เที่ยวเองอิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 2 “Pisa” ซ้ำเดิม..เพิ่มเติมคือที่ใหม่

เที่ยวเอง รีวิว ปิซ่า อิตาลี pisa italy
เที่ยวเอง กวาดเรียบเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ อเดรียติก แถมบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวินา อีกประเทศ

Trip map

วันที่ 4 ของทริปนี้ เราวางโปรแกรมไว้หนักหน่วงเอาการครับ โดยจะเที่ยวถึง 3 เมืองในวันเดียวคือ Pisa, Florence, Bologna เหตุที่เราจัดแผนแบบนี้ได้ก็เพราะว่าเราเคยมาเที่ยว Pisa และ Florence ครั้งนึงแล้วเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนครับ ภาพเส้นทางเดินยังจดจำได้อยู่ในหัวสมองเลยสามารถเที่ยวได้รวดเร็ว ไม่มีการหลงทางให้เสียเวลา ปิซ่าก็มีที่เที่ยวอยู่จุดเดียวคือหอเอนใช้เวลาเต็มที่ 2 ชั่วโมงก็จบแล้ว และแต่ละเมืองก็อยู่ไม่ไกลกัน นั่งรถไฟไม่ถึงชั่วโมงเอง แต่ครั้งนี้อยากมาอีกเพื่อเที่ยวซ่อมจากความผิดพลาดเมื่อครั้งก่อน จึงขอเพิ่ม 2 เมืองที่ว่าเข้าไปในแพลนด้วยครับ ส่วน Bologna เมืองไม่ใหญ่มาก แค่สถานีรถไฟไกลจากใจกลางเมืองประมาณ 2 กิโล เราจึงเที่ยวทันแบบสบายครับ แต่ต้องออกจาก La Spezia เช้านิดหน่อย

1

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลุกจากเตียงนุ่มๆ คืนกุญแจห้อง แล้วเดินลากกระเป๋าออกไปรับประทานอาหารเช้าที่ร้าน
La Réserve ได้ครัวซ็องโรยน้ำตาลมาชิ้นนึงและกาแฟคาปูชิโน่อีกถ้วยมาดื่มให้ตาสว่างก่อนเดินไปสถานีรถไฟกลาง
La Spezia Centrale เพื่อขึ้นรถไฟไป Pisa ตอน 08.18 น.

2

เราให้เอเจนซี่ G.M. Tour&Travel จองที่นั่งของรถไฟด่วนขบวน Freccia ต่างๆ มาล่วงหน้าแล้วจึงเดินไปขึ้นรถไฟโบกี้ชั้น 1 ได้เลย (รถไฟด่วนขบวนที่ขึ้นต้นด้วย Freccia จะต้องเสียค่าจองที่นั่งเพิ่มอีก 10 หรือ 15 ยูโร แม้จะมี Eurail Pass ที่ครอบคลุมรถไฟของอิตาลีอยู่แล้วครับ)

รายละเอียดอ่านได้จากเนื้อหาของเมื่อวานครับ
อิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 1 “Cinque Terre” หมู่บ้านริมหน้าผาแสนน่ารักแห่งลิกูเรีย

อ่านเรื่องราวการเที่ยวในวันแรกของทริปได้จากลิ้งค์ด้านล่างนะครับ
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 1 “Nice” เมืองตากอากาศชื่อดังสุดหรูของฝรั่งเศส
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 2 “Monaco” ประเทศเล็กๆ สุดหรูหราเว่อร์วัง

แสดง Eurail Italy Pass พร้อมหลักฐานการจองที่นั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วนั่งรถไฟด่วนขบวน Frecciabianca 9763 ชั้น 1 ฟรีไปปิซ่า (ปกติ ตั๋วรถไฟ La Spezia – Pisa ขบวนนี้ราคาขายออนไลน์ 9 ยูโร ส่วนขบวนถัดไปคือ 08.21 น. เป็นรถไฟท้องถิ่น Regionale ราคาถูกกว่าคือ 7.50 ยูโร แต่ถึงปิซ่าช้ากว่ารถไฟด่วนเกือบครึ่งชั่วโมง) เราอยากไปถึงปิซ่าให้เร็วที่สุดเพราะเกรงว่าฝูงนักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์จะแห่กันมาถึงหอเอนเพียบซะก่อนจึงเลือกขบวนรถไฟด่วนเลยครับ แค่ 50 นาทีรถไฟก็เข้าจอดที่สถานีรถไฟกลาง Pisa หรือ Stazione Pisa Centrale ในเวลา 09.08 น.

เช็คเวลา ขบวน และราคาตั๋วรถไฟอิตาลีได้ที่ Italy train

3

ลงรถไฟปุ๊บ หาที่ฝากกระเป๋าก่อนเลย ผมมาปิซ่าเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งที่แล้วจำได้ว่าฝากกระเป๋าไว้ในสถานีรถไฟนี่แหละ มองหาป้ายสัญลักษณ์กระเป๋าแล้วเดินตามที่ป้ายชี้เข้าไปในห้องรับฝากกว้างขวาง ฝากกระเป๋าเดินทางใหญ่ไว้ใบเดียวเพราะที่นี่คิดค่าฝากเป็นชิ้นๆ ละ 4 ยูโร เจ้าหน้าที่จะขอถ่ายเอกสารพาสปอร์ตไว้ป้องกันการฝากกระเป๋าระเบิดนะครับ

ปลดสัมภาระหนักเรียบร้อยก็พร้อมเที่ยวปิซ่า เดินกลับไปที่อาคารสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วรถเมล์ที่ร้านโชห่วย เราเลือกซื้อตั๋วรถเมล์ Biglietto Orario 120 Minuti (ตั๋วอายุ 120 นาที) ใบละ 1.60 ยูโร เผื่อไว้เลย กลัวว่าถ้าซื้อ Biglietto Orario 70 Minuti (ตั๋วอายุ 70 นาที) ราคา 1.20 ยูโร อาจจะใช้ขากลับจากหอเอนไม่ทัน (ถ้าซื้อบนรถเมล์คือตั๋ว Biglietto Vendita a Bordo ราคาจะแพงกว่าคือ 2 ยูโร และถ้ามีกระเป๋าใหญ่เกิน 50x30x25 ซม. และหนักเกินกว่า 10 กิโล อาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2-2.30 ยูโร ขึ้นอยู่กับคนขับรถ)

เช็คค่าตั๋วรถเมล์ได้ที่ Pisa bus

4

เดินออกไปที่ด้านหน้าสถานีรถไฟซึ่งเป็นวงเวียนน้ำพุ

5

เดินไปทางขวาแล้วข้ามถนนไปที่ป้ายรถเมล์ ขึ้นรถเมล์สาย LAM rossa (สีแดง) direction Park Pietrasantina 9 ป้าย ประมาณ 8 นาที ไปลงที่ป้าย Pisa P.Za Manin ก็ถึงทางเข้าหอเอน

เช็คเส้นทางและสายรถเมล์ของปิซ่าได้ที่ Pisa bus lines

6

ถ้าไม่อยากเสียตังค์ แต่ยอมเดินก็ให้ทำตามวิธีนี้ครับ ออกจากสถานีรถไฟ เดินตรงไปที่วงเวียนของ Piazza Vittorio Emanuele II แล้วเลี้ยวซ้ายเดินผ่านวงเวียนเล็กๆ แยกขวาเข้าถนน Piazza Sant’Antonio ตรงไปข้ามสะพาน Ponte Solferino (ระยะทางราว 800 เมตร) ข้ามแม่น้ำ Arno เลี้ยวขวาเดินเลียบริมแม่น้ำ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่ 2 คือถนน Via Santa Maria เดินลอดโค้งประตูตรงไปอีกประมาณ 800 เมตรก็จะถึงหอเอน

7

พอเห็นคนลงเยอะๆ ก็ลงตามเลยครับ เดินลอดประตูกำแพงอิฐไปก็เห็น Battistero di San Giovanni (Pisa Baptistry of St. John) สิ่งก่อสร้างหลังคาโดม ถัดไปคือ Cattedrale di Pisa (Pisa Cathedral) มหาวิหารประจำเมืองปิซ่าซึ่งเข้าชมฟรี

8

บริเวณนี้รวมเรียกว่า Piazza dei Miracoli (Square of Miracles) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Piazza del Duomo (Cathedral Square)

9

เดินไปถ่ายรูปไปจนถึง Torre di Pisa (Tower of Pisa) หรือหอเอนเมืองปิซ่า (Leaning Tower of Pisa) ซึ่งคงไม่ต้องบรรยายประวัติความเป็นมาว่าหอนี้ทำไมถึงเอียงเอนเหมือนจะถล่มลงมากันแล้วมั้งครับ 555
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Pisa Leaning Tower

10

หอเอนปิซ่าเปิดให้ขึ้นชมได้ทุกวันโดยต้องขึ้นตามเวลาที่กำหนด ค่าขึ้นหอเอน 18 ยูโร
เช็ครอบขึ้นชมได้ที่ Pisa Tower opening time
อัพเดทราคาได้ที่ Pisa Tower entrance fee

11

9 โมงครึ่งเอง กรุ๊ปทัวร์จีนเริ่มลงแล้วครับ เรารีบชักภาพด่วนๆ ก่อนจะวุ่นวายกว่านี้ 555 หนีดีกว่า เราขอไปสถานที่สำคัญของปิซ่าอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวไม่รู้หรือไม่สนใจจะไปครับ สถานที่นั้นก็คือ Piazza dei Cavalieri หรือ Knights’ Square

เดินออกจากจัตุรัสที่ตั้งของหอเอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ (คือเดินตรงผ่านหอเอนไป)

12

ตรงเข้าถนนด้านข้างของ Museo dell’Opera del Duomo ที่ชื่อ Piazza Arcivescovado ก็เห็นอาคารสีเหลืองอ่อนคือ Arcidiocesi di Pisa เดินไปทางขวามือตามถนน Via Capponi เดินไปตามทางแล้วแยกขวาเข้า Via Martiri (เส้นทางช่วงนี้จะมีซอยย่อยนิดหน่อยให้ดูชื่อป้ายถนนให้ถูกต้องครับ อย่าเพิ่งรีบเลี้ยวเข้าไป) ลอดโค้งประตูทางซ้ายมือของ Torre della Muda o della Fame ไปก็ถึงจัตุรัสกว้างกลางเมืองปิซ่าที่มีชื่อว่า Piazza dei Cavalieri (Knights’ Square)

13

จัตุรัสกลางเมืองปิซ่านี้เป็นที่ตั้งของ Palazzo della Carovana หรือ Palazzo dei Cavalieri วังเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1562-1564 โดย Giorgio Vasari สำหรับใช้เป็นที่บัญชาการของ Knights of St. Stephen

14

15

และโบสถ์ Chiesa di Santo Stefano dei Cavalieri และอาคารเก่าแก่คลาสสิกรอบด้าน

16

17

เดินไปทางโบสถ์ตรงเข้าถนน Via Ulisse Dini ไปสุดทางที่สามแยก เลี้ยวขวาเดินตามถนน Borgo Stretto ตรงยาวไปทางทิศใต้ ผ่าน Piazza Garibaldi ก็ข้ามสะพาน Ponte di Mezzo ข้ามแม่น้ำ Arno (ตามเส้นทางถนนสีเหลืองในแผนที่)

photo credit: www.askmaps.com
photo credit: www.askmaps.com

จุดนี้เป็นจุดถ่ายรูปวิวโค้งน้ำของแม่น้ำซึ่งเป็นไฮไลต์ของปิซ่าเหมือนกันนะ

19

20

เห็นรถเมล์สาย LAM rossa วิ่งผ่านไป แต่ไม่รู้ป้ายอยู่ตรงไหน จึงตัดสินใจเดินกลับสถานีรถไฟเลยละกัน ระยะทางก็ไกลอยู่ประมาณเกือบกิโลครับ

เดินเข้าถนนทางซ้ายมือตรงตามถนน Corso Italia อย่างเดียวจนถึงลานโล่งๆ ที่ Piazza Vittorio Emanuele II มองไปข้างหน้าก็เห็นอาคารสถานีรถไฟ Pisa Centrale ขากลับนี้ไม่ได้ใช้ตั๋ว 120 นาทีที่ยังไม่หมดอายุเลย เสียเงินค่าตั๋วไม่คุ้มเลยครัช 55

เข้าสถานีไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้แล้วเดินไปขึ้นรถไฟขบวน Regionale 23380 ไป Firenze หรือฟลอเรนซ์ ทันเวลา 10.54 น. รถไฟท้องถิ่นนี้สามารถใช้ Eurail Italy Pass ขึ้นรถไฟได้ฟรีเลยครับ (ปกติ ตั๋วรถไฟ Pisa – Firenze ราคา 8.40 ยูโร)

รถไฟระหว่าง Pisa กับ Florence มีแต่รถท้องถิ่น วันนึงมีหลายขบวน ออกถี่เลย ประมาณ 10-20 นาทีก็มีอีกขบวนมาละ ไม่ต้องห่วง ตกขบวนนี้ก็รอขบวนหน้า

รถไฟท้องถิ่นก็จอดบ่อยสิครับ ระยะทางไม่ได้ไกลเลย แต่ใช้เวลาตั้ง 1 ชั่วโมง 13 นาที กว่าจะถึงสถานีรถไฟ Firenze Santa Maria Novella (Firenze S.M.N.) ตอน 12.07 น.

เช็คเวลาและราคาตั๋วรถไฟได้ที่ Italy train

21

เที่ยวฟลอเรนซ์ต่อในรีวิวตอนหน้านะครับ 🙂

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต