มอนเตเนโกร เที่ยวเองประเทศใหม่กำลังมาแรง ตอนที่ 1 “Podgorica และ Ostrog” มาเมืองนี้ด้วยความศรัทธา

เที่ยวเอง รีวิว พอดโกริซ่า มอนเตเนโกร podgorica ostrog montenegro
เที่ยวเอง กวาดเรียบเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ อเดรียติก แถมบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวินา อีกประเทศ

Trip map

เช้าวันที่ 7 ในยุโรปนี้ต้องฝืนความง่วงแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตี 5 ครับ ลืมตาแทบไม่ขึ้นเลย 555 เพราะต้องไปขึ้นรถบัสไป Podgorica เมืองหลวงของประเทศมอนเตเนโกรให้ทัน 7 โมงเช้า และไปชมความยิ่งใหญ่ของสำนักบวช Ostrog อันศักดิ์สิทธิ์

1

อ่านรีวิวเที่ยว Dubrovnik ได้จากลิ้งค์นี้ครับ
โครเอเชียน่าเที่ยวไม่เบา ตอนที่ 2 “Dubrovnik” เมืองแห่งป้อมกำแพงโบราณ บ้านหลังคาสีส้ม และทะเลสีน้ำเงินสด

ย้อนไปดูประวัติการเที่ยวในทริปนี้ได้จากรีวิวด้านล่างครับ
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 1 “Nice” เมืองตากอากาศชื่อดังสุดหรูของฝรั่งเศส
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 2 “Monaco” ประเทศเล็กๆ สุดหรูหราเว่อร์วัง
อิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 1 “Cinque Terre” หมู่บ้านริมหน้าผาแสนน่ารักแห่งลิกูเรีย
อิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 2 “Pisa” ซ้ำเดิม..เพิ่มเติมคือที่ใหม่
อิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 3 “Florence” ซ้ำเดิม..แต่ไม่เหมือนเดิม
อิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 4 “Bologna” เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในยุโรป
เที่ยวเองประเทศแปลก “San Marino” รัฐอิสระอายุกว่า 1,700 ปี
โครเอเชียน่าเที่ยวไม่เบา ตอนที่ 1 “Split” ยังไงก็ต้องขอแวะเมืองนี้

ทำอาหารเช้ากินเองง่ายๆ เร็วๆ แล้วเดินตามถนน Placa-Stradun ออกประตูเมืองเก่า Pile ไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายที่มาดูตารางเวลารถไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว

2

3

รถเมล์สาย 1A จอดอยู่ที่ป้ายรอเวลาออกตอน 06.20 น. ขึ้นรถไปซื้อตั๋วจากคนขับรถ (Karta kupljena u vozilu หรือตั๋วรถเมล์ซื้อบนรถ) ราคา 15 HRK (ถ้าซื้อก่อนขึ้นรถเรียกว่าตั๋ว “S” karta ราคา 12 HRK)

5

6

7

ดูแผนที่สายรถเมล์ต่างๆ จากแผนที่นี้ครับ

4
photo credit: www.dubrovnik-travel.net

ตรงเวลารถเมล์ก็ยูเทิร์นและมุ่งหน้าไปสถานีรถบัสกลาง Autobusni kolodvor Dubrovnik นั่งไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว ยังไม่ 6 โมงครึ่งเลย สถานีเงียบมาก เรานั่งรอรถบัสประมาณครึ่งชั่วโมงท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศา มีลมอ่อนๆ

8

เกือบ 7 โมง รถบัส Jadran Ekspres ก็เข้ามาจอดรับคนที่ชานชาลา เราซื้อตั๋วรถบัส Dubrovnik-Podgorica ทางออนไลน์ไว้ก่อนแล้วในราคาที่นั่งละ 231 HRK (30.16 ยูโร) จึงยื่นใบจองที่ปริ้นท์มาให้คนขับรถดู จ่ายค่าเอากระเป๋าใหญ่ไว้ใต้ท้องรถคนละ 10 HRK แล้วขึ้นรถไปหาที่นั่งเหมาะๆ แนะนำว่าถ้านั่งรถจากโครเอเชียเข้ามอนเตเนโกรใน
เส้นทางนี้ ให้เลือกที่นั่งคนละด้านกับคนขับรถครับ จะได้เห็นวิวทะเลและอ่าวโคตอร์เกือบตลอดทาง ถ่ายรูปเพลินเลยล่ะ

เช็คเวลาและค่ารถบัสได้ที่ Croatia Bus

7 โมงตรง รถบัสเคลื่อนออกจากดูบรอฟนิค ขับไปไม่ไกลก็ผ่านตม. เข้าดินแดนของประเทศมอนเตเนโกร ตำรวจขึ้นรถมารับพาสปอร์ตและหายไปพักนึง พนักงานของรถบัสก็ลงไปติดต่อที่ด่าน แล้วก็กลับขึ้นมามือเปล่า ไม่ได้คืนพาสปอร์ตให้ใครเลย แล้วคนขับก็ขับรถออกไปเลย อ้าว! เกิดอะไรขึ้นวะ ยังไม่ได้พาสปอร์ตคืนเลย ผมตะโกนถามพนักงานเรื่อง
พาสปอร์ตที่ยังไม่ได้คืน แต่ท่าทางเค้าจะฟังไม่เข้าใจ พอดีหนุ่มที่นั่งใกล้ๆ ก็ไม่ได้พาสปอร์ตคืนเหมือนกันจึงช่วยถามเป็นภาษาท้องถิ่นอะไรซักภาษาและหันกลับมาบอกผมว่าเดี๋ยวจะให้ไปรับที่ด่านข้างหน้า นั่งรถไปอีกหลายกิโลก็ถึงอีกด่านนึง (น่าจะเป็นด่านขาเข้ามอนเตเนโกร) ก็ได้รับพาสปอร์ตคืนกันครบ ตกใจนิดหน่อยครับ ใครจะไปรู้ว่าต้องมารับเล่มคืนอีกด่านนึง 555

9

ผ่านเข้าประเทศมอนเตเนโกรลุล่วงไปอีกหนึ่งด่านแล้ว นั่งต่ออีกพักใหญ่ ระหว่างทางรถบัสแล่นเลียบชายฝั่งอ่าวโคตอร์ให้ชมวิวสวยๆ ไปเพลินๆ จนถึงสถานที่ไฮไลต์จุดหนึ่งของ Boka Kotorska หรืออ่าวโคตอร์ซึ่งนับว่าเป็นฟยอร์ดที่ยาวและลึกที่สุดในยุโรปตอนใต้ นั่นคือ สองเกาะกลางอ่าวซึ่งมีโบสถ์เล็กๆ อยู่บนเกาะ เกาะหนึ่งคือ Gospa od Škrpjela หรือ Our Lady of the Rocks เกาะนี้มีพื้นที่ 3,030 ตารางเมตร ส่วนอีกเกาะคือ Sveti Đorđe หรือ St. George เป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้น มีโบสถ์โรมันคาทอลิก Church of Our Lady of the Rocks เป็นสิ่งก่อสร้างเดียวที่อยู่บนเกาะ ทั้งสองเกาะนี้อยู่ใกล้ชายฝั่งเมือง Perast ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของมอนเตเนโกรคือ Kotor ประมาณ 14 กิโลเมตร แต่รถไม่จอดให้เราลงไปถ่ายรูปครับ ขับผ่านฉิวเลย ต้องถ่ายจากบนรถนี่แหละ

10

11

ประมาณ 9 โมงเช้ารถบัสก็เข้าจอดพักครู่นึงที่สถานีรถบัส Kotor เมืองก้นของฟยอร์ดสุดอ่าวโคตอร์ ลงจากรถไปเดินยืดเส้นยืดสายรู้สึกว่าอากาศที่นี่เย็นกว่าที่ดูบรอฟนิคแม้ว่าอุณหภูมิจะใกล้เคียงกัน สงสัยจะอยู่ที่สูงกว่า

12
photo credit: www.montenegromap.net

นั่งรถต่ออีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก่อนกำหนดเวลา 11.15 น. รถบัสก็เดินทางมาถึง Autobuska stanica Podgorica หรือสถานีรถบัสกลางของ Podgorica ใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 4 ชั่วโมง 15 นาที

13

เข้าไปในอาคารสถานีออกไปที่ด้านหน้า เดินไปทางขวาผ่านลานจอดรถที่ Trg Golootočkih Žrtava ประมาณ 200 เมตรก็ถึง Hotel Evropa ซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ ราคาห้องค่อนข้างถูก คืนละแค่ 48.60 ยูโร มีอาหารเช้าด้วย แชร์กันคนละพันเดียว

14

15

Podgorica (Подгорица) ออกเสียงว่า “พอดโกริซ่า” คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศมอนเตเนโกร (Montenegro หรือ Crna Gora) ซึ่งในอดีตเคยรวมอยู่กับอีก 5 ประเทศอิสระในปัจจุบัน ได้แก่ สโลวีเนีย โครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา มาซิโดเนีย และเซอร์เบีย รวมเป็นประเทศเดียวชื่อว่า Yugoslavia

photo credit: www.yachtcharterfleet.com
photo credit: www.yachtcharterfleet.com
photo credit: mypostcard-page.blogspot.com
photo credit: mypostcard-page.blogspot.com

ต่อมาหลังจากประเทศยูโกสลาเวียล่มสลายแตกเป็นประเทศใหม่ 4 ประเทศ ในปี 1992 เซอร์เบียซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางของยูโกสลาเวียเดิมได้รวมกับมอนเตเนโกรเป็นประเทศเดียวกันที่เรียกชื่อว่า Serbia and Montenegro จนถึงวันที่ 3 มิ.ย. ปี 2006 มอนเตเนโกรจึงได้ตัวเป็นอิสระแยกตัวจากเซอร์เบีย (อดีต มอนเตเนโกรมีชื่อว่า Titograd ตั้งแต่ปีค.ศ. 1946-1992)

18

ความจริง Podgorica ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวเลยครับ เป็นเมืองทางราชการของประเทศเท่านั้น ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเท่าไหร่ ทัวร์ไทยที่นำเที่ยวมอนเตเนโกรจะพาไปเมือง Kotor, Budva, Sveti Stefan แค่นี้ ถ้าพาเข้า Podgorica ก็แค่เพื่อเดินทางไปสนามบินบินกลับไปต่อเครื่องที่เมืองใดเมืองหนึ่งในยุโรปเท่านั้น แต่เหตุผลที่เราเลือกเดินทางไกลจากดูบรอฟนิคมาที่ Podgorica นอกจากเหตุผลส่วนตัวที่รู้สึกว่าเมื่อไปเที่ยวประเทศไหนแล้วจะต้องไปให้ถึงเมืองหลวงด้วย ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือเราอยากไป Manastir Ostrog สำนักบวชอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันเหนือหมู่บ้าน Bogetići ห่างจาก Podgorica ไปทางทิศเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร จึงจะใช้เมืองหลวงแห่งนี้เป็นฐานที่มั่น 1 คืน

photo credit: www.adrialine.me
photo credit: www.adrialine.me

ได้เวลาไปเที่ยวแล้ว เราไม่รู้ว่าเวลารถบัสออกไป Bogetići มีรอบกี่โมงบ้างจึงเดินไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ในสถานีรถบัสว่ารถบัสจะออกตอนกี่โมง นางเงยหน้าดูนาฬิกาแล้วตอบว่าอีก 3 นาที ตอนนั้นเที่ยงกับอีก 5 นาที เราจึงรีบซื้อตั๋วไป Bogetići ใบละ 3 ยูโร และถามว่ารถบัสขากลับ Podgorica จะออกจาก Bogetići กี่โมงบ้าง นางบอกว่าไม่รู้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีรถผ่านบ่อยแทบทุกครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ผ่านประตูเข้าไปขึ้นรถมินิบัสของ Striković ที่ชานชาลา

20

นั่งรถผ่านเขตตัวเมืองพอดโกริซ่าที่สภาพบ้านเมืองดูล้าสมัย อาคารส่วนมากเป็นตึกสี่เหลี่ยมแข็งทื่อไม่สูงมากคล้ายแฟลตดินแดงหลายๆ หลัง ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในยุคคอมมิวนิสต์ครับ รถขับผ่านเขตเมืองใหม่จนออกนอกเมืองเข้าสู่บ้านนอกของมอนเตเนโกร รถบัสมุ่งหน้าไปทางเมือง Nikšić เมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศ

21

22

ขับไปจอดรับส่งคนไปหวานเย็นเจี๊ยบไปเรื่อยๆ ประมาณ 50 นาที พอเห็นป้ายชี้ไป Ostrog เราก็บอกคนขับให้จอดส่งกลางทางเลย ตอนนี้เรายืนอยู่บนทางหลวงทางเข้าหมู่บ้าน Bogetići ที่อยู่ทางขวามือครับ

23

เดินลงไปที่ถนนด้านล่างเห็นลุงยืนอยู่ข้างแท็กซี่รอลูกค้าอยู่ เรารู้ว่าสำนักบวช Ostrog อยู่บนภูเขา มีวิธีการขึ้นไปได้ 2 วิธีถ้าไม่ได้ขับรถมาเองคือนั่งแท็กซี่และเดินเท้าประมาณ 10 กิโล แดดเปรี้ยงและไกลขนาดนี้เราคงไม่เลือกวิธีเดินขึ้นไปแน่ ขอเรียกแท็กซี่เหมาขึ้นไปเที่ยวและให้รอรับกลับมาส่งที่เดิมด้วยดีกว่า

24

25

ลุงเรียกค่าแท็กซี่ไปและกลับ 24 ยูโร พูดคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ ใช้วิธีเขียนตัวเลขเอา เราถามลุงว่าชัวร์นะว่านี่คือราคาพาขึ้นไปและรอรับกลับลงเขาโดยใช้ภาษามือและอังกฤษปะปนกันซึ่งก็ไม่รู้ว่าลุงเข้าใจตรงกับเรารึเปล่า? ที่ไม่ชัวร์เพราะเคยโดนหลอกว่าเป็นราคาไปและกลับแต่เอาเข้าจริงคนขับแท็กซี่มาเบี้ยวไม่ยอมรับกลับตอนนั่งไปปราสาทบราน
จากบราชอฟที่ประเทศโรมาเนียครับ ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะนั่งแท็กซี่ในประเทศแถบนี้เลย ไม่รู้ว่าจะโดนโกงอีกมั้ย

จากที่อ่านข้อมูลมาค่าแท็กซี่ไป-กลับคือประมาณ 20 ยูโร ต่อรองได้ด้วย แต่นี่ลุงแกเรียกมา 24 เลยต่อไปว่า 20 โอเคเปล่า? ลุงเขียนตัวเลขกลับมาว่า 22 แถวนั้นมีแท็กซี่อยู่คันเดียวก็เลยหยวนๆ ลุงไป 22 ก็ได้

ผมนั่งข้างหน้าส่วนน้องชายนั่งข้างหลังเพราะลุงแกบอกให้มานั่งข้างหน้าคนนึง ยังไม่ทันออกรถลุงก็โทรศัพท์ไปหาใครสักคน ได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาเป็นเสียงผู้ชาย คุยอะไรฟังไม่รู้เรื่องครับ สรุปได้ประมาณว่าผู้ชายในโทรศัพท์ไม่สะดวกอะไรสักอย่าง ลุงโทรไปหาอีกคน คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิง คุยกันแป๊บนึงก็วางสายแล้วก็ออกรถ เราก็หวาดเสียวในใจว่าลุงจะตุกติกอะไรรึเปล่า? เตรียมคิดหาทางหนีทีไล่กรณีเกิดเหตุถูกหลอกไว้เหมือนกัน เราหันไปคุยภาษาไทยกัน ลุงฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว

ขับขึ้นเขาหักศอกไปหักศอกมาคดเคี้ยวตามเส้นทางไปไม่สูงนัก ลุงก็จอดรับวัยรุ่นผู้หญิงหน้าตาไม่มีพิษมีภัยขึ้นรถมาด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นลูกค้าอีกคนที่ขอติดรถขึ้นไปที่สำนักบวชด้วย แต่จริงๆ สาวน้อยคนนั้นคือหลานสาวของลุงที่ลุงโทรเรียกมาช่วยเป็นล่ามสื่อสารภาษาอังกฤษกลับเราเพราะลุงพูดไม่ได้ สาวน้อยใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเลย เรานั่งคุยกับน้องเค้าไปตลอดทาง ระหว่างทางเห็นทั้งหนุ่มสาวและคนแก่อายุน่าจะเกิน 50 แล้วหลายคนหลายคู่กำลังเดินขึ้นเขาไปยังสำนักบวช พวกเค้าไม่ยอมขับรถมาเองหรือนั่งแท็กซี่ขึ้นเขา แต่เลือกเดินเท้า 10 กว่ากิโลด้วยพลังแห่งความศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อขึ้นไปแสวงบุญที่สำนักงานบวช Ostrog คงจะเหมือนคนไทยที่มุ่งมั่นที่จะเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏเพื่อกราบสักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิตประมาณนั้น ต้องนับถือในหัวจิตหัวใจของคนที่เดินจริงๆ ครับ ขอคารวะ _/\_

26

27

ในที่สุดเราก็มาถึงทางเข้า Manastir Ostrog ขนาดนั่งแท็กซี่ยังใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเลยครับ ถ้าเดินนี่สงสัยหลายชั่วโมง ลุงให้หลานสาวบอกเราว่าให้เวลาเที่ยว 1 ชั่วโมง บ่ายสองโมงครึ่งให้กลับมาขึ้นรถที่นี่ แกจะจอดรถรออยู่หน้าทางเข้านี้

28

29

Manastir Ostrog (Манастир Острог) หรือ The Monastery of Ostrog คือหนึ่งในสำนักบวชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบบอลข่านตั้งอยู่ระหว่างเมือง Danilovgrad และ Nikšić ทางตอนกลางของมอนเตเนโกร สำนักของนักบวชคริสต์นิกายเซอร์เบียนออร์โธด็อกซ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1655 เพื่ออุทิศให้แก่ Sveti Vasilije Ostroški (St. Basil of Ostrog) ในช่องว่างของแนวหน้าผาสูงชันบนหินขนาดใหญ่ที่ชื่อ Ostroška Greda เมื่อมองลงมาจะเห็นแม่น้ำ Zeta อยู่ไกลลิบๆ ในบริเวณเดียวกันยังมีโบสถ์อีก 2 แห่งที่สร้างขึ้นพร้อมกันๆ เพื่อเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธี ทุกวันนี้สถานที่นี้คือศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญของชาวคริสเตียนออร์โธด็อกซ์ในมอนเตเนโกร ปีๆ นึงจะมีผู้เดินทางมาแสวงบุญเป็นจำนวนมาก

30

31

เดินชมความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ของสำนักบวชแห่งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อ 500 กว่าปีที่แล้ว คนสร้างเค้าปีนขึ้นไปสร้างกันได้
ยังไง สูงขนาดน้านน! แต่เราไม่ได้เข้าชมภายในสำนักบวชนะครับเพราะคนต่อคิวรอเข้าไปสวดมนต์ยาวล้นออกมาเลย ทางเข้าสำนักบวชมีทางเดียวและไม่ใหญ่ด้วย ต้องผลัดกันเข้าไปชมข้างใน น่าจะเข้าฟรีนะครับเพราะไม่เห็นมีคนเก็บตังค์ ถ่ายรูปจากข้างนอกก็อลังมากแล้ว เข้าไปข้างในก็ถ่ายรูปไม่ได้ด้วย

32

33

34

ตอนนั้นยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย เที่ยวจนลืมซะงั้น หิวแสบไส้แล้วด้วย บ่ายสองนิดๆ ก็เดินกลับไปที่ลานจอดรถบอกลุงและหลานให้พาเราไปที่ร้านอาหารที่หมู่บ้าน Bogetići ที่เห็นตอนนั่งรถขาขึ้นเขามา ลุงซิ่งลงเขาไปส่งเราที่ร้าน Restoran na Kamenu Podostroškom (ป้ายชื่อร้านมีแต่ตัวอักษรภาษาเซอร์เบีย) ริมถนนเลย

35

36

เปิดเมนูมาเลือกสั่ง вешалица-филе из свинини ที่แปลว่า Strip of meat จานละ 8.50 ยูโร ซึ่งน่าจะพอกินได้ที่สุดแล้ว และ Лимонад น้ำมะนาวสดแก้วนึง 1 ยูโร เนื้อหมูแห้งไม่อร่อย น้ำมะนาวก็เปรี้ยวสุดจี๊ด ถือว่ากินกันตายละกันครับ 555

37

จะบ่ายสามครึ่งละ เราไม่รู้ว่ารถขากลับ Podgorica จะผ่านมาที่ Bogetići กี่โมง เลยต้องรีบเดินกลับไปที่ทางหลวงที่ตอนขามาลงรถ ข้ามถนนไปรอรถอีกฝั่งหนึ่ง ยืนรอกลางทางซึ่งรอบข้างโล่งโจ้ง มีแค่ถนน ต้นไม้ ต้นหญ้า และภูเขาสูง ให้เห็น บ้านสักหลังใกล้ๆ ยังไม่เห็นเลยครับ ถ้ารถเพิ่งจะผ่านไปแล้วต้องยืนรออีกเป็นชั่วโมงสงสัยต้องเกรียมแดดชัวร์ วันนี้ร้อนมาก ฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆเลย

ยืนรอไปลุ้นไปว่าให้รถมาเร็วๆ โชคดีมากยืนอยู่ไม่ถึง 10 นาทีรถมินิบัสเหมือนเดิมก็มาถึง โบกมือเรียกแล้วขึ้นไปนั่งกลับเมืองหลวงอีก 40 นาทีไปลงที่สถานีรถบัสที่เดิม ขากลับเร็วกว่าขามานิดหน่อย ก่อนลงรถก็จ่ายค่ารถ 4 ยูโร เอ๊ะ! ทำไมแพงกว่าขามา งงนิดๆ

38

เขตเมืองพอดโกริซ่าค่อนข้างกว้างใหญ่ครับ แต่บริเวณศูนย์กลางเมืองครอบคลุมเขตเมืองเก่า (ฝั่งขวาแม่น้ำ) และเมืองใหม่ (ฝั่งซ้ายแม่น้ำ) ตามกรอบในแผนที่ครับ

photo credit: euro-map.com
photo credit: euro-map.com

ลงรถบัส เดินไปทางซ้าย (คนละทางกับโรงแรม) เจอสามแยก เลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Oktobarske Revolucije ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าศูนย์กลางเมืองอีกเส้นหนึ่ง

40

เดินตรงไปอีกเกือบ 1 กิโลก็เห็น Sahat kula (Сахат кула) หรือหอนาฬิกาประจำเมืองตั้งอยู่ที่ Trg Vojvode Bećir-Bega Osmanagića หรือจัตุรัส Bećir Beg Osmanagić ในเขต Stara Varoš (Old Turkish town) ตลอดทางที่เดินมาแทบไม่เห็นคนเดินไปเดินมาเลยครับ เงียบมากๆ อาคารข้างหลังหอนาฬิกาคือ Prirodnjacki muzej Crne Gore (Natural History Museum of Montenegro)

41

เลี้ยวซ้ายไปนิดนึงก็เลี้ยวขวาเดินตามถนน Petra Prlje ไปประมาณ 500 เมตร ในซอยนี้เป็นบ้านของชาวบ้าน บรรยากาศดูโทรมๆ ถ้าค่ำมืดก็ไม่ควรใช้เส้นทางนี้นะครับ แต่ตอนนี้ยังสว่างโร่ ใช้เป็นทางลัดได้สบาย ตรงไปจนเจอถนนใหญ่ก็เลี้ยวขวาเดินข้าม Most Union (Union Bridge) ข้ามแม่น้ำ Morača

42

บนสะพานเป็นจุดถ่ายรูปวิวแม่น้ำที่ดูโอเคครับ น้ำเป็นสีฟ้าอมเขียวสวยดีเหมือนกัล

43

ตรงไปจนผ่านสถานทูตอเมริกาก็เลี้ยวซ้ายเข้าประตู Park Petrovića หรือสวน Krusevac สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของพอดโกริซ่า ขึ้นบันไดไปยัง Dvorac Petrovića (Petrovic Castle) หรือ King Nikola’s Castle ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00-21.00 น., วันเสาร์เปิด 10.00-14.00 น., ปิดทุกวันอาทิตย์
ข้อมูลจาก visit Petrovic Castle

เดินอ้อมไปที่ด้านหน้าวังซึ่งไม่ได้สวยงามอะไรมากครับ แต่ภายในสวนร่มรื่นดี วันนี้เป็นวันอาทิตย์จึงมีคนจูงแฟน จูงลูก จูงหมา มาเดินเล่นออกกำลังในสวนพอสมควร

44

ตรงไปออกอีกประตูหนึ่งเดินไปจนเจอถนน Moskovska ก็เลี้ยวขวาเดินผ่านสวนตรงไปที่ถนนใหญ่ชื่อ Bulevar Revolucije เลี้ยวซ้ายไปทางลานจอดรถแล้วเลี้ยวขวาเดินผ่านลานจอดรถก็ถึง Rimski Trg (Римски трг)

45

Rimski Trg หรือ Roman Square คือย่านธุรกิจของเมืองซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Trg Vektre (Трг Вектре) หรือ Vektra Square จัตุรัสนี้เป็นจุดนัดพบของชาวเมืองเพราะมีคาเฟ่และร้านอาหารเทรนดี้เก๋ๆ มากมาย แต่วันนี้ค่อนข้างเงียบเชียบ สงสัยเป็นวันอาทิตย์คนทำกับข้าวกินเองที่บ้านมั้ง 55

46

มองไปข้างหน้าก็เห็น Saborni hram Hristovog Vaskrsenja (Саборни Храм Христовог Васкрсења) หรือ Cathedral of the Resurrection of Christ อยู่ไม่ไกล เดินตรงไปที่วิหารเซอร์เบียนออร์โธด็อกซ์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองใหม่ วิหารโดมใหญ่นี้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คของพอดโกริซ่าเพราะที่นี่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์เลย

47

48

เดินเข้าไปชมภายในวิหารที่มีภาพเขียนรูปนักบุญต่างๆ เต็มผนังและเพดาน งดงามอลังไม่ธรรมดานะเนี่ย

49

จุดนี้เราเดินทนเดินไกลจากสถานีรถบัสมาประมาณ 3 กิโล ยังเหลือระยะทางให้เดินอีกเกินครึ่งครับ 555 การเที่ยวเมืองนี้ต้องใช้วิธีเดินเพราะรถเมล์นานๆ มาที แทบไม่เห็นซักกะคัน หรือวันอาทิตย์รถวิ่งน้อยก็ไม่รู้ แท็กซี่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย มีแค่แถวหน้าสถานีรถบัส

นี่คือเส้นทางเดินกลับสถานีรถบัสครับ

50

ออกนอกศูนย์กลางเมืองมาไกลเหมือนกัน ได้เวลาเดินกลับเข้ากลางเมืองแล้ว เดินย้อนทางเดิมไปที่ถนนใหญ่เมื่อกี๊ เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Bulevar Svetog Petra Cetinjskog ไปประมาณ 1 กิโลก็ถึงแม่น้ำ Morača อีกครั้ง ระหว่างทางที่เดินมามีร้านอาหารดูดีหลายร้าน ตึกแถวนั้นก็ดูโมเดิร์นสมกับอยู่ใน Novi Grad หรือเมืองใหม่ มีนักเรียนนักศึกษาแต่งตัวดีเดินเล่นกันเป็นคู่เป็นกลุ่ม ค่อยดูมีชีวิตชีวาขึ้นหน่อยครับ

ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งเมืองเก่า จากบนสะพานมองไปทางซ้ายก็เห็น Most Milenijum (Millennium bridge) สะพานแขวนข้ามแม่น้ำ Morača อยู่ไกลพอสมควร เดี๋ยวเราจะเดินไปที่นั่นกัน

51

ลงจากสะพานไปทางซ้ายมือมีอาคารหน่วยงานราชการหลายกระทรวง ทบวง กรม เรียงหน้าอยู่ริมถนน อาคารสำคัญที่มีทหารเฝ้ารักษาการณ์อยู่คือ Skupština Crne Gore (Скупштина Црне Горе) Parliament of Montenegro หรืออาคารรัฐสภาของมอนเตเนโกร

52

ฝั่งตรงข้ามกับอาคารรัฐสภามีบันไดหิน Skaline (the stairs) ลงไปที่แม่น้ำ Ribnica ซึ่งมี Stari Most na Ribnici (Ribnica Bridge) หรือ stari turski most (old turkish bridge) สะพานเก่าแก่ข้ามแม่น้ำ Ribnica ช่วงที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำ Morača บริเวณนี้มีซากเมืองโบราณ Nemanja หลงเหลือไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้วยครับ

จุดนี้แหละครับคือที่เที่ยวไฮไลต์สุดของพอดโกริซ่าแล้ว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาโพสต์ท่าถ่ายรูปเก๋ๆ บนสะพานหลายคนเลย (ผมได้ยินพวกนางคุยภาษาฝรั่งเศสกัน คงไม่ใช่คนมอนเตเนโกรแน่ๆ)

53

54

แดดร่มลมตกลงบ้างครับ ค่อยยังชั่วหน่อย วันนี้ร้อนหนักมากจริงๆ เดินขึ้นบันไดทางเดิมกลับไปที่ถนนใหญ่ เลี้ยวขวาเดินผ่าน Spomenik Kralju Nikoli อนุสาวรีย์ของพระเจ้า Nikola กษัตริย์พระองค์เดียวของมอนเตเนโกรซึ่งครองราชย์ในระหว่างปีค.ศ. 1910-1918 อยู่ตรงกลางสวน

55

เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกเข้าถนน Slobode ulica ไปไม่ไกลก็ถึง Trg Republike (Трг Републике) หรือ Square of the Republic จัตุรัสศูนย์กลางเมืองอยู่ใน Nova Varoš เขตเมืองใหม่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ Morača จัตุรัสแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Narodna Biblioteka “Radosav Ljumović หรือหอสมุด Radosav Ljumović และอาคารสำคัญๆ หลายหลัง ที่นี่เป็นที่ใช้ชีวิตหลังเลิกงานของคนเมืองหลวงเพราะมีร้านอาหารราคาถูกให้เลือกมากมาย เหมาะสำหรับมื้อเย็นสบายๆ แต่วันนี้ร้านปิดเกือบหมดทุกร้านเลย

56

เดินต่อดีกว่า ตรงไปอีกราว 200 เมตรก็ถึงสี่แยกจุดตัดกับ Hercegovačka ulica ถนนคนเดินใจกลางเมืองที่มีร้านค้าและร้านอาหารเพียบเช่นกัน ถนนนี้ค่อนคึกคักหน่อย มีคนมาเดินเล่นพอสมควร ไม่กริบเหมือนบางที่ที่ผ่านมา

57

58

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Hercegovačka ตรงไปสุดทางจนเจอถนนใหญ่และสวน เลี้ยวขวาเดินไปที่สี่แยกใหญ่ มองไปทางซ้ายก็เห็นทางขึ้น Most Milenijum (Millennium bridge) สะพานแขวนที่บอกว่าจะเดินมาเมื่อตะกี๊

เดินไปที่สะพานคนเดินชื่อ Moskovski Most ถ่ายรูปด้านข้างของสะพานมิลเลนเนียม

59

60

จากนั้นก็ตรงเข้าถนน Hercegovačka ที่ยังมีร้านอาหารเปิดให้เลือกร้านหลายอยู่ แต่มันใกล้มืดแล้ว เราไม่อยากนั่งกินแถวนี้เพราะถ้ามืดแล้วขาเดินกลับอาจจะไม่ค่อยปลอดภัย บรรยากาศเมืองรวมๆ ค่อนข้างโทรม แถมไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปผ่านมาด้วย เงียบเชียบแทบทุกถนนที่เดินผ่านมา ขากลับก็ต้องเดินผ่านทางเดิมด้วย จึงขอสั่งพิซซ่าที่ร้าน Presto Pizza กลับไปนั่งกินที่โรงแรมดีกว่า พิซซ่า Margherita ถาดใหญ่ 8 ชิ้นอย่างถูกแค่ 4 ยูโรเอง

หิ้วอาหารเดินกลับทางเดิมผ่าน Trg Republike (Square of the Republic) ตรงตามถนน Slobode ulica ไปที่สี่แยกเดิม ถ้าเลี้ยวซ้ายเดินตามถนนใหญ่ข้ามแม่น้ำ Ribnica ไประยะหนึ่งแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Vlada Martinovića อีกประมาณ 600 เมตรก็จะกลับถึงสถานีรถบัสได้ (ระยะทางรวมไม่ถึง 1 กิโลครึ่ง) แต่จะมืดแล้วไม่อยากเดินเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยเดินผ่านมาก่อนครับ เลยเลือกตรงเข้าถนน Kralja Nikole ผ่านสวน Kraljev ที่มีโรงแรมอยู่สองข้างทาง ไม่นานก็กลับถึงหอนาฬิกา Sahat kula อีกครั้ง

61

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Oktobarske Revolucije ถนนที่เดินเข้าเมืองมาจากสถานีรถบัสตอนแรก ตรงอีกราว 1 กิโลก็ถึงสถานีรถบัส เลี้ยวซ้ายเดินกลับโรงแรมไปหม่ำพิซซ่าพอดีดวงอาทิตย์ตกตอนสองทุ่ม

คืนนี้ได้เข้านอนเร็วหน่อยครับ สูญเสียพลังงานจากการเดินทั่วเมืองหลวงของมอนเตเนโกรไปเยอะเลย สรุปแล้ววันนี้เราน่าจะเดินรวมทั้งสิ้นประมาณ 8 กิโลเมตร เดินอึดเดินทนคือ “เที่ยวเอง” ครัช 555

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต