เด็ดเดี่ยวเที่ยวเองอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 3 “New York” ย่ำเท้าทั่ว Midtown Manhattan

เที่ยวเอง รีวิว นิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา New York USA
photo credit: www.terramaps.org
ทริปเที่ยวเอง U.S.A.

ไปเที่ยวนิวยอร์คกันต่อเลยครับ ความเดิมจากตอนที่แล้วที่ผมตระเวนไปทั่วเขต Lower Manhattan มาแล้ว คราวนี้ถึงคิวเขตกลางเกาะแมนฮัตตันอย่าง Midtown Manhattan บ้าง เขตนี้ได้ชื่อว่ามีย่านและแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายไม่แพ้เขต Lower เลยครับ บางทีอาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ ออกเดินเที่ยวกันเลย

เด็ดเดี่ยวเที่ยวอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 1 “Washington D.C.” เมืองหลวงแท้จริงที่มักถูกมองข้าม
เด็ดเดี่ยวเที่ยวอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 2 “New York” เดินดื่มด่ำทั่ว Lower Manhattan

ก่อนอื่นขอให้ข้อมูลเรื่องระบบขนส่งสาธารณะภายในเมืองนิวยอร์คกันอีกรอบครับ ระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองบริหารงานโดยบริษัท MTA ครอบคลุมรถไฟใต้ดิน (subway) และรถเมล์ (bus) ตั๋วชนิดที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวมีดังนี้

1. Single Ride Ticket ตั๋วแบบเที่ยวเดียว ซื้อได้เฉพาะจากเครื่องขายตั๋วในสถานีรถไฟใต้ดิน ราคา 3 ดอลล่าร์

2. Pay-Per-Ride MetroCard บัตรเติมเงินที่ใช้โดยสารได้ทั้งรถไฟใต้ดินและรถเมล์ จะหักเงินตามจริงตามจำนวนครั้งที่ใช้เดินทาง ครั้งละ 2.75 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 1.35 ดอลล่าร์) ค่าบัตร MetroCard ราคา 1 ดอลล่าร์ ควรเติมเงินขั้นต่ำ 5.50 ดอลล่าร์ เพราะจะได้เงินสะสมในบัตรเพิ่มครั้งละ 5% ของเงินที่เติม โดยเติมได้สูงสุด 80 ดอลล่าร์

3. 7-Day Unlimited ตั๋วแบบเหมาจ่าย 7 วันต่อเนื่อง (ตัดวันตอนเที่ยงคืนของแต่ละวัน) ใช้โดยสารได้ทั้งรถไฟใต้ดินและรถเมล์ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ยกเว้นรถเมล์แบบ Express ที่ต้องซื้อตั๋วเฉพาะ) ราคา 31 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 15.50 ดอลล่าร์)

4. 30-Day Unlimited ตั๋วแบบเหมา 30 วันต่อเนื่อง ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินและรถเมล์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 30 วัน ราคา 116.50 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 58.25 ดอลล่าร์)

รายละเอียดตั๋วชนิดต่างๆ เพิ่มเติมที่ New York transportation

photo credit: www.nyctourist.com
photo credit: www.nyctourist.com

ผมเลือกใช้แบบที่ 2 คือบัตรเติมเงินซึ่งจะหักเงินตามที่ใช้จริง ครั้งละ 2.75 ดอลล่าร์ เพราะคำนวณแล้วน่าจะคุ้มกว่าการเหมาแบบ 7 วันครับ (ส่วนมากผมใช้การเดิน) โดยวันนี้จะขยับเข้ามาเที่ยวตอนกลางของเกาะแมนฮัตตันสักหน่อย

0027 Maps New York Q B J Front 9 x 24 20120910
photo credit: www.terramaps.org

ขอเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นการเข้าชมพิพิธภัณฑ์บ้าง เริ่มจาก American Museum of Natural History Center พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โด่งดังยิ่งขึ้นจากภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum สำหรับแฟนพันธุ์แท้ Jurassic Park ต้องไปดูโครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์ตัวสูงเท่าตึกหลายชั้น และที่พลาดไม่ได้คือท้องฟ้าจำลอง Hayden Planetarium ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.45 น. ค่าเข้าชมแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามความต้องการว่าจะเข้าชมมากแค่ไหน ราคาตั๋วแบบ General สำหรับผู้ใหญ่ราคา 25 ดอลล่าร์ (แต่ความจริงสามารถบริจาคได้ตามอัธยาศัยเท่าไรก็ได้ อิอิ)

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit American Museum of Natural History Center

GOPR2008

GOPR2023

GOPR2012

การเดินทางไปที่พิพิธภัณฑ์นี้สามารถใช้รถไฟใต้ดินไปที่สถานี 81 St – Museum of Natural History ขึ้นมาก็ถึงเลยครับ

แถวนี้จะมีอีกสาขาของร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังที่ใครมานิวยอร์คก็ต้องมาโดน นั่นคือ Shake Shack สาขานี้คนจะน้อยกว่าสาขาอื่นๆ บริเวณกลางเมือง แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดีครับ ร้านนี้เป็นฟาสต์ฟู้ดพวกเบอร์เกอร์และเฟรนช์ฟรายตามสไตล์อเมริกัน จุดเด่นคือเน้นจัดเต็ม เนื้อ เบคอน ชีส ไม่สนใจแคลอรี่ 555 รสชาติผมว่าก็อร่อยตามมาตรฐานเบอร์เกอร์ทั่วไปนะครับ แต่ไม่ถึงกับฟินขนาดนั้น ส่วนราคาถ้าเอาแบบอิ่มๆ อยู่ที่ประมาณ 11-16 ดอลล่าร์

20160610_211253

ชมมิวเซียมเสร็จแล้ว มองไปฝั่งตรงข้ามถนนก็เห็น Central Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างเสร็จเมื่อปี 1873 สวนนี้มีขนาดใหญ่ถึง 341 เฮคเตอร์ หรือสนามฟุตบอล 460 สนามต่อกัน ผู้คนที่มาที่นี่ไม่ใช่มาเพื่อเดินหรือวิ่งออกกำลังเท่านั้น ภายในเขตสวนยังมีรูปปั้น ร้านอาหาร เรือถีบ ม้าหมุน ลานสเก็ต พื้นที่นั่งปิคนิค และลานน้ำพุ เพื่อหลบหนีความวุ่นวายภายในเมือง ผมเดินเล่นในสวนร่วมหลายชั่วโมงเลยเพราะหลงทาง ไม่ใช่!! เพราะเพลิดเพลินกับสีเขียวและบรรยากาศที่เหมือนหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่งต่างหากครับ ใครมีโอกาสมาวิ่งที่นี่จะต้องฟินอย่างผมแน่นอน (ผมมาวิ่งอีกทีวันอื่นนะครับ)

20160611_010910

GOPR2053

20160611_005801

เดินตามถนนที่ผ่ากลางสวน Central Park อย่าง 79th St Traverse ผ่าน Belvedere Castle จุดชมวิวมุมสูงของ Central Park ที่ได้วิวสวยงามใช้ได้เลย

20160610_221326

20160610_222258

เดินไปจนสุดทางออกฝั่งถนน 5th Ave เลี้ยวซ้ายเดินไปนิดหน่อยก็ถึง Metropolitan Museum of Art หรือ MET พิพิธภัณฑ์ที่อลังการที่สุดของเมืองและสำคัญที่สุดในโลก ปัจจุบันมีคอลเล็กชั่นถาวรกว่า 2 ล้านชิ้นจากทุกมุมโลกตั้งแต่งานยุคโบราณจนถึงยุคดิจิตอล ถ้าชอบงานอิมเพรสชั่นนิสม์ต้องไปที่ชั้น 2 ที่ห้องภาพเขียนยุโรปยุคศตวรรษที่ 19
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน 10.00-17.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 25 ดอลล่าร์ (แต่บริจาคได้ตามอัธยาศัยเช่นกัน)

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Metropolitan Museum of Art

20160610_224947

20160610_230320

เดินตรงตามถนน 5 th Ave ต่ออีกหน่อยก็ถึง Solomon R. Guggenheim Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ก่อตั้งโดยมูลนิธิ Solomon R. Guggenheim ตั้งแต่ปี 1939 ภายในรวบรวมผลงานศิลปะไว้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Impressionist, Post-Impressionis, Modern รวมถึง Contemporary
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดี เวลา 10.00-17.45 น. วันเสาร์เปิดถึง 19.45 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อายุ 19-65 ปี ราคา 25 ดอลล่าร์

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Solomon R. Guggenheim Museum

GOPR2051

GOPR2040

ความจริงในบริเวณ Central Park ยังมี Central Park Zoo สวนสัตว์ขนาด 6.5 เอเคอร์ที่อยู่ทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของสวนเปิดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1860 นับเป็นสวนสัตว์แห่งแรกของเมือง ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 18 ดอลล่าร์ (ซื้อออนไลน์ 16.20 ดอลล่าร์) เด็ก 3-12 ปี ราคา 13 ดอลล่าร์ (ซื้อออนไลน์ 11.70 ดอลล่าร์) แต่ผมไม่ได้เข้าไปชมด้านในครับ แค่เดินดูอยู่ข้างนอก

20160611_005219

จากสวนสัตว์เดินลงมาทางใต้ตามถนน 5th Ave เลียบสวนไปเรื่อยๆ ก็เห็น Apple Store สาขาใหญ่ที่สาวก Apple ไม่ควรพลาด ถ้าเดินต่อตาม 5th Ave ไปอีกก็จะมีร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมากมายตลอดทาง

GOPR2165

GOPR2167

แต่ผมไม่ได้เป็นขาช้อปแบรนด์เนมขนาดนั้น (ความจริงไม่มีเงินนั่นแหละ) เลยเลี้ยวซ้ายเข้าถนน E 58th St เดินตรงไปประมาณ 900 เมตรก็เห็นบันไดทางขึ้น Manhattan Tram Station รถกระเช้าลอยฟ้าที่ใช้ข้ามไปยัง Roosevelt Island

20160613_231200

20160613_231736

เกาะรูปทรงยาวที่มีพื้นที่ราว 0.59 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ East ระหว่างฝั่ง Manhattan กับฝั่ง Queens เกาะดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นสถานพยาบาลสำคัญระหว่างปี 1921-1971 โดยรู้จักกันในชื่อ Welfare Island ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อตามปัจจุบันในปี 1971 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อดีตประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt

20160614_001711

การเดินทางภายในเกาะสามารถใช้บริการรถบัสสีแดงที่วิ่งเชื่อมระหว่างหัวเกาะกับท้ายเกาะได้ฟรี โดยรถจะออกทุกๆ 10 นาที แต่บริเวณหัวเกาะไม่ค่อยมีสถานที่อะไรน่าสนใจ มีแค่สวนที่มีประภาคารโบราณตั้งอยู่ ถ้ามีเวลาไม่มากแนะนำให้เดินไปที่ Franklin D. Roosevelt Four Freedoms Park ที่อยู่ด้านใต้ของเกาะเลย สวนสาธารณะขนาด 1.6 เฮคเตอร์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดี Roosevelt โดยเป็นผลงานการออกแบบของ Louis Kahn ซึ่งเน้นการใช้แท่นปูนโทนสีเทา วิวจากในสวนมองไปเห็นฝั่งแมนฮัตตันให้ความรู้สึกสงบเงียบดีครับ

20160614_003422

20160614_004112

20160614_004837

เดินย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Roosevelt Island (สาย F) นั่งข้ามกลับไปฝั่งแมนฮัตตันที่สถานี 14th St ตอนนี้จะเริ่มกลับมาเป็นชาวเมืองอีกรอบครับ ผมเดินตามถนน W 14th St ไปทาง Union Square จัตุรัสสำคัญกลางเมืองที่เป็นเหมือนจุดนัดพบหลักของชาวเมือง ตรงนี้มีห้าง DSW Designer Shoe Warehouse ที่ขายสินค้าพวกเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แบรนด์ดังต่างๆ ในราคาถูก แถมคุณภาพเยี่ยมอีกด้วย

20160614_223855

GOPR1928

เดินตรงด้านข้างสวนผ่านถนน Broadway ไปถึง Madison Square Park ก็เจอ Flatiron Building หรือชื่อเดิมว่า Fuller Building อาคารรูปสามเหลี่ยมสูง 22 ชั้นที่บริเวณหัวมุมถนน Fifth Avenue กับ E 23rd St. ซึ่งเป็นหนึ่งในตึกแลนด์มาร์คสำคัญบนถนน Fifth Avenue โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 และได้ชื่อว่าเป็นตึกสูงอันดับต้นๆ ของเมืองในยุคนั้นอีกด้วย

GOPR2179

ตรงต่อเข้าถนน 5th Avenue ถนนสายสำคัญของเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อปเพราะรายล้อมด้วยร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมากมาย ถือเป็นหนึ่งในถนนสายช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก เรียกว่าเดินช้อปกระจายกันได้เลย

GOPR1940

GOPR1942

บริเวณถนน W 32th St ตัดกับ 5th Avenue เป็นย่าน Korean Town ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเกาหลี ถ้าอยากอาหารเอเชียสามารถแวะเข้าไปเดินเล่นได้ครับ

20160609_002836

20160615_011745

เดินตรงขึ้นไปอีก block เดียวก็จะถึง Empire State Building ตึกระฟ้าสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนครนิวยอร์คที่มีความสูงถึง 102 ชั้น ตกแต่งแบบศิลปะสไตล์เด็คโค่ หากไม่กลัวความสูงและต้องการเห็นมุมมองอันน่าอัศจรรย์ของเมืองนิวยอร์คต้องไม่พลาดการขึ้นไปพิชิตยอดตึกแห่งนี้ ค่าขึ้นไปชั้น 86 ราคา 32 ดอลล่าร์

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit Empire State Building

20160609_002055

20160609_011101

เดินตรงตามถนน Fifth Avenue ต่ออีก 600 เมตรก็มาถึง New York Public Library หอสมุดสาธารณะแห่งนิวยอร์คที่รวบรวมหนังสือไว้มากมายกว่า 53 ล้านเล่ม นับเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐฯ และอันดับ 4 ของโลก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1895 ด้านในนั้นบอกเลยว่าสวยงามมาก เหมาะกับการอ่านหนังสือเป็นที่สุด

20160609_012548

GOPR1945

จากหอสมุด เลี้ยวขวาเข้าถนน E 42nd St ก็คือ Grand Central Terminal สถานีรถไฟกลางของนิวยอร์คซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้านในวุ่นวายไปด้วยผู้โดยสารที่เดินเฉียดกันอย่างรีบเร่ง แต่ก็งดงามด้วยสถาปัตยกรรมที่ดูขลังและมีเสน่ห์เฉพาะตัว

20160609_014614

เดินกลับไปที่ถนน Fifth Avenue ตรงต่อไปประมาณ 1 กิโลเมตรไปยัง St. Patrick’s Cathedral โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Gothic ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1910 และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของนิวยอร์ค

GOPR1950

อาคารติดกันคือ Rockefeller Center สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยตึกทั้งหมด 19 ตึก ซึ่งตกแต่งด้วยศิลปะสไตล์เด็คโค่ ด้านในจัดสรรพื้นที่แบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สวน สำนักงาน รวมทั้งสถานที่จัดงานด้านวัฒนธรรมและบันเทิง ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจะมีการนำต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่มาจัดแสดงไว้โดยในยามค่ำคืนจะมีการเล่นแสงไฟระยิบระยับอันดงาม

GOPR1959

ไฮไลต์ของที่นี่คือการชมพระอาทิตย์ตกบน Top of the Rock เพื่อสัมผัสวิวนิวยอร์คแบบ 360 องศาที่ไม่มีอะไรมาบดบัง เพราะชั้นบนสุดของ Observation Deck มีกระจกกั้นสูงแค่ระดับอกเท่านั้น ค่าเข้าชมแบ่งเป็นหลายชนิด แต่แบบที่ผมเสียเงินขึ้นไปคือแบบ 32 ดอลล่าร์ เห็นทั้ง Central Park และ Empire States อย่างชัดเจน ส่วนตัวคิดว่าคุ้มค่านะครับ ถ้าขึ้นไปช่วงเย็นๆ หน่อยเพราะจะได้บรรยากาศทั้งกลางวัน ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และยามค่ำคืน

รายละเอียดการขึ้น Top of the Rock ที่ www.topoftherocknyc.com/ticket-menu/

20160615_015357

GOPR2185

20160615_031820

20160615_035006

ลงจากตึกแล้วเดินขึ้นไปอีก 2 block ถนนก็เป็นที่ตั้งของ The Museum of Modern Art (MoMa) พิพิธภัณฑ์ศิลปะยุคใหม่ที่ได้รับการยกย่องว่ามีอิทธิพลต่อศิลปะยุคใหม่ของโลก ภายในรวบรวมผลงานศิลปะไว้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม งานออกแบบ ภาพวาด งานปั้น รูปถ่าย และงานพิมพ์ รวมทั้งหนังสือต่างๆ ไว้มากกว่า 300,000 เล่ม เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 10.30-17.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 25 ดอลล่าร์ ถ้าจะเข้าชมอาจจะต้องเปลี่ยนแผนมาที่เร็วขึ้นหน่อยครับ แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้ดื่มด่ำชื่นชอบงานศิลปะขนาดนั้น เลยเดินดูแค่ในส่วนร้านค้าของพิพิธภัณฑ์

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ visit The Museum of Modern Art

20160610_005928

วันรุ่งขึ้นเป็นคิวของชาวฮิปสเตอร์กันบ้างครับ แต่จะขอออกไปนอกเกาะแมนฮัตตันสักหน่อย วันนี้ผมมุ่งหน้าไปยังแหล่งรวมความคูลอย่างย่าน Bedford โดยใช้รถไฟใต้ดินสาย L ไปที่สถานี Bedford Av ซึ่งอยู่ในเขต Williamsburg เพื่อสัมผัสไลฟ์สไตล์ของฮิปสเตอร์ ย่านดังกล่าวเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์มาแรงของนิวยอร์เกอร์ที่สองฟากถนนเต็มไปด้วยร้านขายของเก๋ๆ คาเฟ่แนวมินิมอลสวยๆ

อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับ Street art สีสันสดใส รวมทั้ง Street fashion ของเหล่าฮิปสเตอร์ตามท้องถนน โดยในช่วงสุดสัปดาห์จะมี Artists & Fleas Market ตลาดขายสินค้ามือสองสุดฮิปให้เด็กแนวได้เลือกซื้อของอย่างเพลิดเพลินอีกด้วย แต่ผมไปในช่วงวันธรรมดาทำให้ดูไม่คึกคักเท่าที่ควร

GOPR2156

20160613_210115

GOPR2161

ย่านนี้มีร้านอาหารและคาเฟ่เจ้าดังหลายร้าน เช่น Maison Premiere, Toby’s Estate Coffee, Peter Luger Steak House แต่ผมได้ไปลองอีกร้านที่ชื่อ Pies ‘n’ Thighs ซึ่งเมนู signature ของร้านคือวาฟเฟิ้ลกับไก่ทอด รสชาติถือว่าอยู่ในระดับดี การตกแต่งร้านเรียบง่าย ดูเป็นกันเอง ส่วนราคาก็ตามมาตรฐานของเมืองอยู่ที่ราว 14-20 ดอลล่าร์ต่อคน ถ้าอยากลองดูว่ามันเข้ากันได้จริงหรอ ต้องลอง!

20160613_191116

เสพศิลป์กันจนหนำใจ เดินทางกลับฝั่งแมนฮัตตันไปที่สถานี 8 Av (สาย L) เดินไปทางถนน 9th Ave ก็พบกับ Chelsea Market แหล่งพบปะสังสรรค์สุดฮิปของนิวยอร์เกอร์ครอบคลุมพื้นที่ 1 block ระหว่างถนน 9th-10th Ave และ W 15th-16th St อาคารลักษณะเป็นอิฐซึ่งเป็นที่ตั้งเก่าของ National Biscuit Company ปัจจุบันดัดแปลงใหม่กลายเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารและร้านค้าระดับ Gourmet

GOPR1978

20160609_220132

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนกันไป ตามผนังก็มีทั้งงานเขียน ภาพถ่าย และประติมากรรมให้เลือกชมอีกด้วย สำหรับชั้นบนเป็นส่วนของอาคารสำนักงาน รวมทั้ง Food Network Studio ก็ตั้งอยู่ที่นี่เช่นกัน มาเดินตลาดเชลซีก็เตรียมท้องไว้ดีๆ ด้วยครับ อิ่มพุงกางแน่นอน

20160609_220743

จากตลาดเชลซี เดินไปทางฝั่งแม่น้ำอีกนิดเดียวมีบันไดขึ้นไปยัง The High Line ทางเดินลอยฟ้าความยาว 1.45 ไมล์ในย่าน Chelsea ที่ในอดีตเคยเป็นทางรถไฟยกระดับใช้ขนส่งอาหารเข้าในเขตเมือง แต่ต่อมามีการใช้รถบรรทุกเข้ามาแทนที่ ทำให้บทบาทของรถไฟลดน้อยลงจนในที่สุดเมื่อปี 1980 รถไฟสายนี้จึงต้องหยุดดำเนินการถาวรและถูกทิ้งร้างตั้งแต่นั้นมา ต่อมาในปี 1999 ทางการเมืองมีแผนจะทุบทำลายทิ้งแต่ชาวเมืองบางส่วนไม่เห็นด้วยและต้องการให้อนุรักษ์เอาไว้ สุดท้ายแล้วจึงเกิดเป็นโปรเจ็คพัฒนาเป็นทางเดินลอยฟ้าสีเขียวที่ต้องการสร้างเป็น “public living space” สำหรับชาวเมืองอย่างแท้จริง

ผมชอบที่นี่มากๆ ครับ อาจจะชอบที่สุดในนิวยอร์คเลยก็ว่าได้เพราะมันเป็นแหล่งสันทนาการที่ใช้คอนเซ็ปต์การออกแบบสำหรับชุมชนจริงๆ พื้นที่รอบบริเวณก็เป็นสีเขียวทำให้รู้สึกร่มรื่น อยากมาเดินชมนู่นชมนี่ เหนื่อยก็มีที่ให้นั่งพักระหว่างทาง หรือซื้อของกินง่ายๆ ตามร้านแผงลอยที่จัดแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ คูลมากๆ

20160609_223143

20160609_222745

20160609_230041

GOPR1989

20160609_225506

20160609_230522

ผมเดินบนทางเดินลอยฟ้านี้จนสุดทางเลยครับ รู้ตัวอีกทีคือมาอยู่ที่ถนน W 30th St ดูจากแผนที่เห็นว่าอีกไม่ไกลก็ถึงย่าน Time Square แล้ว เลยตัดสินใจเดินเข้าถนน W 31th St ตรงอย่างเดียวผ่าน Madison Square Garden ศูนย์จัดงานสำคัญต่างๆ มากมาย แต่ที่จำได้แม่นคือเป็นสังเวียนมวยอาชีพชิงแชมป์โลกของแชมเปี้ยนชื่อก้องโลกหลายต่อหลายคน อาคารนี้เชื่อมต่อกับสถานี Pennsylvania Station หรือเรียกสั้นๆ ว่า Penn Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของเมืองด้วยครับ

GOPR1997

จากตรงนี้ก็มาถึงจุดสุดท้ายของวัน เดินตามถนน 7th Ave ขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตรเข้าสู่ย่าน Time Square & Theater District แล้วครับ ไทม์สแควร์เป็นจัตุรัสสำคัญบริเวณที่ถนน Broadway ตัดกับถนน 7th Ave ซึ่งเป็นจุดที่ขวักไขว่ไปด้วยผู้คนมากมาย โดยจุดเด่นอยู่ที่ความสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมงด้วยไฟจากป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์นับไม่ถ้วน ย่านนี้ยังได้ชื่อว่าเป็น Theater District เพราะมีโรงละครหลากหลายสไตล์กระจายอยู่ทั่วถนน ถ้ามาในช่วงกลางคืนจะให้ความรู้สึกคึกคักมากกว่าช่วงกลางวันครับ ผมลองเดินมาทั้งสองเวลาแล้ว 😀

20160609_025418

20160609_030308

20160609_031008

GOPR1969

ถ้าขยันเดินหน่อยหรือจะใช้รถไฟใต้ดินไปที่สถานี 50 St ก็ได้ เดินไปหน่อยมีร้านราเมงสุดอร่อย 2 เจ้าตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ร้านแรกคือ Totto Ramen ร้านราเมงเล็กๆ แคบๆ ที่ให้ฟีลตามฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ หมูติดมันคือดีมาก ร้านนี้คนแน่นตลอดเวลาครับ กินเสร็จแล้วต้องรีบลุกเลยไม่งั้นจะถูกมองหน้า ราคาอยู่ที่ชามละ 13-16 ดอลล่าร์
ส่วนอีกร้านใกล้กันเป็นร้านชื่อดัง นั่นคือ Ippudo เชื่อว่าคนไทยน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ร้านนี้บรรยากาศจะหรูหรากว่า และแน่นอนว่าราคาก็แพงกว่าครับ จุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่น้ำซุปที่จัดได้ว่าแซ่บเว่อร์ หากมีเวลาอยากลองก็ไปโดนกันได้นะครับ ผมเป็นคอราเมงอยู่แล้วเลยไม่พลาด ^^

Totto Ramen
Totto Ramen

20160610_020330

Ippudo
Ippudo

ปิดท้ายรีวิวด้วยข้อมูลการเดินทางระหว่าง John F. Kennedy International Airport (JFK) กับตัวเมืองนิวยอร์คกันสักหน่อยครับ เผื่อใครเดินทางมาถึงหรือจะกลับจากสนามบินนี้

  1. รถไฟ AirTrain ต่อรถไฟใต้ดิน – AirTrain คือรถไฟที่เชื่อมต่ออาคารสนามบินกับเครือข่ายขนส่งมวลชนอื่นๆ โดยสามารถใช้รถไฟชนิดนี้เดินทางระหว่างเทอร์มินอลและที่จอดรถ 24 ชั่วโมงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าใช้เดินทางออกจากสนามบินไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ Howard Beach JFK Airport หรือ Sutphin Blvd Archer Av JFK Airport จะต้องซื้อตั๋วในราคา 5 ดอลล่าร์ (จากคนขายของที่ร้านค้า แต่ถ้าซื้อจากตู้กดจะต้องเสียค่าบัตรอีก 1 ดอลล่าร์) บวกกับค่ารถไฟใต้ดินเที่ยวละ 3 USD หรือ 2.75 USD โดย Pay-Per-Ride MetroCard (รายละเอียดตั๋วแต่ละชนิดตามที่เขียนไว้ด้านบน) ใช้เวลาเดินทางถึงเขตต่างๆ ของ Manhattan ประมาณ 50-75 นาที
    ข้อมูลเพิ่มเติมที่ AirTrain JFK
  2. รถไฟ AirTrain ต่อรถไฟ LIRR – รถไฟ LIRR หรือ Long Island Rail Road คือรถไฟที่วิ่งเชื่อมต่อระหว่างใจกลางนครนิวยอร์คกับเกาะ Long Island เกาะใหญ่ทางตะวันออกของศูนย์กลางนิวยอร์ค วิธีการนี้ทำได้โดยใช้รถไฟ AirTrain จากสนามบิน JFK ไปที่สถานี Sutphin Blvd Archer Av JFK Airport แล้วต่อรถไฟ LIRR ใช้เวลาเดินทางถึงสถานี Penn Station 35 นาที ค่ารถไฟ AirTrain 5 ดอลล่าร์ บวกค่ารถไฟ LIRR ซึ่งแบ่งเป็น Peak Time (วันจันทร์ถึงศุกร์ 06.00-10.00 น. ทิศทางมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ค กับ 16.00-20.00 น. ในทิศทางออกจากนิวยอร์ค) กับ Off Peak Time (วันและเวลาอื่นๆ นอกเหนือจาก Peak Time) ราคา 10 กับ 7.25 ดอลล่าร์ตามลำดับ แต่ถ้าซื้อบนรถไฟราคาจะพุ่งสูงเป็น 16 กับ 13 ดอลล่าร์ตามลำดับ
    รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Fares & Ticket Information
  3. รถประจำทาง – การเดินทางจากสนามบินเข้าใจกลางเมืองนิวยอร์คมีสม่ำเสมอ สถานีรถประจำทาง NYC Transit Bus Lines อยู่ทางด้านตะวันออกของอาคารขาเข้า Terminal 5 หรือที่สถานี Jamaica

20160616_163020

20160616_164128

ทริปนี้ ผมเดินทางกลับประเทศไทยจาก JFK Airport โดยเลือกใช้วิธีการเดินทางไปสนามบินแบบแรกครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงหน่อยๆ ถ้าจะเลือกวิธีนี้ควรเผื่อเวลาไว้สักหน่อยนะครับเพราะรถไฟใต้ดินอาจมีการซ่อมบางช่วงนอกเมือง ทำให้อาจเสียเวลาพอสมควร นอกจากนี้ยังต้องดูก่อนเลยว่าเครื่องบินออกจากเทอร์มินอลอะไร แล้วลงที่เทอร์มินอลนั้นเลยครับ

20160616_164910

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต