Italy ครั้งที่ 3 ตอนที่ 3 เที่ยวเองอิตาลี “Roma” กรุงโรมไม่ได้เที่ยวได้ในวันเดียว

เที่ยวเอง รีวิว วาติกัน โรม อิตาลี vatican rome roma italy
Italy คือประเทศที่ 5 ของ Greek to Roman Trip

ผมเคยมาเที่ยวกรุงโรมแล้วเมื่อ 12 ปีก่อน แต่ครั้งนั้นไม่ได้เตรียมตัวมาเขียนรีวิวและถ่ายรูปดีๆ เก็บไว้เลยครับ มาเที่ยวแบบ backpacker จนๆ นอนโฮสเทลตามประสาคนเริ่มเที่ยวใหม่ๆ 555 และก็ไม่ได้รู้สึกว่าประทับใจกรุงโรมจนอยากกลับมาอีกครั้งนึงเลย เพราะแม้บ้านเมืองจะสวยคลาสสิก แต่รวมๆ แล้วดูสกปรก ผู้คนอัธยาศัยไม่ค่อยดี และโจรขโมยชุกชุม เที่ยวไปก็ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา

แต่ “เที่ยวเอง” คือเพจที่มีรีวิวเมืองและประเทศต่างๆ ในยุโรปเยอะที่สุดในเมืองไทย ถ้าไม่มีรีวิว Rome มันก็ไม่สมบูรณ์แบบสิ 555 ผมจึงตั้งใจจัดทริป Greek to Roman กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งเพื่อเขียนรีวิวอัพเดทโดยเฉพาะครับ

เมื่อวานเราเดินเล่นในเมืองตากอากาศริมชายฝั่ง Amalfi และค้างคืนที่เมือง Salerno
อ่านวิธีการเที่ยวแบบไม่ต้องเช่ารถขับได้ที่ Italy ครั้งที่ 3 ตอนที่ 2 เที่ยวเองอิตาลีใต้ “Amalfi – Positano” ชายฝั่งสุดสวยริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ก่อนหน้านี้เราตะลุยมาตั้งแต่ Greece – Albania – Kosovo – Macedonia ข้ามเรือมายังอิตาลีใต้ อ่านรีวิวเดสทิเนชั่นแปลกใหม่กันได้เลย
กรีซให้สุด..เที่ยวเอง GREECE ตอนที่ 1 “Santorini” อยากอยู่แบบนี้นานๆ ได้ไหม
กรีซให้สุด..เที่ยวเอง GREECE ตอนที่ 2 “Athens” น่าทึ่งว่าคนโบราณเค้าสร้างเมืองกันได้ยังไง
กรีซให้สุด..เที่ยวเอง GREECE ตอนที่ 3 “Meteora” อารามลอยฟ้าอันวิเวกแห่งกรีซ
SHQIPËRI มีอะไรให้เที่ยวเอง “Berati – Tiranë – Durrës” สามเมือง สามอารมณ์ ของอัลเบเนีย
KOSOVO ไปทำไม! เที่ยวเอง “Prizren – Prishtina” 2 เมืองของดินแดนอิสระน้องใหม่ของโลก
MACEDONIA ดินแดนนอกฝัน..เที่ยวเอง “Skopje – Ohrid” เมืองฝรั่งปนแขก แตกต่างแต่ลงตัว
Italy ครั้งที่ 3 ตอนที่ 1 เที่ยวเองอิตาลีใต้ “Matera” เมืองในถ้ำเก่าแก่อายุนับหมื่นปี

จาก Salerno เราเดินทางเข้ากรุงโรมโดยรถไฟด่วนขบวน Frecciargento 8352 กำหนดออกจากสถานีรถไฟ Stazione Salerno 10 โมงเช้า

ตั๋วรถไฟด่วน Salerno – Roma ชั้น 1 ราคา 46.20 ยูโร (ตั๋วชั้น 2 ที่เคยเห็นคือ 35.90 ยูโร ราคาแต่ละวันไม่เท่ากัน)

เช็คตารางเวลารถไฟอิตาลีและซื้อล่วงหน้าผ่าน www.trainitaly.net ได้เลย เท่าที่รู้คือราคาในเว็บนี้ถูกที่สุดแล้วครับ เส้นทางนี้เป็นรูทยอดนิยมเหมือนกัน ถ้าไม่ซื้อก่อนที่นั่งอาจเต็มก็ได้

มีรถไฟธรรมดาที่ราคาถูกกว่าด้วยครับ แต่ต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีรถไฟกลาง Napoli Centrale ใช้เวลาเดินทางรวมอย่างน้อย 2 ชั่วโมงครึ่ง ค่าตั๋วรถไฟประมาณ 30 ยูโร

เราเลือกขบวนที่เร็วที่สุดไปเลยดีกว่า 11.35 น. ก็ถึงสถานีรถไฟกลาง Roma Termini (Stazione Termini) แล้ว ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 35 นาที

ในสถานีรถไฟฝากกระเป๋าได้ ค่าฝากกระเป๋าต่อชิ้น 5 ชั่วโมงแรก 6 ยูโร ชั่วโมงที่ 6-12 ชั่วโมงละ 1 ยูโร

โรมเป็นเมืองขนาดใหญ่และมีชื่อเสียเรื่องล้วงกระเป๋าและฉกชิงวิ่งราวไม่น้อย เพราะฉะนั้นการเลือกทำเลที่ตั้งของที่พักจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าต้องการความสะดวกในการเดินทางทั้งภายในเมือง ไปสนามบิน และไปเมืองอื่น ก็ควรเลือกที่พักใกล้สถานีรถไฟ Termini (Roma Termini) ซึ่งมีที่พักประเภทโรงแรมทั้งราคาถูกและแพงให้เลือกเยอะ แต่แถวนั้นอาจไม่ปลอดภัยยามค่ำคืนเท่าไหร่ เราเลยเลือกที่พักให้ห่างจาก Termini ออกมา 1 สถานีคือใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Cavour ซึ่งปลอดภัยกว่า

จากสถานีรถไฟใต้ดิน Termini ใต้สถานีรถไฟ Roma Termini ซื้อตั๋วที่เรียกว่า Biglietto giornaliero (B.I.G) แบบ 48 ชั่วโมง ราคา 12.50 ยูโร ไปเลย เพราะเราต้องใช้รถในโรม 2 วัน ตั๋วชนิดนี้ใช้โดยสารรถสาธารณะทุกประเภทของกรุงโรม ได้แก่ รถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถราง และรถไฟภายในเมืองได้ไม่จำกัดภายใน 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ใช้ครั้งแรก

ส่วนตั๋วแบบ 24 ชั่วโมงราคา 7 ยูโร ใช้โดยสารรถสาธารณะทุกประเภทของกรุงโรม ได้แก่ รถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถราง และรถไฟภายในเมืองได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ใช้ครั้งแรก

ตั๋วรถไฟใต้ดิน Biglietto semplice (B.I.T.) ราคาเที่ยวละ 1.50 ยูโร ซื้อจากเครื่องขายตั๋วในสถานี ตั๋วมีอายุ 100 นาที ใช้โดยสารรถสาธารณะทุกประเภทของกรุงโรม ได้แก่ รถเมล์ รถราง ได้หลายครั้งภายในเวลาที่ตั๋วยังไม่หมดอายุ แต่ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินและรถไฟภายในเมืองได้เพียง 1 ครั้ง

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.atac.roma.it
อัพเดทข้อมูลตั๋วรถโดยสารประเภทต่างๆ ได้ที่ Rome transportation fares

นั่งรถไฟใต้ดิน (Metropolitana) สาย B (สีน้ำเงิน) 1 สถานีไปที่สถานี Cavour ออกจากสถานีก็คือถนน Via Cavour ลงบันไดหน้าสถานีไปก็ถึง Nerva Accomodation Cavour ซึ่งจะเป็นที่พักของเรา 2 คืนในโรม

photo credit: www.rome.info

ขึ้นบันไดไปเช็คอิน แต่เราต้องย้ายไปพักอีกตึกหนึ่งเพราะจองห้องใหญ่ไว้ ขึ้นบันไดกลับไปที่ถนน Via Cavour
เจ้าหน้าที่พาเราไปเช็คอินอีกที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน Cavour และอยู่ในระยะเดินไปสถานีรถไฟ Termini ได้

ห้องพักดูดีเชียว ราคาใน www.booking.com ไม่หนักเท่าไหร่คือ 2 คืน 178.20 ยูโร ไม่รวม City tax คนละ 3.50 ยูโร/คืน มีอาหารเช้าด้วย แชร์กันจ่ายคนละประมาณ 3,800 บาท

อย่างที่บอกไปแล้วว่ากรุงโรมเป็นเมืองค่อนข้างใหญ่และมีที่เที่ยวเยอะ แต่ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก เดินต่อๆ กันไม่ไกลเท่าไหร่ก็เชื่อมถึงกันได้หมดแล้ว ดังนั้นเราจึงจัดแบ่งแผนเที่ยวกรุงโรม+วาติกันเป็น 2 วัน คือ ครึ่งวันบ่ายวันแรกไปวาติกันและเที่ยวโรมฝั่งขวาใกล้แม่น้ำ Tevere (Tiber) ส่วนวันที่ 2 ทั้งวัน หลักๆ จะเที่ยวด้านใต้ของสถานีรถไฟ Termini คือ โคลอสเซี่ยม เมืองโรมันโบราณ และรอบๆ แถวนั้น ถ้ามีเวลาเหลือก็ค่อยเข้ากลางเมืองไปเดินเล่นอีก แต่ถ้าไม่ได้คิดจะเข้าชมสถานที่สำคัญซึ่งอาจต้องไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือต้องเสียเวลาเข้าคิวซื้อตั๋วนานก็สามารถจัดแผนเที่ยวโรมเพียง 1 วันได้ แต่คงต้องเดินทนเดินเหนื่อยหน่อยนะครับ

รีวิวนี้จะเขียนเป็นแบบกึ่งไกด์บุ๊คแนะนำสถานที่เที่ยวแบบเบสิคๆ ตามท่ามาตรฐานนะครับ ถ้าใครเคยมาโรมแล้วก็อาจไม่ต้องมาเช็คอินสถานที่เหล่านี้แล้ว หรือจะมาซ้ำอีกรอบก็ไม่ว่ากัน 😀

วันแรก

จัดลำดับสถานที่ตามหมายเลขในแผนที่นะครับ

photo credit: petrosjordan.wordpress.com

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟกลาง Roma Termini ไป Vatican City เป็นที่แรก

Città del Vaticano (Vatican City) หรือนครรัฐวาติกันเป็นรัฐอิสระหรือประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกโดยมีพื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นดินแดนอิสระที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบอาณาเขตของรัฐแบ่งสัดส่วนออกจากพื้นที่ของประเทศอิตาลีอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติและในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วาติกันถือเป็นส่วนหนึ่งของกรุงโรม

จุดกำเนิดของนครรัฐวาติกันอยู่ที่หลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์ (San Pietro) ผู้นำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในคาบสมุทรอิตาลีหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ซึ่งต่อมาได้สร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ครอบทับใกล้ๆ กับมหาวิหารเป็นพระราชวังขององค์พระสันตะปาปาผู้เป็นประมุขแห่งคริสตจักร โบสถ์ซีสทีน (Sistine Chapel) และพิพิธภัณฑ์วาติกัน วาติกันจึงเปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งคริสตจักรโลกนั่นเอง

photo credit: http://stpetersbasilica.info

เดินลงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Termini ใช้ตั๋ว 48 ชั่วโมงที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนมาถึงโรม นั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) ข้ามฝั่ง Fiume Tevere หรือแม่น้ำ Tiber ไปยัง Vatican City

ลงที่สถานี Ottaviano (San Pietro) แล้วเดินตามป้ายบอกทางเข้าถนน Ottaviano ตรงต่อเข้าถนน Via di Porta Angelica ไปยัง Piazza San Pietro (St. Peter’s Square)

ก่อนจะเข้าเขตวาติกัน ถ้าเลี้ยวขวาเดินอีกไม่ไกลก็จะถึง Musei Vaticani (Vatican Museums) ครั้งที่แล้วเคยเข้าแล้ว ครั้งนี้ขอไม่เดินไปนะครับ

พิพิธภัณฑ์วาติกันเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ 09.00-18.00 น. (ต้องเข้าชมภายใน 16.00 น.) ปิดทุกวันอาทิตย์ ยกเว้นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเข้าชมฟรีตั้งแต่ 09.00-12.30 น. (พิพิธภัณฑ์ปิดเวลา 14.00 น.) ยกเว้นกรณีที่เป็น Easter Sunday, วันที่ 29 มิ.ย., 25 และ 26 ธ.ค.
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Vatican Museums

ค่าเข้าชมราคา 17 ยูโร
อัพเดทข้อมูลค่าเข้าชมได้ที่ Vatican Museums entrance fee

จัตุรัส San Pietro คือสถานที่ตั้ง Basilica di San Pietro (St. Peter’s Basilica) เซนต์ปีเตอร์คือมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดับประดาด้วยผลงานศิลปะชิ้นเอกมากมาย อาทิ Pieta รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มพระเยซูไว้บนตักของมิเคลันเจโล (Michelangelo)

สามารถเข้าชม Basilica และ Vatican Grottoes (Tombs of Popes) ได้ฟรี แต่ถ้าอยากชมพิพิธภัณฑ์อื่นๆ หรือขึ้นชมชั้นบนของตัววิหารก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป

เข้าชม Basilica ได้ทุกวัน (ยกเว้นครึ่งวันเช้าของวันพุธที่พระสันตะปาปาเสด็จให้โอวาท) เม.ย.-ก.ย. 07.00-19.00 น., ต.ค.-มี.ค. 07.00-18.30 น.

Grotte Vaticane (Vatican Grottoes) เข้าชมได้ทุกวัน เม.ย.-ก.ย. 07.00-18.00 น., ต.ค.-มี.ค. 07.00-17.00 น.

Cupola หรือโดม ขึ้นชมได้ทุกวัน เม.ย.-ก.ย. 08.00-18.00 น., ต.ค.-มี.ค. 08.00-17.00 น. ค่าขึ้นบันได 551 ขั้น ราคา 8 ยูโร ขึ้นลิฟท์และขึ้นบันไดอีก 320 ขั้น ราคา 10 ยูโร

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit St. Peter’s Basilica
อัพเดทค่าขึ้นชมโดมได้ที่ St. Peter’s Basilica entrance fee

ตอนแรกตั้งใจจะเข้าชมภายในมหาวิหารเพราะครั้งก่อนพลาดไม่ได้เข้าครับ แต่เมื่อเห็นมวลมหาประชาชนทุกเพศทุกวัยที่ยืนต่อคิวอยู่หลายร้อยคนท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง เลยต้องขอบายอีกครั้ง ถ้าอยากเข้าจริงๆ สงสัยต้องมารอตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้าเลย

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงควรแต่งกายให้สุภาพ ไม่ใส่เสื้อเปิดไหล่ เสื้อกล้าม กระโปรงสั้นหรือกางเกงขาสั้น เพราะจะไม่สามารถเข้าชมด้านในได้นะครับ

ถ้าไม่ได้จะเข้าชมมหาวิหารจะมากี่โมงก็ได้ แต่ไม่ควรเป็นช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกซึ่งแต่ละฤดูไม่ตรงกัน เพราะจะย้อนแสงเวลาถ่ายรูปมหาวิหารครับ

ถ่ายรูปรอบๆ Piazza San Pietro ก็พอ

หมดประเทศแล้ว 555 เดินออกจากจัตุรัส San Pietro และเขตวาติกัน ตรงตามถนนด้านหน้าของมหาวิหารชื่อว่า Via della Conciliazione

ตรงไปราว 600 เมตรก็ถึง Castel Sant’Angelo (Castle of the Holy Angel) หรือ Mausoleo di Adriano (Mausoleum of Hadrian) ตั้งอยู่ใน Parco Adriano ในเขตกรุงโรม ใกล้กับฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ อาคารอิฐทรงกลมนี้คือที่ฝังพระศพของจักรพรรดิเฮเดรียนแห่งโรมันและพระราชวงศ์ ภายหลังถูกใช้เป็นป้อมปราการของพระสันตะปาปา โดยปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ Museo Nazionale di Castel Sant’Angelo

ไม่เดินกลับไปที่ Piazza San Pietro และสถานีรถไฟใต้ดิน Ottaviano (San Pietro) แล้ว เดินเลียบแม่น้ำไทเบอร์ไปยัง Ponte Umberto I (Umberto I Bridge) สะพานแห่งนี้เป็นจุดถ่ายรูปมุมอันสวยงามของกรุงโรมที่มองเห็นยอดโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แต่ฝนดันเทลงมาพอดีและควรมาถ่ายรูปตอนใกล้จะมืดด้วย เลยขอผ่านไปก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาที่นี่ตอนค่ำๆ

ข้ามสะพานกลับไปยังโรมฝั่งตะวันออก เดินไปยังสถานที่ที่ 3 นั่นคือ Piazza Navona โดยลงสะพานเดินตรงไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาไปก็ถึง

จัตุรัสนาโวนาในอดีตเป็นสนามกีฬาของพวกโรมันใช้แข่งม้า ถนนที่อยู่รอบๆ คือลู่วิ่งของม้า สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดคือ Chiesa di Sant’Agnese in Agone หรือโบสถ์บาโรคที่สร้างในศตวรรษที่ 17 ด้านหน้าโบสถ์มีเสา obelisk ตั้งเด่นอยู่ ที่เสามีน้ำพุแห่งสี่มหานที (Fountain of the Four Rivers) ซึ่งแต่ละมุมจะมีรูปปั้นซึ่งแทนแม่น้ำใหญ่จาก 4 ทวีป ได้แก่ คงคา ดานูบ ไนล์ และปลาต้า

รอบๆ จัตุรัสมีน้ำพุสำคัญ 3 แห่ง ผลงานของศิลปินนักแกะสลักชื่อดัง Gian Lorenzo Bernini ซึ่งมีความงดงามทางศิลปะอย่างมาก

ออกจากจัตุรัสที่สวยที่สุดของกรุงโรม เดินเข้าถนนตรงข้ามโบสถ์ Chiesa di Sant’Agnese in Agone เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Via del Salvatore ตรงไปไม่ไกลก็ถึง Piazza della Rotonda ด้านหน้า Pantheon หรือวิหารแพนเธออนอันเลื่องชื่อ

วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วง 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa โดยเลียนแบบศิลปะกรีก อาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 นอกจากสภาพที่ยังคงไม่ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือการออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเท่ากัน มีประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน รวมทั้งการออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง มิเคลันเจโลได้ศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสถ์ St. Peter’s แห่งนครวาติกัน

สามารถเข้าไปชมความงามด้านในได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วิหารเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ 08.30-19.30 น. วันอาทิตย์ 09.00-18.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Pantheon

หันหลังให้วิหาร เดินเข้าถนนที่มุมทางขวามือแล้วเลี้ยวขวาไปเข้าถนน Via dei Pastini

ตรงผ่าน Piazza di Pietra เข้าถนน Via di Pietra ต่อเข้าถนน Via delle Muratte เดินตรงไปเรื่อยๆ ทางซ้ายมือจะเห็น Fontana di Trevi หรือน้ำพุเทรวี่อันโด่งดัง (ระยะทางราว 500 เมตร)

ยังไม่ขอถ่ายรูป ณ จุดนี้ เพราะคนเยอะมากกกก และท้องฟ้าไม่ค่อยสดใส เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยมาถ่ายตอนคนน้อยๆ เลย

เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆ ข้างน้ำพุชื่อ Via della Stamperia ตรงไปจนสุดทางก็เลี้ยวขวาเข้าถนน Via del Tritone แล้วเลี้ยวซ้ายที่ห้าแยกเข้าถนน Via dei Due Macelli ตรงไปจนเห็น Colonna dell’Immacolata (Column of the Immaculate Conception) ที่จัตุรัส Piazza Mignanelli (ระยะทางราว 450 เมตร)

เลยไปอีกนิดก็ถึง Scalinata della Trinità dei Monti (Spanish Steps) บันไดสเปนอันโด่งดังและหรูหราซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างเมื่อปีค.ศ. 1723 แล้วเสร็จในปีค.ศ. 1725 ที่บริเวณ Piazza di Spagna หรือจัตุรัสสเปน จัตุรัสแห่งนี้ถูกเรียกชื่อตามสถานทูตสเปนซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณนี้นี่เอง ที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมกันของหนุ่มสาว ผู้คนมักจะมานั่งเรียงรายตามบันไดทางขึ้นไปยัง Chiesa della santissima Trinità dei Monti หรือโบสถ์ Trinità dei Monti บนจุดสูงสุดของบันไดสเปน

แถวนี้เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมมากมายและมีร้านอาหารชื่อ Ristorante alla Rampa เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่โดดเด่นด้วยพาสต้าหลากหลายรูปแบบ เมนูแนะนำคือ Homemade Ravioli with fresh fish

จากบันไดสเปน เดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน Spagna นั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) 3 สถานีกลับไปยังสถานี Termini ได้

แต่เราจะกลับไปถ่ายรูปตอนค่ำที่ Ponte Umberto I (Umberto I Bridge) ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปหลักอีกแห่งของกรุงโรมที่มองเห็นยอดโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สุดอลัง

เลยนั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) 2 สถานีกลับไปทางวาติกัน ลงที่สถานี Lepanto แล้วเดินตามถนน Via Marcantonio Colonna ตรงอย่างเดียวประมาณ 800 เมตรก็ถึงอาคาร Corte Suprema di Cassazione (Supreme Court of Cassation)

เดินอ้อมไปอีกด้านของอาคารศาลฎีกาก็ถึงสะพาน Umberto I ถ่ายรูปจากตรงนี้เลย

ข้ามสะพานตรงไปนิดมีป้ายรถเมล์ชื่อ Zanardelli ขึ้นรถเมล์สาย 70 ไปลงที่ป้าย Gioberti ห่างจากสถานีรถไฟกลาง Termini ประมาณ 200 เมตร แล้วนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Termini 1 สถานีไปสถานี Cavour เดินกลับที่พัก

ค้างคืนแรกในโรม

วันที่ 2 ในโรม

วันนี้เราจัดโปรแกรมออกตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปถ่ายรูปน้ำพุเทรวี่ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะแห่กันมาเต็มไปหมด ถ้าอยากได้รูปตัวเองกับน้ำพุเทรวี่แบบสวยๆ ไม่ติดคนอื่นก็ต้องยอมตื่นเช้าหน่อยนะครับ

เรียงลำดับตามแผนที่เลย

photo credit: petrosjordan.wordpress.com

ออกจากที่พัก เดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน Cavour นั่งรถไฟใต้ดินสาย B (สีน้ำเงิน) 1 สถานีไปที่สถานี Termini ต่อสาย A (สีแดง) อีก 2 สถานีไปสถานี Barberini

ขึ้นจากสถานีมาคือ Piazza Barberini จัตุรัสใหญ่ใจกลางกรุงโรมที่ตั้งชื่อตามพระราชวังบาร์เบรินี่ จุดเด่นของจัตุรัสคือน้ำพุ Fontana del Tritone แถวนี้เป็นย่านช้อปปิ้งหรูหราไฮโซอีกแห่งของกรุงโรม

หันหลังให้น้ำพุ Tritone เดินเข้าถนนใหญ่ทางขวาชื่อ Via del Tritone ตรงผ่านห้าแยกใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Via della Stamperia อีกไม่ไกลก็ถึง Fontana di Trevi (Trevi Fountain) น้ำพุเทรวี่สุดอลังการด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามแห่งนี้เป็นผลงานของสถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 น้ำพุเทรวี่เป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกจนถือได้ว่าเป็นน้ำพุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

ส่วนกลางของน้ำพุมีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูนขี่รถม้าติดปีกที่แสดงถึงความมีสุขภาพแข็งแรงและความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่มักจะโยนเหรียญลงไปในสระ (แต่ตอนนี้ห้ามโยนแล้ว) โดยมีความเชื่อว่าหากโยนเหรียญ 1 เหรียญจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง แต่หากโยน 3 เหรียญจะได้แฟนเป็นคนอิตาเลียน (ไม่รู้จริงเปล่า)

มาเช้าแบบพระอาทิตย์เพิ่งขึ้นไม่นานถึงได้ภาพแบบไม่มีคนอยู่ข้างๆ สายกว่านี้อีกแป๊บรับรองคนเต็มเพียบทุกพื้นที่ครับ 555

เดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Barberini นั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) กลับสถานี Termini ต่อสาย B (สีน้ำเงิน) กลับที่พักไปรับประทานอาหารเช้าก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟใต้ดินสาย B อีก 1 สถานีไปที่สถานี Colosseo

(จากสถานีรถไฟ Termini เดินประมาณ 2 กิโลเมตรไป Colosseo ได้ โดยออกจากสถานีรถไฟเดินไปทางซ้าย ข้ามถนนแล้วเดินเข้าถนน Via Cavour ตรงไปเรื่อยๆ จนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่ Via dei Fori Imperiali ก็จะเห็น Colosseo)

photo credit: www.rome.info

ขึ้นจากสถานีก็เห็น Colosseo (Colosseum) หรือโคลอสเซียม หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้คือสนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณ พระเจ้าเวชเปเซียนทรงโปรดให้สร้างขึ้นในราวค.ศ. 72-80 เพื่อใช้เป็นสถานที่ทอดพระเนตรการแสดงกีฬาต่างๆ ในสมัยโบราณ

ตัวสนามสร้างเป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น จุคนดูได้ประมาณ 80,000 คน มีห้องใต้ดินสำหรับขังนักโทษและสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่แสดงกีฬา ประลองฝีมือการฟันดาบของบรรดาทาสและให้นักโทษต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ยิ่งถ้าต่อสู้กันจนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายได้ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องอย่างมาก ปีๆ หนึ่งจะสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวันตั้งแต่ 08.30 น. จนถึงก่อนพระอาทิตย์ตก 1 ชั่วโมง (แต่ละช่วงเดือนปิดไม่ตรงกันคือตั้งแต่ 16.30-19.15 น.)

ค่าเข้าชมราคา 12 ยูโร + ค่าจองออนไลน์ 2 ยูโร ตั๋วมีอายุ 2 วัน ใช้เข้าโคลอสเซียมได้ 1 ครั้งและเข้า Foro Romano (Roman Forum) หรือ Palatino (Palatine Hill) ได้ 1 ครั้ง วันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือนและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าชมฟรี

รายละเอียดเพิ่มเติมและอัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Colosseum

แนะนำว่าให้ซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้านานๆ หน่อยเพราะรอบเช้าเต็มง่าย (โดยเฉพาะในฤดูร้อน) ยิ่งเข้ารอบเช้าเท่าไหร่คนยิ่งน้อยครับ ถ้ามาสายเกิน 10 โมง นักท่องเที่ยวจะเริ่มแห่กันเข้ามาปนกับกลุ่มก่อนที่ยังไม่ออกไปจนถ่ายรูปสวยๆ แทบไม่ได้เลย แต่การมาเช้าก็ต้องแลกกับพระอาทิตย์ที่จะย้อนแสงเมื่อถ่ายรูปด้านนอกของโคลอสเซียม เลือกเวลาตามใจชอบละกันครับ 🙂

หน้าโคลอสเซียมมี Arco di Costantino (Arch of Constantine) ประตูชับโบราณยุคโรมันที่ชาวโรมันสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการออกศึกในครั้งต่างๆ

เดินเข้าอาณาเขตของ Foro Romano (Roman Forum) โดยใช้ตั๋วเดียวกับโคลอสเซียม
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Roman Forum

เมืองโรมันโบราณเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยโรมันยังเรืองอำนาจ ทั้งทางธุรกิจ การเมือง และศาสนา หมู่อาคารฟอรัมทั้งหมดใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 900 ปี อีกทั้งยังเป็นที่ประกอบศาสนกิจและที่ชุมนุมทางการเมือง แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมลง โรมันฟอรัมก็ถูกทิ้งร้างจนถึงยุคกลางก็กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่มีหญ้าขึ้นรกและมีการนำฝูงสัตว์เข้ามาเลี้ยง ชิ้นส่วนอิฐและหินอ่อนถูกรื้อนำไปสร้างบ้านเรือน จนกระทั่งเข้ายุคเรอเนสซองส์ซึ่งผู้คนหันมาให้ความสนใจกับศิลปวิทยาการของโรมันอีกครั้ง โรมันฟอรัมได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายต่อหลายคน จึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดีศึกษาด้านต่างๆ จนถึงทุกวันนี้

หามุมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เราใช้เวลาอยู่ในเมืองโบราณชั่วโมงกว่าเลย ขนาดไม่อินกับเรื่องประวัติศาสตร์นะเนี่ย 555

เดินไปออกประตูทางประตูชัย Arco di Settimio Severo (Septimius Severus Arch) คือทางที่มองเห็นอาคารสีขาวขนาดใหญ่ที่ Piazza Venezia

ถ้าไม่อยากเสียเงินค่าเข้าโรมันฟอรัมก็สามารถเดินตามถนน Via dei Fori Imperiali ด้านข้างเมืองโบราณไปทางอาคารสีขาวขนาดใหญ่ แต่ก็จะถ่ายรูปอะไรไม่ได้มากครับ

เดินขึ้นเนินทางซ้ายด้านหลังอาคารสีขาวไปยังเนินเขา Campidoglio ซึ่งสามารถมองเห็นโรมันฟอรัมจากมุมสูง

Campidoglio (Capitoline Hill) กัมปิโดโจเป็นศูนย์กลางความเจริญของโรมันโบราณ บนเนินเขาคือ Piazza del Campidoglio (Capitol Square) ซึ่งได้รับการบูรณะและออกแบบโดยไมเคิลแองเจโลในปีค.ศ. 1538 อาคารสำคัญที่สุดคือ Palazzo Senatorio ซึ่งปัจจุบันคือ Roma Capitale หรือที่ว่าการกรุงโรม ตรงกลางจัตุรัสมี Statua equestre di Marco Aurelio หรือรูปหล่อบรอนซ์จำลองของจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส (รูปจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์)

รอบจัตุรัสประกอบด้วยอาคาร Palazzo Nuovo และ Palazzo dei Conservatori วังเก่าที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บงานศิลปะสมัยโรมันโบราณและศิลปะยุคเรอเนสซองส์ที่น่าสนใจ และด้านหน้ารูปปั้นจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส เป็นบันไดหินอ่อนสีขาวแสนงดงามที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เรียกว่า Cordonata Capitolina บันไดนี้เชื่อมขึ้นมาจากถนน Via del Teatro di Marcello

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่รูปหล่อบรอนซ์แม่สุนัขป่ากำลังป้อนนมให้กับ Romolo e Remo หรือ Romulus and Remus ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม อยู่ด้านข้างของ Palazzo Senatorio (Roma Capitale)

ลงบันไดหินอ่อน Cordonata จากกัมปิโดโจแล้วเลี้ยวขวาเดินไปยัง Piazza Venezia จัตุรัสใจกลางกรุงโรมเป็นที่ตั้งของอาคารหินอ่อนสีขาวอลังการที่มีอนุสาวรีย์อยู่ตรงกลาง พร้อมประดับด้วยธงชาติอิตาลีโบกสะบัด

อาคารนี้คือ Monumento a Vittorlo Emanuele II อนุสรณ์สถานของพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ที่ 2 สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่กษัตริย์พระองค์แรกของประเทศอิตาลีและเพื่อเฉลิมฉลองการรวมประเทศได้สำเร็จ ปัจจุบันใช้เป็นอนุสรณ์สถานสำหรับทหารนิรนามที่เสียชีวิตในสงคราม

มองไปทางซ้ายก็เห็น Museo nazionale del Palazzo di Venezia (National Museum of Venezia Palace) วังเวเนเซียสร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1455-1464 โดยนักบวช Pietro Barbo ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโป๊ปปอลที่ 2 จัดได้ว่าวังนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างในยุคเรอเนสซองส์ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม ในปีค.ศ. 1916 Benito Mussolini อดีตผู้นำลัทธิฟาสซิสม์ของอิตาลีใช้เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันวังเวเนเซียเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณมากมายในสมัยเรอเนสซองส์ เปิดให้ชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ 08.30-19.30 น. ค่าเข้าชมราคา 5 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit National Museum of Venezia Palace

จัตุรัส Venezia คือสถานที่สุดท้ายตามโปรแกรมแล้วครับ ยังเหลือเวลาอีกครึ่งวันบ่ายแหนะ

ถ้าจะกลับสถานีรถไฟกลาง Termini ก็นั่งรถเมล์สาย 64 จากป้ายหน้าอาคาร BNL – BNP Paribas ตรงข้ามกับ Palazzo di Venezia ได้

ตรงนี้อยู่ไม่ไกลจาก Piazza Navona ถ้าจะเดินไปก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Via del Plebiscito ด้านข้าง Palazzo di Venezia ผ่านโบสถ์ Chiesa del Gesù ตรงต่อเข้าถนน Corso Vittorio Emanuele II ถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ระยะทางราว 750 เมตรก็จะถึง Piazza di San Pantaleo เลี้ยวขวาเข้าถนน Via della Cuccagna ข้างโบสถ์ Chiesa di San Pantaleo ไปยัง Piazza Navona

ถ้าอยากจัดแพลนเที่ยวโรมและวาติกันในวันเดียวให้ทำตามนี้ครับ

จาก Piazza Navona เดินไปวิหาร Pantheon ตามเส้นทางที่เขียนไว้ในวันแรกของรีวิว แล้วเดินกลับมาที่จัตุรัส Navona เลี้ยวขวาเดินไปจนถึงสามแยก เลี้ยวซ้ายนิดเดียวก็เลี้ยวขวาเดินไม่ไกลก็ถึงแม่น้ำ Tevere (Tiber) ข้าม Ponte Umberto I (Umberto I Bridge) แล้วเลี้ยวซ้ายเดินเลียบแม่น้ำไปยัง Castel Sant’Angelo (Castle of the Holy Angel) ตรงต่อเข้าเขตนครรัฐวาติกันไปยัง Piazza San Pietro (St. Peter’s Square) ที่ตั้งของ Basilica di San Pietro (St. Peter’s Basilica) หรือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

เดินเข้าถนนทางขวาตรงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Ottaviano นั่งรถไฟใต้ดินสาย A (สีแดง) 3 สถานีไปที่สถานี Spagna ก็จะถึงบันไดสเปน เดินผ่านเสา Colonna dell’Immacolata (Column of the Immaculate Conception) ตรงเข้าถนน Piazza di Spagna และ Via dei Due Macelli ไปจนถึงห้าแยกใหญ่ เลี้ยวขวาเข้าถนน Via del Tritone แป๊บเดียวก็เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Via della Stamperia อีกไม่ไกลก็ถึง Fontana di Trevi (Trevi Fountain) หรือน้ำพุเทรวี่ เดินกลับไปที่ห้าแยกเดิมแต่ตรงตามถนน Via del Tritone ไปยัง Piazza Barberini นั่งรถไฟใต้ดินสาย A จากสถานี Barberini กลับสถานีรถไฟกลาง Termini

แต่จริงๆ ไม่แนะนำให้ทำนะครับเพราะอาจทำให้ไม่สามารถไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับสถานที่นั้นๆ ได้ แถมยังต้องเดินเยอะมากใน 1 วันอีกด้วย

วันต่อมา

เช้านี้เราจะบินไป Malta ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายของทริปครับ

สนามบิน Rome คือ Aeroporto Leonardo da Vinci di Fiumicino (FCO) สนามบินฟิอูมิชิโนตั้งอยู่ห่างจากกรุงโรมไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร

เราเลือกนั่งรถไฟ Leonardo Express จากสถานีรถไฟกลาง Roma Termini รวดเดียวถึงสถานีรถไฟ Fiumicino Aeroporto ใช้เวลา 32 นาที ค่าตั๋วรถไฟราคา 14 ยูโร

ถ้าอยากจ่ายค่าตั๋วรถไฟถูกกว่าก็เลือกรถไฟท้องถิ่น Regionale FL1 จากสถานีรถไฟกลาง Roma Termini ไปเปลี่ยนขบวน Regionale ที่สถานี Roma Tuscolana ใช้เวลารวม 51 นาทีก็จะถึงสถานีรถไฟ Fiumicino Aeroporto ค่าตั๋วรถไฟราคา 8 ยูโร

เช็คตารางเวลารถไฟอิตาลีและซื้อล่วงหน้าได้ที่ www.trainitaly.net

ส่วนวิธีการเดินทางจากสนามบิน Fiumicino เข้ากรุงโรม ได้แก่

รถไฟท้องถิ่น Regionale FL1 ที่ชานชาลาทางซ้ายมือ มีรถไฟออกทุก 15-30 นาที ไปต่อรถไฟใต้ดินสาย B (สีน้ำเงิน) ที่สถานี Ostiense (Piramide) ไปยังสถานีรถไฟกลาง Roma Termini (Stazione Termini) ใช้เวลารวมประมาณ 1 ชั่วโมง ตั๋วรถไฟราคา 8 ยูโร + ตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 1.50 ยูโร หรือจะซื้อเป็นตั๋ว 24, 48, 72 ชั่วโมงไว้ใช้โดยสารรถสาธารณะต่างๆ ในกรุงโรมเลยก็ได้

รถไฟ Leonardo Express ที่ชานชาลาหมายเลข 24 มีรถไฟด่วนออกทุก 15-30 นาที รถไฟด่วนจะตรงไปยังสถานีรถไฟกลาง Roma Termini ใช้เวลาเดินทาง 32 นาที ตั๋วรถไฟราคา 14 ยูโร ต้องแสตมป์ตั๋วก่อนขึ้นรถไฟ เมื่อแสตมป์แล้วตั๋วจะมีอายุอีก 90 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Fiumicino Airport และ www.trenitalia.com

Airport Bus ของ Terravision ไปสถานีรถไฟกลาง Roma Termini ใช้เวลาเดินทางประมาณ 55 นาที ตั๋วรถบัสราคา 5 ยูโร

จองที่นั่งได้ที่ www.terravision.eu

เช็ครายชื่อบริษัทรถบัสต่างๆ ที่ให้บริการจากสนามบินเข้ากรุงโรมได้ที่ www.adr.it

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต