เที่ยวเอง ‘Россия’ รัสเซีย…ไม่ไป ไม่ได้แล้ว ตอนที่ 1 “Sankt-Peterburg” ราชินีแห่งยุโรปเหนือผู้ยิ่งใหญ่และเลอค่า

เที่ยวเอง รีวิว เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รัสเซีย St.Petersburg Russia

เที่ยวเอง รัสเซีย

Capture St. Petersburg

Привет!  ขอทักทายเป็นภาษารัสเซียนะครับ
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนปี 2012 ผม น้องชาย และน้องสาว เราสามคนได้ไปเที่ยวเองประเทศรัสเซียกันมาครับ เหตุผลที่เราเลือกไปรัสเซียคือรัสเซียเป็นหนึ่งในดินแดนในฝันที่นักเที่ยวพันธุ์แท้อย่างเราจะต้องไปเหยียบให้ได้ เราเชื่อว่านักเที่ยว (ยุโรป) ตัวจริงจะต้องเคยสัมผัสดินแดนหมีขาวแห่งนี้
อีกข้อคือรัสเซียมีบรรยากาศ สภาพบ้านเมือง และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมาแล้ว แปลง่ายๆ ก็คืออยากได้ฟีลใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นนั่นเองครับ

1

ผมเคยวางแผนไปเที่ยวรัสเซียไว้ตั้งแต่ปี 2010 แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปสักที กระทั่งมาลงตัวเมื่อกลางปี 2012 นี้เอง
ผมเอาแผนเดิมมาปัดฝุ่นอัพเดทข้อมูลต่างๆ ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินทาง ค่ารถโดยสารต่างๆ ค่าเข้าชมสถานที่
ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก จัดการปรับแผนใหม่เกือบหมดเพราะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลค่อนข้างมาก ในแผนประกอบด้วยตารางเวลาว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน อย่างไร พร้อมตัวอักษรภาษารัสเซียกำกับทุกเรื่องที่คิดว่าจำเป็นเผื่อกรณีที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง และรูปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ประกอบ เรียกว่าเตรียมพร้อมแบบสุดๆ ครับ

photo credit: www.oocities.org
photo credit: www.oocities.org

ในที่สุดแผนก็เสร็จสมบูรณ์หลังจากใช้เวลาทำอยู่ประมาณ 1 เดือน โดยเราจะไปเที่ยวทั้งหมด 4 เมือง คือ
Saint Petersburg (Sankt-Peterburg), Peterhof (Petrodvorets), Pushkin และ Moscow ในเวลาเที่ยวสุดจำกัดเพียงไม่ถึง 4 วันเต็ม ไม่รวมเวลาที่ใช้เดินทางไปและกลับกรุงเทพฯ นะครับ เพราะเราเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีวันลาพักร้อนไม่มาก ต้องเก็บวันลาไว้ไปเที่ยวออสเตรเลียช่วงปลายปีนี้อีกเพราะซื้อตั๋วเครื่องบินไปซิดนีย์รอไว้แล้วด้วย ลองไปดูกันครับว่าเราทำกันยังไง

3.1

กระทู้นี้ค่อนข้างจะเป็นกระทู้ที่ informative นะครับ อาจจะไม่สนุกเพลิดเพลินเท่าไหร่สำหรับคนที่ชื่นชอบดูภาพสวยๆ แต่จะมีเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวจริงๆ การันตีครับ

ขอเริ่มต้นแนะนำตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยเลยนะครับ
ผู้ที่ถือหนังสือเดินทาง (passport) ของประเทศไทยสามารถอยู่ในรัสเซียได้ไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องมีวีซ่า ถ้าต้องการอยู่นานกว่า 30 วันจะต้องขอวีซ่าจากสถานทูตรัสเซีย รายละเอียดตามลิ้งค์นี้ครับ Apply Russian Visa

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณจะอยู่ในรัสเซียไม่เกิน 30 วัน แต่ถ้าอยู่เกิน 7 วัน คุณจะต้องทำการลงทะเบียน (Registration) แจ้งที่อยู่ในประเทศรัสเซียให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าคุณพักที่โรงแรม อพาร์ตเมนท์ หรือโฮสเทล ก็ให้ที่พักของคุณทำการลงทะเบียนให้โดยใช้หนังสือเดินทางเป็นเอกสารประกอบการขอลงทะเบียน อาจมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยประมาณ 200-600 รูเบิ้ล แต่บางโรงแรมก็ทำให้ฟรีครับ และต้องลงทะเบียนในทุกเมืองที่ไปพักนะครับ ส่วนผู้ที่อยู่ในรัสเซียไม่เกิน 7 วัน ไม่ต้องขอวีซ่าและลงทะเบียนแจ้งที่พักในรัสเซียทั้งนั้นครับ

เอาล่ะครับ ออกเดินทางกันเลยดีกว่า
คืนวันพฤหัสที่ 7 มิ.ย. 2555 จากสนามบินสุวรรณภูมิ เรานั่งเครื่องบินของสายการบิน Lufthansa ไปยัง Flughafen Frankfurt am Main หรือสนามบินนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เพื่อต่อไฟลท์ไป St. Petersburg ในเวลา 08.45 น.

4.1

โดยทั่วไปแล้ว คนที่ไปรัสเซียมักจะเลือกใช้สายการบิน Aeroflot บินตรงไปที่สนามบิน Sheremetyevo กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยอาจจะบินภายในประเทศต่อไปยัง St. Petersburg เลย หรือเดินทางเข้าเมืองมอสโกเที่ยวก่อน แล้วค่อยใช้รถไฟกลางวันหรือกลางคืนเดินทางไป St. Petersburg

แต่ไฟลท์ของ Aeroflot จะออกจากเมืองไทยตอนเช้า ต้องเสียเวลาบินทั้งวันกว่าจะถึงมอสโกตอนเย็นๆ พวกเราไม่สะดวกเดินทางตอนกลางวันและชอบนั่งหลับข้ามคืนไปถึงยุโรปตอนเช้าแล้วเที่ยวต่อได้เลยทั้งวันครับเพราะเรามีเวลาน้อย ถ้าต้องเสียเวลาเดินทาง 1 วันเต็มๆ คงจะไม่ไหว

เราจึงเลือกใช้สายการบิน Lufthansa ซึ่งจะออกเดินทางตอนเกือบเที่ยงคืน แวะเปลี่ยนเครื่องที่แฟรงก์เฟิร์ตตอนเช้าวันรุ่งขึ้น และเดินทางถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตอนบ่ายของวันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้มีเวลาเที่ยวมากกว่าบินโดยสายการบิน Aeroflot ซึ่งถ้าต่อเครื่องมาจากมอสโกเลยก็จะถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กค่ำๆ แล้ว

ส่วนขากลับสามารถบินโดยสารบิน Austrian Airlines ซึ่งเป็น alliance กันกับ Lufthansa จากมอสโกไปต่อเครื่องกลับไทยที่เวียนนาได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเดินทางและเวลาย้อนไปย้อนมาระหว่างมอสโกกับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วย เสียแค่ค่าตั๋วรถไฟกลางคืนจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมามอสโกขาเดียว แถมไม่เสียเวลาเดินทางและค่าโรงแรม 1 คืนอีกด้วยครับ

5.1

หลังจากนั่งเอนหลับบนเครื่องบินข้ามคืนเข้าสู่วันที่ 2 ของทริป แต่เป็นวันแรกในยุโรป เราบินต่อจากแฟรงก์เฟิร์ตอีก 2 ชั่วโมง 45 นาที บ่ายโมงครึ่งเครื่องบินก็ร่อนลงสัมผัสรันเวย์ของสนามบิน Pulkovo II (Аэропо́рт Пулково-2)
สนามบินพูลโคโวตั้งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากตัวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กราว 15 กิโลเมตร

พวกเราผ่านตม. สบายๆ โดยไม่ถูกถามสักคำครับ เอากระเป๋าเดินทางเสร็จก็เดินออกไปด้านนอกอาคารสนามบิน
เลี้ยวซ้ายไปที่ป้ายรถเมล์ ขึ้นรถเมล์ (City bus) สาย K-13 นั่งเข้าตัวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

6

รถเมล์แล่นไปจอดไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็หยุดจอดป้ายที่สถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya (метро Московская) ตรงทางลงสถานีพอดีเป๊ะ ตอนลงจากรถก็จ่ายค่ารถไป 30 รูเบิ้ล

เช็ควิธีการเดินทางเข้าเมืองและค่ารถประเภทต่างๆ ได้ที่ Pulkovo Airport to St. Petersburg
เช็คข้อมูลค่ารถเมล์ได้ที่ St. Petersburg bus fare

7

ยกกระเป๋าหนักๆ ลงบันไดไปที่สถานีถึงกับตาลายครับเพราะคนเยอะแยะมากมาย ยืนตั้งหลักนิดนึงแล้วเดินไปต่อคิวซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน ตามแพลนที่วางมาจะซื้อตั๋วแบบ 10 journey pass 3 ใบ ราคาใบละ 210 รูเบิ้ล ผมบอกคนขายตั๋วด้วยภาษามือด้วยการแบมือทั้งสองข้างเพื่อจะบอกว่าจะซื้อตั๋วแบบ 10 เที่ยว เพราะคนที่นี่ไม่แม้แต่จะเข้าใจภาษาอังกฤษครับ คนขายตั๋วยื่นเหรียญมาให้ดู 10 เหรียญ เรานึกว่าเค้าทบทวนว่าเค้าเข้าใจภาษามือของเรามั้ย? จึงพยักหน้าไปว่าใช่ เค้ากดเครื่องคิดเลขให้ดูเป็นราคา 297 รูเบิ้ล เราก็งงสิว่าตั๋ว 1 เที่ยวที่เช็คมาก่อนราคา 27 รูเบิ้ล แล้วทำไม 10 เที่ยวราคาเกิน 270 รูเบิ้ล คุยกันก็ไม่รู้เรื่องครับ เลยตัดสินใจซื้อแค่ 1 เที่ยว (เรียกว่า odin proyezd) จ่ายเงินไปคนละ 27 รูเบิ้ล ได้เหรียญเล็กๆ (token) สำหรับหยอดช่องตรงทางเข้าไปที่ชานชลา

ค่าโดยสารรถไฟใต้ดินจะมีการปรับขึ้นเล็กน้อย อัพเดทราคาได้ที่ St. Petersburg Metro fare

photo credit: www.blockstars.io
photo credit: www.blockstars.io

ลงบันไดเลื่อนอย่างลึกไปที่ชานชลาด้านล่าง ลงไปถึงชานชลาแบบไม่รู้ว่านี่คือชานชลาเพราะสองข้างทางทึบไปหมด มีคนยืนออแถวช่องใหญ่คล้ายลิฟท์ขนของก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งประตูช่องลิฟท์ที่ว่าเปิดและเห็นคนเดินออกมาจากตัวรถก็เลยรู้ว่าไอ้ช่องลิฟท์ขนของนี่มันคือประตูทางเข้ารถไฟใต้ดินนั่นเอง

น่าเสียดายเราไม่สามารถถ่ายภาพในสถานีรถไฟใต้ดินที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ครับเพราะจะถูกตำรวจปรับเงิน ขอหาภาพมาให้ชมแทนละกันครับ

photo credit: www.boostdam.net
photo credit: www.boostdam.net

จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย M2 (สีน้ำเงิน) 5 สถานีไปที่สถานี Tekhnologichesky Institut 2 (Технологический институт 2) ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Tekhnologichesky Institut 1 ต่อสาย M1 (สีแดง) อีก 2 สถานีแล้วลงที่สถานี Vladimirskaya (Владимирская) ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Dostoyevskaya (Достоевская)
ดูแผนที่รถไฟใต้ดินของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประกอบนะครับ

photo credit: onlinereg.ru
photo credit: onlinereg.ru

ออกจากสถานี เลี้ยวขวาเดินตรงประมาณ 500 เมตรไปที่โรงแรม Idillia Inn (Идилия Инн) โรงแรมนี้เป็นโรงแรมเล็กๆ มีห้องประมาณ 20 ห้อง ทำเลดีมากครับอยู่ไกลจากสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal 400 เมตร เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ราคาก็ไม่แพงด้วย ห้องพักสำหรับ 3 คน คืนนี้ราคา 3,600 รูเบิ้ล แถมมีอาหารเช้าอีกต่างหาก แต่หายากนิดนึงเพราะไม่มีป้ายชื่อโรงแรมบอก เราต้องใช้การถามคนแถวนั้นแล้วเอาที่อยู่ของโรงแรมให้เค้าช่วยดู

พอถึงล็อบบี้ก็เจอน้องพลอย นักเรียนไทยที่นี่ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนน้องสาวอีกทีนั่งรอเราอยู่แล้ว เรานัดน้องพลอยมาช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เผื่อพูดคุยกับคนรัสเซียไม่รู้เรื่องครับ

เช็คอินโดยไม่ต้องลงทะเบียนเพราะเราจะอยู่ในรัสเซียไม่เกิน 7 วันครับ ขอตัวเข้าห้องไปเก็บของ ล้างหน้าล้างตา และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใส่มาตั้งแต่ออกจากเมืองไทยเมื่อวาน

สี่โมงครึ่งก็พร้อมออกเที่ยวแล้ว ออกจากโรงแรม เดินไปทางซ้ายตรงไปถึงสามแยกก็เลี้ยวซ้าย พอเดินผ่านช้อปปิ้งมอลล์ขนาดยักษ์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงเดือนขื่อ GALERIA (Галерея) ไปแป๊บเดียวก็ถึงสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal (Моско́вский вокза́л) หรือ St. Petersburg Moskovskaya หรือ St. Petersburg Glavnyi

12

สถานีรถไฟแห่งนี้อยู่ที่ Ploschad Vosstaniya (Площадь Восстания) หรือ Uprising Square (คำว่า Ploschad แปลว่าจัตุรัส) จัตุรัสขนาดใหญ่แห่งนี้คือหลักกิโลเมตรที่ 0 ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พอเห็นเสาสูง Leningrad Obelisk (The Hero-City Obelisk) ก็แสดงว่าถึงแล้วครับ

11

เราเดินมาที่สถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วรถไฟไปมอสโกสำหรับคืนวันพรุ่งนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อนเพราะไม่ได้ซื้อตั๋วทางออนไลน์มาจากเมืองไทย สมัยที่เราไปนั้นระบบเว็บไซต์การรถไฟของรัสเซียยังไม่ดีเลยครับ เสิร์ชหาเส้นทางและเวลารถไฟก็ยาก ซื้อตั๋วผ่านเว็บก็ไม่ได้ ถ้าจะซื้อตั๋วล่วงหน้าจะต้องซื้อผ่านเว็บของเอเจนซี่ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าจะได้ตั๋วจริงหรือปลอม จึงต้องมาวัดดวงซื้อตั๋วหน้างานแบบนี้แหละครับ ทำได้แค่ภาวนาไม่ให้ตั๋วเต็มเพราะรถไฟระหว่าง 2 เมืองนี้เป็นเส้นทางที่มีผู้โดยสารมากมายตลอดทุกวันครับ

แต่ปัจจุบันเว็บไซต์การรถไฟรัสเซียได้พัฒนาดีขึ้นมากๆ สามารถซื้อตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่าน Russia train ได้เลยครับ โดยจะต้องทำการสมัครสมาชิกเสียก่อนโดยกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ให้ครบ แล้ว Log in ใส่ password จากนั้นก็เลือกพิมพ์ชื่อเมืองต้นทางและปลายทาง วันที่และเวลาที่ต้องการเดินทาง แล้วคลิ๊ก Buy ticket เพื่อดูว่ามีรถไฟขบวนใดที่ต้องการบ้าง ติ๊กที่ปุ่มวงกลมเล็กๆ ที่อยู่ข้างหน้าขบวนที่ต้องการ แล้วกด Continue เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ จนซื้อตั๋วได้สำเร็จ
อย่าลืมปรินท์ตั๋วและพกไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตอนขึ้นรถไฟ ถ้าไม่ได้ปรินท์มาจะขึ้นรถไฟไม่ได้นะครับ

13

เดินเข้าไปในอาคารสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal ซึ่งมีคนเข้าคิวรอซื้อตั๋วรถไฟเยอะมากๆๆ เราเข้าแถวเพื่อซื้อตั๋วรถไฟโดยเตรียมตัวอักษรภาษารัสเซียไว้ล่วงหน้าว่าเราต้องการเดินทางไปที่ไหน วันไหน โดยรถประเภทอะไร ตามนี้ครับ

Билет Санкт-Петербург – Москва (St. Petersburg to Moscow)

9 июня 2012 туда 23:55 Кра́сная стрела́ купе
(9 June 2012 one way 23:55 Krasnaya Strela kupé)

я хочу 3 билета в одном купе (3 persons in 1 cabin)

จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเพราะคนขายตั๋วพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยแถมไม่เข้าใจอีกต่างหาก แต่เพื่อความอุ่นใจเราจึงให้น้องพลอยมาช่วยซื้อตั๋วให้ แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจริงๆ ตั๋วประเภท kupé (купе) หรือตั๋วชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องมีประตูปิดล็อคได้ เตียง 2 ชั้น สำหรับ 4 คน ของขบวน Krasnaya Strela (Кра́сная стрела́) หรือ Red Arrow ซึ่งเป็นแบบที่เราต้องการมีที่ว่าง แต่เนื่องจากเราซื้อใกล้เวลาเดินทางตั๋วจึงมีราคาแพงกระฉูดคือประมาณ 4,200 รูเบิ้ล (หรือประมาณ 4,500 บาทในขณะนั้น) ซึ่งแพงกว่าราคาที่เราหาข้อมูลและเตรียมเงินมาเกือบเท่าตัว แถมยังรูดบัตรเครดิตไม่ได้ด้วย
เราจึงขอให้น้องพลอยช่วยเจรจาให้คนขายช่วยหาตั๋วตู้นอนแบบ kupé ของขบวนอื่นก็ได้ที่ราคาถูกลง เพราะรถไฟ
กลางคืนจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปมอสโกมีหลายขบวน หลายราคา ออกเดินทางเวลาใกล้เคียงกันตั้งแต่ประมาณสี่ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน ดังนั้นจึงเลือกขบวนไหนก็ได้ขอแค่เป็นห้องมีประตูปิดซึ่งเป็นรถไฟชั้นดีที่สุดเพื่อความปลอดภัย (แต่จริงๆ แล้วตั๋วแบบอื่นก็ไม่ถึงขั้นไม่ปลอดภัย แค่อาจจะทำให้รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย)

รออย่างนานจนได้ตั๋วที่ถูกกว่าบวกค่าต่างๆ แล้วเป็นเงิน 3,423 รูเบิ้ล และเป็นตั๋วประเภท kupé ด้วย แต่ไม่ใช่ของขบวน Red Arrow แม้ราคาตั๋วจะถูกลงกว่าราคาแรก แต่ก็ยังเกินกว่างบประมาณอยู่ 1,000 กว่ารูเบิ้ล (ราคาตั๋วรถไฟที่รัสเซียจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงนาทีต่อนาทีเหมือนราคาตั๋วเครื่องบิน Air Asia นี่แหละครับ) เราจึงต้องเขียมค่ากินและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเพื่อให้มีเงินพอสำหรับทั้งทริป

ยังไม่พอ เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกทั้งๆ ที่เราเตรียมตัวกันมาอย่างดี คนขายตั๋วขอชื่อเราเป็นภาษารัสเซียสำหรับใช้ออกตั๋วเพราะคีย์บอร์ดไม่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษและในพาสปอร์ตที่เราส่งให้เค้าก็ไม่มีการแปลงชื่อภาษาอังกฤษของเราเป็นภาษารัสเซีย เพราะคนไทยไม่ต้องขอวีซ่าเข้ารัสเซีย ถ้าเป็นคนชาติอื่นที่ต้องขอวีซ่าจะได้รับการแปลงชื่อสกุลเป็นตัวอักษรรัสเซียเรียบร้อย

โชคดีเหลือเกินที่เรากันเหนียวด้วยการให้น้องพลอยมาช่วยซื้อตั๋ว น้องพลอยจึงช่วยเขียนชื่อเราเป็นภาษารัสเซียให้
คนขายตั๋ว ชื่อของผมสะกดแบบนี้ครับ Варидчи Онопаратвибоол

14

ในที่สุดเราก็ซื้อตั๋วสำเร็จ สรุปตั้งแต่ต่อคิวซึ่งมีคิวข้างหน้าแค่ 4 คิว จนกระทั่งซื้อตั๋วเสร็จใช้เวลา 1 ชั่วโมง ซื้อตั๋วรถไฟในยุโรปมาเป็น 20 ประเทศ ไม่เคยเจออะไรที่ยากมากขนาดนี้มาก่อนจริงๆ ครับ ถ้าไม่มีคนที่พูดภาษารัสเซียคล่องจริงๆ ไม่แนะนำให้มาเที่ยวรัสเซียเองนะครับ หรือมาได้แต่ต้องซื้อตั๋วรถไฟให้เสร็จล่วงหน้ามาจากเมืองไทยเลย แล้วนำใบคอนเฟิร์มมาออกตั๋วที่สถานีรถไฟอีกที (เมื่อก่อนต้องทำแบบนี้ครับ) ขอให้เตรียมสะกดชื่อสกุลเป็นตัวอักษรภาษารัสเซียไว้ล่วงหน้าเลย จะได้ไม่มีปัญหาตอนออกตั๋วครับ

ประมาณ 5 โมงครึ่ง เราก็พร้อมเดินทางไปเมือง Pushkin (Пу́шкин)
แต่จากเหตุการณ์ความยุ่งยากและล่าช้าในการซื้อตั๋วรถไฟทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการเดินทางไป Pushkin จากโดยรถไฟเป็นใช้รถเมล์หรือรถ marshrutka (มินิบัสหรือมินิแวน) แทน
(ถ้าจะเดินทางโดยรถไฟต้องนั่งรถไฟใต้ดินสาย M1 ไปที่สถานี Pushkinskaya แล้วเดินไปสถานีรถไฟ Vitebsky Vokzal ขึ้นรถไฟ elektrichka (suburban train) ไปลงที่สถานีรถไฟ Pushkin (Detskoye Selo หรือ Tsarskoye Selo)
อ่านวิธีการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ go to Pushkin

15

เราจึงเดินลงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Ploschad Vosstaniya (Площадь Восстания) ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีกเที่ยว
27 รูเบิ้ล แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M1 (สีแดง) ไปที่สถานี Tekhnologichesky Institut 1 (Технологический институт 1) ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Tekhnologichesky Institut 2 แล้วต่อสาย M2 (สีน้ำเงิน) กลับไปที่สถานี Moskovskaya (Московская) ที่เดิมที่เราลงรถไฟใต้ดินครั้งแรก เราถึงสถานีนี้อีกครั้งตอน 6 โมงเย็นเศษ

ขึ้นจากสถานีไปที่ถนนใหญ่ชื่อ Moskovsky Avenue มองซ้ายมองขวา ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี ลองเดินไปที่ป้ายรถเมล์ที่มีคนยืนรออยู่เยอะแยะเพื่อถามคนแถวนั้นว่าเราจะขึ้นรถเมล์สาย 287 หรือรถ marshrutka 286, 287, 342, 347, 545, K-299 ไป Pushkin ต้องไปขึ้นรถที่ไหน? ขึ้นที่นี่ใช่รึเปล่า? แต่ไม่มีใครรู้เลย หรือว่าพวกเค้าไม่เข้าใจที่เราถาม แต่ละชี้ไปคนละทาง แต่เราพอจะเดาได้ว่าไม่ใช่ขึ้นที่ป้ายนี้แน่นอน

เรารู้ว่าเมือง Pushkin อยู่ทางทิศใต้ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กซึ่งเป็นทางเดียวกับสนามบินพูลโคโว เพราะฉะนั้นรถที่จะไป Pushkin ก็น่าจะผ่านเส้นทางเดียวกับรถที่มาจากสนามบิน

ตอนขาเข้าเมืองจากสนามบินเรานั่งรถเมล์ผ่านวงเวียนขนาดใหญ่มากที่มีอนุสาวรีย์เป็นเสาแท่งสูงโดดเด่นอยู่ตรงกลาง
วงเวียน แป๊บเดียวรถเมล์ก็จอดป้ายที่สถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya แสดงว่าที่ที่เรายืนอยู่นี้อยู่ไม่ไกลจากวงเวียนที่ว่านั้นเท่าไหร่แน่ และน้องพลอยก็บอกด้วยว่าให้ไปขึ้นรถตรงที่มีอนุสาวรีย์สูงๆ แต่เธอจำชื่อจุดนั้นไม่ได้

16

เราจึงตัดสินใจเดินไปที่วงเวียนซึ่งมองเห็นอนุสาวรีย์เสาแท่งสูงอยู่ลิบๆ เดินไปประมาณเกือบกิโลก็ถึงวงเวียนที่เรียกว่า Ploschad Pobedy (Площадь Победы) หรือ Victory Square (เพิ่งจะรู้ทีหลังว่าสามารถขึ้นรถเมล์จากป้าย Moskovskaya ploschad ซึ่งอยู่ข้างสถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ได้เลยโดยไม่ต้องเดินไปขึ้นที่ Ploschad Pobedy)

17

18

อนุสาวรีย์ที่อยู่ตรงกลางจัตุรัส Pobedy คือ Monument geroicheskim zashchitnikam Leningrada (Monument to the Heroic Defenders of Leningrad) หรือ Siege Monument ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงความพยายามของชาวเมืองเลนินกราดและเหล่าทหารที่ร่วมแรงร่วมใจกันขับไล่กองทัพนาซีที่ปิดล้อมเมืองนานถึง 900 วันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

19

เดินอ้อมรอบวงเวียนหาป้ายรถเมล์ที่รถจะมุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่งจากที่เราเดินมา นั่นคือ ป้ายข้างหน้าอาคารขนาดใหญ่ขื่อ park inn ซึ่งมีป้ายรถอยู่หลายสาย แต่ละป้ายไม่มีบอกหมายเลขรถที่ไป Pushkin ได้เลย (ข้อมูลที่หามามีรถที่
ไปพุชกิ้นได้คือรถเมล์สาย 287 รถ marshrutka 286, 287, 342, 347, 545, K-299) แต่เห็นรถสายที่ไปได้วิ่งผ่านไปหลายคันแล้วแต่ไม่จอดป้ายซักคัน เลยคิดว่าพวกเรารอผิดป้ายแน่ๆ แต่คนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถบอกเราว่าถูกที่แล้ว เราจึงลองโบกเรียกรถดู ปรากฏว่ารถจอดให้เราขึ้นว่ะ 555 งงดี จอดให้ขึ้นกลางถนนเหมือนรถเมล์เมืองไทยเลย

20

ตอนนั้นทุ่มนึงพอดี เราขึ้นรถคล้ายรถเมล์เล็กสาย 545 จ่ายเงินค่ารถคนละ 35 รูเบิ้ลให้คนขับรถ (ปัจจุบันค่ารถอาจมีการขึ้นราคาเล็กน้อย) แล้วเดินไปด้านในยืนไปเรื่อยๆ เพราะคนแน่นเกือบเต็มคัน

รถเมล์แล่นไปจอดไปหวานเย็นมาก เราต้องยืนไปตลอดทางประมาณ 45 นาทีกว่าจะถึงพุชกิ้นซึ่งอยู่ห่างจากเซนต์
ปีเตอร์สเบิร์กไปทางทิศใต้ 25 กิโลเมตร (สำหรับผู้ที่เดินทางโดยรถเมล์หรือ marshrutka มีจุดสังเกตง่ายๆ คือเมื่อรถแล่นผ่านวงเวียนขนาดใหญ่ด้านหน้าสถานีรถไฟ Pushkin (Tsarskoye Selo) อีกไม่นานก็เตรียมตัวลงได้ เมื่อเห็นโบสถ์ใหญ่ทางขวามือให้ลงที่ป้ายถัดไปที่ถนน Oranzhereynaya ulitsa)

Pushkin (Пу́шкин) หรือ Tsarskoye Selo (Ца́рское Село) มีความหมายว่าหมู่บ้านซาร์คือหมู่บ้านของพระเจ้าซาร์และเป็นสถานที่ประทับและพักอาศัยของเจ้าขุนมูลนายชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น ยอดกวีเอกของรัสเซีย

ลงจากรถ เดินไปทางซ้ายมือตามถนน Oranzhereynaya ulitsa ไม่นานก็ถึงถนน Sadovaya ulitsa เลี้ยวขวาไปก็เห็นยอดโดมหัวหอมทองคำอร่ามของ Ekaterinsky Dvorets (Екатерининский дворец) หรือ Catherine Palace แล้ว

22

เดินเข้าไปในสวนสไตล์ฝรั่งเศสอันร่มรื่นซึ่งปกติต้องเสียค่าเข้า 180 รูเบิ้ล แต่วันนี้เป็นวันหยุดลองวีคเอนด์ติดต่อกัน 4 วัน เนื่องในโอกาสวันชาติรัสเซีย พวกเราจึงไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด

เกือบจะสองทุ่ม พวกเราก็มายืนอยู่ที่ด้านหลังของพระราชวังแคทเธอรีนอันงดงามด้วยห้องต่างๆ นับร้อย โดยเฉพาะห้องอำพัน (Amber room) พระราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.00 น. ยกเว้นวันอังคารและวันจันทร์สุดท้ายของทุกๆ เดือน โดยต้องเสียค่าเข้าชม 320 รูเบิ้ล
อัพเดทข้อมูลที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ที่ visit Catherine Palace

23

24

เดินกลับไปทางยอดโดมหัวหอมทองคำแล้วเลี้ยวซ้ายอ้อมไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นทางเข้าด้านหน้าของพระราชวัง แต่พระราชวังปิดแล้ว ยังดีที่สามารถมองผ่านประตูรั้วเข้าไปเห็นความอลังการของอาคารพระราชวังแบบมุมกว้าง ชมความงดงามของพระราชวังสีฟ้าแซมด้วยสีทองคำตัดกับแผ่นฟ้าสีสดซึ่งยังมีแสงสว่างให้เราถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่แม้ว่าเราจะมาถึงตอนค่ำแล้วก็ตาม

25

เที่ยวกันต่อ เดินกลับทางเดิมไปที่ด้านข้างพระราชวัง ก่อนถึงโค้งประตูเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Dvortsovaya ulitsa ตรงไปนิดเดียวก็เลี้ยวขวาเข้าไปใน Litseyskiy sad หรือ Lyceum Garden สวนเล็กๆ ซึ่งมี Pamyatnik A. S. Pushkinu (Памятник А. С. Пушкину) หรือรูปปั้นของ Alexander Pushkin ยอดกวีเอกของรัสเซียอยู่กลางสวน

26

ออกจากสวน เดินต่อไปอีกประมาณ 200 เมตรก็เห็นอาคารสีเหลืองพาสเทลอยู่ทางซ้ายมือ นั่นคือ Aleksandrovsky Dvorets หรือ Alexander Palace พระราชวังอเล็กซานเดอร์เป็นพระราชวังใหม่ของ Tsarskoye Selo มีอายุ 200 ปี ถูกพบเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1792 โดยรับสั่งของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1796 และมอบเป็นของขวัญในโอกาสงานอภิเษกสมรสของแกรนด์ดุ๊ก Aleksandr I Pavlovich ซึ่งได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ Alexander ที่ 1 ในเวลาต่อมา

พระราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.00 น. ยกเว้นวันอังคารและวันพุธสุดท้ายของทุกๆ เดือน
อัพเดทข้อมูลเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ visit Alexander Palace

27

ชมสองพระราชวังของเมืองพุชกิ้นเสร็จก็ได้เวลาอาหารค่ำ เราเดินหาร้านอาหารพื้นเมืองรับประทาน แต่ร้านส่วนใหญ่ปิดหมดหรือบางร้านถูกจองไว้จัดงานส่วนตัว

เกือบสามทุ่มครึ่งเราเข้าร้าน D&D Pub and Restaurant ด้วยความหิวจึงจัดเต็มด้วยการสั่งสเต็กมา 2 จาน พร้อมเครื่องเคียง สลัด และ Russian sour cabbage soup ซุปรัสเซียแท้ๆ ราคา 80 รูเบิ้ล บวกเครื่องดื่ม มื้อนี้กินกันอิ่มแปล้ 3 คน หมดเงินไปแค่ 1,020 รูเบิ้ลเอง

28.129.1

สี่ทุ่มแล้ว ออกจากร้านเดินไปรอรถ marshrutka สาย 545 หรือ 299 ที่ป้าย ไม่นานรถสาย K-545 ก็มาจอดรับเรากลับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จ่ายค่ารถไปอีกคนละ 35 รูเบิ้ล แล้วนั่งยาวกลับไปลงที่สถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya อีกครั้ง

ลงสถานีไปซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 27 รูเบิ้ล แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M2 (สีน้ำเงิน) ไปที่สถานี Tekhnologichesky Institut 2 ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Tekhnologichesky Institut 1 ต่อสาย M1 (สีแดง) ไปลงที่สถานี Ploschad Vosstaniya ที่สถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal แล้วเดินกลับโรงแรมตามเส้นทางเดียวกับตอนขาเดินมา ตอนนั้นห้าทุ่มครึ่งแล้ว ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืดเอง เที่ยวรัสเซียฤดูร้อนนี่ดี๊ดี มีเวลาเที่ยวเยอะจริงๆ ครับ

30

คืนนี้ค้างคืนที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 1 คืนครับ

เที่ยวต่อในวันที่ 2 ในรัสเซียครับ
สตาร์ทตอน 7 โมงครึ่ง ลุกจากเตียง จัดการกิจวัตรยามเช้าให้เรียบร้อยแล้วรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมให้เต็มอิ่ม
จากนั้นก็เช็คเอาท์และฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรมก่อนออกไปเที่ยวชมเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและปีเตอร์โฮฟ
ทั้งวัน

31

9 โมงเช้า พร้อมออกเดินทางเที่ยวชม Sankt-Peterburg (Санкт-Петербург) หรือเลนินกราดเดิมได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งยุโรปเหนือ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอันดับที่ 2 ของรัสเซียที่นักท่องเที่ยวยังไงก็ต้องมาเที่ยวครับ

32.1

เริ่มต้นกันที่ Ploschad Vosstaniya ด้านหน้าสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal เหมือนเมื่อวานครับ

33

วันนี้เราเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Nevsky prospekt (Не́вский проспе́кт) ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย

34

เดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 กิโลจนถึง Anichkov Most (Аничков мост) หนึ่งในสะพานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง ชมวิวแม่น้ำ Fontanka และ Horse Tamers รูปปั้นม้าที่ประดับสะพานไว้อย่างน่าชม

35

36

ข้ามสะพาน Anichkov เดินไปอีกไม่ไกลก็เห็นสวนเล็กๆ ทางซ้ายมือชื่อ Ekaterininsky sad (Екатерининский сад) หรือ Catherine’s Garden อาคารที่อยู่เบื้องหลังสวนคือ Alexandrinsky Theatre (Александринский театр) หรือ Russian State Pushkin Academy Drama Theater (Российский государственный академический театр драмы им. А. С. Пушкина) โรงละครรัสเซียที่เก่าแก่ที่สุด แต่ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะปรับปรุง

37

เดินผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน Gostiny dvor และ Nevskiy prospekt ซึ่งเป็นสถานีที่เชื่อมต่อกัน ไปจนถึงคลองชื่อ Kanal Griboyedova (кана́л Грибое́дова) มองไปทางซ้ายเห็น Kazansky Sobor (Казанский собор) หรือ Cathedral of the Kazan Mother of God มหาวิหารคาซานขนาดมหึมานี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้า
ปีเตอร์มหาราช

38

มองข้ามไปอีกฝั่งถนนเห็นอาคารโดดเด่นที่หัวมุมถนน Nevsky prospekt กับ naberezhnaya Kanala Griboyedova (The Griboyedov Canal Quay) ซึ่งเรียกว่า Dom Knigi (Дом Книги) เป็น House of Books ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

39

มองเลยอาคาร Dom Knigi ไปเห็นด้านหลังของ Khram Spasa na Krovi (Храм Спаса на Крови)

40.1

เดินตามถนนเลียบคลองไปยัง Khram Spasa na Krovi หรือ Church of the Savior on Spilled Blood หรือในชื่ออื่นคือ Church on Spilt Blood และ Cathedral of the Resurrection of Christ (Собор Воскресения Христова) วิหารเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 2 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในวิหารได้ทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่ 10.00-19.00 น. โดยต้องเสียค่าผ่านประตู 250 รูเบิ้ล

เช็คเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ Spilt Blood Church: opening hour และ Spilt Blood Church: entrance fee

41.1

ประมาณ 11 โมง เดินอ้อมไปที่ด้านหน้าของวิหาร แต่ไม่ได้เข้าชมความงามภายในครับ ตรงจุดนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งมีทั้งมากับทัวร์และมาเที่ยวเอง มีรถทัวร์จอดอยู่เต็มไปหมด

42

เดินตามถนนโค้งทางขวามือผ่านสวน Mikhailovsky Sad (Михайловский сад) ไปทางทิศเหนือจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำ Moyka ตรงต่อไปเลียบสวนขนาดใหญ่ชื่อ Marsovo Pole จนถึงสามแยกแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Millionnaya ulitsa โค้งซ้ายไปข้ามสะพาน Troitsky most (Троицкий мост) มองไปยังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ Neva ก็เห็น Petropavlovskaya Krepost (Петропа́вловская кре́пость) หรือ Peter and Paul Fortress ป้อมปีเตอร์แอนด์พอลซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยพระบัญชาของยอดกษัตริย์ปีเตอร์มหาราช ปัจจุบันใช้เป็นสุสานที่เก็บพระศพของสมาชิกในราชวงศ์โรมานอฟทุกพระองค์

43

เดินข้ามสะพานฝ่าสายลมและแสงแดดอันแรงกล้าไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ

44

ลงจากสะพานแล้วเลี้ยวขวาเดินตรงตามถนนเลียบแม่น้ำไปจนสุดทางราว 800 เมตร เลี้ยวซ้ายไปก็เห็น Panzerkreuzer Aurora (Крейсер Аврора) เรือลาดตระเวนออโรร่าจอดปลดประจำการอยู่ เรือรบลำนี้เป็นอนุสรณ์แห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของชาวรัสเซียและเคยใช้เป็นเรือพระที่นั่งของผู้แทนพระเจ้าซาร์ที่ส่งมาร่วมงานพระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 6 ของประเทศไทย

45

แถวนี้เป็นแหล่งขายของที่ระลึกมากมายซึ่งราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ครับ จากนั้นก็เดินกลับทางเดิมไปจนถึงเชิงสะพาน Troitsky เลี้ยวขวาเข้าถนน Kamennoostrovsky prospect (Каменноостровский проспект) เดินไปไม่ไกลมีทางแยกซ้ายมือไปที่ทางเข้าป้อมปีเตอร์แอนด์พอล เราเดินไปที่นั่นแต่ไม่ได้ข้ามสะพานเข้าไปชมในอาณาบริเวณของป้อมซึ่งมี Petropavlovsky Sobor (Петропавловский собор) หรือ Peter and Paul Cathedral สูงโดดเด่นอยู่กลางเกาะของป้อมปราการ เพราะเวลามีน้อยและยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป

เดินกลับไปที่ถนน Kamennoostrovsky prospect เลี้ยวซ้ายเดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Gor’kovskaya (Горьковская) ที่อยู่ทางซ้ายมือ เข้าไปในอาคารซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 27 รูเบิ้ล แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M2
(สีน้ำเงิน) 1 สถานีกลับไปที่สถานี Nevskiy prospekt ที่เดิมที่เมื่อเช้าเดินผ่านมา

เดินตามถนน Nevsky prospekt ผ่าน Kazansky Sobor (Cathedral of the Kazan Mother of God) อีกครั้ง ตรงไปประมาณ 1 กิโลจนสุดถนนแล้วเลี้ยวขวาไปยัง Dvortsovaya Ploschad (Дворцовая площадь) หรือ Palace Square ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Aleksandrovskaya kolonna (Алекса́ндровская коло́нна) หรือ Alexandrian Column คือเสาหินแกรนิตอเล็กซานเดอร์ที่สร้างขึ้นหลังจากชัยชนะในสงครามกับนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส

47

ตอนนั้นบ่ายโมงพอดี เรามายืนอยู่ที่ทางเข้า State Hermitage Museum (Госуда́рственный Эрмита́ж)

49

เฮอร์มิเทจคือพระราชวังฤดูหนาวประกอบด้วยห้องต่างๆ มากกว่า 1,050 ห้อง สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่รับรองการเสด็จเยือนของรัชกาลที่ 5 ของไทยในการเจริญสัมพันธไมตรีไทยกับรัสเซีย ปัจจุบันพระราชวังนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์
เฮอร์มิเทจที่เก็บรวบรวมของล้ำค่าจากทั่วโลกกว่า 3 ล้านชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของจิตรกรเอกของโลก อาทิ ลีโอนาโด ดาวินซี่, ปีกัสโซ, เรมแบรนด์, แวนโกห์ และศิลปวัตถุล้ำค่าต่างๆ อาทิ นาฬิกานกยูง แจกันมาลาไคท์ และวัตถุของอียิปต์โบราณ

Main Museum Complex, Menshikov Palace, General Staff building และ Museum of the Imperial Porcelain Factory เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-เสาร์ 10.30-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดราชการ 10.30-17.00 น. ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง ปิดทุกวันจันทร์, วันที่ 1 ม.ค. และ 9 พ.ค.

Winter Palace of Peter the Great เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-เสาร์ 10.30-17.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดราชการ 10.30-16.00 น. ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง ปิดทุกวันจันทร์, วันที่ 1 ม.ค. และ 9 พ.ค.
อัพเดทข้อมูลเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Hermitage Museum: opening hour

ค่าเข้าชม 400 รูเบิ้ล แต่ทุกวันพฤหัสแรกของเดือนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี
อัพเดทค่าเข้าชมและซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ Hermitage Museum: entrance fee

48

เดินลอดประตูเข้าไปที่จุดขายตั๋วด้านใน เห็นคนยืนต่อคิวรอซื้อตั๋วแต่เหมือนว่าจะอนุญาตให้ซื้อตั๋วได้เป็นรอบๆ และปล่อยให้เข้าซื้อตั๋วแค่ทีละไม่กี่คนเท่านั้น เราคำนวณเวลาดูแล้วว่าน่าจะเสียเวลามากพอสมควร อีกทั้งเข้าไปชมข้างในพิพิธภัณฑ์ก็ถ่ายรูปไม่ได้ ถ้าต้องการถ่ายรูปหรือวีดีโอจะต้องเสียเงินเพิ่ม เราจึงตัดสินใจประหยัดเวลาและเงิน 400
รูเบิ้ล โดยไม่เข้าชมนั่นเอง

50

น่าเสียดายมากๆๆ ที่เรามีเวลาน้อย ทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนก็เป็นแบบนี้แหละครับ วันลาหาย๊ากยากส์!!

เราจึงมีเวลาเหลือเยอะเลยเพราะไม่ได้ใช้เวลาเดินชมภายในเฮอร์มิเทจซึ่งว่ากันว่าถ้าจะเดินชมห้องต่างๆ ให้ครบทุกห้องจะต้องใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียวครับ

ผมจึงเปลี่ยนแผนนิดหน่อยโดยจะออกนอกเมืองไป Peterhof หรือ Petrodvorets โดยทางเรือก่อนแล้วค่อยกลับมาเก็บสถานที่ที่เหลือในเมืองช่วงเย็นอีกที

(ตอนแรกจะเดินไปมหาวิหารเซนต์ ไอแซค แล้วเดินต่อไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Sennaya ploschad
นั่งรถไฟใต้ดินสาย M2 (สีน้ำเงิน) ไปที่สถานี Tekhnologichesky Institut 2 ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Tekhnologichesky Institut 1 ต่อสาย M1 (สีแดง) อีก 1 สถานี ไปลงที่สถานี Baltiyskaya จากนั้นขึ้นรถ marshrutka หรือ marshrutnoe taksi สาย 404 ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน Baltiyskaya ไปยังปีเตอร์โฮฟ วิธีการนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง)

51

เดินไปท่าเรือที่ถนน Dvortsovaya naberezhnaya ซึ่งอยู่ด้านหลังของเฮอร์มิเทจเพื่อขึ้นเรือ hydrofoil หรือ Meteor ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางไปปีเตอร์โฮฟที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด แต่ก็แพงที่สุดเช่นกันครับ
เรือ hydrofoil ให้บริการระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ย. โดยมีเรือออกทุก 10-20 นาที ตั้งแต่ 10.00-18.00 น. เรือรอบสุดท้ายจากปีเตอร์โฮฟคือ 18.30 น.

ต่อคิวซื้อตั๋วเรือ one way ราคาเที่ยวละ 600 รูเบิ้ล (ตั๋วไป-กลับราคา 1,000 รูเบิ้ล) และต้องไปต่อคิวรอขึ้นเรืออีกนานมาก คนก็เยอะมากด้วย มีเรือมาจอดรับผู้โดยสารลำแล้วลำเล่าก็ไม่ยอมให้เราขึ้นเรือสักที ปล่อยพวกกรุ๊ปทัวร์ไปก่อนจนหมด ยืนรอด้วยความหงุดหงิดเป็นครึ่งชั่วโมงกว่าจะเบียดเสียดกันขึ้นเรือได้ตอนบ่ายสองโมงครึ่ง
อัพเดทข้อมูลได้ที่ hydrofoil fare

52

จากท่าเรือ มองข้ามแม่น้ำไปจะเห็น Bourse หรือ Old Saint Petersburg Stock Exchange และ Rostral Columns อยู่บนเกาะ Vasilevsky

53

นั่งเรือข้ามทะเลไปประมาณครึ่งชั่วโมง บ่ายสามโมงเราก็เดินทางมาถึงปีเตอร์โฮฟซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ริมฝั่งทะเลบอลติก ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กทางบกราว 30 กิโลเมตร

เรือเข้าจอดเทียบท่าที่ Nizhniy park (Нижний парк) หรือ Lower Park

54

ตอนนี้ฝนเริ่มจะตกพลำๆ ลงมา เราจึงรีบเดินไปเข้าคิวซื้อตั๋วเข้าชมสวน ควักกระเป๋าจ่ายไปอีก 450 รูเบิ้ล แล้วเดินตาม Sea Channel มุ่งหน้าสู่พระราชวังที่อยู่เบื้องหน้า

55

Peterhof (Петерго́ф) หรือ Petrodvorets (Петродворец) ได้ชื่อว่าเป็น Russian Versailles เป็นที่ตั้งของพระราชวังฤดูร้อนที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรคและนีโอคลาสสิกที่ใช้ประดับประดาห้องต่างๆ เช่น ห้องบอลรูม ห้องท้องพระโรง ตื่นตาตื่นใจกับประติมากรรมน้ำพุอันโดดเด่นอลังการด้วยทองเหลืองอร่ามและอุทยานพฤกษานานาพันธุ์อันแสนร่มรื่น

56

เดินชมวิวสุดแสนงดงามไปจนถึงบันไดทางขึ้นไปยังอาคารพระราชวังซึ่งปัจจุบันเปิดเป็น Museum The Great Palace นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ตั้งแต่ 10.30-18.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคารสุดท้ายของเดือน โดยมีค่าเข้าชม 200-400 รูเบิ้ล

เช็คเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Peterhof: opening hour เข้า google translate แล้ว copy ข้อมูลไปแปลเป็นภาษาอังกฤษเอานะครับ
ค่าเข้าชมมีหลายประเภท อัพเดทข้อมูลได้ที่ Peterhof: entrance fee แล้วคลิ๊กที่ Все музеи и парки ซึ่งแปลว่า All museums and parks

57

จุดนี้มีน้ำพุสีทองอร่ามเป็นรูป Samson กำลังต่อสู้กับสิงโตซึ่งนักท่องเที่ยวต้องไม่พลาดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

58

เดินขึ้นบันไดไปที่หน้าทางเข้า Museum The Great Palace แล้วมองย้อนกลับไปทางทะเลเห็นภาพที่งดงามน่าประทับใจไม่น้อยเลยครับ

59

ลงบันไดไปเดินชมสวนในบริเวณ Lower Park เพลินๆ จนเกือบจะ 5 โมงเย็น ก็สมควรแก่เวลาเดินทางกลับแล้ว เดินย้อนกลับขึ้นไปยัง Museum The Great Palace อ้อมไปอีกด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ก็จะเห็นประตูเข้า-ออกอีกทางหนึ่ง

60

ออกประตูไป เดินโค้งทางขวามือตรงไปยังถนนใหญ่ซึ่งมีโบสถ์สไตล์รัสเซีย Cathedral of apostles Peter & Paul (Собор Петра и Павла) โดดเด่นอยู่อีกฝั่งถนน

61

ข้ามถนนไปรอรถที่ป้าย ไม่นานรถ marshrutka สาย 404 ก็มาจอดที่ป้าย เราขึ้นรถไปและจ่ายเงินค่ารถ 70 รูเบิ้ล (ปัจจุบันค่ารถอาจมีการขึ้นราคาเล็กน้อย) นั่งหลับที่เบาะหลังสุดเพราะคนแน่นเต็มรถไปประมาณชั่วโมงนึงก็กลับถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่ด้านหน้าสถานีรถไฟ Baltiysky Vokzal (Балтийский вокзал)

อ่านวิธีการเดินทางไป Peterhof ที่ go to Peterhof และ way to find Peterhof

62

เดินลงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Baltiyskaya (Балтийская) ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 27 รูเบิ้ล แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M1 (สีแดง) ไปที่สถานี Tekhnologichesky Institut 1 ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Tekhnologichesky Institut 2 ต่อสาย M2 (สีน้ำเงิน) ไปที่สถานี Sennaya ploschad

ออกจากสถานีไป มองซ้ายมองขวาแล้วถามวัยรุ่นแถวนั้นว่าจะไปมหาวิหารเซนต์ ไอแซคยังไง? พอได้คำตอบแล้วก็เดินตามคำบอก เส้นทางค่อนข้างสับสนนิดหน่อย ต้องเดินไปถามไป หลงทางบ้างเล็กน้อย เสียเวลาไปพอสมควรครับกว่าจะหาเจอ (สมัยก่อนไม่มี application ช่วยนำทางเหมือนตอนนี้นะครับ)

63

มหาวิหารเซนต์ ไอแซค หน้าตาแบบนี้ครับ

Isaakievsky Sobor (Исаакиевский собор) หรือมหาวิหารเซนต์ ไอแซคออกแบบโดย Montferrand สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ภายในวิหารประดับประดาด้วยหินอ่อนและมาลาไคท์หลากสี ยอดโดมทำด้วยทองคำแผ่นหนักถึง 100 กิโลกรัม นับเป็นวิหารทรงโดมที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก สามารถขึ้นไปยังโดมทองเพื่อชมวิวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างทั่วถึงโดยต้องเสียค่าผ่านประตู 250 รูเบิ้ล

เช็คเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ Saint Isaac’s Cathedral: opening hour และ Saint Isaac’s Cathedral: entrance fee

65

จากนั้นเราเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของมหาวิหารก็เห็น Aleksandrovsky Sad (Александровский сад) หรือ Alexander Garden อยู่ที่หัวมุมสี่แยกใหญ่ ตรงจุดนี้ถ้าเดินตรงต่อเข้าถนน Senatskaya ploschad (Сенатская площадь) ไปไม่ไกลก็จะถึงจัตุรัส Senate (Senatskaya ploschad) ซึ่งมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชยอดกษัตริย์ของรัสเซียทรงม้าหันหน้าไปทางแม่น้ำ Neva

ผมรู้ว่ามีรูปปั้นนี้อยู่แถวบริเวณสวน Alexander แต่ไม่รู้ว่าอยู่พิกัดไหนของสวน จึงพลาดไม่ได้เดินไปถ่ายรูปมาครับ ขอนำภาพมาให้ชมแทนละกันครับ

เราไม่ได้เดินตรงไปที่จัตุรัส Senate แต่เลี้ยวขวาเดินเลียบริมสวน Alexander ซึ่งเป็นทางยาวประมาณ 500 เมตร ก็วนกลับมาที่ Dvortsovaya Ploschad (Palace Square) อีกครั้ง มองตรงไปข้างหน้าคือเสาอเล็กซานเดอร์และพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจนั่นเอง

67

คราวนี้เราเลี้ยวขวาเข้าถนน Nevsky prospekt แล้วเดิมกลับตามเส้นทางเดิมไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Gostiny dvor ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 27 รูเบิ้ล แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย M3 (สีเขียว) 1 สถานี ไปที่สถานี Mayakovskaya ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Ploschad Vosstaniya และเดินกลับถึงโรงแรมประมาณสองทุ่มครึ่ง

เอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ขนไปไว้ที่ห้องนั่งเล่นของโรงแรม จัดกระเป๋าเก็บข้าวของ ผลัดกันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกินอาหารเย็น เจ้าของโรงแรมใจดีมากอนุญาตให้เราใช้เป็นที่พักรอเวลารถไฟออกไปมอสโกตอน 5 ทุ่ม แม้ว่าจะ
เช็คเอาท์ไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ

จริงๆ ยังมีสถานที่สำคัญอีก 1 แห่งที่เราไม่ได้ไป เพราะตั้งอยู่ทางเหนือของเมือง ไกลออกนอกเส้นทางไปพอสมควร เรามีเวลาไม่พอไปเที่ยวครับ นั่นคือ Smolny Sobor (Смольный собор) หรือ Smolny Convent of the Resurrection (Voskresensky) เรียกสั้นๆ ว่า Smolny Convent
วิหารสมอลนีอันงดงามเริ่มสร้างขึ้นในสไตล์บาโรคตั้งแต่ปีค.ศ. 1748 แล้วเสร็จในปีค.ศ. 1764 ที่บริเวณจัตุรัส
Ploschad Rastrelli ใกล้ฝั่งแม่น้ำ Neva ในสมัยพระนางอลิซาเบธ พระธิดาของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชและพระนาง
แคทเธอรีนที่ 1 เพื่อใช้เป็นที่พำนักและหลีกหนีความวุ่นวายทางโลก เดิมทีเคยเป็นสำนักแม่ชี คลังสินค้า พิพิธภัณฑ์
เลนินกราด คอนเสิร์ตฮอลล์ กระทั่งในปีค.ศ. 1999 จึงได้เปิดเป็นวิทยาลัยสมอลนีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

วิหารเปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ 10.30-18.00 น. ค่าเข้าชมวิหารราคา 150 รูเบิ้ล และสามารถขึ้นหอระฆังชมวิวเมืองจากมุมสูงได้โดยเสียค่าขึ้น 100 รูเบิ้ล
ดูรายละเอียดได้ที่ visit Smolny Cathedral

การเดินทางไป ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย M1 (สีแดง) ไปลงที่สถานี Chernyshevskaya (Чернышевская) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด แต่ก็ยังห่างจากวิหารราว 2.3 กิโลเมตร
ออกจากสถานีเลี้ยวซ้ายเดินไปที่สามแยก ข้ามถนนไปแล้วเลี้ยวขวาเดินไปที่ป้าย Prospekt Chernyshevskogo (Проспект Чернышевского) ที่ถนน Kirochnaya ulitsa (Кирочная ул) นั่งรถ marshrutka สาย K46 ไปทาง Smolny (Смольный) หรือ K76 ทั้งหมด 7 ป้าย แล้วลงข้างหน้าวิหารเลย

รือ นั่งรถไฟใต้ดินสาย M3 (สีเขียว) ไปที่สถานี Mayakovskaya (Маяковская) ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานี Ploschad Vosstaniya (Площадь Восстания) ของรถไฟใต้ดินสาย M1 (สีแดง) ใกล้กับสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal (Моско́вский вокза́л) แล้วต่อรถเมล์สาย 181 หรือรถ trolleybus สาย 5, 7, 11 ก็ได้
ข้อมูลจาก go to Smolny Cathedral

Capture Smolny

ก่อนเวลารถไฟออก 1 ชั่วโมง เราเดินไปสถานีรถไฟ Moskovsky Vokzal (Моско́вский вокза́л) ที่ Ploschad Vosstaniya อีกครั้ง

68

เข้าไปในอาคารสถานีดูป้ายแสดงเวลาและขบวนรถไฟแล้วเดินไปที่ชานชลา 5 ซึ่งรถไฟจอดรอเราอยู่แล้ว แต่เพื่อความแน่ใจจึงถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่แถวนั้นว่าใช่รถไฟขบวนนี้รึเปล่า? โดยยื่นตั๋วให้เค้าดูเลย เจ้าหน้าที่ตอบเป็นภาษารัสเซียซึ่งฟังไม่รู้เรื่องแต่เดาได้ว่าให้รอตรงนี้แหละ สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิง 2 คนขอดูตั๋วรถไฟของเรา แล้วก็ให้เราขึ้นรถไปหาห้องตามเลขที่ที่ระบุในตั๋ว

70

ห้องแบบ kupé เป็นห้องที่มีประตูปิดล็อคได้ สภาพคือมีเตียง 2 ชั้น 2 ข้าง สำหรับนอนได้ 4 คน แต่ช่องว่างระหว่างเตียงทั้งสองข้างค่อนข้างแคบแบบพอดีความหนาของกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เลย ต้องทนอึดอัดนิดหน่อย ห้องสะอาดดี มีโต๊ะตรงกลางไว้รับประทานอาหารหรือเขียนหนังสือได้

69

23.00 น. ตรงเวลา รถไฟออกเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงมอสโก
(ระยะทางจาก St. Petersburg ถึง Moscow 649.7 กิโลเมตร)

นอนค้างคืนบนรถไฟ 8 ชั่วโมงไปเช้าที่กรุงมอสโกเลยครับ

71

ให้ข้อมูลเรื่องรถไฟ Moscow – St. Petersburg หรือ St. Petersburg – Moscow ครับ
รถไฟเส้นทางนี้มีหลายขบวนและหลายเวลามากเพราะเป็นรูทยอดนิยม แต่สรุปแล้วมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. รถไฟกลางวัน เป็นตั๋วแบบนั่งมี 2 ขบวน
    – รถไฟนั่งธรรมดา มีขบวนช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ตั๋วรถไฟราคาประมาณ 990-1,500 รูเบิ้ล และขบวนเร็ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ตั๋วรถไฟราคาประมาณ 2,300 รูเบิ้ล
    – SAPSAN (САПСАН) คือรถไฟความเร็วสูงซึ่งมีรถไฟออกหลายเวลาตั้งแต่เช้าถึงเย็น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ราคาค่อนข้างสูงคือประมาณ 2,600-3,300 รูเบิ้ล
  1. รถไฟกลางคืน เป็นตั๋วแบบนอน มีรถไฟออกตั้งแต่เวลาประมาณสามทุ่มถึงตีสอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง – 9 ชั่วโมงครึ่ง ในรถขบวนเดียวกันแบ่งประเภทตู้เป็น
    – ตู้นอนรวม (Reserved seat) ตู้ประเภทนี้ดูไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้อันตรายอะไร เป็นเตียงสองชั้น ตั๋วราคาประมาณ 1,400-2,100 รูเบิ้ล แต่ไม่ใช่ทุกขบวนจะมีตู้นอนรวม
    – ตู้นอนแบบห้อง (Compartment) หรือ kupé (купе) ตู้ประเภทนี้แบ่งเป็นห้อง แต่ละห้องมีประตูปิดล็อคได้ ในห้องมีเตียง 2 ชั้น สำหรับ 4 คน ตั๋วราคาประมาณ 1,900-4,400 รูเบิ้ล แล้วแต่ขบวน
    – อีก 2 ประเภทตู้ คือ Soft และ Luxury เป็นตู้หรูราคาแพงตั้งแต่ประมาณ 4,700-20,000 รูเบิ้ล

แนะนำให้ซื้อทางเว็บไซต์ไปล่วงหน้าเลยเพราะจะได้ตั๋วราคาถูกกว่าการไปซื้อที่หน้าเคาน์เตอร์ ยิ่งซื้อใกล้วันเดินทางตั๋วจะยิ่งมีราคาแพงและรถไฟอาจจะเต็มได้เพราะเส้นทาง Moscow – St. Petersburg หรือ St. Petersburg – Moscow เป็นเส้นทางที่มีคนเดินทางเยอะมากๆ แม้ว่าจะมีรถไฟให้บริการหลายขบวนต่อวัน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเต็ม
เกือบทุกขบวน

เช็คขบวนรถไฟ เวลาออกเดินทาง และซื้อตั๋วรถไฟออนไลน์ได้ที่ Russia train

72

ขั้นตอนการซื้อตั๋วออนไลน์ได้สรุปให้แล้วข้างต้น แต่บอกอีกทีก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปหาอ่าน ขั้นแรกต้องทำการสมัครสมาชิกเสียก่อนโดยกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ให้ครบ แล้ว Log in ใส่ password จากนั้นก็เลือกพิมพ์ชื่อเมืองต้นทางและปลายทาง วันที่และเวลาที่ต้องการเดินทาง แล้วคลิ๊ก Buy ticket เพื่อดูว่ามีรถไฟขบวนใดที่ต้องการบ้าง ติ๊กที่ปุ่มวงกลมเล็กๆ ที่อยู่ข้างหน้าขบวนที่ต้องการ แล้วกด Continue เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ จนซื้อตั๋วได้สำเร็จ

Accommodation: Idillia Inn

Transportation: LufthansaSt. Petersburg metro, hydrofoil to Peterhof , Russia train

Shopping: GALERIA

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต