11.00-17.00 น. Upper Gardens เปิดทุกวัน 09.00-20.00 น.

ค่าเข้า Grand Palace 700 RUB, Lower Gardens เข้าชมฟรีในฤดูหนาว (ช่วงที่ไปก็เข้าชมฟรีเพราะน้ำพุยังไม่เปิด) ส่วนในฤดูร้อนราคา 500 RUB, Upper Gardens เข้าชมฟรี

Cruiser Aurora    

เรือรบหลวง Aurora ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1897-1900 โดยมีวัตถุประสงค์เป็นเรือรบในสงคราม มีความยาว 126.8 เมตร กว้าง 16.8 เมตร น้ำหนัก 7,600 ตัน และมีความเร็ว 23.3 ไมล์/ชั่วโมง มีปืนใหญ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม.จำนวน 8 กระบอก, 75 มม. 24 กระบอก, 152 มม. 8 กระบอก และปืนสำหรับยิงตอร์ปิโตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 381 มม. อีก 3 กระบอก

ช่วงปี 1904-1905 รัสเซียกับญี่ปุ่นเกิดความขัดแย้งจนก่อให้เกิดสงคราม Tsusima รัสเซียส่งเรือรบหลวงลำนี้ออกไปร่วมรบด้วย แต่เพราะญี่ปุ่นมีความทันสมัยและก้าวล้ำทางเทคโนโลยีมากกว่า เรือรบหลวง Aurora จึงกลับมาพร้อมกับความพ่ายแพ้ของรัสเซีย

เรือรบหลวงออโรร่ามีส่วนสำคัญในการปฏิวัติครั้งสำคัญของรัสเซียโดยพรรคบอลเชวิคภายใต้การนำของเลนินในปี 1917 อีกด้วย โดยในคืนวันที่ 25 เข้าสู่เช้าวันที่ 26 ต.ค. 1917 เรือรบลำนี้ได้ยิงระเบิดเข้าสู่พระราชวัง Winter Palace จนในท้ายที่สุดส่งผลให้สามารถนำกำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองในรัสเซียและสถาปนารัสเซียเป็นประเทศสังคมนิยมประเทศแรกของโลก ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพโซเวียตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1918

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นในปี 1939 กองทัพเยอรมันพยายามเข้าบุกยึดพระราชวังฤดูหนาว รัสเซียจึงทำให้เรือรบหลวง Aurora จมลงในแม่น้ำเพื่อป้องกันการถูกทำลายจากระเบิดของฝั่งเยอรมัน จนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกทางการรัสเซียจึงได้กู้เรือรบหลวงขึ้นมาอีกครั้ง

ปัจจุบันเรือรบหลวงลำนี้ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์และถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของรัสเซียเลยก็ว่าได้ ภายในเรือมีการแสดงภาพของกัปตันเรือที่ถูกฆ่าตายในระหว่างสงคราม ทั้งนี้เรือลำดังกล่าวยังเคยล่องมาจนถึงประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

การเดินทาง Metro สถานี Gorkovskaya
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และศุกร์
ค่าเข้า 600 RUB (ค่าถ่ายภาพ 100 RUB ค่าถ่ายวิดีโอ 200 RUB)

Peter and Paul Fortress   

ป้อมปราการที่ไม่เคยถูกใช้เป็นป้อมปราการแห่งนี้นับเป็นสิ่งก่อสร้างแรกและเป็นจุดกำเนิดของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รวมถึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองโดยมีความสูงถึง 122.5 เมตร มีมหาวิหารศักดิ์สิทธ์ซึ่งตั้งชื่อตามสาวกของพระผู้เป็นเจ้าคือนักบุญปีเตอร์และนักบุญปอล ใช้เวลาสร้างรวมทั้งสิ้น 21 ปี

ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซึ่งภายในมีพระศพของกษัตริย์แห่งรัสเซียและพระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงศ์โรมานอฟอีกหลายพระองค์ กษัตริย์พระองค์แรกที่ถูกฝังที่นี่คือพระเจ้าปีเตอร์มหาราช รวมไปถึงกษัตริย์โรมานอฟยุคสุดท้ายคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซึ่งถูกสังหารทั้งครอบครัว

ป้อม Peter and Paul สร้างในสถาปัตยกรรมแบบบาโรคเมื่อปี 1703 ด้วยไม้เพื่อใช้ป้องกันการรุกรานของทหารสวีเดน ครั้งนั้นใช้เวลาสร้างเพียง 40 วัน แต่เนื่องจากทหารสวีเดนไม่ได้รุกรานชาวนอฟโกรอสเลย สถานที่นี้จึงไม่เคยถูกใช้งาน ต่อมาในปี 1706-1740 จึงมีการสร้างใหม่ด้วยหินและใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง โดยนักโทษคนแรกที่ถูกจองจำตลอดชีพที่นี่คือ Tsarevich Alexis โอรสองค์โตของซาร์ปีเตอร์ผู้ซึ่งมีความคิดไม่ตรงกับพระราชบิดานั่นเอง

การเดินทาง Metro สถานี Gorkovskaya หรือ Sportivnaya
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และศุกร์
ค่าเข้า 350 RUB (โบสถ์ฝังศพ 450 RUB คุกขังนักโทษ 200 RUB)

Saint Isaac’s Cathedral

มหาวิหาร St. Isaac นับเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่ได้ชื่อว่าเป็น “มหาวิหารที่สวยงามที่สุดในโลก” มีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 4 ของโลก รองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม มหาวิหารเซนต์ปอลในลอนดอน และมหาวิหารซานตามาเรียในฟลอเรนซ์ อีกทั้งยังเป็นโบสถ์คริสต์ออร์โธด็อกซ์ที่ใหญ่สุดในโลกซึ่งเป็นโบสถ์เดียวที่มีการประดับตกแต่งด้วยกระจกสีซึ่งโดดเด่นสวยสง่าสะกดสายตามาแต่ไกลด้วยยอดโดมทองคำสูง 102 เมตรซึ่งใช้แผ่นทองคำแท้น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม ใช้เวลาสร้างนานถึง 40 ปี (1818-1828)

ด้านนอกว่าอลังการแล้ว ด้านในยิ่งวิจิตรตระการตากว่า จังหวะที่ก้าวขาเข้าไปก้าวแรกนั้น ถึงกับยืนชะงักค้างอึ้งกับความงามตรงหน้าไปเลย

ด้วยประติมากรรมบรอนซ์และภาพวาดกว่า 400 ชิ้น รูปปั้นแกะสลักหินอ่อนมากมาย ภาพไอคอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นรูปเซนต์นิโคลัสและเซนต์ปีเตอร์ ภาพโมเสกขนาดใหญ่ซึ่งใช้สีกว่าหมื่นสีมีความละเอียดงดงามมากๆ

มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นที่นับถือของชาวเมือง มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปีเลยทีเดียว แต่เดิมเป็นเพียงโบสถ์ไม้ธรรมดาๆ และในปี 1712 ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสมรสของซาร์ปีเตอร์และซารินีแคทเธอรีน ต่อมาในปี 1717 ซาร์ปีเตอร์จึงได้ให้ย้ายสถานที่จากแอดมิรัลตี้มายังลานดีเซมบริสต์และใช้หินในการสร้างแทน

หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 จึงทรงรับสั่งให้ก่อสร้างมหาวิหารนี้ขึ้นใหม่ในปี 1818 ด้วยความที่มีพระประสงค์จะให้เป็นวิหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พระองค์จึงทุ่มเททั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์จำนวนมหาศาล (แค่ทองปิดยอดโดมก็หนัก 100 กก. แล้วน่ะ) ใช้สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์และบาโรค ตัววิหารใหญ่โต สีขาวบริสุทธิ์ ประดับด้วยประติมากรรมเหล็กอันงดงาม ภายในวิหารประดับประดาด้วยเสาหินอ่อนและเสามาลาไคท์ที่มีราคาแพงและหายาก มีน้ำหนักมากถึง 16,000 กิโลกรัม

สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ August de Montferrand ผู้ไม่ได้โด่งดังเลยในประเทศบ้านเกิดเมืองนอน จนกระทั่งได้เดินทางมาสร้างผลงานที่ประเทศรัสเซีย โดยผลงานชิ้นแรกของเขาก็คือเสาอเล็กซานเดอร์ที่ลานพระราชวัง Winter Palace แต่การออกแบบที่มหาวิหารเซนต์ไอแซคนี้เองเป็นสถานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาอย่างก้องโลก

ในช่วงการปฏิวัติการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ มหาวิหารแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ศาสนา ส่วนในช่วงสงครามโลก ยอดโดมทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีเทาเพื่อซ่อนจากสายตาเครื่องบินรบของเยอรมัน หลังจากระบบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย มหาวิหารจึงถูกเปิดให้เข้าชมได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ด้วยความสูง 43 เมตรของระเบียงรอบมหาวิหาร Colonnade Walkway (ขึ้นบันได 262 ขั้น) จึงเป็นทำเลที่เหมาะเจาะในการชมทัศนียภาพรอบๆ ของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแบบ 360 องศาเป็นอย่างยิ่ง

การเดินทาง Metro สถานี Admiralteyskaya
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.30-18.00 น. ปิดทุกวันพุธ (ช่วงพ.ค.-ก.ย.) เปิด 18.00-22.30 น.
ค่าเข้า 250 RUB บู๊ธขายตั๋วอยู่ทางด้านขวามือนอกวิหาร (ค่าเข้า Colonnade 150 RUB)

Church of the Savior on the Spilled Blood / Cathedral of the Resurrection of Christ

“โบสถ์แห่งหยดเลือด” คืออนุสรณ์สถานแห่งความเศร้าซึ่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ทรงสร้างขึ้นตรงบริเวณที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 พระบิดาถูกลอบปลงพระชนม์ในสถาปัตยกรรมของรัสเซียในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีรูปร่างคล้ายวิหารเซนต์บาซิลที่มอสโก (เพราะสร้างเลียนแบบมา)

ด้านในเป็นภาพที่ใช้โมเสกชิ้นเล็กๆ มาเรียงต่อกันจนดูเหมือนเป็นภาพวาด โบสถ์นี้แม้ดูไม่อลังการเท่า St. Isaac’s Cathedral แต่เมื่อพินิจดีๆ แล้วจะรับรู้ได้ถึงความประณีตและแรงศรัทธาในการทำโมเสกตกแต่งภายในโบสถ์ทั้งหลังและภาพโมเสกขนาดยักษ์ที่เนรมิตได้อย่างวิจิตรบรรจงด้วยฝีมือจิตรกรกว่า 30 คนค่ะ

ก่อนที่จะมีโบสถ์แห่งหยดเลือดหรืออีกชื่อคือโบสถ์แห่งการคืนชีพอันงดงามอยู่ข้างคลอง Griboyedov ณ บริเวณนี้เป็นจุดเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจในเดือนมีนาคมปี 1881 ซึ่งพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยระเบิดขณะเสด็จกลับจากการเยี่ยมกองทหาร พระองค์ถูกกลุ่มกบฏปาระเบิดใส่รถม้าพระที่นั่ง พระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นพระชนม์ในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาที่พระราชวังฤดูหนาว

วิหารแห่งนี้เริ่มสร้างในต้นศตวรรษที่ 17 ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 20 ปี ด้วยเงินบริจาคของประชาชนทั่วประเทศรัสเซีย

ในปี 1932 โบสถ์หยดเลือดได้ถูกปิดลงโดยรัฐบาลโซเวียตเนื่องจากสภาพภายในโบสถ์ทรุดโทรมลงอย่างมาก และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นโรงเก็บศพชั่วคราวสำหรับผู้ที่ตายในสงคราม ผู้ที่ป่วย/ขาดอาหารตายจากการปิดล้อมเมืองของกองทัพนาซี ในช่วงสงครามโลกครั้งนี้เองโบสถ์ได้รับความเสียหายจากระเบิด หลังจากสิ้นสุดสงครามจึงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยใช้เวลานานถึง 27 ปีจึงเปิดสู่สายตาสาธารณชนอีกครั้งในปี 1997

น่าเสียดายวันที่ไปโบสถ์ด้านบนกำลังซ่อมอยู่ เลยได้ภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ

การเดินทาง Metro สถานี Nevskiy Prospekt
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.30 น. ปิดทุกวันพุธ (ช่วงพ.ค.-ก.ย.) เปิด 18.00-22.30 น.
ค่าเข้า 250 RUB

Kazan Cathedral

มหาวิหารคาซานตั้งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์หยดเลือดบนถนน Nevsky ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมือง เดิมเป็นเพียงโบสถ์เล็กๆ ที่ถูกสร้างในปี 1708 ในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช โดยภายในมีรูป Our Lady of Kazan ที่วาดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าอีวานที่ 4 ในช่วงที่กรุงมอสโกก่อตั้งเป็นเมืองหลวง แต่ต่อมาในสมัยการปกครองของพระเจ้าปอลที่ 1 หลังจากที่พระองค์เสด็จประพาสกรุงโรมแล้วทรงเกิดความประทับใจรูปแบบสถาปัตยกรรมของอิตาลีจึงทรงมีดำริให้สร้างวิหารใหม่โดยเลียนแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งกรุงโรมให้เป็นวิหารที่ใหญ่และสวยงามกว่าเดิมในช่วงปี 1801-1811

มหาวิหารหลังใหม่สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกโดยฝีมือการออกแบบของ 3 สถาปนิก คือ Charles Camelon, Thomas de Thomon และ Pietro Gonzago โครงสร้างเป็นรูปทรงครึ่งวงกลม ตรงกลางเป็นยอดโดมสูง 80 เมตร ระเบียงยาว 111 เมตร มีเสาหินวางเรียงแถวยาวอย่างเป็นระเบียบจำนวน 96 เสา

คนที่นี่นิยมมาสักการะบูชาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่วิหารแห่งนี้ บรรยากาศภายในสงบ (ห้ามถ่ายภาพ) มีเพียงแสงสว่างอ่อนๆ จากโคมไฟแชนเดอเลียและแสงที่ลอดเข้ามาจากด้านนอกวิหาร ด้านหน้าของวิหารเป็นสวนสำหรับเป็นที่พักผ่อนของชาวเมือง

การเดินทาง Metro สถานี Nevskiy Prospekt
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30-20.00 น.
ค่าเข้า ฟรี

Nevsky Prospekt

ถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองซึ่งมีทั้งร้านค้าและอาคารสวยงามมากมาย ถนนเส้นนี้เริ่มตั้งแต่ Admiralty ไปสิ้นสุดที่ Moskovsky Station (สถานีรถไฟที่ใช้เดินทางระหว่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกับมอสโก) บนถนนเส้นนี้มี Russian Museum พิพิธภัณฑ์ซึ่งสะสมผลงานกว่า 400,000 ชิ้น โดยเฉพาะงานศิลปะของรัสเซียในช่วงค.ศ. 10-12 ด้วย แต่เสียดายเวลาไม่พอจึงไม่ได้เข้าไปชมค่ะ

นั่งรถไฟจาก St. Petersburg ไป Moscow

ก่อนเดินทางไปรัสเซีย แอนซื้อตั๋วรถไฟขบวน Sapsan ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วทาง www.russiantrains.com เมื่อจองและชำระเงินแล้วก็จะได้รับตั๋วพร้อมระบุที่นั่งทางอีเมล พอถึงวันเดินทางก็แค่ลากกระเป๋าไปที่สถานี Moskovsky เพื่อขึ้นรถไฟ เมื่อหารถไฟและตู้ขบวนที่จะขึ้นเจอแล้วก็โชว์อีเมลให้พนักงานตรวจตั๋วที่ยืนรออยู่หน้าตู้ขบวนทุกตู้เพื่อสแกน barcode ได้เลยค่ะ

ถึง Moscow มุ่งหน้าสู่ Novotel Moscow Centre

รถไฟจอดเทียบที่สถานี Leningradskaya ใจกลางกรุงมอสโกตรงเวลาพอดิบพอดี จากสถานีรถไฟนี้สามารถเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน Komsomolskaya สาย 5 สีเขียวขี้ม้าน้ำตาล ได้อย่างสบาย

ที่มอสโก แอนเลือกใช้บัตรเติมเงิน Troika Card เพราะค่อนข้างสะดวกและราคาไม่แพง สามารถซื้อได้ที่สถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่งในเมือง โดยมีค่ามัดจำบัตร 50 RUB จะได้รับคืนเมื่อคืนบัตร เติมเงินได้มากสุด 3,000 RUB ถ้าเหลือเงินในบัตรจะไม่คืนให้ ดังนั้นก่อนเติมเงินอย่าลืมคำนวณให้ดีๆ นะคะ

ค่าโดยสารรถไฟใต้ดินแค่ 32 RUB ต่อเที่ยว ส่วนค่าโดยสารขนส่งมวลชนทางบก ไม่ว่าจะเป็น Bus, Tram หรือ Trolleybus เที่ยวละ 31 RUB และหากเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินและต่อรถเมล์ (ภายใน 90 นาที ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) จะคิดค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายที่ 49 RUB เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับรถ Aeroexpress สำหรับเดินทางไปสนามบินได้ด้วย

ตอนซื้อบัตร Troika ถ้าใครมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แนะนำเทคนิคที่ใช้แล้วได้ผลคือหารูปบัตรจากเน็ตโชว์ให้พนักงานดูเลย

ที่พักที่เลือกคือ Novotel Moscow Centre รู้สึกชอบมากจนอยากแนะนำต่อค่ะ เพราะ Location ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเลือกที่พักในทุกทริปว่าต้องสะดวกและหาง่าย โรงแรมนี้ตอบโจทย์ได้ครบ ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสายสีเทาหมายเลข 9 สถานี Mendeleyevskaya ก็ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เดินลอดอุโมงค์ขึ้นไปก็ถึงหน้าโรงแรมเลย หรือถ้าเดินทางด้วยสาย 5 ที่เป็นสายวงกลมสีน้ำตาลเขียวขี้ม้า จากสถานี Novoslobodskaya ก็ใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที

ห้องพักกว้างมาก ห้องใหญ่กว่า Mercure Arbat Moscow ซึ่งเป็นโรงแรมที่เล็งไว้ตอนแรกเกือบเท่าตัว แต่ราคาสูสีกัน แถมอยู่ในโซนที่จัดว่าสงบ นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านมากเหมือนในโซนอารบัตด้วย

Cathedral of Christ the Saviour

มหาวิหารโดมทองเซนต์เดอะซาเวียร์คือวิหารที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและเป็นโบสถ์ออร์โธด็อกซ์ที่สูงที่สุดในโลก ด้านในโบสถ์สวยงาม สงบ และศักดิ์สิทธิ์มาก (ผู้หญิงต้องสวมหมวกหรือผ้าคลุมก่อนเข้าชม) น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายภาพสวยๆ ด้านในมาฝากได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะวิวด้านนอกก็สวยงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะด้านหลังวิหารที่มีสะพานยาวเหนือแม่น้ำ Moskva เหมาะกับการเดินเล่นชมวิวมากๆ ค่ะ

มหาวิหารโดมทอง Christ the Saviour สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงครามนโปเลียน รวมถึงเป็นการแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าที่ช่วยให้รบชนะฝรั่งเศสได้ในปี 1812 แต่กว่าจะสร้างจริงก็ปี 1839 ใช้เวลาสร้างนานถึง 45 ปีเลยทีเดียว (แค่ใช้เวลาตกแต่งภายในก็ 20 กว่าปีแล้ว)

สถาปนิกผู้ออกแบบคือ Konstantin Ton ผู้มีชื่อเสียงจากผลงาน Grand Kremlin Palace และ Kremlin Armoury แต่ในปี 1931 ซึ่งเป็นยุคการปกครองของ Stalin มีการล้มล้างศาสนาและให้ทำลายมหาวิหารเพื่อสร้างเป็น Soviet Palace ที่มีความสูงถึง 400 เมตร และมียอดโดมเป็นอนุสาวรีย์ของเลนินเอง แต่ Soviet Palace สร้างได้เพียงแค่ฐานเท่านั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเสียก่อน

จนท้ายที่สุดในปี 1990 นายกเทศมนตรี Yuri Luzhkov ได้ร่วมกับโบสถ์ Orthodox ทำการบูรณะมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 360 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งเงินที่ได้จากการบริจาคและพลังศรัทธาของคนรัสเซียทั้งประเทศจนสร้างเสร็จในปี 2000 ดังนั้นที่นี่จึงเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวรัสเซีย

การตกแต่งภายในสวยมาก มีภาพเขียนสวยๆ ที่เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู ใช้สีทองอร่ามตา เมื่อเข้าไปจะรู้สึกถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์

สามารถซื้อตั๋วขึ้นไปชมวิวมุมสูง 40 เมตรแบบพาโนรามาในราคา 300 RUB ซึ่งจะเห็นวิว Moskva River, Gorky Park, Stalin’s Skyscrapers, Kremlin และอื่นๆ แต่แอนไม่ได้ขึ้นเพราะจะรีบไปจองตั๋วละครสัตว์ Nikulin สำหรับวันพรุ่งนี้กลัวที่นั่งดีๆ จะถูกจองเต็มไปก่อนค่ะ

การเดินทาง Metro สถานี Kropotkinskaya
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.00 น. ยกเว้นวันจันทร์เปิด 13.00-17.00 น.
ค่าเข้า ฟรี (ด้านในห้ามถ่ายภาพ) หากต้องการชมวิวด้านบนสามารถซื้อตั๋วได้ในราคา 300 RUB

Red Square

“จัตุรัสแดง” ลานกว้างใจกลางกรุงมอสโกซึ่งเป็นเวทีของเหตุการณ์สำคัญหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองทางศาสนา การประท้วงทางการเมือง หรือแม้กระทั่งตลาดค้าขาย ถนนหลักสายสำคัญของเมืองมีจุดเริ่มต้นที่จัตุรัสแห่งนี้นี่เอง

จัตุรัสแดงถูกสร้างขึ้นตามพระประสงค์ของพระเจ้าอีวานมหาราชในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของพระราชวัง Kremlin โดยการสร้างพื้นที่นอกกำแพงวังสำหรับใช้วางปืนใหญ่ เพราะบริเวณนั้นขาดแนวป้องกันทางธรรมชาติในช่วงยุคกลางจึงถูกเผาบ่อยครั้งจนได้ชื่อว่าจัตุรัสไฟ ต่อมาในสมัยของพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 มหาวิหารเซนต์บาซิลซึ่งที่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจัตุรัสแดงก็ได้ถูกสร้างขึ้น

รอบๆ จัตุรัสแดงมีสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ หลายแห่ง ทั้ง State Historical Museum, ห้าง GUM, Saint Basil’s Cathedral, Kazan Cathedral, Grand Kremlin Palace และสุสานเลนิน เรียกว่ามาที่เดียวเหมือนเที่ยวทั่วมอสโกเลยค่ะ

ชื่อของจัตุรัสมาจากคำว่า Krasnyi ซึ่งแปลว่า สวยงาม หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่า สีแดง ในภาษา Comtemporary Russian ค่ะ

การเดินทาง Metro สถานี Okhotny Ryad
ค่าเข้า ฟรี

State Historical Museum

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มอสโกตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจัตุรัสแดงสร้างตามพระบัญชาของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 เเละเปิดให้เข้าชมในปี 1883 ซึ่งวันเปิดทำการวันเเรกตรงกับวันราชาภิเษกของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ด้วย

อาคารสไตล์โกธิคที่โดดเด่นด้วยหอสูงแสนสวยอย่างกับหลุดออกมาจากเทพนิยายดีสนีย์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ภายในมี 2 ชั้น จัดแสดงวัตถุมีค่าที่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหิน สิ่งของที่จัดเเสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นได้มาจากการบริจาคของบรรดาพ่อค้าเเละชนชั้นสูงจำนวนมาก ก่อนที่จะตกทอดต่อๆ มาจนทำให้พิพิธภัณฑ์เเห่งนี้ได้ชื่อว่ามีโบราณวัตถุจัดแสดงจำนวนมากอีกเเห่งของยุโรป

ชั้นล่างมี 22 ห้อง จัดแสดงสิ่งของตั้งแต่ยุคหินไปจนถึงศตวรรษที่ 17 ส่วนชั้นสองอีก 12 ห้องเป็นของศตวรรษที่ 18-19  ซึ่งรวบรวมไว้ทั้งข้าวของเครื่องใช้ในอดีต ผลงานศิลปะ อาวุธต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

การเดินทาง Metro สถานี Okhotny Ryad
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ยกเว้นวันศุกร์และเสาร์เปิด 09.00-18.00 น.
ค่าเข้า 400 RUB

Saint Basil’s Cathedral

วิหาร Saint Basil คือสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดของจัตุรัสแดง ไฮไลต์ที่ใครมาถึงมอสโกก็คงไม่พลาดที่จะมาเช็คอินใช่ไหมคะ วิหารแห่งนี้มีลักษณะเป็นโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ซึ่งเป็นโดมกลางที่มียอดสูงที่สุด สร้างขึ้นโดยการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณซึ่งรับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่มีลักษณะเป็นโดมทรงหัวหอม ร่วมกับสถาปัตยกรรมรัสเซียนโกธิคซึ่งมีลักษณะเป็นหอคอยสูงรูปกระโจม

เนื่องจากวิหารแห่งนี้รอดพ้นภัยสงครามมาได้ทุกครั้ง ภายในจึงค่อนข้างเก่าแต่ก็ได้รับความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานได้ชัดเจนจากสภาพและสีสันของลวดลายที่วาดไว้บนผนังซึ่งแม้จะซีดจางไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สวยงามชวนมองไม่น้อยเลยทีเดียว

วิหารนี้ถูกสร้างระหว่างปี 1555-1561 โดยคำสั่งของพระเจ้าอีวานที่ 4 เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกล ณ เมือง Kazan ในปี ค.ศ. 1552  และผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น  ตัววิหารถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวรัสเซียชื่อ Postnik Yakovlev

พระเจ้าอีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานาม กษัตริย์อีวานผู้โหดร้าย (Ivan the Terrible)

การเดินทาง Metro สถานี Okhotny Ryad
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-17.00 น. ยกเว้นวันพุธแรกของเดือน
ค่าเข้า 500 RUB

GUM Department Store

ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในกรุงมอสโกสร้างมาตั้งแต่ปี 1895 เป็นห้างที่หรูหราและสวยงาม น่าเดินน่านั่งมากค่ะ

ภายในมี 3 ชั้นขายสินค้าแบรด์เนมหลากหลาย แต่ของเด็ดที่ใครเข้าห้างมาแล้วมักห้ามใจไม่ซื้อไม่ได้ก็คือ ไอศกรีมของห้างนั่นเอง ไอศกรีมอัดแน่นเต็มโคน เนื้อสัมผัสแบบเจลาโตนุ่มเนียนอร่อยมากๆ มีให้เลือกหลายรสชาติไม่ว่าจะเป็นรสถั่วพิสทาชิโอ ช็อกโกแลต คาราเมล เชอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เมล่อน และ Strachatella (รสช็อกโกแลตชิพบ้านเราน่ะเอง) ราคาไม่แพงแค่ 50 RUB เท่านั้น

การเดินทาง Metro สถานี Okhotny Ryad
เวลา เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-22.00 น.
ค่าเข้า ฟรี

Arbat

ถนนอารบัตคือถนนคนเดินยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทั้งย่านการค้า แหล่งรวมร้านของที่ระลึก ร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ แต่สีสันในย่านนี้แอนขอยกให้ศิลปินที่มานั่งวาดรูปเหมือน/รูปล้อเลียน มาเล่นดนตรีเปิดหมวก หรือบางคนที่มาพูด speech แบบจริงจังท่ามกลางฝนโปรย

ของที่ระลึกในย่านนี้ราคาถูกกว่าแถว Red Square นิดหน่อยและคนขายดูคุ้นเคยกับคนไทยมากกว่า พอเดินเข้าร้านเค้าสามารถทักได้เลยว่ามาจากเมืองไทยหรอ

เท่าที่เดินสำรวจดูรู้สึกว่าร้านขายของที่ระลึกแบบที่มีหน้าร้านจริงๆ ไม่ใช่รถเข็นที่มาขายหน้าสถานที่ท่องเที่ยวมีราคาเป็นมิตรกระเป๋าสตางค์มากกว่าค่ะ

สำหรับใครที่อยากหาซื้อไข่ฟาบริเช่นอกจากแบบจิวเวลรี่ที่เราเห็นกันบ่อยๆ แล้ว จะมีแบบที่เป็นไข่จริงๆ ซึ่งทำจากไข่ห่าน ไข่ไก่ และไข่นกเล็กๆ ด้วย สินค้าคุณภาพดี น่ารักน่าซื้อมากเลยค่ะ

การเดินทาง Metro สถานี Smolenskaya
เวลา เปิดทุกวัน แต่ร้านค้าจะเปิดประมาณ 10.00-21.00 น.
ค่าเข้า ฟรี

White Rabbit Restaurant

ภัตตาคารที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 50 อันดับของ World Best Restaurant อ้างอิงจาก https://russiau.com/restaurants จุดเด่นของภัตตาคารนี้อยู่ที่ตัวภัตตาคารที่ทำเป็นโครงกระจกโปร่งใส ทำให้สามารถมองเห็นวิวเมืองมอสโกได้อย่างสวยชัดเต็มตาค่ะ

พูดถึงรสชาติอาหารออกจืดๆ ตามสไตล์อาหารรัสเซียค่ะ หรืออาจะเป็นความผิดของแอนเองที่ไม่ได้เลือกสั่ง Tasting Set ที่หลายคนรีวิวว่าอร่อย โดยจะเป็นเซ็ตที่เชฟคัดสรรอาหารหลากชนิดมาให้เราเลือกชิม แต่ราคาออกจะโหดนิดนึงคือ 9,500 RUB ต่อเซ็ตค่ะ

แต่ที่ไม่แฮปปี้คือบริการและต้องรออาหารนาน กว่าจานแรกจะเสิร์ฟต้องรอเกือบชั่วโมง ส่วนจานที่สองก็รอไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง สรุปแล้วใช้เวลาทานอาหารที่นี่ร่วม 3 ชั่วโมง ทำให้แพลนที่ตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูป Red Square ยามค่ำคืนต้องล่มไปเพราะฝนเทลงมาตอนทานเสร็จพอดี

การเดินทาง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานี Metro Smolenskaya
ภัตตาคารอยู่ชั้นบนของตัวตึก Smolensky Passage

เวลา จันทร์ อังคาร พุธ อาทิตย์ 12.00-00.00 น. และวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ 12.00-02.00 น.

ควรจองโต๊ะไปล่วงหน้าทาง www.whiterabbitmoscow.ru

ราคา ประมาณ 2,000 RUB ต่อคน

ใครสนใจสามารถศึกษาเมนูล่วงหน้าได้ตามลิ้งค์นี้ www.whiterabbitmoscow.ru/en/menu/kitchen

Novodevichy Convent

สำนักนางชี Novodevichy ที่สวยงามและเก่าแก่กว่า 300 ปีได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2004 ก่อตั้งโดยพระเจ้า Tsar Vasili ที่ 3 ในปี 1524 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของรัสเซียจากการพิชิตเมือง Smolensk จากลิทัวเนีย แต่ได้มีการก่อสร้างใหม่โดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชเพื่อใช้เป็นสถานที่จองจำพระนาง Regent Sophia พี่สาวต่างมารดาของพระองค์เอง รวมถึงเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงของราชวงศ์โรมานอฟด้วย

เนื่องจากในตอนแรกกษัตริย์ปีเตอร์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ราชวงศ์โรมานอฟต่อจากกษัตริย์อเล็กซิสพระบิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยครองบัลลังก์ร่วมกับพระนางโซเฟีย แต่เมื่อพระองค์อายุ 17 ชันษาก็ทรงแย่งราชบัลลังก์มาจากพระพี่นาง โดยปลดพระนางโซเฟียและส่งเข้าไปโกนหัวบวชชีในโบสถ์มืดตลอดชีพ จากนั้นซาร์ปีเตอร์ก็ปกครองประเทศโดยดำเนินรอยตามต่างชาติซึ่งทำให้พระองค์กลายเป็นศัตรูของศาสนาจักรตลอดพระชนม์ชีพ

ปัจจุบันที่นี่ใช้เป็นสุสานบรรจุพระศพของบุคคลชั้นสูงด้วยค่ะ

วันที่ไปตรงกับวันอาทิตย์พอดี เลยโชคดีได้ชมกิจกรรมการแสดงที่เวทีหน้าห้องของเด็กๆ ให้เพื่อนๆ และผู้ปกครองชม ทั้งร้องเพลง เล่นดนตรี และเล่าเรื่องราวต่างๆ ค่ะ

การเดินทาง Metro สถานี Sportivnaya
เวลา เปิดทุกวัน 07.00-19.00 น.
ค่าเข้า 300 RUB ค่าถ่ายรูป 100 RUB

Novodevichy Cemetary

สุสาน Novodevichy อยู่ติดกับสำนักนางชี Novodevichy แต่ไม่สามารถเดินทะลุกันได้ สถานที่นี้เป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงที่สุดในมอสโก ออกแบบโดย Ivan Mashkov เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1898

มีหลุมศพของชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงกว่า 2,000 คน เช่น Nikita Khrushchev, Vladimir Mayakovsky, Gogol, Bulgakov, Chekhov, Prokofiev, Stanislavsky และ Eisenstein หรือแม้กระทั่งหลุมศพของประธานาธิบดี Boris Yeltsin ที่หลุมศพมีธงชาติรัสเซียประดับอยู่

การเดินทาง Metro สถานี Sportivnaya
เวลา เปิดทุกวัน  09.00-17.00 น.
ค่าเข้า ฟรี

Eliseevsky Food Store

ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของเมืองที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 1901 โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในสไตล์รัสเซียสุดหรูที่รู้สึกว่าแค่มาชมก็คุ้มแล้ว เพราะมาเดินช้อปปิ้งที่นี่ให้ความรู้สึกอย่างกับมาเดินชมวังเลยแหละ

อาคารหลังนี้ตั้งอยู่บนถนน Tverskaya โดยพ่อค้ามหาเศรษฐีจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนาม Grigory Eliseev ผู้ประสบความสำเร็จจากร้านค้าไวน์ที่ใหญ่ที่สุดบนถนน Nevsky ได้ซื้อต่อมาจากเจ้าหญิง Zinaida Volkonskaya ในปี 1898 จากนั้นจึงให้สถาปนิกชื่อ Havriil Baranovskiy ปรับปรุงเพื่อรวมชั้นกราวนด์และชั้นหนึ่งเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเพดานที่มีความสูงมาก และเมื่อมหาเศรษฐีผู้นี้ได้ไปถูกใจผลงานภาพวาดตนเองโดยศิลปินมือสมัครเล่นนาม Alexandr Romanov จึงได้ว่าจ้างให้มาออกแบบกำแพงและส่วนอื่นของร้านค้าเพิ่มเติม

ในช่วงแรกสถานที่นี้เปิดให้บริการเฉพาะงานจัดเลี้ยงของโบสถ์ ผู้เข้าร่วมก็จะมีเฉพาะนักบวชและนักบุญที่ได้รับเชิญเท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อ Eliseev ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับชาวยุโรปจึงเริ่มขยายการค้าโดยเน้นไปทางประเทศในกลุ่มยุโรป สินค้าที่ขายมีหลากหลายตั้งแต่ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ธัญพืช เนย ชีส ไส้กรอก รัม ผลไม้ ทรัฟเฟิล แอนโชวี่ คาเวียร์ ว็อดก้า ไวน์ ต่อมาในยุคโซเวียตได้เปลี่ยนชื่นเป็น “Gastronome No.1” แต่กลับไม่เป็นที่ติดปากจึงเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิมอีกครั้ง

การเดินทาง : Metro สถานี Tverskaya
เวลา : เปิดทุกวัน 24 ชม.
ค่าเข้า : ฟรี

Danilovsky Market

ตลาดนี้เพื่อนชาวรัสเซียย้ำนักย้ำหนาว่าพลาดไม่ได้เลยนะ ผลปรากฏว่ามาแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะตลาดนี้มีสินค้าให้จับจ่ายเยอะมาก ทั้งของสด ของแห้ง ของคาว ของหวาน ชีส และถั่วต่างๆ หรืออาหารปรุงสุกพร้อมทานก็ละลานตาไปหมด โดยเฉพาะอาหารต่างชาติที่โด่งดังที่สุดก็ต้องยกให้ร้านเฝอเวียดนามเค้าล่ะ อาหารชาติอื่นๆ ก็ประเดประดังมาให้เลือกอีกเยอะแยะ ทั้งจีน อินเดีย เม็กซิกัน อเมริกัน อิตาเลียน ตุรกี ญี่ปุ่น ใครอยากทานอาหารง่ายๆ ก็มีทั้งพาย ขนมปัง เครปฝรั่งเศส เค้ก และเบเกอรี่ต่างๆ มารอให้ชิม อีกเมนูที่พลาดไม่ได้คือน้ำผลไม้สดค่ะ เมนูฮิตที่สุดคือน้ำมะม่วงเลย

การเดินทาง Metro สถานี Tulskaya
เวลา เปิดทุกวัน 08.00-21.00 น.
ค่าเข้า ฟรี

วันนี้อากาศหนาวเกินไป (-1 องศา) แถมมีลูกเห็บโปรยปรายลงมาด้วย จึงขอยอมตัดใจเลิกล้มแพลนไป Sparrow Hill ด้วยเหตุผลที่พยายามบอกตัวเองว่า อากาศขมุกขมัวแบบนี้ถ่ายรูปไม่สวยหรอก แถมยิ่งถ้าจะเดินเล่นชมบรรยากาศก็คงได้แต่เพียงโต้ลมหนาวจนไม่มีอารมณ์จะยลวิวข้างทางแน่ๆ ขอใช้เวลาอยู่ในตลาดอุ่นๆ ที่คับคั่งด้วยอาหารอร่อยๆ แทนดีกว่า

เที่ยว Metro Tour ในทั้ง 2 เมือง

Moscow ได้ชื่อว่ามีสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยงามมากถึง 20 สถานี ซึ่งอยู่ในสถานีของรถไฟใต้ดินสาย 1, 2, 3, 5, 7 และ 9 ไปดูรูปก่อนเลยว่าสถานีไหนสวยถูกใจ จะได้ตัดสินใจเลือกลงได้ถูก หรือจะเข้าไปดูในลิงค์นี้ก็ได้ค่ะ https://russiau.com

แอนคัดเลือกมาให้ 6 สถานีค่ะ

สถานี Novoslobodskaya

สถานี Mendeleyevskaya

สถานี Prospekt Mira

สถานี Komsomolskaya

สถานี Kiyevskaya

สถานี Park Kultury

ปล. ในแต่ละสถานีจะมีจุดให้ยืนถ่ายเซลฟี่ได้พอดี๊พอดีด้วยนะคะ

Saint Petersburg

รถไฟใต้ดินที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนี้ได้ชื่อว่าลึกที่สุดในโลกและมีความยาวมากเป็นอันดับที่ 2 ของรัสเซีย รองจากมอสโก แอนลองจับเวลาเล่นๆ ตอนอยู่บนบันไดเลื่อนสถานี Admiralteyskaya พบว่าใช้เวลานานถึง 3.35 นาที และสถานี Gorkovskaya ใช้เวลา 2.15 นาที กว่าจะลงมาถึงชานชาลาค่ะ

แม้สถานีรถไฟของที่นี่จะไม่ได้หรูหราน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนที่มอสโก แต่เป็นการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินของรัสเซียเมืองแรกของแอน จึงค่อนข้างเพลินกับการมองดูสถาปัตยกรรมภายในสถานีและรูปปั้นสวยๆ ไม่น้อย

สถานีที่ติดอันดับต้นๆ ควรค่าแก่การไปชมคือ Ploshchad Vosstaniya, Tekhnologichesky Institut, Baltiyskaya, Narvskaya, Kirosvsky Zavod และ Avtovo

สถานี Kirosvsky Zavod

สถานี Narvskaya

สถานี Tekhnologichesky Institut-1, 2 

Nikulin Circus

“ละครสัตว์รัสเซีย” ไฮไลต์ดังชื่อก้องโลกพลาดไม่ได้เมื่อมาถึงถิ่นนะคะ ครั้งนี้แอนเลือกชมละครสัตว์ของคณะ Nikulin ที่มีความช่ำชองเชี่ยวชาญเพราะเปิดการแสดงมาตั้งแต่ปี 1880 โน่น เมื่อชมจบแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ชมยืน Standing Ovation กันแน่นขนัด ขนาดแอนที่ปกติเวลาไปชมการแสดง/ละครเวทีต่างๆ มักจะรีบออกจากโรงละครก่อนการแสดงจบเล็กน้อยเพราะไม่ชอบเบียดคนเยอะๆ ยังต้องขอยืนปรบมือจนนักแสดงออกไปกันหมดแล้วถึงจะก้าวขาออกจากโรงละคร

ต้องขอบคุณนักยิมนาสติก Albert Salamonsky ผู้ก่อตั้งที่ทำให้หลายคนประทับใจการแสดงมิรู้ลืม เพราะนักยิมนาสติก/นักกายกรรมของที่นี่แสดงได้ดีมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว คะแนนเต็มสิบขอให้สักร้อยค่ะ 555) ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถฝึกทักษะและความแม่นยำได้ขนาดนี้ สัตว์น้อยใหญ่ต่างๆ ก็น่ารักแสนรู้มาก ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหลากหลายพันธุ์ เจ้าม้าแสนสวยสุดปราดเปรียว คุณเสือหน้าเข้ม และสิงโตผู้น่าเกรงขาม รวมไปถึงนักมายากลฝีมือฉกาจและตัวตลกที่เชิญชวนผู้ชมลงไปร่วมสนุกได้อย่างน่ารัก แถมผู้ชมแต่ละคนเมื่อลงไปเล่นโชว์แล้วก็ให้ความร่วมมือตั้งอกตั้งใจร่วมแสดงได้อย่างน่าชื่นชม การแสดงนี้แอนได้ชมในคืนวันสุดท้ายที่อยู่รัสเซีย นับเป็นการปิดทริปครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

วิธีการจองตั๋ว แอนพยายามลองทำหลายวิธีค่ะ

  1. จองผ่านเว็บไซต์ของ Nikulin เอง โดยใช้ google chrome แปลภาษา แม้สุดท้ายจะไม่สามารถจองบัตรได้ (มีบางรีวิวบอกว่าที่จองไม่ได้เพราะไม่มีเบอร์โทรรัสเซียค่ะ) แต่ข้อดีคือจะทราบรอบการแสดงในแต่ละวัน (วันธรรมดาและวันอาทิตย์มีแสดงวันละ 1 รอบ ตอน 19.00 น. ส่วนวันเสาร์มีรอบ 14.30 น. และ 19.00 น. และได้เห็นแผนผังที่นั่งของโรงละคร รวมถึงราคาบัตรในแต่ละที่นั่ง

ใครสนใจก็ตามลิงค์นี้เลย http://circusnikulin.ru

  1. จองผ่านเอเยนต์ Ticketland (https://russiau.com/ticketland-nikulin) คิดค่าดำเนินการ 10% แอนไปเจอมาจากลิงค์นี้ https://russiau.com/buy-tickets-russian-circus แต่เมื่อระบุที่นั่งเสร็จกลับไม่สามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้ (วงเงินเค้ายังไม่เกินซะหน่อย)
  2. เมื่อไปถึงรัสเซียและมีเบอร์โทรศัพท์แล้วจึงพยายามจองผ่านเว็บไซต์ของ Nikulin อีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังจองไม่ได้อยู่ดี
  3. เดินทางไปซื้อที่โรงละครสัตว์เลย โดย Box Office เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-19.00 น. อยู่ด้านล่างขวามือก่อนเข้าอาคารโรงละครนะคะ

การเดินทาง Metro สถานี Tsvetnoy Bulvar
เวลา Box Office เปิดทุกวัน 11.00-19.00 น. Show วันธรรมดาและวันอาทิตย์ วันละรอบ 19.00 น. วันเสาร์จะมีรอบ 14.30 น. และ 19.00 น.
ค่าบัตร 1,000-3,500 RUB

ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน

อยากบอกว่าอาหารที่รัสเซียนั้นรสชาติค่อนข้างจืด ส่วนตัวรู้สึกว่าที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าที่มอสโก (อร่อยกว่าด้วย) สำหรับพวก Dairy Product และเบเกอรี่ต่างๆ เช่น เค้ก เอแคร์ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่ารสชาติไม่ค่อยเข้มข้นจากความมันของนมค่ะ

Katyusha ร้านอาหารรัสเซียที่ได้รับรางวัลจาก TripAdvisor ปี 2017 ร้านนี้ต้องขอแนะนำเลยเพราะการตกแต่งภายในร้านน่ารักน่านั่งมาก พนักงานก็บริการดี อาหารรัสเซียมีให้เลือกหลากหลาย และที่สำคัญเดินทางสะดวกเพราะอยู่บนถนน Nevsky ห่างจาก Church of the Savior on the Spilled Blood ไม่ไกลค่ะ

O’ia KPAБ ร้านนี้อยู่ติดริมแม่น้ำ Bolshaya Nevka ไม่ห่างจาก Cruiser Aurora บังเอิญเดินผ่านเลยลองเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่ผิดหวังค่ะ

Market Place ร้านอาหารที่มีอาหารให้เลือกหลายประเภท ถูกใจเมนูไหนก็เลือกหยิบแล้วค่อยไปจ่ายเงินตรงเคาน์เตอร์ ร้านนี้มีหลายสาขาและลูกค้าค่อนข้างเยอะแทบทุกสาขาเลย ลองชิมดู รสชาติอร่อยดี ใช้ได้เลยค่ะ

เที่ยวรัสเซีย น่ากลัวไหม?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยเรื่องความปลอดภัยของการเที่ยวรัสเซียด้วยตัวเอง แอนว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อันตรายมากมายไปกว่าเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างใน Paris, Rome หรือ Milan เลย แค่ระมัดระวังตัวเองให้ดีเวลาอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่นโดยเฉพาะย่าน Red Square และในสถานีรถไฟใต้ดินเท่านั้นเองค่ะ ในความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กค่อนข้างปลอดภัยกว่าในเมืองหลวง การเดินทางท่องเที่ยวก็ง่ายกว่าเพราะมักมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ให้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ ลองเลือกเที่ยวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวมอสโกนะคะ เพราะทำให้ได้ปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับระบบขนส่งมวลชนและ Russian Cyrillic Alphabet ก่อน แต่ที่จริงแล้วแม้ระบบเมโทรของมอสโกจะไม่มีภาษาอังกฤษกำกับ แต่หากสังเกตสีและจำตัวเลขของสายที่จะเดินทางได้ แถมด้วย Russian Cyrillic Alphabet อีกนิดๆ หน่อยๆ การเดินทางก็ถือว่าง่ายมากค่ะ แอนว่าเดินทางเองในญี่ปุ่นยังยากกว่าเลย ยิ่งถ้าเป็นสถานีรถไฟ Umeda ใน Osaka แล้วเนี่ย มึนกว่าหลายเท่าค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกันมาจนจบนะคะ หวังว่ารีวิวนี้คงมีประโยชน์ให้ใช้ตามรอย “เที่ยวเอง” กันได้บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ 😀