ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 1 “Finland” เที่ยวฟินในดินแดนซานตาคลอส

เที่ยวเอง รีวิว เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ Helsinki Finland

เที่ยวเอง: ฟินแลนด์ – เอสโตเนีย – สวีเดน – นอร์เวย์

Capture Finland 2
ต้นปี 2011 ผมวางแผนจะไปอเมริกากับน้องที่ทำงานเพราะเริ่มเบื่อยุโรปนิดๆ แล้ว 555 แต่นัดวันยื่นวีซ่าไม่ได้ซักที คิวเต็มมันทุกวัน เลยรำคาญไม่ไปก็ได้ ไม่ง้อ เปลี่ยนแผนไปญี่ปุ่นแทนก็ได้ วางแผนเสร็จเรียบร้อยปรากฏว่าในวันที่ 11 มี.ค.เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ผมจึงต้องแคนเซิลแผนนี้โดยปริยาย ไม่รู้จะไปไหนดีแล้ว สรุปต้องวนกลับมาที่ยุโรปอีกคราว ขุดแผนสำรองที่ 3 คือสแกนดิเนเวียมาจัดใหม่ในเวลาอันน้อยนิด หาเพื่อนไปด้วยก็ไม่ทัน เลยต้องไปคนเดียวอีกเหมือนเคย

เริ่มต้นด้วยการหาตั๋วเครื่องบินก่อนเลยว่าสายการบินใดราคาตั๋วและวันเวลาเดินทางไป-กลับดีที่สุด ตั้งต้นและปิดท้ายทริปให้ได้ก่อนแล้วก็ค่อยๆ จัดเรียงเมืองและประเทศที่จะไปเที่ยวต่อกันจนเสร็จทริป ทริปนี้เป็นทริปใหญ่ที่วางแผนได้ยากมาก ในการวางแผนจำเป็นต้องกำหนดวันเดินทางให้แน่นอนตั้งแต่แรกเลยจึงจะคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกือบจะถูกต้อง 100% ได้ เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ ตั๋วเรือ และโรงแรมที่พักของแต่ละวันไม่เท่ากัน ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามวันและฤดูกาล เช่น ราคาของวันศุกร์หรือวันสุดสัปดาห์จะแพงกว่าวันธรรมดา ช่วงฤดูร้อน (เดือนมิ.ย.-ส.ค.) ราคาจะแพงที่สุด ฤดูหนาวจะถูกที่สุด นอกจากนี้ในบางวันหรือบางฤดูก็ไม่มีขบวนรถไฟหรือเรือให้บริการตามเวลาที่ต้องการ เรียกว่ากว่าจะวางแผนได้ลงตัวต้องเตรียมตัวกันเป็นเดือนๆ ทีเดียวครับ สุดท้ายก็สำเร็จเป็นแพลน 8 วัน 6 คืน 4 ประเทศคือ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย สวีเดน และนอร์เวย์ โดยเรียงลำดับตามนี้
Bangkok – Helsinki – Tallinn – Stockholm – Oslo – Bergen – Myrdal – Flåm – Oslo – Bangkok

1

จากนั้นก็จองโรงแรม เตรียมเอกสารต่างๆ สำหรับยื่นขอวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตฟินแลนด์ซึ่งใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 3 สัปดาห์ เมื่อวีซ่าผ่านและออกตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยก็จัดการเข้าเว็บไปจองตั๋วเรือและตั๋วรถไฟออนไลน์ไว้ล่วงหน้าเลยเพราะราคาค่าตั๋วรถไฟในเว็บนั้นถูกกว่าการไปซื้อที่หน้าเคาน์เตอร์มากๆ เลย

วันแรกของการเดินทาง
00.15 น. จากสนามบินสุวรรณภูมิ บินตรงโดยสายการบิน Finn Air สู่ Helsinki นั่งหลับยาวข้ามคืนประมาณ 10 ชั่วโมงก็เดินทางถึง Helsinki-Vantaan lentoasema (Vantaa Lentokenttä) หรือสนามบินนานาชาติกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากตัวเมืองเฮลซิงกิราว 19 กิโลเมตร ในเวลาเกือบ 6 โมงครึ่ง

2

หลังผ่านตม. และรับกระเป๋าเดินทาง ผมเดินออกไปด้านหน้าสนามบินไปที่ป้ายรถเมล์ ซื้อตั๋ว seutulippu (regional ticket) ราคาเที่ยวละ 4 ยูโร (ตั๋วมีอายุ 80 นาที ใช้ต่อรถสาธารณะในเมืองเฮลซิงกิได้) แล้วขึ้น Regional Bus (Airport Bus) สาย 615T (Helsinki-Kartanonkoski-Lentoasema) อีกประมาณ 40 นาทีต่อมาผมมาอยู่ที่สถานีรถเมล์/รถบัสของกรุงเฮลซิงกิซึ่งเรียกว่า Rautatientori ซึ่งเป็นด้านข้างของ Rautatieasema Järnvägsstation (Helsingin päärautatieasema) หรือสถานีรถไฟกลางของเฮลซิงกินั่นเอง จ่ายเงิน 3 ยูโร ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟทั้งวัน

3

ปัจจุบันการเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองเฮลซิงกิมีหลายวิธีครับ
–  Regional Bus สาย 615 หรือ 620 (night bus) ไปที่สถานีรถไฟกลาง Helsinki ใช้เวลาเดินทาง 30-40 นาที ตั๋วรถเมล์ seutulippu (regional ticket) ราคา 5 ยูโร ซื้อจากคนขับรถหรือเครื่องขายตั๋วก็ได้ (ต้องซื้อตั๋วแบบ regional ticket) มีรถเมล์ออกทุกๆ 15 นาทีจากชานชลา 2 ที่ Terminal 1 และชานชลา 21 ที่ Terminal 2
รายละเอียดรถเมล์สายอื่นๆ ที่เดินทางจาก/ไปสนามบินที่ Helsinki Airport to/from City Center

–  Finnair City Bus รถโค้ชแบบหรูไปที่ Elielinaukio (Eliel Square) ใกล้กับสถานีรถไฟกลาง ใช้เวลาเดินทางราว 35 นาที ค่ารถราคา 6.30 ยูโร มีรถออกทุกๆ 20 นาที สามารถซื้อได้ด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต

–  รถไฟ จะเปิดให้บริการเต็มตัวราวเดือนสิงหาคม 2015

08.40 น. พร้อมเที่ยวกรุงเฮลซิงกิ เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์  เดินหาเครื่องขายตั๋ววันสำหรับโดยสารรถสาธารณะในเฮลซิงกิ กดปุ่มซื้อตั๋ว matkailijalippu หรือ day ticket 1 วัน ราคา 7 ยูโร ตั๋วชนิดนี้สามารถใช้โดยสารรถสาธารณะในเฮลซิงกิได้ทุกประเภท ได้แก่ รถเมล์, รถราง (raitiovaunu), รถไฟใต้ดิน และ Suomenlinna ferry (ตั๋วไม่ครอบคลุม Helsinki metropolitan ได้แก่ Espoo, Vantaa, Kauniainen)

ค่ารถโดยสารประเภทต่างๆ ของเฮลซิงกิ มีดังนี้
kertalippu หรือ single ticket  คือตั๋วเที่ยวเดียวสำหรับผู้ใหญ่ราคา 2.50 ยูโร ถ้าซื้อจากเครื่องขายตั๋ว และ 3 ยูโร เมื่อซื้อจากคนขับรถหรือเคาน์เตอร์ขายตั๋ว สำหรับเด็กอายุ 7-16 ปี ได้ส่วนลดครึ่งราคาทุกชนิด ตั๋วชนิดนี้สามารถใช้เดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งและประเภทรถภายในเวลา 1 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ใช้ครั้งแรก
ตั๋วชนิดนี้ของรถรางที่เรียกว่า raitiovaunulippu ราคา 2.20 ยูโร  ซื้อได้จากเครื่องขายตั๋วเท่านั้น  สามารถใช้โดยสารรถรางเท่านั้นได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในเวลา 1 ชั่วโมง

kertalippu (single ticket) แบบ 2 ชั่วโมง สำหรับผู้ใหญ่ราคา 4 ยูโร

kertalippu (single ticket) ของเรือไป Suomenlinna สำหรับผู้ใหญ่ราคา 5 ยูโร

seutulippu หรือ regional ticket คือตั๋วเที่ยวเดียวที่ใช้เดินทางครอบคลุมไปยังนอกเมืองเฮลซิงกิ ได้แก่ Espoo, Vantaa และ Kauniainen ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งและประเภทรถภายใน 80 นาที ตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคา 5 ยูโร เด็กอายุ 7-16 ปีได้ส่วนลดครึ่งราคา

matkailijalippu หรือ day ticket  คือตั๋ววันใช้เดินทางโดยสารรถสาธารณะในเฮลซิงกิได้ทุกประเภท ได้แก่  รถเมล์, รถราง (raitiovaunu), รถไฟใต้ดิน และ Suomenlinna ferry  ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 1 วันโดยนับเวลาจากการใช้ครั้งแรก  แต่ไม่ครอบคลุมไปถึง Espoo, Vantaa และ Kauniainen  มีให้เลือกตั้งแต่แบบ 1 วันไปจนถึง 7 วัน ตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคาเริ่มต้นที่ 8 ยูโร ส่วนเด็กอายุ 6-17 ปีได้ส่วนลดครึ่งราคา สามารถซื้อตั๋วได้จากทั้งเครื่องขายตั๋ว ร้านค้า และสำนักงานของ HSL รวมทั้งคนขับรถ

Full region ticket (3-zone) คือตั๋วสำหรับเดินทางระยะไกล ใช้เดินทางได้ถึง Kerava, Sipoo และ Kirkkonummi ตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคา 7.50 ยูโร เด็กอายุ 6-17 ได้ส่วนลดครึ่งราคา

Helsinki Card คือบัตรสิทธิพิเศษครอบคลุมทุกแง่มุมการท่องเที่ยวภายในกรุงเฮลซิงกิ ตั้งแต่การเดินทางภายในเมือง ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ รวมถึงส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆ บัตรแบบ 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ใหญ่ราคา 41 ยูโร เด็กอายุ 6-17 ปี ราคา 22 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Helsinki Transportation fare และ Helsinki Card

จาก Rautatientori (Railway Square)  จัตุรัสขนาดใหญ่ด้านหน้าสถานีรถบัส  ทางซ้ายมือมีรูปปั้นของ Aleksis Kivi นักประพันธ์ผู้เขียนนวนิยายเรื่องสำคัญ “Seven Brothers” เป็นภาษาฟินนิชเป็นครั้งแรก ตั้งอยู่ด้านหน้า Suomen Kansallisteatteri (Finnish National Theatre) หรือโรงละครแห่งชาติฟินแลนด์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1872
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Finnish National Theatre

4

มองไปทางขวามือเห็นอาคารสีน้ำตาลอ่อนหน้ากว้างดูอลังการเหมือนกัน อาคารหลังนี้คือ Ateneumin taidemuseo หรือ Ateneum Art Museum พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะแบบคลาสสิกที่ใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ซึ่งแต่เดิมเคยเป็น Kuvataideakatemia (Finnish Academy of Fine Arts) และ Aalto-yliopiston taiteiden ja suunnittelun korkeakoulu (Aalto University of Art and Design)

5

เฮลซิงกิเป็นเมืองหลวงที่ขนาดเมืองไม่ใหญ่เท่าไหร่ ผมมีเวลาเที่ยวเยอะเกือบ 8 ชั่วโมงด้วยจึงไม่ได้วางแผนเส้นทางเดินในเมืองแบบเป๊ะๆ อาศัยดูแผนที่คร่าวๆ หน้างานเอาแค่นั้น

photo credit: www.mappery.com
photo credit: www.mappery.com

ข้ามถนนไปยังฝั่งพิพิธภัณฑ์ ตรงไปอีกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Yliopistonkatu เดินอีกประมาณ 5 นาทีผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน Kaisaniemi ก็เห็น Helsingin tuomiokirkko หรือ Helsinki Cathedral

เดินไปทางขวาไปที่ Senaatintori หรือ Senate Square จัตุรัสขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นจัตุรัสที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเฮลซิงกิก็กล่าวได้ ตรงกลางจัตุรัสมีอนุสาวรีย์ของจักรพรรดิ Alexander ที่ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของ Helsingin tuomiokirkko (Suurkirkko) หรือ Helsinki Cathedral มหาวิหารแห่งเฮลซิงกิ สถานที่ที่ใครๆ เห็นเป็นต้องรู้ว่าอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ โบสถ์สไตล์นีโอคลาสสิกหลังคาโดมสีเขียวแห่งนี้เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเฮลซิงกิเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1830-1852 โดยฝีมือการออกแบบของ Carl Ludvig Engel เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญ St. Nicholas ทำให้ในอดีตเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า St. Nicholas’ Church
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในของโบสถ์ได้ฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. โดยช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. เปิดจนถึงเที่ยงคืน
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Helsinki Cathedral

7

8

รอบๆ จัตุรัสเป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญคือ Helsingin yliopisto หรือมหาวิทยาลัยแห่งเฮลซิงกิ และ Valtioneuvoston linna คืออาคารที่ทำการรัฐบาลของฟินแลนด์ จะสังเกตเห็นธงชาติฟินแลนด์โบกสะบัดอยู่บนยอดของอาคารทั้งสอง

9

10

เดินตามถนน Aleksanterinkatu แค่ 5 นาทีก็เริ่มเห็นบรรยากาศโล่งเหมือนเป็นท่าเรือ ไม่ผิดจริงๆ ด้วย จากบริเวณท่าเรือ Halkolaituri นี้เดินข้ามสะพานสั้นๆ ที่เรียกว่า Rakkauden Silta หรือ The Bridge of Love ไปก็ถึงด้านหลังของโบสถ์รัสเซียนที่สำคัญที่สุดของเฮลซิงกิที่มีชื่อว่า Uspenskin katedraali

11

12

Uspenskin katedraali (Uspenski Cathedral) หรือ Uspenskij sobor (Успенский собор) ในภาษารัสเซีย คือโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวรัสเซีย Alexey Gornostaev  หลังจากเขาเสียชีวิตจึงได้มีการก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1862-1868 โบสถ์สีอิฐหลังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาไม่สูงนักที่บริเวณคาบสมุทร
Katajanokka ใกล้กับ Market Square ของเฮลซิงกิ สามารถเข้าไปชมภายในตัวโบสถ์ได้ฟรีครับ
เช็ครายละเอียดเวลาเปิด-ปิดได้ที่ visit Uspenski Cathedral

13

14

เดินข้ามถนนใหญ่ด้านข้างของโบสถ์ไป พอเลี้ยวขวาไปก็เห็นท่าเรือท่องเที่ยวจอดรอนักท่องเที่ยวใช้บริการไปชมสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ บริเวณท่าเรือนี้เรียกว่า Kauppatori หรือ Market Square

15

ที่ Kauppatori นี้เป็นแหล่งชุมนุมค้าขายสินค้าพื้นเมืองมากมาย เช่น ของที่ระลึก เสื้อผ้าไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้า หมวกที่ทำจากขนสัตว์ต่างๆ เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์จากกวางเรนเดียร์ อาหารพื้นเมืองซึ่งราคาค่อนข้างถูกแล้วคือประมาณจานละ 6-11 ยูโร

16

ใช้ตั๋ววันที่ซื้อมานั่งเรือ HKL ferry ไป Suomenlinna ประมาณ 15 นาทีก็ถึง Main quay บนเกาะ Iso Mustasaari ของ Suomenlinna แล้วครับ หยิบแผนที่เกาะไว้ใช้นำทางเดินเที่ยว

1718

Suomenlinna (Castle of Finland) หรือ Sveaborg ชื่อเดิมคือ Viapori เป็นป้อมปราการทางทะเลอยู่บนเกาะนอกชายฝั่งกรุงเฮลซิงกิ ป้อมโบราณนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1748 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์สวีเดนซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองฟินแลนด์เพื่อป้องกันการรุกรานขยายอาณาเขตของรัสเซีย ต่อมาในปีค.ศ. 1991 Suomenlinna ได้รับการบรรจุให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO

19

บนเกาะมีพิพิธภัณฑ์ โฮสเทล ร้านอาหารมากมาย และสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง ได้แก่ Suomenlinnan kirkko โบสถ์สำคัญของ Suomenlinna ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่เดินไปถึง

20

เดินข้ามสะพานไปอีกเกาะหนึ่งแล้วเดินลอดอุโมงค์ไปก็จะถึงลานโล่งที่เรียกว่า Suuri linnanpiha หรือ The Great Courtyard ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Ehrensvärdin หรือสุสานของ Augustin Ehrensvärd สถาปนิกชาวสวีเดนผู้ออกแบบและก่อสร้างป้อมปราการแห่งนี้

21

เดินต่อไปตามเส้นทางหลักของเกาะจนถึงหน้าผาริมทะเลมีปืนใหญ่เรียงรายพร้อมป้องกันข้าศึกหลายกระบอก บริเวณนี้เรียกว่า Kustaanmiekka

22

เลยต่อไปอีกจะเป็นป้อมปราการหินที่พร้อมด้วยปืนใหญ่หันหน้าออกสู่ท้องทะเล เดินลงจากบนป้อมไปด้านล่างจะถึงจุดท่องเที่ยวสำคัญของเกาะคือ Kuninkaanportti หรือ The King’s Gate

23

ใกล้จะเที่ยงแล้ว ได้เวลาเดินกลับไปที่ท่าเรือเดิมกับตอนขามา เที่ยงตรงพอดีเรือออกจากท่ามุ่งหน้ากลับไปยัง Kauppatori (Market Square) อีกครั้ง 15 นาทีต่อมาเรือก็เข้าจอดที่ท่า Kauppatori

24

25

พักรับประทานอาหารกลางวันที่ตลาดแห่งนี้ มื้อนี้ขอลองชิม paella ที่ดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยเพราะคนขายเป็นคนอีสานบ้านเฮานี่เองครับ จานนี้คล้ายข้าวผัดแต่ใช้ข้าวเมล็ดใหญ่คล้ายข้าวรีซอตโต้ของอิตาลี ผัดกับถั่วลันเตา มะกอก มะเขือเทศ กินกับกุ้งชุบแป้งทอด กุ้งสดตัวใหญ่หรือกุ้งเล็กๆ ก็ได้ และเนื้อปลาแซลมอนสดๆ จากทะเล รสชาติไม่ธรรมดาถือว่าอร่อยเลยนะครับ สนนราคาก็ไม่แพงแค่ 6 ยูโรเท่านั้น

26

พอบ่ายโมงก็เดินตามถนน Pohjoisesplanadi ย้อนกลับไปทาง Uspenskin katedraali เหมือนเดิม ระหว่างทางผ่าน Presidentinlinna (Presidential Palace) เลยแวะถ่ายรูปสักหน่อยเพราะไม่สามารถเข้าไปในบริเวณได้ มีรั้วสูงและทหารยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ด้านหน้า

จริงๆ สามารถนั่งรถรางสาย 2 จากป้าย Kauppatori 4 ป้ายไปลงที่ป้าย Rautatieasema ที่ถนน Kaivokatu ด้านหน้าสถานีรถไฟกลาง Rautatieasema Järnvägsstation โดยใช้ตั๋ววันได้ฟรีครับ แต่ผมไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนจึงเลือกเดินกลับตามเส้นทางเดิมป้องกันการหลงทาง 555

เช็คเส้นทางรถไฟใต้ดินและรถรางของเฮลซิงกิได้ที่ Helsinki metro and tram

27

เดินเข้าถนน Aleksanterinkatu ถนนสายการค้าสำคัญของเมืองผ่าน Helsingin tuomiokirkko (Helsinki Cathedral) อีกครั้ง ตรงต่อไปแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Mikonkatu ไม่ไกล เลี้ยวซ้ายไปก็กลับถึงด้านหน้าของสถานีรถไฟกลางซึ่งมีป้ายเขียนไว้เลยว่า Rautatieasema Järnvägsstation

28

ที่หมายต่อไปคืออาคารรัฐสภา จากหน้าสถานีรถไฟกลาง เดินตามถนน Kaivokatu ถนนใหญ่ซึ่งพลุกพล่านจอแจด้วยผู้คน รถยนต์ และรถรางที่วิ่งสวนไปมา เดินไปคนละทางกับเมื่อเช้า เดินตามทางรถรางไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาเข้าถนนสายใหญ่ชื่อ Mannerheimintie เดินตรงลูกเดียวไม่ไกลนักก็ถึง Eduskuntatalo

Eduskuntatalo คืออาคารรัฐสภาของฟินแลนด์ตั้งอยู่ที่ย่าน Töölö รอบๆ อาคารมีรูปปั้นของบุคคลสำคัญของประเทศหลายท่าน เท่าที่รู้ก็คือรูปปั้นของ Kyösti Kallio ประธานาธิบดีคนที่ 4 ของฟินแลนด์

29

มองตรงไปก็เห็นยอดแหลมของ Suomen kansallismuseo (National Museum of Finland) หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฟินแลนด์อยู่ไม่ไกล

30

เดินตรงไปยัง Kansallismuseo มีถนนทางซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายเข้าไปแล้วใช้เวลาเดินวนไปวนมาหา Temppeliaukion kirkko อยู่พักใหญ่กว่าจะเจอเพราะถนนแถวนี้เป็นสายสั้นๆ แคบๆ และค่อนข้างสับสน ดูแผนที่ก็งงครับ ตัวโบสถ์ก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นอาคารสูงโผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดเจน แต่กลับเป็นโบสถ์ที่อยู่ใต้เนินหินขนาดใหญ่เหมือนอยู่ในถ้ำ ยิ่งทำให้สังเกตเห็นได้ยากขึ้นอีก

Temppeliaukion kirkko (Temppeliaukio Church) หรือที่รู้จักกันว่า Rock Church โบสถ์คริสต์นิกายลูเธอรันออกแบบโดยทีมสถาปนิกและสองพี่น้อง Timo และ Tuomo Suomalainen สร้างโดยการขุดเจาะโพรงหินแกรนิตเข้าไปสร้างเป็นโบสถ์อยู่ภายใน โบสถ์หินทรงกลมหน้าตาประหลาดที่มองยังไงก็ไม่เหมือนโบสถ์นี้เปิดใช้ในปีค.ศ. 1969 วันและเวลาเปิด-ปิดไม่แน่นอนครับ ถ้าโชคดีก็จะได้เข้าชมภายในโบสถ์
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Rock Church

31

เดินกลับไปที่ถนน Mannerheimintie เลี้ยวซ้ายเดินไปทางทิศเหนือของเมืองผ่าน Kansallismuseo เดินเลียบสวนสาธารณะ Hesperianpuisto ไปอีกราว 800 เมตรก็เห็น Suomen Kansallisooppera (Finnish National Opera) หรือโรงอุปราการแห่งชาติฟินแลนด์เป็นอาคารสไตล์โมเดิร์น

จากสี่แยกใหญ่ เดินเข้าไปในสวนตรงไปประมาณ 600 เมตรก็ถึง Olympiastadion สนามกีฬาโอลิมปิกปี 1934 ซึ่งกรุงเฮลซิงกิเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เลี้ยวซ้ายไปก็คือสนามฟุตบอลของสโมสร HJK Helsinki ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของวงการลูกหนังฟินแลนด์ที่มีชื่อว่า Sonera Stadium หรือ FINNAIR Stadium ถัดไปอีกเป็น Helsingin Jäähalli สนามแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง

33

เดินไปที่ถนนด้านหน้าสนาม Sonera

34

เลี้ยวขวาตรงไปนิดเดียวก็เจอถนนใหญ่ Nordenskiöldinkatu เลี้ยวซ้ายไปแล้วเดินตรงต่อเข้าถนน Mechelininkatu ไม่ไกลจะเข้าเขตสวนสาธารณะขนาดใหญ่ Sibeliuksen puisto ซึ่งทางขวามือเป็นที่ตั้งของ Sibelius-monumentti อนุสาวรีย์ Sibelius คีตกวีเอกของฟินแลนด์ที่ออกแบบเป็นแท่งเหล็ก 600 แท่งหล่อเป็นรูปออร์แกนลมขนาดใหญ่

35

ที่นี่เป็นที่เที่ยวสุดท้ายของเฮลซิงกิแล้วครับ ผมเดินซะเยอะแทบไม่ได้ใช้ตั๋ววันที่ซื้อมาเลย เพราะไม่กล้าขึ้นรถมั่วกลัวหลงออกนอกเส้นทาง ก็ผมไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาละเอียดเลยต้องเดินแบบนี้ 555

ขากลับสถานีรถไฟกลางเดินไม่ไหวแล้วจึงถามคนแถวนั้นว่าจะไปสถานีรถไฟมีรถอะไรไปได้บ้าง คนฟินแลนด์ฟังภาษาอังกฤษเข้าใจนะแต่พูดตอบไม่ค่อยได้ เค้าชี้บอกทางไปป้ายรถราง ผมเลยเดินไปก่อน (จำทางไม่ได้เหมือนกันครับว่าเดินไปตรงไหน) พอถึงป้ายก็ถามคนที่นั่นอีกทีว่าไปสถานีรถไฟขึ้นรถรางสายอะไร คุยกันพอจับความได้ สรุปขึ้นรถรางสาย 3T ประมาณ 10 นาทีกลับไปยังสถานีรถไฟกลาง ตอนนี้รถรางสายนี้ไม่มีแล้วครับ

ความจริงแล้วไม่ต้องไป Olympiastadion ก็ได้ครับ แต่ผมมีเวลาเหลือเฟือเลยหาอะไรดูฆ่าเวลา ถ้าไม่ไปสนามกีฬาโอลิมปิก จากโบสถ์หิน Temppeliaukion kirkko เดินตรงออกมาตามถนน Sammonkatu ไปขึ้นรถรางสาย 2 ที่ป้าย Sammonkatu ไปลงที่ป้าย Töölön halli (5 ป้าย) เดินย้อนกลับนิดหน่อยแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Humalistonkatu ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงเขตสวนสาธารณะ Sibeliuksen puisto เดินทะลุเข้าไปในสวนเพื่อไปชม Sibelius-monumentti อาจจะหายากนิดนึงนะครับ แนะนำให้ลองถามคนแถวนั้นดูเป็นระยะๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินหานาน

36

กลับมาที่สถานีรถไฟกลางครับ เอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้แล้วเดินไปที่ป้ายรถรางด้านหน้าสถานี

ไป Estonia
ขึ้นรถรางสาย 2 (สีเขียว) ไปท่าเรือ Olympiaterminaali โดยลงสุดทางที่ป้าย Olympialaituri แต่นั่งไปนานหลายป้ายแล้ว (ไม่ได้นับ) เอ๊ะ! ทำไมบรรยากาศมันคุ้นๆ เหมือนเคยผ่านมาแล้ว พอเห็นชื่อป้าย Ooppera เท่านั้นแหละก็รู้เลยว่านั่งผิดทางแร้ว!!

photo credit: www.hsl.fi
photo credit: www.hsl.fi

ตายล่ะหว่า 4 โมงกว่าแล้ว เรือไป Tallinn จะออกตอน 17.30 น. ต้องไปเช็คอินก่อนเวลาเรือออก 1 ชั่วโมง ต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ตัดสินใจลงจากรถแล้วนั่งรถรางสายเดิมย้อนกลับทางเดิมแต่นั่งผ่านสถานีรถไฟกลางเลยไป 6 ป้ายเพื่อไปท่าเรือ

นั่งไปใจเต้นรัวๆ ลุ้นว่าจะทันรึเปล่า พอถึงหน้าสถานีรถไฟ รถดันติดนานเพราะเป็นชุมทางรถรางใหญ่ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าอีกไกลขนาดไหนจะถึงท่าเรือ ถามคนขับรถราง เค้าตอบว่าประมาณ 10 นาที (จริงๆ 6 ป้าย)

ตอนนั้นใกล้ 4 โมงครึ่งแล้ว ผมตัดสินใจลงรถราง ข้ามถนนไปเรียกแท็กซี่ซึ่งจอดอยู่ข้างสถานีรถไฟ บอกคนขับรถว่าไปท่าเรือ Olympiaterminaali ด่วนที่สุด ผมเหลือเวลาไม่ถึง 5 นาทีแล้ว นั่งลุ้นสุดตัว คนขับก็ทุ่มเทสุดๆ ปาดแหลก เลยเวลาเช็คอินไปเล็กน้อยก็มาส่งผมที่ทางเข้าท่าเรือ จ่ายค่ารถไป 10 ยูโร แล้วรีบลากกระเป๋าเข้าไปในอาคารซึ่งไม่
เห็นมีผู้โดยสารสักคน เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์เช็คอินก็ไม่มี เคาน์เตอร์ปิดแล้ว เห็นแต่พนักงานทำความสะอาด ใจเสียทันที ยอมรับสภาพว่าตกเรือแล้ว พอดีมีเจ้าหน้าที่เดินผ่านมาผมเลยถามว่าเรือไป Tallinn ออกไปแล้วหรอ ยังไม่ถึงเวลาเลยเหลืออีกตั้งเกือบชั่วโมง คำตอบที่ได้รับคือที่นี่เป็นท่าเรือไป Stockholm ผมนี่งงเลยครัช!? รีบเกือบตายมาผิดท่าเรือหรอวะเนี่ย 🙁 ตอนที่เช็คข้อมูลมาก็ชื่อท่าเรือนี้นี่หน่า แล้วมันผิดได้ไง

เค้าบอกว่าเรือไป Tallinn เป็นเรือของบริษัท Tallink ซึ่งจะออกจากท่าเรือ Tulliterminaali หรือ Helsinki Tallink ท่านี้เป็นท่าของเรือชื่อ Silja Line ซึ่งเป็นเรือของบริษัท Tallink เหมือนกัน แต่ใช้เดินทางในรูท Helsinki-Stockholm โอ๊ย! ใครจะไปเข้าใจวะ ผมถามอีกว่าท่าเรือ Tulliterminaali อยู่ตรงไหน เค้าก็หาแผนที่มาให้ผมดู โอ้โห! ต้องไปอีกไกลเลย

37

จุดนี้ต้องแก้ไขสถานการณ์อีกแล้ว ยังไงวันนี้ก็ต้องไป Tallinn ให้ได้เพราะจองทุกสิ่งอย่างของทั้งทริปไว้หมดแล้ว
แพลนจะพังตั้งแต่วันแรกไม่ได้เด็ดขาด

ผมรู้ว่ายังมีเรือไป Tallinn รอบถัดไปอีก 1-2 รอบ แต่ไม่แน่ใจว่าตั๋วจะเต็มหรือไม่และจะสามารถเอาตั๋วเรือรอบนี้ที่ซื้อ
ล่วงหน้าทางเว็บไซต์ในราคา 38 ยูโร ไปเปลี่ยนรอบเรือได้รึเปล่าหรือจะต้องซื้อใหม่เลย แต่ก็ต้องลองดูก่อน

เดินย้อนกลับเลียบริมท่าเรือไปทาง Kauppatori (Market Square) กะจะเดินลดระยะทางนิดหน่อยก่อนนั่งแท็กซี่ไปท่าเรือ แต่ระหว่างทางเรียกแท็กซี่ไม่ได้ เดินไปจนเกือบถึง Kauppatori แล้ว คิดดูว่าขับยังไงก็ไปไม่ทันแล้วจะเสียตังค์แพงทำไม พอดีถึงป้ายรถรางเลยขึ้นรถรางสาย 2 อีกครั้งกลับไปสถานีรถไฟกลางตั้งหลักเพราะแถวนั้นเป็นชุมทางรถเมล์และรถราง ต้องมีรถซักเบอร์ไปท่าเรือ Tallink ได้ ไปหาเอาดาบหน้านี่แหละ

ถึงสถานีรถไฟกลาง ข้ามถนนเดินไปที่สถานีรถบัสที่ตอนขามาจากสนามบินมาลงตรงนี้ ถามคนขับรถเมล์ที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ว่าจะไปท่าเรือ Tallink มีรถสายอะไรไปได้บ้าง พร้อมเอาแผนที่ให้ดูเพื่อความชัวร์ว่าจะไม่ผิดท่าอีก คนขับรถพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมจึงขอให้เค้าเขียนเบอร์ให้ เค้าเขียนเลข 15A แล้วชี้บอกให้ไปขึ้นอีกด้านหนึ่งของสถานี

ผมเดินทะลุอาคารสถานีไปอีกด้านหนึ่ง มองซ้ายมองขวาหารถเมล์สาย 15A โชคดีจริงๆ เห็นรถมาพอดีเลย รีบเดินไปขึ้นรถและถามคนขับว่าไปท่าเรือ Tallink ใช่มั้ย? คนขับพยักหน้า นั่งรถไป 15 นาทีก็ถึงท่าเรือ Helsinki Tallink หรือ Tulliterminaali

เดินเข้าไปคุยที่เคาน์เตอร์อธิบายเค้าว่าผมไปผิดท่าเรือจึงตกเรือรอบ 17.30 น. ผมสามารถไปเรือรอบถัดไปได้มั้ย?
เจ้าหน้าที่สาวเช็คเวลาเรือให้และตอบว่าสามารถไปเรือรอบสุดท้ายของวันนี้ซึ่งจะออกตอน 21.30 น. ได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเพราะเรือรอบนี้ราคาถูกกว่ารอบที่ผมซื้อ เธอเปลี่ยนตั๋วใบใหม่ให้ผม โล่งใจมากกกกก ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย ไป Tallinn ได้ตามแผน แม้ว่าจะถึงเกือบ 5 ทุ่มครึ่งก็ตาม

ผมต้องรอเวลาเรือออกอีก 3 ชั่วโมงกว่า จะนั่งรถเมล์กลับไปเดินเล่นหาอาหารมื้อเย็นรับประทานก็เจ็บหัวเข่าจากการยกกระเป๋าลงรถรางผิดจังหวะ เดินไม่ไหว เที่ยวก็เที่ยวหมดแล้ว ที่ฝากกระเป๋าที่ท่าเรือก็มีแต่ตู้เล็ก กระเป๋าผมใหญ่เกิน เลยหาร้านอาหารในท่าเรือนั่งกินมื้อเย็นฆ่าเวลาไป นั่งงีบด้วยความเหนื่อยและง่วงเพราะตอนนั้นตรงกับเวลาไทยเที่ยงคืน

ถึงเวลาขึ้นเรือ เช็ค boarding pass เสร็จก็ขึ้นเรือไปหาที่นั่งที่สบายๆ ผมไม่สนใจใครแล้ว จัดที่จัดทางให้เหมาะๆ นั่งเอนหลังเหยียดขาพาดกระเป๋าหลับบนเรือไปตลอด 2 ชั่วโมงของการเดินทาง

38

ถึงท่าเรือ Tallinn เรือจอดได้สักพักแล้วผมยังไม่รู้สึกตัวตื่นเลยครับ หลับสนิทมาก จนแม่บ้านทำความสะอาดมาปลุก ตกใจตื่นขึ้นมาไม่เห็นคนบนเรือแล้ว ก้มดูนาฬิกาจะเที่ยงคืน รีบลงจากเรือ ตอนนั้นมืดตึ๊ดตื๋อและหนาวด้วย คงจะเดินไปโรงแรมซึ่งอยู่ไกลออกไป 1.5 กิโลไม่ไหว ต้องเสียตังค์ค่าแท็กซี่ที่มีเหลือจอดอยู่แค่คันเดียวไปโรงแรม Tallink Express Hotel อีก 10 ยูโร นั่งรถไปไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงแรมแล้ว

แค่วันแรกของการตะลุยเดี่ยวเที่ยวสแกนดิเนเวียก็เจอเรื่องดีและเรื่องวุ่นวายมากมาย ทั้งสนุก ทั้งเครียด ทั้งลุ้น
ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ ทั้งง่วง สารพัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันจริงๆ

เช็คอิน เก็บของ อาบน้ำ แล้วสลบยาว ลาไปก่อน Good Night พรุ่งนี้เที่ยวเอสโตเนียต่อครัช
ตะลุยเดี่ยว..เที่ยวเอง “สแกนดิเนเวีย” ตอนที่ 2 “Estonia” เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป

Accommodation: Tallink Express Hotel

Transportation: Finn Air, Helsinki city transportationTallink Silja Line cruise

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต