ตะลุยเที่ยวเอง “Kenya” บุกป่ามาไซ ท่องซาฟารียอดเยี่ยมที่สุดในโลก

เที่ยวเอง รีวิว มาไซ ไนโรบี เคนยา sand river masai mara nairobi kenya
ถ้าบอกว่าจะไปเที่ยวเองที่แอฟริกา ประเทศที่นึกถึงอันดับแรกๆ คงต้องมีชื่อของ Kenya

เคนยาเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นแอฟริกาแท้ๆ ที่ยังคงสภาพเดิมไว้ได้มาก สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเคนยาก็คือซาฟารีตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซาฟารีเคนยาเป็นซาฟารีตามธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่มีการล้อมรั้วเหมือนที่อื่นๆ ในแอฟริกา

อ่านวิธีการเดินทางไป การขอวีซ่า ฤดูน่าเที่ยว และข้อควรรู้ต่างๆ เกี่ยวกับประเทศเคนยา ได้ที่
ข้อควรรู้สำหรับไปเที่ยว “เคนยา” – Things to know for travelling in Kenya

อุทยานแห่งชาติที่น่าสนใจและอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง Nairobi มากนัก หลักๆ มี 3 แห่ง คือ Maasai Mara National Reserve, Lake Nakuru National Park และ Amboseli National Park

photo credit: www.africasafari.com

Maasai (Masai) Mara National Reserve เป็นอุทยานแห่งชาติที่เชื่อมต่อกับ Serengeti National Park อุทยานแห่งชาติชื่อดังของประเทศ Tanzania มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 1,510 ตารางกิโลเมตร ไฮไลต์ของที่นี่คือการอพยพย้ายถิ่นข้ามแม่น้ำ Mara ของฝูง wildebeest และม้าลายนับล้านตัว โดยในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. จะย้ายจากฝั่งแทนซาเนียไปยังฝั่งเคนยา และเดือนต.ค. (อาจเลยไปถึงพ.ย.) จะย้ายจากฝั่งเคนยากลับแทนซาเนีย

ดูแผนที่เส้นทางอพยพประกอบนะครับ

Lake Nakuru National Park อุทยานแห่งชาติทะเลสาบนากูรูเป็นแหล่งนกฟลามิงโก้ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก แต่ระยะหลังมานี้น้ำในทะเลสาบได้ลดลงอย่างมากจนนกฟลามิงโก้ต้องย้ายถิ่นไปหาแหล่งอาหารใหม่ที่ Lake Bogoria

Amboseli National Park อุทยานแห่งชาติอัมโบเซลีอยู่ใกล้ชายแดนประเทศ Tanzania และ Kilimanjaro National Park วิวซาฟารีของที่นี่จึงโดดเด่นที่ฉากหลังเป็นยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา

มา Kenya ก็ต้องเห็นชนเผ่ามาไซสิ เราจึงเลือกไปแค่อุทยานแห่งชาติเดียวคือ Maasai Mara National Reserve ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่สมบูรณ์และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก เพราะอยากเห็นฝูงสัตว์อพยพใหญ่ในต้นเดือนตุลาคมเหมือนในสารคดีที่ชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆ แม้จะมีอีกหลายอุทยานฯ ที่น่าไปก็ตาม

อย่างที่บอกไปในบทความเรื่อง ข้อควรรู้สำหรับไปเที่ยว “เคนยา” – Things to know for travelling in Kenya ว่าการเดินทางในประเทศเคนยาโดยขนส่งสาธารณะทางบกเองค่อนข้างไม่สะดวก หลายๆ ที่ไม่สามารถทำได้ด้วย และต้องใช้เวลานานถึงนานมาก คนที่อยากไป “เที่ยวเอง” จึงควรใช้วิธีที่เหมาะสม สะดวกสบาย และปลอดภัยที่สุด คือใช้ DMC handle ground service หรือบริการนำเที่ยวของบริษัทท้องถิ่นที่สามารถให้คำปรึกษาและจัดการทุกเรื่องตามแผนที่เราต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็น จองที่พัก (ที่มักรวม Game Package ชมซาฟารีแล้ว) การเดินทางภายในประเทศ รถรับส่งในเมือง รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ โดยควรเลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงและไว้ใจได้ แม้จะไม่ได้เป็นการ “เที่ยวเอง” แบบ 100% ก็ตาม

เราใช้บริการของบริษัท Cheli & Peacock Safaris (CPS) ที่จัดว่าบริการดีเยี่ยม เป็นมืออาชีพมากๆ ทำให้ทุกอย่างง่ายและราบรื่น โดยสามารถติดต่อตรงได้ที่ [email protected]
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Cheli & Peacock Safaris

ถ้าเลือกที่พักในเครือของ Elewana Collection ซึ่งมีหลายแห่งใน Kenya และ Tanzania เช่น Sand River Masai Mara, Elephant Pepper Masai Mara ก็สามารถติดต่อผ่านออฟฟิศในไทยได้ที่โทร. 0 2365 5735

เช็ค Contact Us ในประเทศต่างๆ ได้ที่ contact Elewana Collection
ดูรายชื่อ property ต่างๆ ในแอฟริกาตะวันออกของ Elewana Collection ได้ที่ Elewana Collection
เลือกจองที่พักเองก็ได้ที่ Elewana Collection enquiry

ทริปนี้เราให้ Cheli & Peacock จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินจาก Nairobi ไปลงที่สนามบินที่ใกล้ที่พักที่สุด (ที่พักแต่ละแห่งอยู่ใกล้ไกลจากสนามบินแตกต่างกัน) และตั๋วเครื่องบินขากลับ Nairobi, เตรียมรถรับจากสนามบินนานาชาติ Nairobi ไปส่งที่สนามบินภายในประเทศ, จองที่พักรวม Game Package ชมซาฟารีของ Sand River Masai Mara 2 คืน พร้อมรถรับจากสนามบินไปส่งที่ที่พักและไปส่งที่สนามบินขากลับ รวมทั้งให้พาเที่ยวในเมือง Nairobi ครึ่งวันบ่ายด้วย ส่วนโรงแรมที่ Nairobi เราจองเองผ่าน booking.com และใช้รถของโรงแรมไปสนามบิน Nairobi ครับ

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ราคาเต็มมีดังนี้
  • ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศของสายการบิน Airkenya ไป-กลับ Nairobi – Mara-Keekorok ราคา 321 USD (ปกติราคาเที่ยวละ 165-190 USD แล้วแต่เวลาไฟลท์และซื้อใกล้วันเดินทางหรือไม่ ถ้าซื้อล่วงหน้านานราคาจะถูกกว่า)
  • ค่ารถจากสนามบินนานาชาติ Jomo Kenyatta กรุงไนโรบี ไปส่งที่สนามบินภายในประเทศ Wilson Airport ราคาเที่ยวละ 100 USD (เป็นรถตู้นั่งได้ 4-5 คน)
    ถ้าจะนั่งแท็กซี่ไปเอง เช็คข้อมูลได้ที่ www.nairobi-airport.com
  • ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ Maasai Mara วันละ 70 USD ต่อคน
    อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.maasaimara.com
  • ค่ารถพาเที่ยวในเมือง Nairobi ครึ่งวันบ่าย 300 USD ไม่รวมค่าเข้า Giraffe Centre คนละ 11 USD หรือ 1,000 KES (Kenya shilling)
  • ค่าบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นที่ Carnivore ราคา 36 USD ต่อคน ไม่รวมเครื่องดื่ม
  • ค่ารถไปส่งที่โรงแรมใกล้สนามบินนานาชาติ 100 USD (เป็นรถตู้นั่งได้ 4-5 คน)

สามารถปรับแผนตามความพอใจและเจรจาต่อรองราคากันได้ครับ

ส่วนค่าห้องพักแบบแคมป์ของ Sand River Masai Mara ซึ่งรวมค่ารถรับส่งจากสนามบิน Mara-Keekorok (Keekorok Airstrip) ราคาตามนี้ครับ

อัพเดทราคาและอ่านเงื่อนไขว่ารวมค่าอะไรแล้วบ้างได้ที่ www.elewanacollection.com/sand-river-masai-mara

เราจัดแบบ Game Package ไปเลยจะได้ออกซาฟารีได้เต็มที่ครับ

สำหรับการเดินทางจากกรุงเทพฯ เราใช้บริการของสายการบิน Kenya Airways ซึ่งมีไฟลท์บินเส้นทาง Bangkok – Nairobi ทุกวัน เวลาดีมาก ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ 01.15 น. นอนหลับบนเครื่องไม่ถึง 9 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนานาชาติ Jomo Kenyatta กรุงไนโรบี ประมาณ 6 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น

เช็คเวลาไฟลท์และซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.kenya-airways.com

มื้อดึกเสิร์ฟเป็นอาหารเบาๆ หน่อย พัฟฟ์ไส้เนื้ออร่อยมากครับ

นอนเหยียดยาวหลับสบายเต็มอิ่ม พร้อมตื่นเช้าเที่ยวต่อได้ทันทีครับ

ส่วนมื้อเช้าเลือกเป็นออมเล็ตกับไส้กรอก

พระอาทิตย์ยังขึ้นไม่เต็มที่ เราก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติ Jomo Kenyatta กรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา

เราขอวีซ่ามาจากเมืองไทยแล้วจึงกรอกใบเข้าเมืองและต่อคิวผ่านตม.ได้เลย

ออกจากอาคารสนามบินเจ้าหน้าที่ของ Cheli & Peacock ก็มารอรับอยู่แล้ว

วันแรกนี้ เราจะเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติ Maasai Mara เลย

Cheli & Peacock จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินของ Airkenya ให้เรียบร้อยแล้ว โดยไฟลท์ 853 จะออกจากสนามบินภายในประเทศชื่อ Wilson Airport ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบิน Jomo Kenyatta ราว 20 กิโลเมตร ในเวลา 10.30 น. (เวลาอาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเล็กน้อยได้)

ถ้าจะซื้อตั๋วเองก็ทำได้โดยเลือก Nairobi-Wilson to Mara-Keekorok ที่ www.airkenya.com (ในช่วง high season มี 3 ไฟลท์ต่อวัน)

แต่ก่อนจะซื้อตั๋วต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่าที่พักอยู่ใกล้สนามบินอะไรมากที่สุด ที่พักของเราคือ Sand River Masai Mara ซึ่งต้องลงที่สนามบิน Mara-Keekorok (Keekorok Airstrip)

ระยะทาง 20 กิโล แต่ต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึง Wilson Airport เพราะปกติรถในกรุงไนโรบีติดมากเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว ยิ่งช่วงเช้าและเย็นเรียกว่าติดสาหัสหนักเหมือนตอนกรุงเทพฯ ฝนตกหนักเลย

เจ้าหน้าที่ของ Cheli & Peacock ให้เอกสารการซื้อตั๋วเครื่องบินและจองที่พักพร้อมไปส่งถึงทางเข้าอาคารสนามบิน Wilson เลย (อาคารของ Airkenya อยู่แยกออกมาจากอาคารหลักของสนามบิน)

ก่อนผ่าน security check เข้าไปนั่งรอเครื่องบินต้องฝากกระเป๋าเดินทางให้เจ้าหน้าที่เอาไปเก็บไว้ที่บริษัทเพราะเครื่องบินเป็นลำเล็ก ผู้โดยสารนำกระเป๋าขึ้นได้ไม่เกินคนละ 15 กก.

ในอาคารสนามบินมีร้านอาหารเล็กๆ ถ้าหิวก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มระหว่างรอเครื่องได้ จ่ายเป็น USD ได้ครับ

ได้เวลาบินแล้ว!

เราจะนั่งเครื่อง 40 นาทีไปลงที่สนามบิน Mara-Keekorok (Keekorok Airstrip) ในเขตอุทยานแห่งชาติ Maasai Mara

ถ้ามากัน 4 คนขึ้นไปสามารถเช่ารถพร้อมคนขับไปก็ได้ซึ่งอาจจะคุ้มกว่าค่าตั๋วเครื่องบินรวมกันทุกคน แต่ต้องใช้เวลานาน 7-8 ชั่วโมง เพราะรถติดในเมืองหลวงและสภาพถนนในอุทยานแห่งชาติที่เป็นทางลูกรัง

เครื่องบินแวะจอดส่งผู้โดยสารแป๊บนึงแล้วก็บินต่อไปยัง Airstrip ต่างๆ แถบนี้

นี่คือรันเวย์สนามบินที่เรียบที่สุดในโลก 555 ฝุ่นตลบเชียว

เช็คอินตรงนี้ครับ #ล้อเล่นๆ

Alex พรานป่าหรือ ranger ที่จะพาเราท่องซาฟารีทุกวันที่อยู่ใน Maasai Mara มารอรับเราถึงรันเวย์ลูกรัง 555

พาหนะตะลุยซาฟารีเปิดโล่งกันเลยทีเดียว

Keekorok Airstrip อยู่ที่ระดับความสูง 5,570 ฟุต (เกือบ 1,700 เมตร) จากระดับน้ำทะเล ทำให้เนื้ออากาศไม่ร้อนแม้ว่าแดดจะแรงมากก็ตาม

เราต้องนั่งรถอีกประมาณ 45 นาทีไปเช็คอินที่ Sand River Masai Mara ที่พักของเรา 2 คืนในป่ามาไซ

ระหว่างทางในทุ่งหญ้าสะวันนาก็ทำ Game Drive ท่องซาฟารีถ่ายรูปสัตว์ป่าไปด้วยในตัว

เจ้าตัวนี้คือ Thomson’s Gazelle

ถึงที่พักแล้ว “Karibu” Welcome to Sand River Masai Mara

ล็อบบี้เป็นเต๊นท์ใหญ่กลางป่า

เจ้าหน้าที่มาบรีฟเราว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง หลักๆ ก็มี ห้ามเดินไปไหนมาไหนเองตอนมืดแล้ว ต้องมีการ์ดเดินไปส่งหรือไปรับจากเต๊นท์พัก, เมื่อออกจากเต๊นท์ให้ปิดซิปและคล้องห่วงล็อคป้องกันไม่ให้ลิงบาบูนเข้าไปในเต๊นท์, ใช้น้ำประปาบ้วนปากได้แต่ห้ามดื่ม, สอนการใช้วอเรียกหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ เป็นต้น

ที่ Sand River Masai Mara แขกต้องพักอย่างน้อย 2 คืนนะครับ

พาไปชมเต๊นท์พักของเราดีกว่า

ที่นี่มีทั้งหมด 16 เต๊นท์ เต๊นท์ 1 คือเต๊นท์ของเรา (ได้อัพเกรดเป็นเต๊นท์ใหญ่พักได้ 5 คนซะด้วย 55) อยู่ใกล้ล็อบบี้และห้องอาหาร แต่ไกลจากเต๊นท์ 16 เป็นกิโลครับ เลยต้องแบ่งเป็น 2 โซน 2 ล็อบบี้ 2 ห้องอาหาร ลูกค้าที่อยู่เต๊นท์หลังๆ จะได้ไม่ต้องเดินไกลมาก

ตอนกลางวันสามารถอาบลมห่มฟ้ากลางแจ้งได้ครับ แต่ตอนกลางคืนห้ามอาบเพราะอาจมีลิงบาบูนมาทำอันตราย

เรามาเร็วไปเดือนนึง ไม่งั้นจะได้ว่ายน้ำกลางป่าแล้ว สระว่ายน้ำกำลังสร้างอยู่ใกล้ๆ เต๊นท์ 1 เลย

ที่พักเป็นเต๊นท์ที่ออกแบบให้เหมือนแคมป์หรูสไตล์บริติชในทศวรรษ 1920 โดยใช้ผ้าใบยึดตามโครงสร้างไม้ที่ยกสูงจากพื้นดินเพื่อป้องกันสัตว์ป่าที่อาจเดินเข้ามาได้เพราะไม่มีการกั้นรั้วใดๆ

ไม่ต้องกลัวยุงเพราะมีไม่เยอะและตอนนอนก็เอามุ้งคลุมเตียงอีกชั้นหนึ่งได้ พื้นที่ตรงนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 4,000 ฟุต พื้นที่สูงทำให้โอกาสติดเชื้อมาลาเรียมีน้อยด้วยครับ

ข้างในตกแต่งแบบคลาสสิกย้อนยุคโดยใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก แต่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ โถส้วม พัดลม แต่ไม่มีแอร์เพราะกลางวันคนออกไปซาฟารีอยู่แล้ว ส่วนเช้าๆ และกลางคืนอากาศเย็นถึงหนาวเลย

มองออกไปหน้าเต๊นท์คือแม่น้ำ Sand ที่ช่วงนี้น้ำแห้งขอด ฝั่งตรงข้ามคือเขตอุทยานแห่งชาติ Serengeti ของประเทศแทนซาเนีย มีควายป่าแอฟริกัน 1 ในสัตว์ป่า Big Five อยู่อีกฝั่งแม่น้ำ ได้ฟีลแอดเวนเจอร์แบบแอฟริกาและใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างแท้จริงครับ แต่ไม่ได้รุกล้ำธรรมชาติเกินไปเพราะเค้าให้ความสำคัญเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากเลย

ผู้ที่มาพักที่นี่จะรู้สึกว่ากำลังตั้งแคมป์อยู่ในป่า โดดเดี่ยวและเป็นส่วนตัวเพราะที่ตั้งที่อยู่ไกลจากที่พักอื่น

ถ้ามาในช่วงฤดูน้ำเยอะประมาณเดือนเม.ย.-พ.ค. ก็อาจโชคดีได้เห็นฝูง wildebeest และม้าลายอพยพข้ามแม่น้ำ Sand จากระเบียงเต๊นท์ก็ได้

ไปรับประทานอาหารกลางวันก่อนออกซาฟารีตอน 4 โมงเย็น

มื้อกลางวันและเย็นเป็น Set Menu ให้เลือกครับ

Starter กับของหวานให้เลือกได้ แต่เมนคอร์สมาเป็นชุดใหญ่แชร์กัน 2 คน อาหารจานหลักเป็นอาหารเคนยา ชามกลางเรียกว่า Mild Kashmiri lamb curry รสชาติดีเลย กินหมดเกลี้ยง ส่วนชามอื่นก็กินได้ คล้ายๆ อาหารอินเดีย

Beef and cumin somosa

บ่าย 3 กว่า พักคอฟฟี่เบรคยามบ่ายได้

4 โมงเย็น ได้เวลาท่องซาฟารีแล้ว Alex มารับเราออกไปลุย!

แนะนำให้ใช้เลนส์ 300 mm สำหรับซูมถ่ายสัตว์ป่าที่อยู่ระยะไกลนะครับ แต่เราใช้แค่ 200 mm ก็อยู่แล้ว

กวาง wildebeest คือสัตว์ที่มีจำนวนมากที่สุด ประมาณ 3 ล้านตัวเลยทีเดียว มันชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ บางทีก็อยู่ร่วมกับฝูงม้าลาย

ช่วงต้นตุลาเป็นฤดูอพยพจากฝั่งเคนยากลับไปยังแทนซาเนียจึงพบเห็นฝูงวิลเดอบีสต์ได้มากมาย

Ranger หรือพรานป่าเป็นผู้ชำนาญเส้นทางมากๆ เค้ารู้ว่าเขตพื้นที่ไหนมีสัตว์อะไรอาศัยอยู่ เข้าใจอุปนิสัยและพฤติกรรมของสัตว์ป่าแต่ละชนิดดี แม้รถจะเปิดโล่งซึ่งดูอันตรายถ้าเจอสัตว์ดุร้าย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของเรนเจอร์มันทำให้เราไม่รู้สึกกลัวเลย แถมยังรู้สึกชอบด้วยซ้ำเพราะมันถ่ายรูปง่าย ไม่มีกระจกกั้น รถของที่อื่นเป็นรถตู้หรือจี๊ปใหญ่ที่มีกระจกปิดแต่เปิดหลังคาขึ้นไปถ่ายรูปได้ คนที่นั่งแถวหลังจะถ่ายรูปลำบากหน่อย

Alex ขับรถตามหาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ซึ่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติ ไม่มีการล้อมรั้วไฟฟ้าให้สัตว์อยู่แค่ในเขตที่กำหนดเหมือนซาฟารีในประเทศอื่นๆ ไม่ใช่สวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่ แต่มันคือวิถีชีวิตของสัตว์ป่าอย่างแท้จริงครับ

เราตั้งใจจะตามหา 5 สัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ หรือ The Big Five ให้ครบ ได้แก่ ช้าง สิงโต แรด ควายป่า และเสือดาว

ไม่นานเราก็เจอ Big Five ตัวที่สองหลังจากเจอควายป่าไปแล้ว แต่มันเป็นตัวเมีย ตามหาตัวผู้ต่อไป

ตัวนี้คือ Defessa Waterbuck กวางน้ำเดอเฟสซ่าตัวเมีย

เย็นๆ อีแร้ง (vulture) เริ่มลงแล้ว 555

นำโชค! เราเจอฝูงสิงโตกำลังแทะเหยื่ออย่างเอร็ดอร่อยเลย แต่ตัวพ่อไม่รู้ไปแอบงีบอยู่ที่ไหนแล้ว

แค่วันแรกก็เก็บได้ 3 จาก 5 Big Five แล้ว

6 โมงเย็น ต้องกลับที่พักแล้ว ที่ Maasai Mara ไม่อนุญาตให้ทำ Game Drive ตอนกลางคืน เพราะเรนเจอร์จะไม่รู้ว่าพวกไหนมาเที่ยวซาฟารี พวกไหนมาล่าสัตว์ป่าซึ่งผิดกฎหมาย

เวลาดินเนอร์คือทุ่มครึ่ง ระหว่างรอที่แคมป์ไฟก็จะมีพนักงานมาเสิร์ฟของกินเล่นรองท้องและให้สั่งเครื่องดื่มได้ แนะนำว่าให้สั่ง Gin & Tonic ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแบบแอฟริกันแท้ๆ แต่ผมสั่งน้ำมะม่วงมาอ่ะ โคตรดีของจริง 😀

ได้เวลาอาหารเย็น มื้อนี้เป็น Set Menu ให้เลือก Starter, Main Course และ Dessert ตามใจชอบ

จานนี้คือ  Grilled fillet of beef แบบมีเดียม

ที่เคนยาอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ป่าได้แค่บางชนิด เช่น จระเข้ นกกระจอกเทศ กระต่ายป่า อดลองเนื้อวิลเดอบีสต์เลย 555

คืนนี้อากาศหนาวยังกะอยู่ในยุโรป ไม่มีฮีตเตอร์ แต่ในเตียงมีถุงน้ำร้อนให้ความอบอุ่นทำให้หลับสบายทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น Alex นัดเจอตอน 6 โมงครึ่ง ออกซาฟารีแต่เช้าตรู่
ตอนเช้าๆ อากาศเย็น ควรเตรียมแจ็คเก็ตไปด้วยนะ

ลุยกันเลย!

เจ้า Coke’s Hartebeest หันมาแอ็คท่าให้เราถ่ายรูปด้วย

Alex ขับตามหาเสือดาว แต่เจอแค่ซากกวางที่เป็นเหยื่อของมันห้อยอยู่บนต้นไม้ เจ้าตัวไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้ว

ออกนอกเขตเสือดาวมาพักใหญ่ Alex ก็หาที่จอดรถที่ปลอดภัยจากสัตว์ดุร้ายให้เราลงไปแฮฟไพรเวทเบรคฟาสต์กลางป่ามาไซ ได้อารมณ์ซาฟารีที่แท้ทรูสุดๆ อ่ะ

ออกตระเวนหา Big Five กันต่อ ไม่นานเราก็เจอฝูงช้างแอฟริกันทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก

กวางรูปร่างหน้าตาเท่ๆ ตัวนี้คือ Topi ครับ

เรา request พิเศษขอให้พาไปหมู่บ้านมาไซซึ่งอยู่ค่อนข้างไกล ต้องขับผ่านหมู่บ้าน Talek ไปพักหนึ่ง เราไปหมู่บ้านมาไซที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 40 หมู่บ้านที่มีชื่อว่า Entasikira ซึ่งมีบ้านทั้งหมด 47 หลัง และประชากร 215 คน

ต้องเสียค่าเข้าหมู่บ้านคนละ 30 USD นะครับ

หัวหน้าเผ่าให้ลูกบ้านหญิงชายมาร้องเพลงต้อนรับและพาชมหมู่บ้าน

โชว์กระโดดสูงซึ่งแต่ละปีจะมีการแข่งขัน ตัวแทนจากหมู่บ้านต่างๆ จะมากระโดดแข่งกัน ใครกระโดดสูงชนไม้ได้คือผู้ชนะซึ่งจะได้วัวไป 10 ตัวกับสาวงามประจำหมู่บ้านด้วย

สาธิตการจุดไฟโดยใช้ขี้ช้างเป็นขี้ไต้

พาเข้าไปชมภายในบ้านที่ทำจากขี้วัวผสมโคลน ผู้หญิงมีหน้าที่สร้างบ้าน ถ้าใครมีบ้านหลายหลังแปลว่ามีฐานะดี

สุดท้ายพาไปตลาดเลือกซื้อของที่ระลึก ถ้าไม่ได้อยากได้อะไรก็ปฏิเสธไม่ไปได้ครับ เพราะเราไม่รู้ราคาสินค้าก่อน พอเลือกมาแล้วมันแพงมาก แต่เราก็ช่วยซื้อแม็กเน็ต 2 อัน ต่อราคาแล้วเหลือ 30 USD

ออกจากหมู่บ้านมาไซ นั่งรถกลับที่พักไปรับประทานกลางวันและรอออกซาฟารีรอบบ่ายตอน 4 โมง

Lunch Menu วันนี้

จัด Honey and cinnamon roasted gammon ซะ ส่วนของหวานเป็น Slow roasted, spiced Malindi pineapple tarte tatin

4 โมงเย็น ออกรอบต่อ 555

เย็นนี้เราจะไปไกลหน่อยคือไปริมแม่น้ำ Mara ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปสัตว์ป่าไปเรื่อยๆ

หมูป่า (Warthog) นี่ถ่ายยากสุดเลยครับ ตัวเล็ก ขี้กลัว จอดรถปุ๊บวิ่งหนีปั๊บ

ฝูงกวาง Impala

ไปริมแม่น้ำ Mara เพื่อดูฮิปโปและจระเข้ แถมควายป่าด้วย เราได้เห็นช็อตเด็ดที่คิดไว้ตั้งแต่แรกคือจระเข้กำลังรุมกินวิลเดอบีสต์ที่พยายามอพยพข้ามแม่น้ำ Mara กลับแทนซาเนียด้วย

ใกล้จะมืดแล้ว ถึงเวลากลับที่พัก ระหว่างทาง Alex ได้ยินเสียงไฮยีนา (Hyaena) หรือหมาใน จึงขับรถเข้าไปในฝูงวิลเดอบีสต์ที่มันกำลังจะไล่ล่า ดับเครื่องเพื่อให้ถ่ายรูปมัน แป๊บนึงมันก็เริ่มเบี่ยงเบนความสนใจมาหารถเรา Alex ต้องบอกว่า stop หยุดถ่ายรูป แล้วเร่งเครื่องออกอย่างรวดเร็ว เท่าที่เจอมาไอ้ตัวนี้แหละน่ากลัวที่สุดครับ แต่โอกาสเจอก็ไม่เยอะนะ ขับมาวันกว่าๆ เพิ่งเจอฝูงเดียวเอง

กลับที่พักรับประทานมื้อค่ำตามเมนูนี้ Pan-fried chicken breast in lemon butter เนื้อไก่แข็งไปนิดนึง

คืนที่ 2 ที่ Sand River Masai Mara ไม่ค่อยหนาว อากาศเหมือนเปิดแอร์เย็นสบายครับ

6 โมงครึ่ง ออกซาฟารีรอบเช้าอีกเพราะยังเหลืออีก 2 จาก 5 Big Five ที่ยังไม่เจอ คือ แรดกับเสือดาว แรดเหลือจำนวนไม่กี่ร้อยตัวคงหายากหน่อยครับ ส่วนเสือดาวก็หายากไม่น้อย

ออกรถไปไม่ไกลมากก็เจอฝูงควายป่า 1 ใน Big Five ก่อนเลย

เจอแล้ว! นกกระจอกเทศ (Ostrich) ตัวอื่นวิ่งหนีเร็วมาก 55

ขับวนหาเสือดาวอยู่ดีๆ Alex ก็ได้ยินเสียงร้องของอีแร้งและสังเกตทิศทางการบินวนของมัน ถ้ามันบินรอบๆ ฝูงสัตว์ที่ชอบถูกล่า เช่น วิลเดอบีสต์ ม้าลาย แปลว่ามีโอกาสเกิดการล่า

เค้าเห็นฝูงม้าลายบางส่วนวิ่งแตกตื่นมาทางรถเรา ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งไปอีกทาง ส่วนวิลเดอบีสต์อยู่ตรงกลางมีฝูงม้าลายล้อมรอบ จึงรีบขับรถเข้าไปกลางฝูงสัตว์ เค้าบอกว่าเสือชีตาห์กำลังล่าอยู่เลย ม้าลายหน่วยกล้าตายพยายามต่อสู้กับเจ้าชีตาห์ตัวผู้ 2 ตัว เพื่อปกป้องวิลเดอบีสต์และพวกตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่รอด วิลเดอบีสต์ผู้น่าสงสารตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เห็นเต็มตาใกล้ๆ แค่ 20 เมตรได้มั้ง เหมือนดูสารคดีแบบสดๆ เลย พีคโคตรๆ

ตอนแรก Alex บอกว่ารีบเข้าไปแล้วรีบออกมา แต่นางคงดูแล้วว่าปลอดภัยเลยเข้าไปได้ใกล้มากๆ และดับเครื่องจอดให้ถ่ายรูปเต็มๆ เลย

ไม่เจอเสือดาวแต่เจอชีตาห์แทนก็ฟินอยู่นะ 55

ตามหาสิงโตตัวผู้ต่อแถวริมน้ำ แต่วันนี้มันหายหัวอ่ะ เจอแต่ตัว Eland แทน
Alex บอกว่าเค้าเคยกินสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด (ranger สามารถล่าได้เพื่อประทังชีวิตในป่า) กวางอีลันด์นี่แหละอร่อยสุดละ พูดซะอยากชิมเรย 555

8 โมงนิดๆ ต้องกลับไปกินอาหารเช้าที่ที่พักและเตรียมตัวเก็บของไปสนามบินเพื่อบินกลับ Nairobi แล้ว

Airkenya ไฟลท์ 854 กำหนดออกจากสนามบิน Mara-Keekorok (Keekorok Airstrip) ตอน 11.15 น. เราจึงต้องเช็คเอาท์ออกจากที่พัก 9 โมงครึ่ง

ขาไปสนามบินก็ทำ Game Drive ไปด้วย แล้วก็พีคในพีคส่งท้าย เราเจอเสือดาว (leopard) หนุ่มกำลังไล่ล่าลิงบาบูนแบบสดๆ อีกแล้วครับท่าน เสียงลิงร้องเจี๊ยกๆๆ ลั่นป่า และแล้วก็เห็นภาพนี้ครับ

สรุป เราเจอ Big Five 4 ชนิด ขาดแค่แรดเท่านั้น

Alex มาส่งเราถึงประตูเครื่องบินเลย ต้องขอขอบคุณทาง Sand River Masai Mara ที่จัดสุดยอดเรนเจอร์มาดูแลเราตลอดทริปครับ

ตลอดเวลาที่อยู่ที่ Sand River Masai Mara รู้สึกประทับใจมากๆ ได้ประสบการณ์ใหม่แบบแอฟริกันแท้ๆ ที่หาไม่ง่ายนัก ทุกสิ่งอย่างพรีเมี่ยมหมด ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหาร บริการ กิจกรรมซาฟารี เรียกว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปจริงๆ ครับ

ตามตารางเวลาไฟลท์จะบินถึง Nairobi Wilson Airport บ่ายโมง แต่จริงๆ แค่ 12.15 น. ก็ถึงแล้ว สงสัยบินไปรับคนจากสนามบินแถวนั้นก่อนแล้วค่อยมารับเรากลับไนโรบีก่อนแล้ว

เจ้าหน้าที่ของ Cheli & Peacock Safaris จอดรถรอรับเราพร้อมเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ตั้งแต่วันแรกมาให้อยู่แล้ว ครึ่งวันบ่ายวันนี้เราจะเที่ยวในกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยานี้ได้ชื่อว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่เหมือนเมืองใหญ่ๆ ในแอฟริกา การคมนาคมในเมืองไม่ค่อยสะดวกเพราะรถติดมากกกก เราจึงใช้ DMC handle ground service หรือบริการนำเที่ยวของบริษัทท้องถิ่นเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยครับ

เราให้คนขับพาเข้าไปชมบริเวณศูนย์กลางเมืองซึ่งเป็นแหล่งรวมหน่วยงานราชการต่างๆ ของประเทศ บางอาคารห้ามถ่ายรูป เช่น อาคารรัฐสภา บ้านเมืองเค้าเจริญดีครับ

ถ้าต้องการถ่ายรูปคนแอฟริกัน ให้ขออนุญาตเค้าก่อน ไม่งั้นอาจโดนเรียกค่าถ่ายรูปได้

จากนั้นพาไปจุดชมวิวมุมสูงของเมืองเหนือ Uhuru Park

ออกไปกินข้าวกลางวันนอกเมืองที่ร้านอาหารดังชื่อ makutano grill เมนูมีตั้งแต่ราคา 550-1,350 KES จานนี้ 990 KES (ประมาณ 370 บาท) รูดบัตรเครดิตจ่ายได้ครับ

แล้วเลยไป Giraffe Centre ป้อนอาหารยีราฟน่ารักๆ ค่าเข้า 1,000 KES หรือ 11 USD ปิด 5 โมงเย็นนะครับ

ไม่เจอยีราฟในป่า มาดูยีราฟในสวนสัตว์แทนก็ได้ 555

บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ Giraffe Manor โรงแรมสุดหรูสไตล์บริติชที่จะมียีราฟมาเยี่ยมถึงห้องพักเลย ถ้าอยากพักที่นี่ต้องจองล่วงหน้าเป็นปีๆ ครับ

ปิดท้ายวันด้วยบุเฟฟ่ต์สำหรับสายเนื้อที่ร้าน Carnivore ดินเนอร์เริ่ม 6 โมงเย็น ราคาหัวละ 36 USD ไม่รวมเครื่องดื่ม กินเต็มที่จนกว่าจะยกธงยอมแพ้

เริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟซุปเป็น starter

ตามด้วยเนื้อสัตว์นานาชนิด เนื้อปกติ เช่น หมู ไก่ วัว แกะ ส่วนเนื้อสัตว์ป่าที่มีคือจระเข้ นกกระจอกเทศ และกระต่ายป่า

เนื้อจระเข้ กับ meatball เนื้อนกกระจอกเทศ

เนื้อจระเข้กรุบๆ คล้ายกึ๋นไก่ เนื้อนกกระจอกเทศเหมือนเนื้อแกะแต่กลิ่นไม่ค่อยสาปและไม่มีมัน รสเลยชืดๆ ไปหน่อย ส่วนกระต่ายป่าคือแจ่มเบย 555 เหมือนสะโพกไก่เด้งๆ

เครื่องดื่มแนะนำคือ Dawa เป็นน้ำมะนาวแบบมีแอลกอฮอล์ ราคาตามเมนูครับ คิดง่าย 350 = 3.50 USD โดยประมาณ

พรุ่งนี้เช้าเราจะบินต่อไปเมือง Livingstone ของประเทศแซมเบียเพื่อไปเที่ยวน้ำตก Victoria อันโด่งดัง จึงเลือกพักโรงแรมใกล้ๆ สนามบินนานาชาติ Jomo Kenyatta ชื่อ Airport Landing Hotel ซึ่งมีรถบริการไปส่งที่สนามบินราคา 10 USD ใช้เวลาแค่ 15 นาที ถ้าพักกลางเมืองคงต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงถ้ารถติดไม่มาก

ห้องพักโอเคสมราคา 59 USD ไม่มีอาหารเช้า

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต