ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 4 “Norway” แผ่นดินแสนสงบ ธรรมชาติบริสุทธิ์ และฟยอร์ดงดงาม

เที่ยวเอง รีวิว ออสโล นอร์เวย์ Oslo Norway

เที่ยวเอง: ฟินแลนด์ – เอสโตเนีย – สวีเดน – นอร์เวย์

Capture Oslo


เที่ยวมาเกินครึ่งทางมาแล้วครับ เข้าสู่วันที่ 5 ของทริป
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 1 “Finland” เที่ยวฟินในดินแดนซานตาคลอส
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 2 “Estonia” เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 3 “Sweden” ดินแดนแห่งกลุ่มเกาะน้อยใหญ่และทิวทัศน์แบบสแกนสุดลงตัว

เช้านี้จะไปสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟไปประเทศนอร์เวย์ครับ

1

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เดินลากกระเป๋าตรงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Kungsträdgården ใช้ Stockholm Card ที่ยังไม่หมดอายุ นั่งรถไฟใต้ดินสาย T11 ฟรีไปที่สถานี T-Centralen แล้วเดินตามทางไปสถานีรถไฟ Stockholm C ถึงสถานีรถไฟกลางของกรุงสต็อกโฮล์ม 7 โมงครึ่งพอดี เดินไปที่ชานชลาซึ่งรถไฟได้จอดรออยู่แล้ว

07.45 น. รถไฟ SJ InterCity เคลื่อนตัวออกจากสถานีรถไฟ Stockholm C มุ่งหน้าสู่ Oslo ประเทศนอร์เวย์ นั่งไปได้พักใหญ่ เริ่มรู้สึกหิว เลยเดินไปที่ตู้ขายอาหาร มีแต่อาหารกล่องแช่เย็นหน้าตาไม่น่ากิน แถมราคายังแพงทุกอย่างด้วย อาหารบนรถไฟก็มีประมาณนี้แหละครับ สั่ง Risnudlar med soltorkad tomat 1 กล่อง 75 SEK (ประมาณ 375 บาท) แพงโคดๆ มันคือเส้นก๋วยเตี๋ยวราดด้วยน้ำซอสมะเขือเทศ+มันบดและหน่อไม้ฝรั่ง รสชาติออกเปรี้ยวๆ คล้ายสปาเก็ตตี้

2

ระหว่างทางรถไฟแวะจอดที่สถานี Flemingsberg, Södertälje SYD, Arboga, Hallsberg, Degerfors C, Kristinehamn, Karlstad C, Kil, Aruika, Charlottenberg และเข้าสู่เขตประเทศนอร์เวย์ที่สถานี Kongsvinger, Skarnes, Årnes, Sørumsand, Lillestrøm แล้วก็ถึงสถานีรถไฟ Oslo S (Oslo Sentralstasjon) ในเวลา 14.36 น. หลังจากนั่งรถไฟมาเป็นเวลาเกือบ 7 ชั่วโมง เรียกว่านั่งจนเมื่อยก้นกันเลยทีเดียว

3

เดินเข้าไปในสถานีรถไฟกลางของออสโลหาที่ฝากกระเป๋าเดินทางซึ่งเป็นห้องใหญ่มีตู้รับฝากกระเป๋าหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไปตามขนาดตู้ กระเป๋าของผมสามารถใส่ตู้ขนาดกลางที่ต้องเสียค่าฝาก 40 NOK ฝากได้ทั้งวันครับ

นอร์เวย์ใช้คนละสกุลเงินกับสวีเดนคือ Norwegian krone (norsk krone) โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่แลกเงินไปคือ 1 NOK = 5.60 บาท

4จากนั้นก็เดินตัวเบาไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วรถไฟเพื่อออกตั๋วรถไฟทั้ง 3 เที่ยวที่ซื้อออนไลน์ผ่าน Norway train มา
ล่วงหน้าจากเมืองไทย ได้แก่ Oslo S to Bergen, Bergen to Flåm และ Flåm to Oslo S ได้ตั๋วรถไฟเรียบร้อยก็พร้อมออกเที่ยวกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์

ตอนนั้นบ่ายสามโมงกว่าๆ เข้าร้าน Burger King ในสถานีรถไฟนี่แหละ สั่งชุด Cheeseburger Meny+โค้ก+
เฟรนช์ฟราย ราคา 45 NOK (ประมาณ 250 บาท) เอาไปกินบนรถระหว่างนั่งไป Holmenkollen แล้วเดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดินซึ่งเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟกลางนี้ กดตู้เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติซื้อ 24-timersbillett หรือตั๋ว 24-hour ราคา 70 NOK สำหรับใช้โดยสารรถไฟ รถไฟใต้ดิน (Tunnelbane หรือ T-bane), รถเมล์ (Hovedbuss), รถราง (trikk/trolley) และเฟอร์รี่ ภายในออสโลได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่ใช้ตั๋วครั้งแรก ตั๋วชนิดนี้ไม่ใช่ตั๋วส่วนบุคคล (สามารถซื้อได้ที่ Trafikanten ด้านหน้าสถานีรถไฟ มินิมาร์ท 7-Eleven หรือ Narvesen ด้วย)

ปัจจุบันตั๋ว 24-timersbillett (24-hour) ภายในโซน 1 ของออสโลสำหรับผู้ใหญ่อายุ 20 ปีขึ้นไปราคา 90 NOK, เด็กอายุ 4-15 ปี และผู้สูงอายุ 67 ปีขึ้นไป ราคา 45 NOK, Enkeltbillett หรือตั๋วแบบเที่ยวเดียวภายในโซน 1 ของออสโลสำหรับผู้ใหญ่ราคาเที่ยวละ 30 NOK (ถ้าซื้อบนรถหรือเรือต้องจ่ายเพิ่มอีก 20 NOK), เด็กอายุ 4-15 ปี และผู้สูงอายุ 67 ปีขึ้นไป ราคา 15 NOK (ถ้าซื้อบนรถหรือเรือต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 NOK)
อัพเดทราคาได้ที่ Oslo transportation fare

photo credit: proezdmetro.ru
photo credit: proezdmetro.ru

บ่ายสามโมงครึ่ง เดินไปที่ชานชลารอรถไฟใต้ดินเพื่อไปเที่ยว Holmenkollen นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีแดง) ออกไป
นอกเมืองออสโล นั่งไปกินแฮมเบอร์เกอร์ไปด้วยประมาณ 25 นาทีก็ถึงสถานี Holmenkollen

6

จากสถานีต้องเดินขึ้นเนินไกลอีกประมาณ 15 นาทีกว่าจะถึง Holmenkollen nasjonalanlegg (Holmenkollen National Ski Arena) ที่นี่มี Skimuseet og hopptårnet คือพิพิธภัณฑ์สกีและสถานีเล่นสกี (Ski Jump Tower) ซึ่งเปิดให้ขึ้นไปชมทุกวันในเดือนพ.ค.และก.ย. ตั้งแต่ 10.00-17.00 น., มิ.ย.-ส.ค. 09.00-20.00 น., และต.ค.-เม.ย. 10.00-16.00 น. ค่าเข้าราคา 100 NOK
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Holmenkollen

7

ขากลับ นั่งรถไฟใต้ดิน (แต่สถานีนี้อยู่บนดิน) สายเดิมเข้าเมืองไปลงที่สถานี Majorstuen เดินออกไปที่ป้ายรถด้านนอกสถานีซึ่งฝนกำลังตกกระหน่ำหนักมากแต่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวต่อเพราะคืนนี้จะต้องนั่ง night train ไป Bergen ต่อเลย ไม่ได้ค้างคืนที่ออสโล มีเวลาเที่ยวออสโลไม่มากนัก ขืนรอให้ฝนตกน่าจะอีกนานเป็นชั่วโมง

ใช้รถรางสาย 12 หรือรถเมล์สาย 20 ก็ได้ไปยัง Vigelandsparken รถเมล์สาย 20 มาพอดี นั่งไปแค่ 2 นาทีก็ถึง
ทางเข้าสวนแล้ว

วันนี้โชคไม่ดีมีฝนตกหนัก แต่ชุดที่ใส่มาช่วยกันฝนได้ดีมากเลยครับ ทำให้ตัวไม่ค่อยเปียกเท่าไหร่ แต่รองเท้านี่ชุ่มเลย
ครัช ท้องฟ้าอึมครึมหมองเทาถ่ายรูปไม่สวยเลย เซ็งจริงๆ 🙁

8

Vigelandsparken หรือ Frognerparken เป็นสวนที่มีชื่อเสียงที่สุดของออสโลอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมือง (Sentrum) 2 กิโลเมตร ภายในบริเวณสวนมีรูปปั้นมากถึง 212 ชิ้น รูปปั้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ The Monolith เสาหินสูง 14 เมตรซึ่งประกอบด้วยรูปร่างของมนุษย์ในท่าทางต่างๆ มากถึง 121 คน  สวนเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ในบริเวณนี้มี Vigeland-museet พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 2 พ.ค.-31 ส.ค. วันอังคาร-อาทิตย์ 10.00-17.00 น., วันที่ 1 ก.ย.-30 เม.ย. เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 12.00-16.00 ปิดวันจันทร์ แต่ต้องเสียค่าเข้าชม 50 NOK
ปัจจุบันค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 60 NOK เด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป นักเรียน และผู้สูงอายุ 67 ปีขึ้นไปราคา 30 NOK เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบเข้าชมฟรี ใช้ Oslo Pass เข้าฟรี

9

5 โมงเย็นแล้ว เดินเที่ยวอีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องกลับไปที่ป้ายรถเมล์เดิม นั่งรถรางสาย 12 กลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Majorstuen ต่อรถไฟใต้ดินสาย 4 (สีแดง) 1 ป้ายไปลงที่สถานี Nationaltheatret ออกจากสถานีก็เป็นด้านหลังของ Nationaltheater หรือโรงละครแห่งชาติ

10

ฝั่งตรงข้ามคือ Universitetet i Oslo หรือมหาวิทยาลัยแห่งออสโล

11

มองไปทางซ้ายมือก็เห็น Slottet หรือ Konggelige Slott หรือพระราชวังหลวงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลประมาณ 500 เมตร ผมเดินมุ่งหน้าไปยังพระราชวังซึ่งดูไม่สวยงามอลังการเหมือนพระราชวังของประเทศอื่นๆ เท่าที่เคยไปมาครับ

12

Slottet หรือ The Royal Palace ตั้งอยู่ในบริเวณ Slottsparken การเข้าชมพระราชวังต้องผ่านไกด์ทัวร์ซึ่งมีบริการทุกๆ 20 นาที ใช้เวลารอบละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.-12 ส.ค. (วันที่ 4 ก.ค. ปิด) วันจันทร์-พฤหัส และเสาร์ 11.00-17.00 น. ไกด์ทัวร์ภาษาอังกฤษมีเวลา 12.00, 14.00 และ 14.20 น. วันศุกร์และอาทิตย์ 13.00-17.00 น. ไกด์ทัวร์ภาษอังกฤษมีเวลา 14.00, 14.20 และ 16.00 น. ค่าไกด์ทัวร์สำหรับผู้ใหญ่ราคา 95 NOK เด็ก นักเรียน และผู้สูงอายุราคา 85 NOK เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้าชมฟรี สามารถซื้อตั๋วได้ที่ไปรษณีย์ มินิมาร์ท 7-Eleven หรือ Narvesen และที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วหน้าพระราชวัง
อัพเดทข้อมูลเวลาและราคาได้ที่ visit Royal Palace of Oslo

13

เดินดูแค่ภายนอกพระราชวังก็พอแล้วครับ จากนั้นก็เดินกลับทางเดิมพอผ่านมหาวิทยาลัยแห่งออสโลก็เลี้ยวซ้าย
เข้าถนน Universitetsgata  เดินอีกไม่กี่นาทีก็ถึง Nasjonalgalleriet หรือ National Gallery ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1837 เปิดให้เข้าชมในวันอังคาร, พุธ, ศุกร์ 10.00-18.00 น. วันพฤหัส 10.00-19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์ แต่ก่อนเข้าชมฟรี แต่ปัจจุบันต้องเสียค่าเข้าชม 50 NOK
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit National Gallery

14

เดินกลับทางเดิมจนถึงสี่แยกที่ตัดกับถนน Karl Johans gate เดินตรงต่อไปที่ด้านหน้าของ Nationaltheater ที่ถนน Roald Amundsens gate มองตรงไปก็เห็นด้านหลังของ Rådhuset เป็นอาคารสูงสีอิฐโดดเด่นอยู่ที่จัตุรัส Fridtjof Nansens Plass

Rådhuset หรือ City Hall ที่ทำการกรุงออสโลเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่ 09.00-16.00 น. ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.-31 ส.ค. เปิด 09.00-18.00 น. ยกเว้นวันที่มีการจัดอีเวนต์และวันหยุดตามที่กำหนด เช่น วันที่ 17 พ.ค.
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Oslo City Hall

15

16

เดินอ้อมไปยังด้านหน้าของที่ว่าการกรุงออสโลซึ่งเป็นท่าเรือที่มีเรือให้บริการข้ามไปยัง Bygdøy และ Nesodden เรียกบริเวณนี้ว่า Rådhusbrygge ทางซ้ายมือของผมคือ Akershus Slott og festning

17

เดินกลับไปที่ Nationaltheater แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Stortingsgata เดินตรงไปอีกราว 500 เมตรก็ถึง Stortinget หรืออาคารรัฐสภาของนอร์เวย์ เป็นอาคารหน้าตาประหลาดไม่เหมือนกับสถานที่ราชการเลยครับ

18

เดินอ้อมไปที่ถนน Akersgata ด้านหลังของอาคารรัฐสภาและเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนน Karl Johans gate ถนนสายหลักของออสโลเป็นเส้นทางตรงจากสถานีรถไฟกลาง Oslo S (Jernbanetorget) สู่ Slottet (Royal Palace) จากตรงนี้มองไปทางซ้ายมือก็เห็นพระราชวังอยู่ไกลๆ

19

เดินไปทางทิศตะวันออกตามถนน Karl Johans gate ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารเพราะถนนสายนี้เป็นถนนสายช้อปปิ้งสำคัญของออสโลด้วย เดินมุ่งหน้ากลับสถานีรถไฟกลาง

20

ระหว่างทางผ่าน Domkirken หรือ Oslo Cathedral โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งออสโล 5 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟกลาง Oslo S ตอนสองทุ่มพอดี

21

ดูนาฬิกายังมีเวลาเหลืออีกเกือบ 2 ชั่วโมงกว่ารถไฟ night train จะออกไป Bergen เลยเดินออกมารอรถรางที่ป้ายด้านหน้าสถานีรถไฟ ขึ้นรถรางสาย 12 ไปลงที่ป้ายหน้า Rådhuset แล้วเดินไป Akershus Slott og festning (Akershus Castle and Fortress)

ปราสาท Akershus เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งนอร์เวย์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1299 ก่อนที่จะกลายมาเป็นป้อมปราการเมื่อปีค.ศ. 1592 โดยในวันที่ 1 ต.ค.-30 เม.ย. ประตูทางเข้าหลักเปิดตั้งแต่ 07.00-21.00 น. ประตูด้านข้างเปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-18.00 น. วันที่ 1 พ.ค.-30 ก.ย. ประตูทางเข้าหลักเปิดตั้งแต่ 06.00-21.00 น. ประตูด้านข้างเปิดวันจันทร์-ศุกร์ 07.00-21.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 08.00-21.00 น.
ข้อมูลจาก visit Akershus Castle and Fortress

Akershus Slott (Akershus Castle) เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 2 ก.ค.-31 ส.ค. วันจันทร์-เสาร์ 10.00-16.00 น. วันอาทิตย์ 12.00-16.00 น., วันที่ 1 ก.ย.-13 ธ.ค. วันเสาร์-อาทิตย์ 12.00-17.00 น. วันที่มีการจัดงานอีเวนต์ปราสาทอาจจะปิดไม่ให้เข้าชมทั้งหมดหรือบางส่วน ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 70 NOK เด็กอายุ 6-18 ปี 30 NOK ครอบครัวประกอบด้วยผู้ใหญ่ 2 เด็ก 4 ราคา 175 NOK เด็กอายุ ต่ำกว่า 6 ขวบเข้าชมฟรี ใช้ Oslo Pass เข้าชมฟรี
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Akershus Castle

Akershus Festning (Akershus Fortress) เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-30 ก.ย. 06.00-21.00 น. จะมีการเปลี่ยนการ์ดทุก 13.30 น.
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Akershus Fortress

ตอนที่ไปถึงยังไม่สามทุ่มเลยเข้าไปชมในบริเวณป้อมได้นิดหน่อยครับ เห็นทหารทยอยออกประจำการ สงสัยประตูใกล้จะปิดแล้วจึงไม่กล้าเดินลึกเข้าไปอีก กลัวประตูปิดแล้วจะออกไม่ได้

22

เดินกลับไปที่ป้ายรถราง นั่งรถรางสาย 12 เหมือนเดิมกลับไปที่สถานีรถไฟกลาง

23

ประมาณสามทุ่ม เดินเข้าไปที่ถนน Karl Johans gate อีกครั้ง กะว่าจะหาร้านอาหารดีๆ นั่งกินสบายๆ ซะหน่อย เดินดูเมนูหน้าร้านแล้วก็ต้องอึ้งและหันหลังกลับครับ แต่ละเมนูราคาไม่ต่ำกว่า 120 NOK หรือประมาณ 670 บาททั้งนั้น
ค่าครองชีพที่นอร์เวย์สูงมากๆๆ เลย ผมจึงต้องซื้อฮอทด็อก 1 อันราคา 19 NOK น้ำส้มและน้ำเปล่าขวดละ 0.5 ลิตรอีก 40 NOK น้ำเปล่าครึ่งลิตรขวดละ 100 กว่าบาทเลยนะ สุดยอดความแพงจริงๆ ประเทศนี้

จากนั้นก็เดินกลับสถานีรถไฟ Oslo S ไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้และเตรียมตัวค้างคืนบนรถไฟไปโผล่ตอนเช้าที่เมืองเบอร์เก้นเลย

ผมเลือกนอนบนรถไฟ night train ก็เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางและค่าที่พักด้วย เพราะถ้าค้างคืนที่ออสโลจะต้องเสียค่าโรงแรมแบบโคตรถูกแล้วคือคืนละ 500-600 NOK หรือประมาณ 2,800-3,300 บาทต่อคนเลยครับ

ไป Bergen
ขึ้นรถไฟไปแบบไม่ได้ดูเลขที่โบกี้ ปรากฏว่าโบกี้ที่ขึ้นไปไม่ใช่โบกี้ที่ระบุในตั๋ว รถไฟก็ใกล้จะออกแล้ว จะลงรถแล้วลากกระเป๋าไปที่โบกี้ที่ถูกต้องก็กลัวจะไม่ทัน เลยต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หอบกระเป๋าสะพายและของกินพะรุงพะรังเดินตามทางเดินแคบๆ ของโบกี้ที่เป็นห้องตู้นอนข้ามไปหลายโบกี้จนถึงโบกี้ที่ระบุไว้ หาที่นั่งตามหมายเลขแล้วนั่งพักเหนื่อยถอนหายใจ

24

23.09 น. รถไฟ NSB Regiontog 605 ออกจากสถานี Oslo S มุ่งหน้าสู่เมือง Bergen ผมซื้อตั๋วรถไฟ night train one way ออนไลน์มาจากเมืองไทยแล้วในราคา minipris หรือซื้อล่วงหน้า 1 วัน 499 NOK ส่วนราคาปกติคือ 788 NOK
ถ้าต้องการนอนตู้นอนหรือ compartment จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 850 NOK แพงมากครับค่าเดินทางที่นอร์เวย์ แต่ก็ยังดีกว่าเลือกค้างโรงแรม 1 คืน แล้วค่อยออกเดินทางตอนเช้า

นั่งหลับไปทั้งคืนครับ แล้วพบกันในวันที่ 6 ของทริปที่เมืองเบอร์เก้น คืนนี้ขอกล่าวคำว่า “god natt” ราตรีสวัสดิ์เป็นภาษานอร์เวย์ครับ

25

หลังจากไปเที่ยวเมืองเบอร์เก้นและโฟลม (Flåm) 1 วัน
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 5 “Bergen & Flåm” เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของนอร์เวย์ ชมฟยอร์ดอันโด่งดัง

ผมก็นั่งรถไฟจาก Flåm กลับออสโลเพื่อขึ้นเครื่องบินไปเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ และเปลี่ยนเครื่องกลับไทยต่อเลยครับ

26

รถไฟกลับมาถึงออสโลยังไม่บ่ายสามโมง ยังพอมีเวลาให้เที่ยวกรุงออสโลอีก 1 ชั่วโมงเศษ วันแรกที่ออสโลผมยังไม่ได้ไปนอกเมืองออสโลที่เรียกว่า Bygdøy หรือ Bygdø ซึ่งเป็นย่านพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายแห่ง อยู่ห่างจากใจกลางกรุงออสโลไปประมาณ 5 กิโลเมตร วันนี้จึงจะไปเที่ยวที่นั่น

photo credit: commons.wikimedia.org
photo credit: commons.wikimedia.org

รีบไปฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่ห้องล็อคเกอร์เดิม จ่ายเงินไปอีก 40 NOK แล้วเดินไปที่ร้าน Burger King สั่งแฮมเบอร์เกอร์เนื้อแบบดับเบิ้ลชุด Dobbel Cheeseburger Meny+โค้ก+เฟรนช์ฟราย ราคา 65 NOK ประมาณ 360 บาท ไปเลยจะได้อยู่ท้องนานหน่อยและออกไปนั่งกินข้างนอกร้านเพราะถ้ากินที่ร้านจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก มีงี้ด้วย!

กินหมดแล้วก็เดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดินกดเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติซื้อ 24-timersbillett หรือตั๋ว 24-hour ราคา 70 NOK สำหรับใช้โดยสารรถไฟ รถไฟใต้ดิน (Tunnelbane หรือ T-bane), รถเมล์ (Hovedbuss), รถราง (trikk/trolley) และเฟอร์รี่ ภายในออสโลได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่ใช้ตั๋วครั้งแรก จากนั้นเดินออกจากสถานีรถไฟไปรอรถรางที่ป้ายด้านหน้าสถานี ขึ้นรถรางสาย 12 ผ่าน Rådhuset (City Hall) ไปลงที่ป้าย Aker Brygge หน้าห้างสรรพสินค้าชั้นนำของออสโลที่มีชื่อว่า Aker Brygge พอดี ห้างนี้เปิดตั้งแต่ 10.00-20.00 น. เดินเล่นในห้างนิดหน่อยซึ่งก็ไม่มีร้านค้าอะไรน่าสนใจมากนัก

27

เดินกลับไปที่ป้ายรถรางเดิม รถรางสาย 12 มาจอดที่ป้ายพอดี ขึ้นรถต่อไปลงที่ป้าย Solli รอรถเมล์สาย 30 towards Bygdøynes og Huk แป๊บเดียว แล้วนั่งรถเมล์อีก 7 นาทีไปลงที่ป้าย Folkemuseet ในเขต Bygdøy (Bygdø) ข้างหน้าทางเข้า Norsk Folkemuseum หรือ Norwegian Museum of Cultural History
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-14 ก.ย. 10.00-18.00 น., วันที่ 15 ก.ย.-14 พ.ค. เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 11.00-15.00 น., เสาร์-อาทิตย์ 11.00-16.00 น. ตอนนั้นค่าเข้าชม 100 NOK แต่พิพิธภัณฑ์เพิ่งจะปิดเลยไม่ได้เข้าชม ถ่ายรูปมาได้แค่นี้ครับ
อัพเดทข้อมูลต่างๆ ได้ที่ Norwegian Museum of Cultural History และ visit Norsk Folkemuseum

28

เดินต่อตามป้ายบอกทางไปท่าเรือเฟอร์รี่ Dronningen แค่ 5 นาทีก็ถึง Vikingskipshuset (Viking Ship Museum) อยู่ทางขวามือ ถ้าเลี้ยวซ้ายไปก็เป็นท่าเรือ
พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งเปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงวันที่ 1 พ.ค.-30 ก.ย. 09.00-18.00 น., 1 ต.ค.-30 เม.ย.
10.00-16.00 น. วันที่ 24-26 ธ.ค., 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค. พิพิธภัณฑ์ปิด ตอนนั้นค่าเข้าชม 60 NOK
อัพเดทข้อมูลต่างๆ ได้ที่ visit Viking Ship Museum

ผมไม่ได้เข้าไปชมเรือไวกิ้งที่อยู่ด้านในพิพิธภัณฑ์หรอกเพราะมีเวลาไม่พอ ต้องรีบกลับเข้าเมืองแล้ว

29

เร่งฝีเท้าเดินไปที่ท่าเรือ Dronningen เพื่อขึ้นเรือกลับเข้าออสโลให้ทันเวลา ตามเวลาที่เช็คมาจะมีเรือกลับไปที่ Rådhusbrygge ตอน 16.25 และ 16.40 น. แต่รอบแรกคงจะไปไม่ทันแล้ว ต้องรอเรือรอบหลัง เดินถึงท่าเรือ Dronningen เรือเฟอร์รี่ (ferger) สาย 91 ก็มาเทียบท่าพอดี โชว์ตั๋ววันให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วนั่งเรือกลับออสโลแบบฟรีๆ

30

5 นาทีต่อมา เรือก็หยุดจอดที่ท่าเรือ Bygdøynes ซึ่งมองไปบนฝั่งก็เห็น Frammuseet อยู่ริมทะเล

31

นอกจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมนอร์เวย์และพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งแล้ว ที่ Bygdøy ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีก 3 แห่ง ได้แก่ Frammuseet (The Polar Ship Fram) เดือนพ.ค. เปิดทุกวัน 10.00-17.00 น., มิ.ย.-ส.ค. เปิดทุกวัน 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 60 NOK, Kon-Tiki Museet เดือนเม.ย.-พ.ค. เปิด 10.00-17.00 น., มิ.ย.-ส.ค. เปิด 09.30-17.30 น. ค่าเข้าชม 65 NOK และ Norsk Sjøfartsmuseum (Norwegian Maritime Museum) ค่าเข้าชม 40 NOK นั่งรถเมล์สาย 30 ต่อมาจาก Vikingskipshuset (Viking Ship Museum) ได้
อัพเดทเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ visit Frammuseum, visit Kon-Tiki Museum และ visit Norwegian Maritime Museum

เรือแวะรับ-ส่งผู้โดยสารและแล่นข้ามทะเลกลับไปยัง Rådhusbrygge หรือ Rådhuskaia (the City Hall pier) ใช้เวลา 10-15 นาที 5 โมงเย็นเรือก็เข้าจอดที่ท่า Rådhusbrygge ด้านหน้าของ Rådhuset (มีเรือบริการเฉพาะเดือนเม.ย.-ต.ค. ทุก 20-30 นาที) จากจุดนี้มองเห็นด้านหน้าของ Akershus Slott og festning (Akershus Castle and Fortress) อยู่ริมทะเล

32

เดินไปที่ป้ายรถรางขึ้นรถรางสาย 12 กลับไปที่สถานีรถไฟ Oslo S เอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ แล้วเดินไปที่ขายตั๋วรถไฟด่วน Flytoget กดตู้อัตโนมัติซื้อตั๋วรถไฟราคา 170 NOK สำหรับเดินทางไปสนามบิน Gardermoen

กลับเมืองไทย
Flytoget หรือ Airport Express Train เป็นวิธีการเดินทางไปสนามบินที่สะดวกรวดเร็วที่สุด โดยจะมีรถไฟออกทุก 10-20 นาที ใช้เวลาเดินทาง 19-23 นาที ตั๋วรถไฟ single trip ราคา 170 NOK ถ้าซื้อที่ ticket desk จะเสียค่าบริการอีก 20 NOK

เช็คเวลารถไฟด่วนได้ที่ Oslo Airport Express Train timetable
อัพเดทราคาได้ที่ Oslo Airport Express Train fare

33

17.35 น. รถไฟด่วนออกเดินทางไป Oslo Lufthavn “Gardermoen” สนามบินนานาชาติกรุงออสโลตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากตัวเมืองออสโลราว 45 กิโลเมตร นั่งรถไฟด่วนไปยังไม่ 6 โมงเย็นก็ถึงสนามบินแล้ว

34

เข้าไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ซึ่งแทบจะไม่มีผู้โดยสารเหลืออยู่เลยเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมงเครื่องบินก็จะออกแล้ว เดินไปรอขึ้นเครื่องที่เกทซึ่งอยู่ไม่ไกลมากเพราะสนามบินนี้ไม่กว้างใหญ่เท่าไหร่ นั่งรอประมาณ 10 นาทีก็ได้ขึ้นเครื่อง

19.10 น. เครื่องบินสายการบิน Finn Air เที่ยวบินที่ AY658 ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ Helsinki

35

เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินระยะสั้นจึงไม่มีการเสิร์ฟอาหารครับ ผมต้องทนหิวอยู่บนเครื่อง 1 ชั่วโมง 20 นาที จนถึงเวลา 21.30 น. เวลาของฟินแลนด์ซึ่งเร็วกว่าเวลาของนอร์เวย์ 1 ชั่วโมง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบิน Vantaa กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ รอต่อเครื่องกลับประเทศไทยอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ขอหาอะไรกินเล็กน้อยรองท้องก่อนเพราะราคาอาหารที่สนามบินแพงสุดๆ ไปเลยครับ เดี๋ยวขึ้นเครื่องก็มีเสิร์ฟอาหารแล้ว

36

23.40 น. สายการบิน Finn Air เที่ยวบินที่ AY095 ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพาผมเดินทางกลับเมืองไทย ผมต้องนั่งบนเครื่องบินอีก 10 ชั่วโมงกว่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิตามกำหนดเวลา 13.45 น. ของวันรุ่งขึ้น

ทริปสแกนดิเนเวียนี้เป็นการไปเที่ยวเองครบ 20 ประเทศในทวีปยุโรปของผม และเป็นทริปสุดยอดที่สุดตั้งแต่วางแพลนไปเที่ยวเองมาเลยเพราะทั้งวางแผนยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมายที่หาไม่ได้จากที่ไหนครับ


Transportation: 
Norway train, Sweden train, Oslo transportationFinn Air

Shopping: Aker Brygge

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต