เด็ดเดี่ยวเที่ยวเองอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 2 “New York” เดินดื่มด่ำทั่ว Lower Manhattan

เที่ยวเอง รีวิว นิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา New York USA
ทริปเที่ยวเอง U.S.A.

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วที่ผมเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยรถบัส Greyhound มาถึงนิวยอร์คในช่วงค่ำๆ ที่
Port Authority Bus Terminal ใกล้กับย่าน Time Square ใจกลางเมือง จึงยังไม่ได้ไปที่ไหนเลย แต่สำหรับวันต่อๆ ไป ผมจะจัดเต็มเที่ยวนิวยอร์คตามสไตล์ของตัวเอง นั่นคือ “การเดินแหลก” กันแล้ว ตามมาเที่ยวต่อได้เลยครับ

เด็ดเดี่ยวเที่ยวอีสต์เทิร์นเมกา ตอนที่ 1 “Washington D.C.” เมืองหลวงแท้จริงที่มักถูกมองข้าม

เนื่องจากผมมีเวลาค่อนข้างมากสำหรับอยู่เที่ยวนิวยอร์คได้หลายวันเพราะมีญาติอาศัยอยู่ที่นี่จึงไปพักกับเค้าได้ การเที่ยวจึงไม่จำเป็นต้องรีบเร่งอะไรมากและสามารถไปเจาะได้หลายสถานที่ด้วย ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของคนที่มีเวลาเที่ยวไม่มาก ดังนั้นการเขียนรีวิวผมจึงไม่ขอเขียนลงรายละเอียดเรียงเป็นรายวันเหมือนที่ผ่านๆ มานะครับ แต่จะแบ่งเนื้อหาออกเป็นโซนเพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนเที่ยวเองมากยิ่งขึ้น

และอย่างที่รู้กันว่าเขตเมืองนิวยอร์คนั้นใหญ่มาก แต่ความเจริญและสถานที่ท่องเที่ยวส่วนมากจะกระจุกตัวอยู่แค่บนเกาะ Manhattan ผมเลยขอยึดการรีวิวบนเกาะแมนฮัตตันเป็นหลักไว้ก่อน

photo credit: www.nyctourist.com
photo credit: www.nyctourist.com

แต่ก่อนที่จะออกเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือเรื่องระบบขนส่งสาธารณะซึ่งภายในมหานครนิวยอร์คบริหารงานโดยบริษัท  MTA ครอบคลุมรถไฟใต้ดิน (subway) และรถเมล์ (bus) โดยตั๋วชนิดที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวมีดังนี้

1. Single Ride Ticket ตั๋วแบบเที่ยวเดียว ซื้อได้เฉพาะจากเครื่องขายตั๋วในสถานีรถไฟใต้ดิน ราคา 3 ดอลล่าร์

2. Pay-Per-Ride MetroCard บัตรเติมเงินที่ใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดินและรถเมล์ หักเงินตามจริงตามจำนวนครั้งที่ใช้เดินทาง ครั้งละ 2.75 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 1.35 ดอลล่าร์) ค่าบัตร MetroCard ราคา 1 ดอลล่าร์ ควรเติมขั้นต่ำ 5.50 ดอลล่าร์ เพราะจะได้เงินสะสมในบัตรเพิ่มครั้งละ 5% ของเงินที่เติม โดยเติมได้สูงสุด 80 ดอลล่าร์

3. 7-Day Unlimited Ride MetroCard บัตรแบบเหมาจ่าย 7 วันต่อเนื่อง (ตัดวันตอนเที่ยงคืนของแต่ละวัน) ใช้เดินทางได้ทั้งรถไฟใต้ดินและรถเมล์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ยกเว้นรถเมล์แบบ Express ที่ต้องซื้อตั๋วเฉพาะ) ราคา 31 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 15.50 ดอลล่าร์)

4. 30-Day Unlimited Ride MetroCard บัตรแบบเหมาจ่าย 30 วันต่อเนื่อง เดินทางโดยรถไฟใต้ดินและรถเมล์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 30 วัน ราคา 116.50 ดอลล่าร์ (Reduced-Fare 58.25 ดอลล่าร์)

รายละเอียดตั๋วชนิดต่างๆ เพิ่มเติมที่ New York Subway

photo credit: www.nyctourist.com
photo credit: www.nyctourist.com

รถไฟใต้ดินในนิวยอร์คดูไม่ยากเท่าไหร่ แรกๆ อาจจะงงนิดนึงนะครับเพราะสถานียิบเหลือเกิน แถมยังพาดไปพาดมาหลายเส้น แนะนำว่าให้โหลดแอพ NYC Subway ไว้เป็นตัวช่วย อยากไปที่ไหนจากสถาที่ไหน search ได้เลย เดี๋ยวมันจะแสดงผลว่าควรใช้สายไหนไปต่อสายไหน ใช้เวลากี่นาที

ส่วนข้อควรระวังนอกจากเรื่อง platform ที่ต้องดูจากป้ายบอกทิศทางที่รถไฟจะวิ่งไป เช่น Downtown, Uptown, Brooklyn, Queens, Bronx แล้ว อีกอย่างคือพวก Local train กับ Express train อย่างแรกเป็นรถไฟที่จอดทุกป้าย สังเกตุได้จากจะเป็นวงกลมสีดำตรงชื่อสถานีนั้น ส่วนอย่างหลังเป็นรถไฟด่วนที่จอดเฉพาะสถานีที่เป็นวงกลมสีขาว

20160613_182036

ได้เวลาเริ่มเที่ยวกันสักที เขตแรกที่ผมไปเที่ยวในนิวยอร์คคงหนีไม่พ้นย่านการค้าและธุรกิจสำคัญที่เต็มไปด้วยตึกสูงมากมายอย่าง “Lower Manhattan” หรือพื้นที่ด้านใต้ของตัวเกาะแมนฮัตตัน นั่นเอง

Lower Manhattan

เริ่มต้นจากสถานที่ซึ่งแมสที่สุดในโลกที่คงไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง Statue of Liberty หรือเทพีเสรีภาพ สัญลักษณ์สำคัญของนครนิวยอร์ค อนุสาวรีย์ความสูง 96 เมตรนี้เป็นของขวัญจากฝรั่งเศสที่มอบให้แก่สหรัฐอเมริกาในวาระครบรอบ 100 ปี การประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ โดยเธอยืนตระหง่านบนเกาะ Liberty Island มาตั้งเเต่ปี 1886

เนื่องจากผมไม่ได้อินกับอนุสาวรีย์นี้มากมายและขี้เกียจไปต่อคิวซื้อตั๋วเรือแย่งกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ บวกกับมาคนเดียวด้วย ขึ้นเรือไปก็ให้คนอื่นถ่ายภาพให้ได้ยาก เลยตัดสินใจไม่เดินทางไปที่ตัวเกาะ Liberty โดยเลือกใช้รถไฟใต้ดินสาย 1 ไปที่สถานี South Ferry Station แล้วต่อเรือสายที่เดินทางเชื่อมไปยังเกาะ Staten Island แทน เรือสายนี้ให้บริการฟรีครับ วิวจากบนเรือก็สามารถมองไปเห็นเทพีเสรีภาพได้ค่อนข้างชัดเจน แม้อาจจะไกลไปหน่อย แต่ก็นับว่าไม่ได้แย่อะไร

20160607_165813

20160607_173617

20160607_173951

20160607_175027

แต่สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปยังเกาะ Liberty ก็สามารถทำได้โดยไปที่สถานี South Ferry Station
เช่นกัน แต่เดินไปทางสวน Battery Park เพื่อซื้อตั๋วเรือพร้อมค่าเข้าอุทยานแบบ Reserve with Pedestal Access ราคา 25 ดอลล่าร์ (หรือซื้อทางออนไลน์ก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องต่อคิวได้ที่ statueoflibertytickets.com) สามารถขึ้นไปในส่วน Fort Wood ของเทพีเสรีภาพได้
เรือเฟอร์รี่ให้บริการทุกวัน ออกจากท่าทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่เวลา 08.00-15.30 น. ซึ่งการแวะที่ Ellis Islands เกาะที่เคยเป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองสำคัญที่วุ่นวายที่สุดในช่วงอพยพเข้าเมืองระหว่างปี 1892-1954 ก็ได้รวมอยู่ในราคาตั๋วเรียบร้อยแล้ว

GOPR2176

GOPR2177

จาก Battery Park เดินตรงเข้าถนน Broadway ไปสุด Bowling Green Park จะพบกับ Charging Bull (Wall Street Bull หรือ Bowling Green Bull) รูปปั้นวัวกระทิงชื่อดังผลงานของ Arturo Di Modica ศิลปินชาวอิตาเลียนเชื้อสายอเมริกัน รูปปั้นวัวกระทิงที่อยู่ในอาการเกรี้ยวกราดนี้สื่อถึงความผันผวนและความก้าวร้าวของตลาดหุ้นในบริเวณดังกล่าว คนแวะถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้มากมายตลอดเวลา ถ่ายรูปยังไงก็ติดคนแน่นอนครับ

20160607_183122

20160607_183746

เดินตรงต่อไปจะเห็น Trinity Church โบสถ์สถาปัตยกรรมสไตล์ Gothic Revival ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1839-1846 เป็นผลงานการออกแบบของ Richard Upjohn ซึ่งด้านในเปิดให้เข้าไปชมความสวยงามได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

GOPR2178

20160607_184737

เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนน Wall Street ศูนย์กลางด้านการเงินการธนาคารสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเป็นที่ตั้งของ Wall Street Stock Exchange หรือ New York Stock Exchange ตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายมูลค่ามหาศาลในแต่ละวัน บรรยากาศแถวนี้วุ่นวายมากในช่วงกลางวัน หนุ่มสาวออฟฟิศแต่งตัวภูมิฐานเดินผ่านไปผ่านมาให้ว่อน ได้ฟีลดีครับ

GOPR1885

20160607_190350

เดินกลับไปทางโบสถ์ Trinity เดินตามถนน Broadway ต่อ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Liberty ก็ถึง 9/11 Memorial & Museum อนุสรณ์รำลึกถึงโศกนาฏกรรมผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน

GOPR1899

20160607_192819

ติดกันคือ One World Trade Center ตึกใหม่สุดอลังการที่สูงที่สุดในนิวยอร์คที่สร้างบนพื้นที่ตึก World Trade Center เดิม ตึกระฟ้าที่ออกแบบโดย David Childs ดังกล่าวมีความสูงรวมทั้งหมด 546 เมตร นับเป็นตึกที่สูงอันดับ 6 ของโลก ประกอบไปด้วย 104 ชั้นที่เป็นพื้นที่ออฟฟิศ จุดชมวิว และเสาส่งสัญญาณการสื่อสาร โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายปี 2014

GOPR1892

นิวยอร์คเป็นเมืองที่ร้านค้าร้านอาหารเยอะจริงๆ ครับ มีให้เลือกทุกแนว ถ้าอยากได้ราคาถูกต้องเป็นพวกอาหารฮาลาลที่ขายในรถเข็นข้างทาง มีให้ได้กลิ่นเคบับเป็นระยะๆ โดยอย่างที่เคยบอกในรีวิวตอนที่แล้วว่าราคาอาหารที่โชว์นั้นยังไม่รวมภาษีเมือง ซึ่งส่วนมากจะต้องบวกเพิ่มไปอีก 1-2 เหรียญ

บริเวณหัวมุมถนน Cortlandt ตัดกับถนน Church ใกล้กับ 9/11 Memorial & Museum เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า Century 21 ที่รับรองว่าขาช้อปทั้งหลายได้เสียเงินแน่นอน สินค้าหลากหลายชนิดและแบรนด์ทั้งระดับสูงและกลางรวมอยู่ในนั้น อยากบอกว่าราคาถูกจริงๆ ครับ แล้วคุณภาพสินค้าก็เป็นเกรดดีด้วย ไม่ต้องไปถึงเอาท์เล็ตนอกเมืองหรอก เดินห้างนี้ทีเดียวอยู่

เดินผ่าน St. Paul’s Chapel โบสถ์เก่าแก่ที่สุดบนเกาะ Manhattan ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1764 ตรงตามถนน Fulton ไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็ถึง South Street Seaport ย่านท่าเรือเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณยุคศตวรรษที่ 19 รวมทั้งยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ไนท์ไลฟ์ และตลาดซื้อขายปลาสดอีกด้วย ย่านนี้ให้ความรู้สึกเป็นท่าเรือเก่าที่ยังคงบรรยากาศแบบเดิมได้เป็นอย่างดีครับ

Fulton Street &
Fulton Street & One World Trade Center

20160607_204716

20160607_205453

20160607_205750

แต่ถ้าจะให้ชิลล์สุดต้องเดินไปจนถึงริมน้ำที่ Pier 15, East River Esplanade ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวเมืองมานั่งนอนอาบแดด ปิคนิค รับลมเย็นๆ พร้อมกับชมวิวของ East River ที่มองข้ามไปเห็นฝั่ง Brooklyn รวมทั้งสะพาน Brooklyn ได้แบบเต็มๆ อีกด้วย

20160607_210418

20160607_211654

เดินย้อนกลับไปที่ถนน Fulton ตามทางเดิม เลี้ยวขวาเข้าถนน Nassau ก็เจอ City Hall Park สวนสาธารณะที่เป็นที่ตั้งของที่ว่าการเมืองนิวยอร์ค เริ่มหมดแรงก็นั่งพักชิวๆ ในสวนได้เต็มที่

พักเอาแรงเต็มที่ก็ได้เวลาเดินข้าม Brooklyn Bridge สะพานแขวนที่สร้างจากเหล็กกล้าแห่งแรกของโลกและยาวที่สุดในโลก สร้างเสร็จในปี 1883 นับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ทางวิศวกรรม โดยเป็นผลงานของ John A. Roebing ผู้คนส่วนมากประทับใจความสวยคลาสสิกด้วยประตูทรงโกธิคสูงตระหง่านจนถูกยกให้เป็นหนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในโลก

ระยะทางของสะพานต้องยอมรับว่าไกลเอาเรื่องครับ (ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร) ถ้าใครไม่อดทน แนะนำว่าอย่าเดินข้ามทั้งสะพาน แต่สำหรับผมเดินช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบอะไรก็เพลินดีครับ ชมวิวตึกสูงของฝั่งแมนฮัตตันในบรรยากาศที่งดงามและโรแมนติกจริงๆ ถ้ามีสาวมาเดินด้วยคงดีน่าดู 555

GOPR1911

20160607_235959

20160608_005809

เมื่อข้ามไปยังฝั่ง Brooklyn แล้ว ให้เดินอ้อมด้านซ้ายตามถนน Washington St จุดหมายอยู่ที่ Jane’s Carousel และ Main Street Park เพื่อชมวิวริมแม่น้ำพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศอาทิตย์ตกดินหลังแผงตึกสูงบนเกาะแมนฮัตตันอันแสนโรแมนติคนั่นเอง จากจุดนี้ถ้าจะใช้รถไฟใต้ดินกลับเข้าแมนฮัตตัน ให้เลือกระหว่างสถานี York St สาย F หรือสถานี High Street สาย A และ C

20160608_024326
Manhattan Bridge

20160608_011550

20160608_031624

GOPR1927

อีกวันหนึ่ง เรายังคงวนเวียนอยู่แถวเขต Lower Manhattan โดยวันนี้จะเน้นไปที่ย่านที่อยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวกัน เริ่มจาก Greenwich Village เขตที่อยู่อาศัยของชุมชนในแมนฮัตตัน ในอดีตเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญภายใต้การปกครองของชาวโบฮีเมี่ยนและบีทนิกส์ มนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของย่านนี้คือการเป็นชุมชนแห่งศิลปะอันสดใสที่ยังคงกลิ่นคละคลุ้งรอบบริเวณ โดยบ้านเรือนแต่ละหลังมีไสตล์ที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ผมใช้วิธีการเดินทางไปย่านดังกล่าวด้วยรถไฟใต้ดินไปที่สถานี Christopher St – Sheridan Sq (สาย 1) แล้วเดินเล่นรอบบริเวณเลยครับ ถ้าอยากนั่งเล่นชิลล์ๆ ริมแม่น้ำ Hudson แล้วมองไปเห็นวิวฝั่ง New Jersey ก็สามารถเดินไปทางริมแม่น้ำได้เลย บรรยากาศแถวนั้นสบายๆ มาก นั่งเพลินๆ รับลมเย็นได้ เหมาะจะมาวิ่งออกกำลังกายสุดๆ

20160609_191320

20160609_191649

20160609_191522

20160609_194031

จากนั้นเดินกลับไปที่สถานี Christopher St – Sheridan Sq ตามเดิม แล้วตรงเข้าถนน Washington Pl ผ่านสวน Washington Square Park ก็จะเห็น Washington Square Arch โค้งประตูเมืองที่สร้างด้วยหินอ่อนตั้งแต่ปี 1892 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี การขึ้นดำรงตำแหน่งของ George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ

20160608_225542

20160608_225913

20160608_230107

เดินทะลุไปอีกด้านของสวน แล้วเดินเข้าถนน West 4th Street ผ่านเขต New York University ต่อด้วยถนน E 4th St ตรงนี้จะมีร้านไอติมแสนอร่อยอยู่ ชื่อว่า OddFellows ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กตามครับ ภายในมีขายไอติมหลากหลายแบบที่มีท็อปปิ้งให้เลือกเพียบ ราคาก็ตกอยู่ที่ประมาณ 5-10 ดอลล่าร์ แล้วแต่ว่าจะสั่งอะไร

20160608_224612

20160608_223932

ถ้าเดินตรงต่อไปหน่อยก็จะเข้าสู่ย่าน East Village แล้ว ย่านนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่น ทำให้พบเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นรวมถึงเอเชียประเทศอื่นๆ ได้ค่อนข้างมาก ร้านที่อยากแนะนำในย่านนี้เห็นจะเป็น Momofuku Noodle Bar ร้านราเมงแบบญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์นที่มีชื่อเสียงอย่างมากนิวยอร์ค ถ้ามาในช่วงกลางวันหรือเย็นคนจะแน่นมากๆ รสชาติราเมงไม่ได้เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมมากนัก แต่จะประยุกต์ความเป็นตะวันตกเสริมเข้าไปด้วย ราคาชามนึงก็ถือว่าแพงใช้ได้ อยู่ที่ราว 15-20 ดอลล่าร์

20160608_192032

20160608_192341

เดินต่อลงไปทางใต้ตามถนน 1st Avenue เลี้ยวขวาเข้าถนน E Houston St แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Browery เดินตรงยาวไปจนถึงถนน Grand St ค่อยเลี้ยวขวาก็ถึง Little Italy ย่านชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนที่ให้บรรยากาศตามแบบฉบับอิตาลีดั้งเดิม ใครชอบอาหารอิตาเลียน เจลาโต้ บรรยากาศคึกคักขี้เล่นแบบอิตาลี รับรองว่าชอบย่านนี้แน่นอน

แต่ถ้าไม่อยากเดินเพราะระยะทางค่อนข้างไกลคือประมาณ 2 กิโลเมตร ก็ให้เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Astor Pl (สาย 6) ไปที่สถานี Canal St แล้วค่อยเดินไปที่ Little Italy ก็ได้เช่นกัน

20160607_221020

20160607_223112

จาก Little Italy จะเปลี่ยนบรรยากาศหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการเดินลงต่อไปทางใต้เพื่อเข้าสู่ China Town เขตที่อยู่อาศัยและย่านการค้าสำคัญของชาวจีนโพ้นทะเลที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค แน่นอนว่าชาวจีนไปอยู่ที่ไหนก็มักปรับเปลี่ยนบรรยากาศของที่นั่นให้เป็นไปตามสไตล์ของตัวเอง ความรู้สึกตลอดเวลาที่เดินเล่นในย่านนี้จึงเหมือนกับว่าอยู่เมืองจีนยังไงยังงั้น มีร้านอาหารจีนเต็มไปหมด มีร้านขายผักผลไม้ที่กองไว้ด้านหน้า มีเสียงคนจีนที่ตะโกนคุยกันอย่างเมามัน รวมทั้งมีร้านขายยาจีนที่ส่งกลิ่นหอมฉุยตั้งแต่เดินเข้ามา

20160607_214326

20160607_214424

20160607_220828

เดินเล่นกินอาหารในไชน่าทาวน์จนหนำใจแล้ว ผมเดินย้อนไปที่สถานี Canal St แล้วเดินตรงตามถนนชื่อเดียวกับสถานีไปทางทิศตะวันตกก็เข้าสู่อีกย่านหนึ่งแล้ว นั่นคือ Soho ซึ่งมีที่มาจาก “South of Houston Street” ย่านนี้เต็มไปด้วยความเก๋ ฮิป และคูลสไตล์นิวยอร์เกอร์ และเป็นย่านที่ทันสมัยอย่างมาก โดดเด่นในเรื่องของแฟชั่นการแต่งกาย พื้นที่ของโซโหอยู่บนถนน Broadway ตัดกับ Prince Street เดินเล่นย่านนี้ผมต้องทำท่าทางคูลๆ เอาไว้ 555 เพราะบรรยากาศร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงร้านคาเฟ่เก๋ๆ มีเยอะจริงๆ

20160608_181138

20160608_181408

ความจริงถ้ายังมีเวลาเหลือ อยากออกไปเที่ยวนอกเกาะแมนฮัตตัน เปลี่ยนบรรยากาศความเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงบ้าง สามารถใช้รถไฟใต้ดินจากสถานี Canal St (สาย Q) ยาวไปถึง Coney Island พื้นที่ลักษณะคาบสมุทรซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศริมทะเลอันสุดครึกครื้นทางตอนใต้ของเขต Brooklyn โดยควรไปออกที่สถานี Ocean Pkwy (Ocean Parkway) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที แล้วค่อยเดินเล่นตามชายหาดไปเรื่อยๆ

20160613_001613

20160613_011850

นอกจากชายหาดแล้ว Coney Island ยังมีสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์สัตวน้ำนิวยอร์ค สวนสนุกกลางแจ้งที่มีเครื่องเล่นหลากหลายเหมาะทั้งกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก และที่ห้ามพลาดคือฮอตดอกเจ้าดังอย่าง Nathan Hotdog ที่เปิดกิจการมาครบ 100 ปีพอดิบพอดี

GOPR2148

20160613_020017

GOPR2152

บรรยากาศบริเวณนี้ต้องบอกเลยว่า “อเมริกันแท้ๆ” ทุกคนต่างมาสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ถ้าอยากได้ฟีลลิ่งแบบในภาพยนตร์อเมริกันที่เคยชมกัน ตรงนี้นี่ใช่เลยครับ (พยายามหาข้อดีของการมาเที่ยวในช่วงหน้าร้อน 555)

20160613_013107

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต