Chile กว่า 30 ชั่วโมงจากไทย..เที่ยวเองดินแดนสุดขอบโลก ตอนที่ 1 “Patagonia” ฝั่งชิลี ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

เที่ยวเอง รีวิว ตอร์เรส เดล ปายเน่ ปาตาโกเนีย ชิลี torres del paine patagonia puerto natales punta arenas chile

“ชิลี” ประเทศนี้ไกลสุดแล้ว

จากเมือง El Calafate ของอาร์เจนตินา เรานั่งรถบัสของ Cootra LTDA. ตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง มุ่งหน้าเข้าดินแดนชิลีไปยังเมือง Puerto Natales

อ่านเรื่องราวตอน “ปาตาโกเนียฝั่งอาร์เจนตินา” และข้อมูลรถบัสบริษัทต่างๆ ได้ที่
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 3 “Patagonia” หนึ่งความฝันสูงสุดของนักเที่ยวสายธรรมชาติ

photo credit: commons.wikimedia.org

รีวิวเที่ยวเองบราซิลและอาร์เจนตินา 4 ตอน อยู่ด้านล่างนี้ครับ
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 1 “Rio de Janeiro” มหานครแห่งความสุดโต่ง
Brazil ประเทศอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ที่อยากไปเที่ยวเอง ตอนที่ 2 “Iguacu Falls” น้ำตกอีกวาซูอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 1 “ฺBuenos Aires” ปารีสแห่งอเมริกาใต้
Argentina กว่า 6,000 กิโล เที่ยวเองจากร้อนชื้นสู่หนาวเย็นเขตขั้วโลก ตอนที่ 2 “Ushuaia” เมืองใต้สุดของโลก ต้นทางสู่ขั้วโลกใต้

อ่านข้อมูลควรรู้สำหรับวางแผนไปเที่ยวชิลีได้ที่ Guide to Chile – เที่ยวเอง “ชิลี” ควรรู้อะไรบ้าง

ชิลีคือประเทศสุดท้ายของทริปนี้

วันที่ 13 ของทริป (วันที่ 12 ในอเมริกาใต้)

ไป Puerto Natales

รถบัสวิ่งตามทางหลวงเส้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง เส้นทางดูแปลกๆ เหมือนเลยไปแล้วก็ย้อนกลับมา ควรเลี้ยวขวาก็ดันเลี้ยวซ้าย นั่งดู google map ไปก็งงว่าทำไมใช้เส้นทางอ้อมไกล แต่สุดท้ายก็มาถึงด่านชายแดน Argentina – Chile ชื่อ Paso Internacional “Don Guillermo” (Paso Río Don Guillermo) ก่อนเที่ยง

ใช้เวลาผ่านตม. อาร์เจนตินาประมาณครึ่งชั่วโมง

นั่งรถต่อข้ามชายแดนเข้าสู่เขตหมู่บ้าน Torres del Paine ของประเทศชิลี

เอากระเป๋าทุกใบลงจากรถไปผ่านตม. และสแกนกระเป๋า ชิลีห้ามเอาเนื้อสัตว์ ผลไม้ เนย แยม เข้าประเทศ

คนไทยสามารถเดินทางเข้าและท่องเที่ยวในชิลีได้ 90 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า

บ่ายโมงนิดๆ ผ่านด่านได้ทุกคน นั่งรถบัสตามทางหลวงหมายเลข 9 ลงไปทางทิศใต้อีก 50 นาทีก็ถึงสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Puerto Natales ตอนบ่าย 2 โมง (ในเว็บบอกว่าถึง 13.00 น.) นั่งกันหลังขดหลังแข็งรวมเวลาเบ็ดเสร็จ 6 ชั่วโมงครึ่ง ไม่มีพักให้กินข้าวกลางวัน แต่เราเตรียมของขึ้นไปกินบนรถอยู่แล้ว

เวลาของชิลีเท่ากับเวลาอาร์เจนตินาในฤดูร้อน ถ้าใน winter time (ต้นเม.ย.-ต้นก.ย. โดยประมาณ) จะช้ากว่า 1 ชั่วโมง

เราซื้อตั๋วรถบัสของ Buses María José เข้าอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ตอนบ่ายสองครึ่งไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่งลุ้นอยู่ว่าจะมาทันมั้ย

ค่ารถบัส Puerto Natales – Pudeto ราคาเที่ยวละ 16 USD (8,000 CLP), ค่ารถบัสไป-กลับ 30 USD (15,000 CLP)

เช็คตารางเวลารถบัสได้ที่ www.busesmariajose.com
ส่งอีเมลแจ้งขอซื้อตั๋วและทำจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ [email protected]

ลงรถปุ๊บ เดินหาร้านแลกเงินก่อนเลย สถานีนี้มีร้านแลกเงินอยู่ชั้นล่าง (เปิด 10.00-17.00 น. และ 20.00-22.00 น.) เรทดีกว่าที่ El Calafate เยอะ แต่ก็ยังไม่เท่าที่คำนวณไว้คือ 1 USD = 630 Peso chileno (Chilean peso) ตัวย่อคือ CLP หรือ $ เรทที่ควรได้ไม่น่าต่ำกว่า 650 CLP ตีเป็นเงินไทย 1 CLP ประมาณ 0.05 บาท คิดง่ายๆ คือ 100 CLP = 5 บาท

เราคำนวณว่าจะใช้เงินสดไม่เกิน 130,000 CLP จึงเตรียมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกคนละ 200 USD

ชั้น 2 ของสถานีรถบัสมีร้านอาหารนะครับ

ที่พักของเราในคืนนี้คือ Hostería Pehoé ที่พักชื่อดังบนเกาะเล็กๆ ในทะเลสาบ Pehoé ใน Parque Nacional Torres del Paine หรืออุทยานแห่งชาติ Torres del Paine

วิธีการเดินทางโดยรถสาธารณะคือนั่งรถบัสจากเมือง Puerto Natales ซึ่งมีให้บริการหลายบริษัท เช่น Buses María José, Bus-Sur, Buses Gómez, Bues Juan Ojeda เข้าอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ไปลงที่ท่ารถ Pudeto (จ่ายค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ 21,000 CLP) ในช่วงเดือนต.ค.-เม.ย. มีรถทุกวัน ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง แล้วให้รถของที่พักมารับอีกต่อ

ถ้าจะมา trekking ขึ้นเขาไปยัง Mirador Base Las Torres จุดชมยอดเขา Three Towers อันโด่งดัง ให้ลงที่ป้าย Laguna Amarga ซึ่งถึงก่อน Pudeto 1 ชั่วโมง แล้วต่อรถ shuttle ของแต่ละที่พักหรือเดินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ระยะทางราว 7 กิโล ไปยังจุดเริ่มต้นเดินขึ้นเขา

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.parquetorresdelpaine.cl

เข้า Parque Nacional Torres del Paine

14.30 น. รถบัสของ Buses María José ออกจากสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Puerto Natales

นั่งรถย้อนขึ้นไปทางเดิมตามทางหลวงหมายเลข 9 กลับไปผ่านวงเวียนใกล้ด่านตม. แต่รถบัสไม่จอด เลยต่อผ่านหมู่บ้าน Torres del Paine เข้าอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ก่อน 4 โมงครึ่งก็ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ทุกคนต้องลงจากรถไปดูวีดีโอกฎระเบียบและข้อห้ามต่างๆ ของอุทยานฯ กรอกแบบฟอร์ม และจ่ายเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ 21,000 CLP หรือ 32 USD (ราคาสำหรับชาวต่างชาติในช่วง high season 1 ต.ค.-30 เม.ย.) สามารถอยู่ในอุทยานฯ ได้ 3 วัน

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Torres del Paine National Park

photo credit: www.cascada.travel

หลายคนไม่ขึ้นรถต่อ แต่รอรถ shuttle ของแต่ละที่พักมารับ ตรงนี้คือป้าย Laguna Amarga นั่นเอง

นั่งรถต่ออีกราว 40 นาทีก็ถึงท่ารถบัส Pudeto รวมเวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง

ซื้อแซนด์วิชกินที่คาเฟ่ตรงท่ารถบัสระหว่างรอรถของที่พักมารับ โค้กที่นี่ขวดละ 2,000 CLP ครับ

อีกแป๊บรถของ Hostería Pehoé ก็มารับ

เรานัดรถมารับที่ Pudeto เย็นนี้ และรับจากที่พักมาส่งตรงนี้อีกวันพรุ่งนี้ตอนเย็น ค่ารถเที่ยวละ 11 USD ต่อคน ติดต่อ Hostería โดยตรงทางอีเมลและทำเรื่องจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตตามที่ทางที่พักแจ้ง

นั่งรถตู้อีก 7 นาที แล้วเดินข้ามสะพานไม้ไปเช็คอินเข้าพักที่ Hostería Pehoé

ที่พักบนเกาะเล็กๆ ในทะเลสาบ Pehoé (เปเว่) แห่งนี้คือสถานที่ที่เราตั้งปณิธานว่าจะต้องมาพักให้ได้สักครั้งในชีวิตครับ

ราคาห้องพักไม่แรงอย่างที่คิดครับ ห้อง 2 คนนี้ ราคา 152 USD รวมอาหารเช้า จองตรงกับที่พักและทำเรื่องจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเลย

เช็คราคาแต่ละช่วงเดือนได้ที่ www.hosteriapehoe.cl

อยู่กลางป่าแบบนี้มีอินเตอร์เน็ตครับ แต่ไม่แรง ต้องมาใช้ที่ล็อบบี้เท่านั้น

ร้านอาหารก็อยู่ติดกับล็อบบี้เลย

เดินขึ้นเนินด้านหลังเกาะไปถ่ายรูปวิวนี้ก่อน

ข้ามสะพานขึ้นไปบนฝั่ง เดินขึ้นเนินไม่สูงนักไปถ่ายรูปวิวเอกลักษณ์ของ Lago Pehoé ที่มีฉากหลังคือภูเขา Cuernos del Paine (ถ้ามาถ่ายรูปตอนเช้าช่วงพระอาทิตย์ขึ้นภูเขาฉากหลังจะกลายเป็นสีทอง) และ Hostería Pehoé อยู่บนเกาะในทะเลสาบ

Lake Pehoé (Lake Pehoé) คือทะเลสาบซึ่งเปรียบเหมือนเป็นหัวใจของ Parque Nacional Torres del Paine หรืออุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ปายเน่ หรือ Chilean Patagonia โดยได้รับฉายาว่า Los Colores del Agua ที่แปลว่า The colours of the water

ทะเลสาบเปเว่มีพื้นที่ 22 ตารางกิโลเมตร เกิดจากแม่น้ำ Paine ซึ่งมีต้นน้ำคือน้ำตก Salto Grande แม่น้ำไหลลงทะเลสาบ Nordenskjöld ซึ่งค้นพบโดย Nils Otto Gustaf Nordenskjöld นักสำรวจขั้วโลกชาวสวีดิช-ฟินนิช ก่อนไหลต่อลงสู่ทะเลสาบ Pehoé

รอบทะเลสาบมีที่พักหลายแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเดินเขาชมความงามของยอดเขา Three Towers ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์

ปลายเดือนมีนาที่เราไป พระอาทิตย์ตกเกือบ 2 ทุ่ม และขึ้นตอน 8 โมงเช้า

ร้านอาหารเย็นเปิด 2 ทุ่ม อาหารจะเสิร์ฟเป็น 3 คอร์ส ไม่มีเมนู A La Carte ให้สั่ง เราเพิ่งกินมาตอนเกือบ 6 โมง เลยขอสั่งแค่ starter ราคา 8 USD (4,00 CLP) กับไวน์ขาว Viña Tarapacá Gran Reserva, Valle del Maipo แก้วละ 3,000 CLP มาดื่มพอ ส่วนอาหารทั้งคอร์สราคา 24 USD ถ้าสั่งแค่เมนคอร์ส 16 USD ครับ มีค่าทิปอีก 10%

ไวน์ชิลีขึ้นชื่อมาก เอาราคาไปดูกันครับ

รีบเข้านอนเอาแรงดีกว่าเพราะวันนี้เดินทางไกลมาทั้งวันและพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปเดินเขากว่า 20 กิโล

ขอแนะนำว่าให้เตรียมอาหารง่ายๆ ขึ้นไปกินมื้อเที่ยงบนเขา ถ้าไม่ได้เตรียมมาสามารถสั่ง lunch box กับทาง Hostería ได้ แต่ราคาแพงมากคือ 20,000 CLP (ประมาณ 1,000 บาท)

ค้างคืนในอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine

วันที่ 14 ของทริป (วันที่ 13 ในอเมริกาใต้)

โปรแกรมวันนี้หนักหนาสาหัสไม่แพ้วันเดินเขาขึ้นไปชมยอดเขา Fitz Roy ของปาตาโกเนียฝั่งอาร์เจนตินาเลย จะโหดขนาดไหน เดี๋ยวได้รู้

เราให้ที่พักนัดรถมารับไปส่งที่ Hostería Las Torres ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดิน ก่อน 8 โมง และให้มารับกลับที่พักตอนก่อน 5 โมงครึ่งด้วย ค่ารถไปและกลับคนละ 58 USD จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตกับ Hostería Pehoé ล่วงหน้าก่อนแล้ว

ตอนรถออกมองเห็นภูเขา Cuernos del Paine กลายเป็นสีทอง แต่ไม่มีเวลาเดินขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูงของทะเลสาบและ Hostería Pehoé มองไปบนเนินช่างภาพเพียบเลยครับ น่าจะถ่ายรูปยากอยู่นะ

ระหว่างทางเราพยายามถ่ายรูปแสงเช้าจนลุงคนขับรถจอดให้ลงไปถ่ายรูป จึงได้ภาพภูเขาสีทองแบบนี้มา

อีก 15 นาที 9 โมงเช้า ลุงจอดให้ลงที่หน้า Refugios Torres Central หรือ Information ของอุทยานแห่งชาติ (จุดนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 6 กิโลเมตร)

เจ้าหน้าที่สาวให้เรากรอกข้อมูลเล็กน้อยและชี้บอกทางเดินไปยัง Hostería Las Torres ซึ่งต้องเดินอีก 15-20 นาที

ถ้าอยากพักใกล้กับจุดเริ่มต้นเดินก็เลือกพักที่นี่ได้ คืนนึงเป็นหมื่นบาทเอง 555

ถ้าไม่อยากจ้างรถแพงมาส่งที่ Refugios Torres Central ก็สามารถใช้บริการ Shuttle Bus ได้ ตารางเวลาและราคาตามป้ายนี้เลย (แต่เหมือนไม่มีรถไป Hostería Pehoé นะครับ)

วันนี้ฟ้าใส แดดแรงเปรี้ยง อีกแล้ว (เกิดขึ้นไม่บ่อย) #แต้มบุญสม่ำเสมอ จริงๆ

หลังใช้ไกด์ช่วยนำทางที่ปาตาโกเนียฝั่งอาร์เจนตินา คราวนี้เราตัดสินใจเดินเองแล้วเพราะไกด์หายากและค่าจ้างแพง เส้นทางเดินมีทางเดียว (เส้นสีน้ำเงินในแผนที่) โอกาสหลงแทบไม่มีครับ

photo credit: www.adventuresmithexplorations.com

ถ้าซื้อทัวร์แบบ one day trip จากเมือง Puerto Natales จะได้ไปถ่ายรูปที่ทะเลสาบ Pehoé (ทัวร์ราคาแพงหน่อยจะให้รับประทานอาหารกลางวันที่ Hostería Pehoé) พาเข้าถ้ำ Milodón เดินไปชมน้ำตก Salto Grande และทะเลสาบใกล้ๆ แถวนั้น ไม่มีทัวร์ไหนพาเดินขึ้นเขาไปชม 3 ยอดเขาแห่งชิเลียนปาตาโกเนียที่เรียกว่า Three Tower พร้อมกับพาไปทะเลสาบ Pehoé เพราะฉะนั้นใครที่อยากค้างคืนที่ Hostería Pehoé และพิชิตจุดชมวิว Mirador Base Las Torres ชม Three Tower ต้องมาเที่ยวเองเดินเองครับ

ช่วงเดือนที่เหมาะสำหรับการเดินเขาไม่ต่างจากปาตาโกเนียฝั่งอาร์เจนฯ คือเดือนธ.ค.-มี.ค. 4 เดือนในฤดูร้อนนี้จึงเป็น high season เพราะอากาศดีเย็นสบายแม้บางวันจะมีแดดจัดก็ตาม เดือนพ.ย. เข้าหน้าร้อนแล้ว แต่เป็นเดือนที่มีลมแรงที่สุด ทำให้เดินเขาในช่วงที่เป็นเส้นทางแคบๆ ได้ลำบาก ถ้าลมแรงเกินกำหนดเจ้าหน้าที่อาจไม่อนุญาตให้เดิน

เดือนต.ค. และ มี.ค. อากาศหนาวกว่าช่วงฤดูร้อน นักท่องเที่ยวไม่ล้นหลาม ปลายเดือนมี.ค. (ช่วงที่เราไป) เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เดือนเม.ย. ยังเที่ยวได้แต่อากาศหนาวแล้ว เดือนพ.ค. เข้า low season อากาศหนาว ไม่ควรมาแล้ว เดือนมิ.ย.-ส.ค. คือฤดูหนาวจัด หิมะตก ส่วนเดือนก.ย. เริ่มพ้นหน้าหนาวแต่อากาศยังหนาวมาก ยังไม่ควรมาในเดือนนี้

สิ่งของที่ควรเตรียมไปเดินเขาก็เหมือนกับการเดินฝั่งอาร์เจนฯ คือ เสื้อกันลมกันหนาว อาหาร น้ำดื่ม ครีมกันแดด แว่นตากันแดด ไม้เทรคกิ้ง ผ้ารัดซัพพอร์ทหัวเข่าและข้อเท้า ปลาสเตอร์ยา ทิชชูเปียก ถุงใส่ขยะ ถ้าอากาศหนาวมากควรพกถุงมือและหมวกไหมพรมใส่ปิดหูไปด้วย

เช่นเดิมครับ เราไม่ใช่ช่างภาพที่ชอบเที่ยว เพราะฉะนั้นจึงพกแค่กล้อง Mirrorless ธรรมดาไปตัวเดียว เลนส์ซูม เลนส์ไวด์ ขาตั้งกล้อง ไม่แบกไปให้หนัก ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปก็แจ๋วไม่ธรรมดา

9 โมงเช้า เริ่มเทรคกันเลย

หลังเดิน 15 นาทีจาก Refugios Torres Central (Information) ของอุทยานแห่งชาติ มาถึง Hostería Las Torres เดินตรงต่อไปตามป้ายบอกทางไป Mirador Las Torres

ทางเดินช่วงแรกเป็นทางเรียบๆ จนข้าม Río Ascensio แม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านตลอดเส้นทางเดินขึ้นเขา

จากนั้นจะเริ่มเป็นทางเดินไต่ระดับขึ้นเขาอย่างไกล ช่วงนี้เป็นที่โล่งแจ้ง วันนี้แดดจัดด้วย เรียกเหงื่อและดูดพลังงานตั้งแต่แรกเลยครับ

เดินได้พักใหญ่ๆ เพิ่งรู้ตัวว่าเราไต่ระดับขึ้นมาได้สูงขนาดนี้ แต่หนทางยังอีกยาวไกล

ตรงไปอีกสักพักก็เจอทางแคบๆ เลียบหน้าผาสูงที่เรียกว่า Paso de los Vientos (Windy Pass) ซึ่งเป็นจุดที่มีลมแรง ถ้าลมแรงเกินกำหนดอาจเกิดอันตรายขณะเดินผ่านได้

ค่อยๆ ลดระดับความสูงลงไปข้ามแม่น้ำ

อีกแป๊บก็ถึงจุดพักแรกชื่อว่า Refugio y Camping El Chileno หรือ Chileno

จุดนี้อยู่ห่างจาก Hostería Las Torres 5.5 กิโลเมตร มือใหม่หัดเทรคอย่างเราใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมงครึ่ง (ปกติใช้เวลา 1.45 – 2 ชั่วโมง)

ตรงนี้มีร้านอาหาร น้ำดื่มฟรี และห้องน้ำเสียเงิน 500 CLP แต่ราคาอาหารแพงมาก มื้อง่ายๆ 10,000-15,000 CLP รวมน้ำ (500 บาทอัพ)

นั่งพักให้เหงื่อแห้งพักนึง จากนั้นเดินต่อเข้าสู่เส้นทางป่าทึบตามแนว Río Ascensio ทางเดินช่วงนี้ร่มรื่น เย็นสบาย และค่อนข้างเรียบ มีขึ้นลงเนินเตี้ยๆ บ้าง

ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปแบบไม่รู้ตัว ระยะทางช่วงนี้ไปถึงจุดพักข้างหน้าชื่อ Campamento Torres คือ 3.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่เราใช้แค่ 45 นาทีครับ #ไม่ได้โม้ 555

จากจุดพักสุดท้าย Campamento Torres ต่อไปเป็นทางหินล้วนๆ ขึ้นเขาชันและสูง เห็นยอดเขาแหลมๆ อยู่ไกลๆ ไหม? ช่วงนี้ระยะทาง 800 เมตร ใช้เวลาเดิน 45 นาที

พอพ้นเนินลูกสุดท้ายก็เห็นวิวยอดเขา Three Towers แบบนี้ อยากร้องว้าวดังๆ

เราใช้เวลา 45 นาทีเป๊ะก็ขึ้นไปถึง Mirador Base Las Torres บนความสูง 850 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดนี้เป็นจุดชมยอดเขา Three Towers แห่ง Torres del Paine ซึ่งประกอบด้วย 3 ยอดเขาคือ Torre Norte, Torre Central และ Torre Sur ที่มีทะเลสาบ Ventisquero Torres อยู่เบื้องล่าง

เที่ยงตรง เรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้สำเร็จ หลังจากเดินทนมาร่วม 3 ชั่วโมงเต็ม เยส!!

ยอดเขาทางขวาคือ Torre Norte (Torre Monzino) สูง 2,248 เมตร ตรงกลางคือ Torre Central สูง 2,800 เมตร และทางซ้ายชื่อ Torre Sur (Torres d’Agostini) สูง 2,850 เมตร

ลงไปถ่ายรูปริมทะเลสาบก่อนที่คนจะเยอะไปกว่านี้ 555

ภารกิจสุดโหดสำเร็จด้วยดีครับ

เดินขึ้นเขากลับไปหาที่เหมาะๆ กินข้าวที่เตรียมมา

บ่ายโมงนิดๆ เดินกลับทางเดิมลงเขายาวรวดเดียวไปพักที่ Refugio Chileno เลย

จากนั้น เดินลงเขาอีก 5.5 กิโลกลับไปยัง Hostería Las Torres และค่อยๆ เดินหายใจทิ้งอีก 20 นาทีไปพักดื่มน้ำดื่มท่าที่ Refugios Torres Central (Information) ของอุทยานแห่งชาติ ก่อนเวลานัดลุงคนขับรถมารับครึ่งชั่วโมง

ขาลงเขาใช้เวลานานกว่าขาขึ้นนิดหน่อยเพราะไม่ต้องเร่งทำเวลาไปให้ถึงก่อนที่คนจะเยอะและมันเหนื่อยล้าจากการเดินไกลเป็นวันที่ 2 โดยเว้นพักแค่ 2 วัน

สรุปความยากง่ายและแตกต่างจากการเดินขึ้นไปชมยอดเขา Fitz Roy ของปาตาโกเนียฝั่งอาร์เจนตินาครับ ผมว่าการเดินขึ้น Mirador Base Las Torres นี้ยากกว่านิดหน่อยเพราะทางช่วงแรกตัดกำลังเราก่อนเลย ส่วนช่วงสุดท้ายที่เป็นทางหินสูงชันโหดพอๆ กัน แต่ฝั่งชิลีลมแรงกว่าทำให้ทรงตัวยากกว่า

ฝรั่งเค้าประเมินความยากไว้ที่ระดับปานกลางค่อนข้างสูง ระยะทางไป-กลับประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8 ชั่วโมง

17.15 น. ลุงมารับเราตรงเวลานัด ขากลับเราบอกลุงให้แวะจอดถ่ายรูปตัว guanaco สัตว์ในตระกูลเดียวกับลามะและอัลปาก้า ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบแถวที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

นั่งรถกลับ Hostería Pehoé 50 นาที เก็บข้าวของใส่กระเป๋าและนั่งรถคันเดิม 7 นาทีย้อนกลับไปที่ท่ารถบัส Pudeto กินอาหารมื้อเย็นที่คาเฟ่เดิมตรงท่ารถบัส

กลับ Puerto Natales

19.00 น. คือเวลารถบัส Buses María José ออก นั่งกลับทางเดิมอีก 3 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Puerto Natales

photo credit: bagualesgroup.com

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยากเที่ยวแบบสบายๆ และเดินเขาแบบจัดหนักครับ

  • ทัวร์อุทยานแห่งชาติ Torres del Paine แบบสบายๆ มีให้เลือกหลายเจ้า เช่น Denomades ราคาคนละ 39,000 CLP (ประมาณ 2,000 บาท) ไม่รวมอาหารกลางวัน ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติสำหรับชาวต่างชาติ 21,000 CLP (ต.ค.-เม.ย.) และค่าเข้าถ้ำ Milodón 5,000 CLP

รายละเอียดทัวร์ www.denomades.com

  • แบบ trekking ไปชมยอดเขา Three Towers ที่ Mirador Base Las Torres 1 วัน เริ่มต้นเดินจาก Estancia Torres del Paine ไปยังจุดชมยอดเขา และแบบ W-Trek 5 วัน 4 คืน

ค่าทัวร์ one day trip จาก Puerto Natales ประมาณ 60,000 CLP (100 USD) รวมอาหารกลางวัน แต่ไม่รวมค่าเข้าอุทยานแห่งชาติสำหรับชาวต่างชาติ 21,000 CLP (ต.ค.-เม.ย.)

รายละเอียดทัวร์ www.denomades.com

สี่ทุ่ม ถึงสถานีรถบัส Terminal Rodoviario Puerto Natales

ลงรถบัสเดินเข้าไปในอาคารสถานีทะลุไปออกอีกประตูแล้วเดินไปทางซ้ายข้ามถนนเดินตามถนนใหญ่ Avenida Santiago Bueras ด้านหลังอนุสาวรีย์ทหาร ประมาณ 300 เมตรไปเช็คอินที่ Arte Brisa Hostal Boutique

ที่พักใกล้ๆ สถานีรถบัสมีไม่กี่ที่และราคาถือว่าแพงเมื่อเทียบกับสภาพครับ อย่างห้องนี้ราคาคืนละ 49,800 CLP (61.20 USD + VAT 19% = 72.83 USD) มีห้องน้ำในตัวและอาหารเช้า แชร์กันจ่ายคนละ 1,185 บาท

ค้างคืนที่เมือง Puerto Natales

วันที่ 15 ของทริป (วันที่ 14 ในอเมริกาใต้)

ไป Punta Arenas

ในเมือง Puerto Natales ไม่มีที่เที่ยวอะไรครับ มีแค่ทางเดินริมฟยอร์ดใกล้ Hotel Costaustralis และรูปปั้นตัวสล็อตยักษ์ที่มีชื่อว่า Monumento Al Milodón ซึ่งอยู่ริมทะเลห่างออกไปราว 900 เมตร

ตอนนั่งรถบัสระหว่าง Puerto Natales กับ Torres del Paine ก็ผ่านรูปปั้นนี้

เส้นทาง Puerto Natales – Punta Arenas เป็นเส้นทางหลักของชิลีตอนใต้จึงมีรถบัสหลายบริษัทให้บริการ แต่ละบริษัทมีรถหลายเวลาต่อวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น

เราเลือกใช้ Bus-Sur เพราะมีรถบริการทุกวันตลอดทั้งปีและสถานีรถบัสอยู่ใกล้ใจกลางเมือง Punta Arenas เลย โดยซื้อตั๋วรถบัส Puerto Natales – Punta Arenas ทางออนไลน์ราคา 13.52 USD

เช็คเวลาและซื้อตั๋วรถบัสได้ที่ www.bussur.com (ราคา 8 USD ที่โชว์ในเว็บน่าจะเป็นราคาของคนชิลี)

รถบัสออกจาก Terminal Rodoviario Puerto Natales ตอน 10 โมงเช้า นั่งยาว 3 ชั่วโมง 15 นาทีก็ถึงสถานีรถบัส Terminal Bus-Sur Punta Arenas (รถบัสจอดที่สนามบิน Punta Arenas ตอน 12.45 น. ถ้าใครวางแผนจะบินต่อไปยังเมืองอื่นเลยก็ทำได้)

เราเดินทางมา Punta Arenas เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของชิลีเพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังเมืองหลวงคือ Santiago

photo credit: www.livingcoramdeo.com

ออกจากสถานีรถบัส เดินไปทางซ้ายแล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกก็เห็นป้าย Hostal Ayelen แล้ว

ที่ซุกหัวนอนง่ายๆ นี้ตอนจองราคาคืนละ 62 USD + VAT 19% = 73.78 USD แต่ตอนจ่ายเป็นเงินสดของชิลีแค่ 40,000 CLP (ประมาณ 2,000 บาท) มีอาหารเช้า

สภาพห้องโอเคเลยนะ

หลายคนมาเมืองนี้เพื่อล่องเรือไปดูนกเพนกวินที่ Isla Magdalena (Magdalena Island) ซึ่งสามารถซื้อทัวร์ไปได้ มีทัวร์ของหลายบริษัท เช่น Bus-Sur เป็นทัวร์ Pingüino Rey ทั้งวันตั้งแต่ 9 โมงเช้า, Go Patagonia ใกล้ Plaza de Armas เท่าที่เคย search ดูราคาประมาณ 150 USD ต่อคนขึ้นไปครับ

photo credit: chiletravelmag.ru

เราเพิ่งไปดูนกเพนกวินที่ Ushuaia มา เลยขอเดินเที่ยวในเมือง Punta Arenas พอ

Punta Arenas (ปุนตา อาเรนัส) คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของแคว้น Magallanes y de la Antártica Chilena (Magallanes and Chilean Antarctica) ทางใต้สุดของประเทศชิลี

พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเราจะบินไปกรุง Santiago จึงเดินกลับไปที่ Terminal Bus-Sur เพื่อซื้อตั๋ว Airport Transfer นัดรถรอบ 10 โมงเช้ามารับที่สถานีรถบัส ค่ารถคนละ 6,000 CLP ถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิตจะคิด 6,300 CLP

มีข้อมูลบอกว่าค่าแท็กซี่มิเตอร์ไปสนามบิน 20 กิโลเมตร ราคาไม่เกิน 11,000 CLP (16 USD คนขับรับเงิน USD)

รายละเอียดที่ www.ihatetaxis.com

ใกล้สถานีรถบัสมีร้านแลกเงิน เรทดีกว่าที่ Puerto Natales พอสมควรคือ 1 USD แลกได้ 668 CLP

จาก Terminal Bus-Sur เดินตามถนน Avenida Cristobal Colón กลับไปทางที่พักแต่ตรงไปอีกราว 400 เมตรก็ถึงริมทะเลตรง Estrecho de Magallanes หรือช่องแคบ Magellan ข้ามถนนใหญ่ไปยัง Monumento a los Tripulantes de la Goleta Ancud อนุสาวรีย์เรือ Schooner Ancud ของชิลีที่ส่งไปเพื่อยึดอำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบ Magellan เมื่อปีค.ศ. 1843 โดยมีกัปตันเรือคือ Juan Williams Wilson

เดินเลียบทะเลไปทางท่าเรือ Muelle Loreto ซึ่งมีนก Cormorán Imperial หรือ imperial shag อยู่จำนวนมาก

แถวนี้มีป้าย Costanera de Punta Arenas ฉลองครบรอบ 500 ปีการก่อตั้งเมือง

ข้ามถนนตรงเข้าถนน Calle Pedro Montt ไปจนผ่าน Museo de Punta Arenas ก็ถึงสี่แยกจุดตัดกับถนน Lautaro Navarro (ถ้าเลี้ยวขวาก็จะกลับไปยัง Hostal)

เดินตรงต่อไปจนถึงสี่แยกหน้า เลี้ยวขวาไปนิดก็ถึง Museo Regional de Magallanes (Regional Museum of Magallanes) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของแคว้น Magallanes และเมือง Punta Arenas เปิดให้เข้าชมวันพุธ-จันทร์ ตั้งแต่ 10.30-14.00 น. ปิดทุกวันอังคาร

เดินย้อนกลับไปแล้วเดินเข้าไปในสวนของ Plaza de Armas จัตุรัสกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของ Monumento a Hernando de Magallanes หรืออนุสาวรีย์ของ Ferdinand Magellan นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุกีสซึ่งเป็นผู้นำกองเรือสเปนเดินทางรอบโลกเพื่อสำรวจดินแดนใหม่แถบ East Indies หรืออินเดียตะวันออก (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) ในช่วงปีค.ศ. 1519-1521 ระหว่างการเดินทางเรือของ Magellan ได้เข้ามาใกล้บริเวณที่ตั้งของเมือง Punta Arenas ซึ่งเรียกว่า Sandy Point

เดินไปทางด้านหลังอนุสาวรีย์ก็เห็นอาคารราการของเมืองคือ Intendecia Región de Magallanes y La Antártica Chilena (Intendant of the Region of Magallanes and the Chilean Antarctic)

ข้างกันคือ Catedral del Sagrado Corazón (Sacred Heart Cathedral Cathedral) หรือที่เรียกกันว่า Catedral de Punta Arenas (Punta Arenas Cathedral)

หันหน้าเข้าหาโบสถ์ เดินไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกก่อนถึง Hotel José Nogueira

ตรงยาวขึ้นเนินไปขึ้นบันไดไปยังจุดชมวิวเมืองจากที่สูงชื่อว่า Cerro de la Cruz (ระยะทางประมาณ 700 เมตร)

ลงบันไดอีกทาง ตรงไปไม่ไกลก็กลับไปที่ Plaza de Armas เลี้ยวขวาไปกินอาหารจีนบ้างที่ร้าน Comida ค่าอาหารที่ร้านดีๆ ที่นี่ราคา 6,000-8,000 CLP รวมน้ำประมาณ 1,500 CLP แต่ต้องจ่ายค่าทิปอีก 10%

เท่าที่เดินในเมืองนี้รู้สึกว่าปลอดภัยดีนะครับ มืดแล้วเดินกลับ Hostal ได้ไม่มีปัญหาอะไร

คืนนี้ค้างที่ Punta Arenas

วันที่ 16 ของทริป (วันที่ 15 ในอเมริกาใต้)

เข้าเมืองหลวง Santiago

12.05 น. สายการบิน Sky Airline เที่ยวบิน 008 ออกเดินทางจาก Aeroporto Internacional Presidente Carlos Ibáñez (PUQ)

15.30 น. ถึง Aeropuerto Internacional Comodoro Arturo Merino Benítez (Nuevo Pudahuel Airport: SCL) ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 25 นาที

รายละเอียดราคาตั๋วและสายการบินอื่นจะเขียนบอกในรีวิวตอนสุดท้ายต่อไปนะครับ

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.skyairline.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

**สามารถใช้รีวิวนี้วางแผนและไปเที่ยวเองได้ แต่ถ้าจะเขียนเนื้อหาลงในสื่อทุกประเภท ขอให้เขียนขอบคุณข้อมูลจากเพจเที่ยวเองตั้งแต่แรกด้วยครับ