มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 2 “Monaco” เที่ยวเองประเทศเล็กๆ สุดหรูหราเว่อร์วัง

เที่ยวเอง รีวิว โมนาโก Monaco
เที่ยวเอง กวาดเรียบเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ อเดรียติก แถมบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวินา อีกประเทศ

Trip map

ยังอยู่ในวันที่ 2 ของทริป ต่อจากตอนแรกที่เรายืนบนรถไฟจากเมืองนีซของฝรั่งเศสมาถึงโมนาโกเกือบบ่ายโมงครับ
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 1 “Nice” เมืองตากอากาศชื่อดังสุดหรูของฝรั่งเศส

1

โมนาโก (Monaco) หรือชื่อทางราชการคือ Principauté de Monaco (Principality of Monaco) หรือราชรัฐโมนาโก คือรัฐอิสระหรือประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับสองของยุโรป มีพื้นที่เพียง 0.7 ตารางไมล์ ใหญ่กว่านครรัฐวาติกันในกรุงโรมประเทศเดียวเท่านั้น

โมนาโกตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ไม่ไกลจากพรมแดนประเทศอิตาลี

photo credit: kids.britannica.com
photo credit: kids.britannica.com

รถไฟจอดที่ Gare de Monaco Monte-Carlo หรือสถานีรถไฟกลางของโมนาโกซึ่งอยู่ใต้ดินครับ รางรถไฟสร้างอยู่ในอุโมงค์ยาว มีบันไดเลื่อนและลิฟท์ขึ้นไปที่อาคารสถานีที่อยู่ข้างบนได้สบายครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องยกกระเป๋าหนัก ขึ้นไปบนโถงส่วนกลางของสถานีที่มีห้องขายตั๋วและร้านขายของกินเล่นเบาๆ พยายามสอดส่ายสายตามองหาที่ฝากกระเป๋า เดินวนไปวนมาสักพักแต่ไม่เห็นมี จึงเข้าห้องขายตั๋วไปทำการออกตั๋วรถไฟ Monaco – Genoa ที่ซื้อออนไลน์ล่วงหน้ามาจากเมืองไทยทาง France train ในราคาใบละ 24.40 ยูโร + ค่าธรรมเนียมรถไฟระหว่างประเทศ (Frais de dossier) อีก 4.50 ยูโร รวมเป็น 28.90 ยูโร (1,150 บาท) ยื่นกระดาษที่ปรินท์อีเมลคอนเฟิร์มการซื้อตั๋วให้ป้าเจ้าหน้าที่แล้วก็ได้เป็นตั๋วรถไฟมาคนละ 2 ใบ เป็นตั๋วรถไฟช่วง Monaco – Ventimiglia ของอิตาลี และช่วง Ventimiglia – Genova (Genoa) Piazza Principe อีกใบนึง

ในสถานีรถไฟของโมนาโกไม่มีที่ฝากกระเป๋าครับ เราจึงลองออกไปข้างนอกสถานี เดินไปทางซ้ายซึ่งมีโรงแรม Novotel อยู่ไม่ห่างออกไปราว 200 เมตร ลองเข้าไปถามรีเซ็ปชั่นดูว่าสามารถฝากกระเป๋าได้มั้ย? เธอบอกว่าที่โมนาโกมีนโยบายไม่ให้ฝากกระเป๋าใหญ่เพื่อความปลอดภัย ยกเว้นเป็นแขกที่เข้าพักในโรงแรม เราจึงเดินจ๋อยๆ ออกมาพร้อมคิดว่าแล้วจะเดินเที่ยวโมนาโกกันยังไงวะ!

เอาเว้ย! เดินลากกระเป๋าเที่ยวแม่งเลย เดินกลับทางเดิมไปที่หน้าสถานีรถไฟ จุดแรกที่เราจะเดินไปคือบริเวณที่เรียกว่า Rocher de Monaco (The Rock of Monaco) หรือเมืองเก่าของโมนาโก (Monaco-Ville) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ต้องขึ้นบันไดไปบนเนินเขา ผมจำได้ว่าตอนที่มาครั้งแล้ว (เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน) เดินสะพายเป้ใบเดียวขึ้นเขายังหอบเลยครับ

3

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟ Monaco Monte-Carlo ซึ่งมีป้ายรถเมล์อยู่ กะจะยอมเสียตังค์ค่ารถ 2 ยูโร ขึ้นรถเมล์สาย 4 ไปลงที่ป้าย Condamine แล้วเดินตรงไปที่ Place d’Armes เชิงบันไดขึ้นไปยังเมืองเก่าของโมนาโก
(ตั๋วรถเมล์ Ticket valable pour 1 voyage หรือตั๋วเที่ยวเดียวราคา 2 ยูโร ใช้ต่อรถเมล์สายอื่นได้ภายใน 30 นาที
เช็คราคาตั๋วรถเมล์ได้ที่ Monaco transportation)

4

แต่ดูเวลารถแล้วอีก 20 นาทีรถเมล์ถึงจะมาที่ป้าย จึงตัดสินใจไม่รอและเดินลากกระเป๋าไปที่ Place d’Armes ซะเลยข้ามถนนไปอีกฝั่งแล้วเดินไปทางขวาโค้งซ้ายลงทางลาดของถนน Boulevard Rainier III

5

เดินตามเส้นทางเลียบสะพานที่อยู่ข้างบนตรงลงเขาไปเรื่อยๆ จนถึงสามแยกตัว Y ก็เดินแยกไปทางซ้ายเข้าถนน Avenue Prince Pierre เดินลงทางลาดต่อไปจนถึงวงเวียนเล็กๆ ที่ Place d’Armes ก็จะเห็นป้อมกำแพงอยู่บนเนินครับ (ระยะทางราว 1 กิโลเมตร)

6

พยายามเดินหาที่ฝากกระเป๋าอีกครั้งที่ตลาด Marché de la Condamine ที่ Place d’Armes แต่ก็ไม่มีวี่แวว จะลากสลับยกกระเป๋าขึ้นบันไดไปก็คงไม่ไหว จึงคิดแผนผลัดกันเที่ยวครับ ผมเคยเที่ยวโมนาโกแล้วเลยให้น้องชายขึ้นเมืองเก่าไปเที่ยวก่อน ให้เวลา 40 นาที โดยผมจะสั่งอาหารกินและนั่งรอที่ร้าน Le Monte Carlo Bar ที่ Place d’Armes เพื่อเฝ้ากระเป๋าของเรา

7

น้องชายเดินตามเส้นทางที่ผมบรีฟให้ฟัง แล้วก็ลุยอย่างรวดเร็วไม่มีหลงทางครับ (จริงๆ ที่เที่ยวบนเมืองเก่ามีไม่กี่แห่งและเดินไม่ไกลด้วย) นั่งกินพิซซ่าไปครึ่งถาดใหญ่และกาแฟถ้วยนึงรอ รอจนเลยเวลาที่นัดกันแล้วน้องชายก็ยังไม่ลงมา แต่ก็ต้องรอต่อไป อีกครู่หนึ่งมันก็ควบหน้าตั้งกลับมาที่ร้านอาหาร ผลัดให้ผมขึ้นไปเที่ยวบ้าง

เป็นทีของผมบ้าง ข้ามถนนผ่านวงเวียนตรงไปขึ้นทางชันที่เรียกว่า Rampe de la Major ซึ่งเป็นบันไดขึ้นไปยังเขตเมืองเก่าของโมนาโก

8

จ้ำขึ้นเนินอย่างรวดเร็ว พอถึงจัตุรัสกว้างชื่อ Place du Palais ก็เห็น Palais Princier de Monaco (Prince’s Palace of Monaco) พระราชวังที่ประทับของเจ้าชาย Albert Alexandre Louis Pierre Grimaldi (Albert II) กษัตริย์แห่งราชรัฐโมนาโก ซึ่งทุกๆ วันในเวลา 11.55 น. จะมีการเปลี่ยนการ์ดของทหารรักษาพระองค์ที่เรียกว่า “Carabiniers”

9

Les Grands Apartements ของพระราชวังเปิดให้เข้าชมได้ทุกวันในเวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 8 ยูโร เด็กอายุ 8-14 ยูโร 4 ยูโร
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Prince’s Palace of Monaco

10

บนเมืองเก่านี้มีจุดชมวิวบ้านเมืองของโมนาโกอยู่ 2 จุด ไปที่จุดแรกและจุดยอดนิยมก่อนครับ หันหลังให้พระราชวัง เดินไปทางซ้ายผ่านรูปปั้น François Grimaldi ไปชมวิวท่าเรือและอาคารสูงหรูหราที่อยู่ด้านล่างจากป้อม Forteresse Grimaldi ท่าเรือหรูนั้นมีชื่อว่า Port Hercule (Port Hercules) เป็นท่าจอดเรือยอร์ชของเศรษฐีที่นี่ แน่นอนครับว่าต้องรอสลับกันเข้าไปยืนแอ็คท่าถ่ายรูปครับเพราะนักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ แต่ภาพที่สายตาเห็นก็เยี่ยมมากเช่นกัน

11

12

เดินไปอีกข้างหนึ่งของพระราชวังเพื่อชมวิว Port de Fontvieille อีกท่าเรือหนึ่งที่อยู่ข้างล่าง แต่แถวนั้นมีเซ็ตอัพโครงสร้างเตรียมจัดงานอะไรอยู่จึงเดินไปถ่ายไม่ถนัดครับ

จุดต่อไปที่จะเดินไปคือวิหารแห่งโมนาโก เดินไปที่ประตูโค้งสีชมพูพาสเทล

13

ลอดประตูเข้าถนน Rue Colonel Bellando de Castro

14

ตรงไปราว 200 เมตรก็ถึง Cathédrale de Monaco (Monaco Cathedral) หรือ Cathédrale Notre-Dame-Immaculée (Cathedral of Our Lady of the Immaculate Conception) หรือที่เรียกกันว่า Saint Nicholas Cathedral มหาวิหารเซนต์นิโคลัสสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1875 เคยใช้จัดงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเกรซ เคลลี ราชธิดาแห่งโมนาโก

15

แถวนี้มีจุดชมวิวท่าเรือ Port de Fontvieille ได้เหมือนกันครับ ถ่ายรูปท่าเรือที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหมอกบางๆ แล้วต้องทำเวลานิดหน่อยครับ กลัวน้องรอนานแล้วจะกังวล

16

เดินต่อไปอีกราว 300 เมตรไปยัง Musée Océanographique de Monaco (Oceanographic Museum and Aquarium) พิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งโมนาโก

17

จากตรงนี้ ถ้าเดินเลยไปนิดหน่อยแล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นบันไดด้านข้างของอาคาร Chapelle de la Visitation เลี้ยวซ้ายอีกทีแล้วเดินเข้าถนนทางซ้ายมือชื่อ Rue Emile de Loth ไปไม่ไกลก็จะถึง Mairie de Monaco (City Hall) หรือที่ว่าการเมืองโมนาโก (ห่างจาก Place du Palais ราว 200 เมตร) แต่ผมเคยไปมาแล้วครั้งนี้จึงไม่ได้เดินไปอีก ขอยืมรูปมาให้ดูแทนละกันครับ

photo credit: www.mairie.mc
photo credit: www.mairie.mc

เดินชมเมืองเก่าโมนาโกพอแล้วครับ สถานที่ต่อไปและเป็นสถานที่สุดท้ายของการเที่ยวโมนาโกก็คือ Casino de Monte-Carlo ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศครับ คืออยู่คนละฝั่งกับเมืองเก่านี้เลย เดินลากกระเป๋าหรือแม้แต่เดินตัวเปล่ายังไกลเลยครับ

19

วิธีการไปคาสิโนจากบริเวณเมืองเก่าคือนั่งรถเมล์สาย 2 จากป้าย Monaco-Ville หน้า Chapelle de la Visitation ใกล้กับ Mairie de Monaco ไปลงที่ป้าย Casino “Tourisme” (ค่าตั๋วรถเมล์ Ticket valable pour 1 voyage หรือตั๋วเที่ยวเดียวราคา 2 ยูโร ใช้ต่อรถเมล์สายอื่นได้ภายใน 30 นาที) แล้วต่อรถเมล์สาย 6 ไปทาง Larvotto จากป้ายเดียวกันอีก 1 ป้ายไปลงที่ป้าย Place du Casino

20

เดินเร็วกลับทางเดิมไปที่ Place du Palais ผ่านพระราชวังลงเขาเหมือนเมื่อกี๊กลับไปที่ Place d’Armes ข้ามถนนไปเอากระเป๋าที่ให้น้องเฝ้าไว้ที่ร้านอาหาร จ่ายค่าอาหารและน้ำไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ครับเพราะรีบ 555 เสียเวลาผลัดกันเที่ยวแทนที่จะใช้เวลาเที่ยวพร้อมกันได้ เฮ่อ!

ข้ามถนนกลับไปที่ป้ายรถเมล์ชื่อ Place d’Armes ฝั่งตรงข้าม ขึ้นรถเมล์สาย 4 (ไปทาง Saint Roman) ย้อนกลับไปทางเดียวกับที่เดินลากกระเป๋ามา รถเมล์วิ่งผ่านสถานีรถไฟ โรงแรม Novotel แล้วแยกขวาลงทางลาดและเลี้ยวขวาไปก็เห็นอาคารคาสิโนอยู่ไม่ไกล รถเมล์จอดที่ป้าย Casino “Tourisme” หน้า Office du Tourisme พอดี เราจึงเข้าไปขอแผนที่มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อย

จากนั้นเดินย้อนไปที่น้ำพุเลี้ยวซ้ายเดินผ่านสวน Jardins du Casino ลงไปที่ Casino de Monte-Carlo (Monte Carlo Casino) อาคารศูนย์การเสี่ยงโชคที่ประกอบด้วย Casino, Opéra de Monte-Carlo และ Ballets de Monte Carlo แต่เราไม่ได้เข้าไปในอาคารหรอกครับเพราะสภาพไม่เอื้ออำนวย เกรงว่าการ์ดเค้าจะเชิญเราออกมา (ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาเที่ยวด้วย 55)

21

ถ่ายรูปแค่ด้านหน้าก็พอแล้วครับ แถวนี้เต็มไปด้วยอาคารหรูหรางดงามซึ่งเป็นช็อปแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกทั้งนั้น

22

โดยรวมแล้วโมนาโกเป็นเมืองที่ดูแพงทั้งเมืองเลยครับ ย่านที่ดูโทรมเน่าๆ หน่อยนี่ไม่เห็นเลย ถนนหนทางสายต่างๆ เรียบมาก สะอาด ขยะแทบไม่มีให้เห็น ชีวิตเค้าดี๊ดีจริงๆ ครัส

23

24

ถึงเวลากลับสถานีรถไฟแล้วครับ เดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์เดิมที่เพิ่งลงมา นั่งรถเมล์สาย 2 (ไปทาง Jardin Exotique) วนกลับอีกทางหนึ่งไปที่สถานีรถไฟ Monaco Monte-Carlo โดยใช้ตั๋วใบเดิมที่ยังไม่หมดเวลาให้คนขับรถดู  ยังไม่ 4 โมงเย็นก็ถึงแล้วครับ เหลือเวลาอีก 10 กว่านาทีก่อนรถไฟจะออกไปเจนัว (Genoa) ขอแวะเข้าไปดูบ้านเมืองในเขตประเทศฝรั่งเศสนิดหน่อย ขำๆ

25

เดินไปทางด้านหลังสถานีรถไฟก็เข้าเขตประเทศฝรั่งเศสที่เรียกว่า Beausoleil (อ่านว่า โบโซเลยล์) เดินข้ามประเทศได้เลยครับ ไม่มีกำแพง ไม่มีสัญลักษณ์อะไรแสดงเส้นแบ่งเขตแดนกันเลยครับ บริเวณนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัย เต็มไปด้วยอาคารอพาร์ตเมนท์ไม่สูงมากและมีสวนหย่อมเล็กๆ ให้นั่งชิลล์ เดินวนนิดนึงก็เดินลงไปชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟไปที่ชานชาลาซึ่งรถไฟไปเจนัวจอดรอเราอยู่แล้ว

26

ข้อมูลเสริมครับ
จากสถานีรถไฟ ถ้าไม่อยากเสียเงินค่ารถเมล์ 2 ยูโร ก็สามารถเดินไปคาสิโนได้ โดยออกจากสถานีรถไฟเดินไปทางซ้ายตรงเข้าถนน Boulevard Princesse Charlotte ผ่านโรงแรม Novotel ต่อเข้าถนน Avenue Saint-Michel แยกขวาลงทางลาดแล้วเลี้ยวขวาไปก็จะเห็น Casino de Monte-Carlo (ระยะทางรวมประมาณ 850 เมตร) คือเส้นทางเดียวกับรถเมล์สาย 4 ครับ (ถ้าจะนั่งรถเมล์สาย 4 ก็ให้ขึ้นจากป้ายทางซ้ายมือฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟชื่อ Pont Ste Dévote (GARE) ไปลงที่ป้าย Casino “Tourisme)

27

16.04 น. ตรงเป๊ะ รถไฟท้องถิ่นขบวน TER 86047 ออกจากชานชาลา (รถไฟขบวนนี้มักจะเปลี่ยนเวลาเล็กน้อย
ควรเช็คเวลาและราคาตั๋วรถไฟก่อนเดินทางที่ France train)  รถไฟจอดแค่ 4 สถานีคือ Roquebrune Cap-Martin, Carnolès, Menton, Menton Garavan ก็เข้าเขตแดนประเทศอิตาลีและจอดสุดทางที่สถานี Ventimiglia ในเวลา 16.30 น.

28

ลงจากรถไฟไปขึ้นขบวนรถไฟของอิตาลีซึ่งจะออกในอีก 20 นาทีข้างหน้า รอไม่นานรถไฟขบวน 681 ก็แล่นออกจากสถานี รถไฟขบวนนี้สภาพดีครับ ไม่เก่าและสกปรก fix โบกี้และที่นั่งด้วย เราเอากระเป๋าใหญ่เข้ามาใกล้ที่นั่งไม่ได้จึงต้องคอยชะเง้อและลุกไปดูกระเป๋าที่วางอยู่ใกล้ประตูทุกสถานีที่รถไฟจอดเพราะอิตาลีขึ้นชื่อการขโมยของไม่เบาเลยครับ

นั่งรถไฟไปอีก 2 ชั่วโมงเศษก็ถึงสถานีรถไฟ Genova Piazza Principe (Genova P.P.) เมืองเจนัว (Genoa) เลตจากกำหนดเวลา 19.06 น. นิดหน่อย รวมแล้วใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 ชั่วโมงนิดๆ ครับ

29

สถานีรถไฟดูใหม่และสะอาด ไม่ค่อยเหมือนภาพที่คิดมาก่อนเท่าไหร่ แต่ผู้คนก็พลุกพล่านไม่เบา ต้องระมัดระวังทรัพย์สินให้ดีนะครับ แต่พอออกไปข้างหน้าสถานีก็เริ่มรับรู้ถึงความไม่ค่อยปลอดภัยนัก คนแถวนี้หน้าตาไม่น่าไว้ใจ (หรือเราคิดไปเองตาม perception ที่ได้รับมาจากการมาเที่ยวอิตาลีครั้งก่อน)

30

ตอนนี้ก็เย็นแล้ว แต่ท้องฟ้ายังไม่มืด เดินผ่าน Monumento a Cristoforo Colombo ที่ป้ายรถเมล์ใหญ่ตรงเข้าถนน Via Balbi ประมาณ 200 เมตรก็ถึง Hotel Nuovo Nord เข้าไปเช็คอินและยกกระเป๋าขึ้นบันไดไปที่ห้อง ห้องพักของเราในคืนนี้ราคาสูงนิดนึง 71.10 ยูโร + city tax อีกคนละ 1 ยูโร มีอาหารเช้าให้ แชร์กันจ่าย 1,400 กว่าบาทครับ

สองทุ่มนิดๆ ก็เดินไปหาอะไรกินมื้อเย็นแถวถนน Via Balbi ใกล้ๆ โรงแรมนี่แหละ ความรู้สึกที่สัมผัสได้คือตอนค่ำมืดที่เจนัวค่อนข้างวังเวงนิดหน่อย คนเดินถนนไม่ค่อยมี ร้านอาหารเยอะอยู่แต่ไม่ค่อยมีคนกิน เราเห็นร้านจีนจึงเลือกเข้าร้านนี้ที่ชื่อว่า Zena Principe Ristorante Pizzeria ซึ่งมีเมนูอาหารจีนฟิวชั่นอิตาเลียนพวกพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ต่างๆ สั่ง Spaghetti di soia con carne piccante (Noodles with spicy meat) ราคาถูก 4 ยูโร + โค้กกระป๋อง 330 ml 2.50 ยูโร มันแพงตรงน้ำนี่แหละ เช็คบิลออกมามีค่าที่นั่งอีกคนละ 1.50 ยูโรด้วย ที่อิตาลีมักจะเก็บค่าที่นั่งกินในร้านนะครับ ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรีๆ ก็ซื้อแบบ take away ไปกินที่ที่พักก็ได้

กินเสร็จก็เดินกลับโรงแรมไปพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่ ยังไม่เที่ยงคืนหัวก็ถึงหมอนแล้ว!

31.1

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต