เที่ยวเอง..เที่ยวเดี่ยว ยุโรปใต้! ตอนที่ 2 “Madrid” สเปน แดนกระทิงดุ

เที่ยวเอง รีวิว สเปน Spain มาดริด Madrid

เที่ยวเอง: โปรตุเกส – สเปน – อันดอร์รา

Capture 5
จากโปรตุเกส  ผมบินข้ามประเทศเข้าสู่ประทศสเปนครับ
ตามกำหนดเวลาถึง Aeropuerto de Madrid-Barajas คือ 17.50 น. แต่เครื่องออกจากลิสบอนเลตจึงถึงมาดริดเกือบ 6 โมงครึ่ง  เครื่องบินจากลิสบอนถึงมาดริดใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 15 นาที
เที่ยวเดี่ยว ยุโรปใต้! ตอนที่ 1 “โปรตุเกส” มุมยุโรปอันแปลกตา

ไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่าระยะเวลาบินจากลิสบอนสู่มาดริด 1 ชั่วโมง 15 นาทีนั้น  ทำไมเครื่องบินออกตามกำหนด
15.35 น. แต่ถึงมาดริดตามกำหนด 17.50 น. ซึ่งเท่ากับว่าใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเวลาของสเปนนั้นเร็วกว่าเวลาของโปรตุเกส 1 ชั่วโมง (17.50 น. ที่มาดริดตรงกับ 16.50 น. ที่ลิสบอน)

SPMD1

เครื่องบินโลว์คอสต์แลนด์ที่ Terminal 4 ของสนามบิน Barajas กรุงมาดริด ประเทศสเปน ซึ่งเป็นอาคารใหม่อยู่ห่างจาก Terminal 1, 2 และ 3 โดยรสบัสประมาณ 10 นาที พอออกจาก Terminal 4 ต้องหาจุดบริการรถบัสไปยัง Terminal 2 เพื่อต่อรถไฟใต้ดินเข้ากลางเมืองมาดริด ผมเดินลากกระเป๋าหาอยู่นานพอสมควรกว่าจะเจอ ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถ รถบัสของสนามบินบริการผู้โดยสารฟรี ไม่ต้องเสียตังค์ครับ

พอถึง Terminal 2 ก็เดินตามป้ายบอกทางไปสถานีรถไฟใต้ดิน ซื้อตั๋วจากพนักงานและถามว่าจะไป Puerta del Sol ได้ยังไง ได้รับคำตอบว่าให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย 8 ไป 3 สถานีแล้วลงที่สถานี Colombia  จากนั้นต่อสาย 9 ไปลงที่ Príncipe de Vergara  แล้วต่อสาย 2 อีกไปลงที่สถานี Sol  กว่าจะถึงกลางเมืองต้องต่อรถตั้ง 3 ต่อแหนะ
ทั้งที่สนามบินอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองที่ Puerta del Sol ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแค่ 13 กิโลเมตร แต่ค่าตั๋วรถไฟใต้ดินที่นี่ก็แสนถูก นั่งตั้งไกลนานตั้ง 40 นาที แต่จ่ายค่ารถแค่ยูโรเดียวเอง

SPMD2

แต่ตอนนี้สถานีรถไฟใต้ดิน Aeropuerto ได้เชื่อมต่อไปถึง Terminal 4 แล้ว  สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 8 (สีชมพู)  ประมาณ 12 นาที ไปสุดทางที่สถานี Nuevos Ministerios ต่อสาย 10 (สีน้ำเงิน) ไปที่สถานี Tribunal  แล้วต่อสาย 1  (สีฟ้า) อีก 2 สถานีก็จะถึงสถานี Sol ใจกลางกรุงมาดริด ตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo Metro + Suplemento Aeropuerto 1 viaje (MetroMadrid single ticket + Airport supplement) ราคาเที่ยวละ 5 ยูโร

เช็คราคาค่าตั๋วรถไฟใต้ดินมาดริดได้ที่ Madrid Metro fare

หรือจะใช้บริการรถเมล์ EMT สาย 200 จาก Terminal 2 ของสนามบิน ผ่าน Terminal 1 หรือสาย 204 จาก Terminal 4 ไปสุดทางที่ Estación de Autobuses de Avenida de América (North Station) ตั๋วรถเมล์ราคา 1.50 ยูโร แล้วเดินอีก 5 นาทีไปสถานีรถไฟใต้ดิน Avenida de América เดินทางไปยังสถานี Sol ได้หลายเส้นทาง คือ นั่งรถไฟใต้ดินสาย 4 (สีน้ำตาล) ไปต่อสาย 2 (สีแดง) ที่สถานี Goya / นั่งรถไฟใต้ดินสาย 6 (สีเทา) ไปต่อสาย 2 (สีแดง) ที่สถานี Manuel Becerra / นั่งรถไฟใต้ดินสาย 7 (สีส้ม) ไปต่อสาย 2 (สีแดง) ที่สถานี Canal (ตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo 1 viaje (Single 1 trip) ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินและ Metro Ligero สาย ML1 ภายในโซน A ราคาเที่ยวละ 1.50 ยูโร กรณีเดินทางไม่เกิน 5 สถานี สถานีต่อไปเพิ่มสถานีละ 0.10 ยูโร สูงสุด 2 ยูโร กรณีที่เดินทางมากกว่า 9 สถานี)

อีกวิธีคือนั่งรถบัสด่วน Exprés Aeropuerto จาก Terminal 4 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รถบัสออกทุกๆ 13-20 นาทีตั้งแต่ 06.00-23.30 น. ตรงไปยัง Estación de Madrid Atocha สถานีรถไฟกลางของกรุงมาดริด ใช้เวลาเดินทาง 40 นาทีในสภาพการจราจรปกติ และทุก 35 นาทีในเวลากลางคืนตรงไปยัง Plaza de Cibeles ห่างจาก Puerta del Sol ราว 850 เมตร ตั๋วรถบัสราคา 5 ยูโร ซื้อจากคนขับได้
เช็คตารางเวลาเดินรถได้ที่ Airport Express bus

ถึง Puerta del Sol ผมถามวัยรุ่นผู้หญิงว่าจะไปโฮสเทลชื่อ RC Miguel Angel พร้อมเอาที่อยู่ให้ดู สาวสเปนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยครับ  เธอพาผมเดินไปแป๊บเดียวก็ถึงโฮสเทล ช่วยกดออดที่ป้ายชื่อโฮสเทลบอกพนักงานให้เปิดประตูและบ๊ายบายบอกลาผม  โฮสเทลคืนนี้อยู่ในอาคารหลายชั้นแบ่งให้เช่าเป็นชั้นๆ ไป  ขึ้นลิฟท์ไปและเข้า   เช็คอินจ่ายค่าห้องพักไป 18 ยูโร หลังจากเดินเข้าไปในห้องพักซึ่งเป็นห้องรวม 4 คนไม่แยกชายหญิง ก็รู้สึกว่าสภาพห้องดีมาก สะอาดเป็นระเบียบ มีแอร์ แถมมีห้องน้ำในตัวด้วย ไม่ต้องขนของออกไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวม  เรียกได้ว่าทั้งถูกทั้งดีเลยทีเดียว รีบเก็บข้าวของแล้วออกตะลุยเที่ยวทันที

ทริปนี้เกิดความผิดพลาดหลายเรื่องครับเพราะผมเตรียมตัวไม่ดี รูปที่ถ่ายมาเลยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมมกล้องเต็มระหว่างเดินทาง ต้อง upload รูปไปฝากไว้ในเว็บก่อน รูปที่ดึงออกมาเลยเล็กอย่างที่เห็นครับ จึงขอเอาบางภาพจากตอนที่ไปครั้งที่ 2 ที่มีบรรยากาศใกล้เคียงกับภาพจริงในครั้งแรกมาใช้ประกอบเรื่องราวนะครับ

เวลาตอนนั้นประมาณสองทุ่มครึ่ง แต่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า ยังพอมีเวลาให้เที่ยวทันก่อนจะมืดอีกเกือบ 2 ชั่วโมง มาเที่ยวเกือบฤดูร้อนมันดีอย่างนี้นี่เอง มืดช้า มีเวลาเที่ยวเยอะเลย

สตาร์ทที่ Puerta del Sol ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าประตูซอล Puerta del Sol นี้ถือเป็นจุดใจกลางนครมาดริด
เป็นจุดนับกิโลเมตรแรกของสเปน บริเวณจัตุรัสมี Monumento a King Charles III หรืออนุสาวรีย์พระเจ้า Carlos III และรูปปั้นหมีกับต้นไม้คล้ายต้นสตรอว์เบอร์รีหล่อจากบรอนซ์ซึ่งเรียกว่า El Oso y El Madroño รูปปั้นหมีถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงมาดริดด้วย

SPMD4

รอบๆ จัตุรัสมีถนนช้อปปิ้งหลายสาย บรรยากาศก็คล้ายๆ สยามสแควร์บ้านเราครับ เป็นแหล่งนัดพบของวัยรุ่นและมีห้างสรรพสินค้าดังหลายห้าง เช่น El Corte Inglés เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของมาดริด ป้ายสีเขียวอยู่ที่ถนน Preciados

จากอนุสาวรีย์พระเจ้าคาร์ลอสที่ 3 ที่จัตุรัสซอล เดินไปทางทิศตะวันออกของเมืองตามถนน Calle Alcalá ถนนสายหลักของเมืองที่จะพาไปยังสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น Real Academia de Bellas Artes de San Fernando (Royal Academy of Fine Arts of San Fernando) หรือสถาบันวิจิตรศิลป์หลวงแห่งซาน เฟร์นานโด สถานที่เก็บรักษาผลงานภาพวาดของศิลปินชื่อดัง เช่น Giovanni Bellini, Correggio, Rubens, Zurbarán, Murillo, Goya, Juan Gris, Pablo Serrano และอาคาร Banco Bilbao Vizcaya

เดินตรงตามถนนสายนี้ต่อไปไม่นานผ่านอาคาร Banco de España หรือธนาคารแห่งชาติสเปน

ถึงจัตุรัสสำคัญที่สุดของกรุงมาดริดซึ่งมี Fuente de Cibeles น้ำพุที่แกะสลักรูปปั้นอย่างวิจิตรบรรจงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพธิดา Cybeline ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางจัตุรัส จัตุรัสแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Plaza de Cibeles หรือชื่อเดิมคือ Plaza de Madrid

บริเวณรอบจัตุรัสมีอาคารที่โดดเด่นที่สุดคือ Correos หรือที่ทำการไปรษณีย์ของมาดริดซึ่งเรียกว่า Palacio de Comunicaciones (Palace of Communication) หรือ Cibeles Palace คือ Ayuntamiento de Madrid อาคารที่ทำการกรุงมาดริดหลังใหม่

ตรงข้ามกันคืออาคารซึ่งเป็นย่านพักอาศัยของผู้ดีเรียกว่า Palacio de Linares (Palace of Linares) ปัจจุบันอาคารหลังนี้กลายเป็น Casa de América หรือศูนย์วัฒนธรรมละตินอเมริกา

เดินตรงต่อไปตามถนน Calle Alcalá ไม่ไกลก็เจอประตูชัยมาดริดหรือ Puerta de Alcalá ตั้งอยู่ที่ Plaza de la Independencia ประตูชัยนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อปีค.ศ. 1778

SPMD10

ขณะนี้ท้องฟ้ากรุงมาดริดกำลังเริ่มมืดครื้มลงแล้ว คงไม่มีเวลาเดินไปด้านหลังของประตูชัยซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดยักษ์ชื่อ Parque del Buen Retiro ในบริเวณสวนมีสระน้ำ Estanque del Retiro ริมสระมีอนุสรณ์สถานชื่อว่า Monumento al rey Alfonso XII (Monument to King Alfonso XII) เดินเลียบริมสระน้ำไปแล้วเลี้ยวซ้ายไปก็จะถึง Palacio de Velázquez (Velázquez Palace) ปัจจุบันเป็นหอนิทรรศการ

เลยไปอีกเป็นที่ตั้งของ Palacio de Cristal del Retiro (Crystal Palace) อาคารแก้วที่ออกแบบโดย Ricardo Velázquez Bosco สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1887

ผมไม่ได้เดินเข้าไปในสวนนะครับ แต่ครั้งที่ 2 ได้เดินชมสวนจนทั่วเลย อ่านเนื้อเรื่องด้านล่างต่อได้เลยครับ

ที่หมายต่อไปของผมคือ Museo Nacional del Prado พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลป์ล้ำค่ามากมาย อาทิ ภาพ Venus ของ Titian ที่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นของ Velázquez ศิลปินเอกชาวสเปนซึ่งตั้งอยู่

จากประตูชัย ผมเดินย้อนกลับทางเดิม พอถึง Plaza de Cibeles ก็เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Paseo del Prado ผ่าน Plaza de Cánovas del Castillo ระยะทางประมาณ 600 เมตรก็ถึง Museo del Prado ตอนที่ผมไปถึงนั้นพิพิธภัณฑ์ปิดแล้วครับ เลยถ่ายรูปแค่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่ 10.00-20.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดราชการเปิด 10.00-19.00 น. วันที่ 6 ม.ค. 24 และ 31 ธ.ค. เปิดถึง 14.00 น. วันที่ 1 ม.ค. 1 พ.ค. และ 25 ธ.ค. ปิด ปัจจุบันค่าเข้าชมแบบปกติราคา 14 ยูโร ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Prado Museum

SPMD13

ใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว ต้องรีบกลับไปพักผ่อนเตรียมตัวลุยต่อพรุ่งนี้ ขากลับก็ใช้เส้นทางเดิม แต่พอถึงน้ำพุ Fuente de Neptuno ตรงกลางจัตุรัส Cánovas del Castillo ก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Plaza de las Cortes เดินผ่าน Congreso de los Diputados หรืออาคาร รัฐสภาของสเปน ตรงกลับไปยัง Puerta del Sol

SPMD14

Puerta del Sol ตอนสี่ทุ่มเศษยังพลุกพล่านด้วยผู้คนเต็มท้องถนนกรุงมาดริด ร้านอาหารยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้า ริมถนนมีพวกคนดำแบกะดินขายของแบรนด์เนมก็อปปี้ทั้งแว่นกันแดด กระเป๋าสตางค์ น้ำหอม ราคาถูกแถมยังต่อราคาได้อีก แต่ก้มลงไปเลือกดูได้ไม่ทันไร คนขายก็รีบห่อข้าวหอบของและวิ่งหนีกระจัดกระจายไปซ่อนตามซอกตึกอย่างรวดเร็ว เพราะมีตำรวจมาตรวจจับ กลุ่มคนดำขายของเลียนแบบจึงวิ่งหนีกันให้วุ่น แต่พอตำรวจเผลอได้ไม่นานก็กลับมาวางขายแบกะดินอีกเช่นเคย เดินดูไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ก็สนุกดีครับ

ก่อนเข้าที่พัก ท้องเกิดร้องขึ้นมาด้วยความหิว จึงแวะร้านขายเนื้อสัตว์ซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารด้วย ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่พักหนึ่งเพราะอ่านชื่ออาหารซึ่งเป็นภาษาสเปนไม่ออก ไม่รู้ว่าชื่ออาหารนั้นมันคืออะไร แถมในร้านยังมีคนรอต่อคิวซื้ออาหารเป็นจำนวนมาก ทำยังไงดีถึงจะสั่งอาหารได้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ยากเกินความสามารถของผมหรอก ก็แค่ยืนรอดูคนสั่งอาหารว่าเขาสั่งอะไรกัน แล้วดูว่าอาหารที่ได้หน้าตาเป็นยังไง เพราะร้านนี้ขายอาหารกึ่งฟาสต์ฟู้ดอยู่แล้ว อาหารจึงเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว  ในที่สุดผมก็ได้สั่งอาหาร  แต่จำชื่อไม่ได้ว่าสั่งอะไรไป  สุดท้ายได้ไก่อบมา 1 ตัว  และ
เฟรนช์ฟรายชุดใหญ่ในราคาสุดแสนจะถูกแค่ 4.30 ยูโร หรือประมาณ 200 บาทเท่านั้น หิ้วอาหารชุดใหญ่กลับไปจัดการที่ห้องและเหลือเก็บไว้กินต่อพรุ่งนี้เช้าด้วย ใช้ชีวิตประหยัดแบบ backpacker อีกเหมือนเดิม

ก่อนจะนอน  ด้วยความสงสัยว่าทำไมดึกๆ ดื่นๆ  แล้วคนสเปนยังกินอาหารและเดินเล่นกันเต็มท้องถนน  ผมจึงถามเพื่อนร่วมห้องชาวสเปน  และได้รับคำตอบที่ทำให้หายข้องใจว่าคนสเปนจะรับประทานอาหารมื้อกลางวันกันประมาณบ่ายสองและเสร็จประมาณห้าโมงเย็น ส่วนมื้อเย็นก็จะเริ่มรับประทานกันประมาณสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นวัฒนธรรมการกินที่แปลกมากเลยทีเดียวครับ คนสเปนเค้านอนและตื่นกันกี่โมงเนี่ย??

เช้าวันที่ 2 ในสเปน ตามแผนผมจะนั่งรถไฟไป Barcelona เล็งขบวนตอน 10 โมงเช้าเอาไว้ เช้านี้จึงรีบตื่นนอนเพราะยังเหลือสถานที่ท่องเที่ยวอีก 2 แห่งที่ยังไม่ได้ไปคือ Palacio Real (The Royal Palace) และ Plaza Mayor ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Puerta del Sol สามารถเดินถึงได้ภายใน 10 นาที

จาก Puerta del Sol ผมเลือกเดินไปพระราชวังที่อยู่ไกลกว่าก่อน แล้วค่อยเดินกลับมาที่ Plaza Mayor โดยเดินไปทางทิศตะวันตกของเมืองเข้าถนน Calle Mayor ยังไม่เลี้ยวซ้ายลอดโค้งประตูเข้าไปยัง Plaza Mayor แต่เดินตรงต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร ทางซ้ายมือคือ Plaza de la Villa ซึ่งเป็นที่ตั้ง Casa de la Villa ที่ทำการกรุงมาดริดหลังเดิม

SPMD15

เดินต่อตามถนน Calle Mayor อีกนิดก็เห็น Catedral de la Almudena (Cathedral of Saint Mary the Royal of La Almudena) โบสถ์สำคัญของมาดริดที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1879 หลังจากที่สเปนย้ายเมืองหลวงจากเมือง Toledo มายัง Madrid ถึง 300 กว่าปี

SPMD16

เลี้ยวขวาเข้าถนน Calle Bailén ตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึง Palacio Real de Madrid พระราชวังหลวงซึ่งเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระราชวงศ์แห่งสเปน แต่ปัจจุบันกษัตริย์ Juan Carlos และพระราชวงศ์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงเลือกประทับที่ Palacio de la Zarzuela แทนแม้ว่าจะมีอาณาบริเวณเล็กกว่าก็ตาม บางส่วนของพระราชวังเปิดให้เข้าชมได้ ยกเว้นช่วงเวลาที่มีงานของทางราชการ

SPMD17

SPMD18

ข้างหลังพระราชวังคือ Jardines del Campo del Moro สวนสาธารณะตั้งอยู่ระหว่างพระราชวังหลวงกับแม่น้ำ Manzanares

เดินกลับไปจนถึงโค้งประตูที่เดินผ่านมาตอนแรก เลี้ยวขวาเข้าสู่ Plaza Mayor จัตุรัสสำคัญอีกแห่งของกรุงมาดริดซึ่งล้อมรอบด้วยอาคารเก่าสีแดงส้มและอนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ทรงม้าตรงกลางจัตุรัส

จัตุรัสแห่งนี้สร้างขึ้นตามพระกระแสรับสั่งของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 เมื่อปีค.ศ. 1581 โดยพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้จัตุรัสนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างมาดริดให้เป็นเมืองหลวงของสเปน แรกเริ่มเดิมทีเรียกจัตุรัสนี้ว่า Plaza del Arrabal กระทั่งหลังสงครามกลางเมืองในสเปนสงบลง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Plaza Mayor ที่นี่มี Tourist Information บริการให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่นี่ได้ฟรี 15 นาที เพียงลงทะเบียนชื่อสกุลและสัญชาติของคุณที่เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่เพื่อเป็นสถิติของการท่องเที่ยวสเปนครับ

SPMD19

ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมต้องรีบเดินกลับไปเช็คเอาท์จากโฮสเทลเพื่อเดินทางไป Estación de Madrid Atocha หรือสถานีรถไฟอโตชา ซื้อตั๋วรถไฟไปเมืองบาร์เซโลนาให้ทันขบวน 10.00 น. ตามที่วางแผนไว้

ออกจากโฮสเทลตอน 9 เศษแล้ว รีบจ้ำไปสถานีรถไฟใต้ดิน Sol หยอดเหรียญ 1 ยูโรที่ตู้ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน แล้วนั่งรถสาย 1 (สีฟ้า) ไปที่สถานี Atocha Renfe แค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว

ปัจจุบันตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo 1 viaje (Single 1 trip) ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินและ Metro Ligero สาย ML1 ภายในโซน A ราคาเที่ยวละ 1.50 ยูโร กรณีเดินทางไม่เกิน 5 สถานี สถานีต่อไปเพิ่มสถานีละ 0.10 ยูโร สูงสุด 2 ยูโร กรณีที่เดินทางมากกว่า 9 สถานี
อัพเดทราคาค่าตั๋วรถไฟใต้ดินมาดริดได้ที่ Madrid Metro fare

ถึงสถานีรถไฟ Atocha ต้องยืนอึ้งอยู่ชั่วขณะเพราะสถานีรถไฟนี้กว้างใหญ่มากและมีช่องขายตั๋วมากมายจนไม่รู้ว่าช่องไหนเป็นช่องขายตั๋วไปบาร์เซโลนา ป้ายแสดงก็สับสน อ่านไม่เข้าใจ อีกทั้งทุกช่องขายตั๋วยังเต็มไปด้วยคนต่อคิวรอซื้อตั๋วนับร้อย แต่ละแถวยาวเหยียดไม่แพ้กันซะด้วย

ใกล้เวลารถไฟออกแล้ว ผมยังไม่ได้ซื้อตั๋วเลย ผมจึงพยายามขอแซงคิวเพื่อซื้อตั๋วให้ทันเวลารถออก แต่เหมือนพูดจากันไม่รู้เรื่อง ผมพยายามอธิบายว่าผมต้องการจะไปบาร์เซโลนาซึ่งรถกำลังจะออกแล้ว ขอซื้อตั๋วก่อนได้มั๊ย? แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ผมแซงคิวเลย ทุกคนพูดอะไรก็ไม่รู้ แล้วชี้ไปที่ป้ายแสดงตารางรถไฟขนาดใหญ่ พร้อมอธิบายทำนองว่าไม่ต้องรีบซื้อตั๋วแล้วเพราะรถไฟขบวนที่กำลังจะออกนั้นที่นั่งถูกจองเต็มแล้ว ให้รอขบวนต่อไปซึ่งจะออกตอน 11.15 น. ผมจึงใจเย็นลงและยืนต่อคิวตามลำดับ แป๊บนึงก็เหลือบไปมองป้ายเห็นว่าสถานะของรถไฟขบวน 11.15 น. ก็เต็มอีก ผมยังอดทนต่อคิวโดยหวังว่าจะสามารถซื้อตั๋วรถไฟรอบต่อไปได้ แต่ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ อีกสักพักรถไฟขบวนที่จะออกตอน 13.20 น. ก็เต็มอีก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิด ผมก็จะต้องไปให้ถึงบาร์เซโลนาให้ได้เพราะได้จองที่พักและตั๋วเครื่องบินจากบาร์เซโลนาไปกรุงโรมไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าผมไปบาร์เซโลนาไม่ได้แพลนเดินทางของผมทั้งหมดก็จะพังราบ

แต่ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ในที่สุดผมก็สามารถซื้อตั๋วรถไฟไปบาร์เซโลนาสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะต้องออกเดินทางล่าช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ถึง 5 ชั่วโมงกว่าก็ตาม โดยผมได้ตั๋วเวลา 15.20 น. ตั๋วรถไฟจากมาดริดไปบาร์เซโลนาใบนี้ราคา 63 ยูโร (ประมาณ 3,000 บาท)  เป็นตั๋วรถไฟด่วนซึ่งวิ่งรวดเดียวไม่จอดสถานีใดเลยจนกว่าจะถึงบาร์เซโลนา ฉะนั้นนักเดินทางทุกท่านจะต้องระลึกไว้เสมอว่ารถไฟด่วนทุกขบวนจะต้องซื้อล่วงหน้า โดยวิธีการที่สะดวกที่สุดคือซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ตที่ Spain train หาใช่การไปเข้าคิวซื้อตั๋วในวันเดินทางไม่ มิฉะนั้นอาจเป็นเช่นกรณีของผมครับ

SPMD21

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดแบบเกือบจะแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ครับ สาเหตุก็เพราะการไม่ศึกษาหาข้อมูลไปล่วงหน้า ผมไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเลย ถ้าผมรู้ก่อนว่ารถไฟ Madrid-Barcelona เป็นรถไฟด่วนก็คงจองตั๋วล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ตไปแล้ว ไม่ต้องมาลุ้นเหงื่อแตกเหงื่อแตนว่าจะได้ไปแบบนี้หรอกครับ

กว่าจะได้ตั๋วรถไฟมาปาเข้าไป 11 โมง  ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 4 ชั่วโมงกว่ารถไฟไปบาร์เซโลนาจะออก  เข้าทางเลยครับ!  ผมอยากไปสนามฟุตบอล Estadio Santiago Bernabéu ของสโมสร Real Madrid  หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ตามแผนเดิมมีเวลาไม่พอ คราวนี้จึงได้ไปสมใจอยาก

จัดการปลดสัมภาระโดยฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟ เสียค่าเช่าล็อคเกอร์ไป 3 ยูโรต่อ 24 ชั่วโมง แล้วเดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Atocha Renfe ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินอีก 1 ยูโร ขึ้นรถสาย 1 ย้อนผ่านสถานี Sol เลยไปลงที่สถานี Tribunal ต่อสาย 10 ไปลงที่สถานี Santiago Bernabéu พอดี ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ขึ้นจากสถานีปุ๊บก็ถึงด้านหน้าของสนามซานติอาโก เบอร์นาบิวเลย เดินเข้าไปเลือกซื้อของที่ระลึกในร้านขายของของสโมสร

SPMD22

SPMD23

ช้อปปิ้งเสร็จ นั่งรถไฟใต้ดินกลับทางเดิมไปที่ Puerta del Sol เดินเล่นหาซื้อรองเท้า ราคารองเท้ายี่ห้อดังๆ ไม่ว่าจะเป็น CAMPER, Diesel, Energie, Kowalski ที่สเปนถูกกว่าเมืองไทยและประเทศอื่นในยุโรปมากๆ เลยครับ เลยต้องจัดสักคู่นึงเบาๆ 😀

จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปที่สถานีรถไฟ Atocha ก่อนรถไฟไปบาร์เซโลนาออกครึ่งชั่วโมง ผมได้ผ่านการเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางและนั่งรออยู่ในรถไฟเรียบร้อยแล้ว ตรงเวลา 15.20 น. รถไฟด่วนก็ออกจากชานชลา นั่งอยู่ในรถไฟนานกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนรถไฟจะเข้าจอดที่ Sants Estació หรือสถานีรถไฟกลางของ Barcelona ขณะนั้นเป็นเวลา 19.42 น.

ผมต้องนั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 ไปที่สถานี Liceu ประมาณ 15 นาที และเดินลากกระเป๋าเข้าซอยอีกประมาณ 100 เมตรกว่าจะถึงที่พักซึ่งเป็น Youth hostel ชื่อ Youth Hostel Center Ramblas ราคาประหยัดไม่ถึง 20 ยูโร สภาพพอใช้ได้ มีขนาดห้องให้เลือกหลายขนาด เช่น ห้องรวม 6 เตียง 8 เตียง และ 12 เตียง ซึ่งราคาของห้องแต่ละขนาดก็จะถูกแพงแตกต่างกัน ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมต้องแชร์กับคนอื่นที่พักอยู่ในชั้นนั้นครับ

เช็คอินและเก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปหาอะไรกินมื้อเย็นก่อนที่จะเดินสำรวจเมืองตามถนน La Rambla ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและแผงขายของเต็มท้องถนน อีก 10 นาทีถัดมา ผมก็มายืนอยู่ที่จัตุรัสซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของเมืองอันมีชื่อว่า Plaça de Catalunya เดินเล่นสักพักก่อนเดินกลับที่พัก รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปประเทศอันดอร์ราครับ

จบรีวิวกรุงมาดริดซึ่งเป็นทริปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วครับ

ขออัพเดทเรื่องราวการเที่ยวเองที่มาดริดครั้งที่ 2 ที่ผมเพิ่งจะไปมาเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาครับ

ครั้งนี้ผมมาเที่ยวมาดริดคนเดียวเหมือนเดิมเพราะเมื่อบินกลับจากโมร็อกโกผมก็ขอแยกตัวเที่ยวมาดริดต่ออีก 1 วัน
ส่วนน้องสาวและน้องเขยต่อไฟลท์กลับเมืองไทยเลยครับ

SPMD24

การเที่ยวมาดริดรอบ 2 นี้ ไม่ได้เน้นแค่สถานที่เที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ของประเทศสเปนเท่านั้น แต่ผมมีกิมมิกและไลฟ์สไตล์ท้องถิ่นมาแนะนำกันด้วยครับ 😀

เข้าเรื่องเที่ยวมาดริดครั้งที่ 2 เลยครับ

เครื่องบินจาก Casablanca ประเทศโมร็อกโก ลงจอดที่ Aeropuerto de Madrid-Barajas (Terminal 4)
ตอน 18.35 น. ผมนั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินเข้าใจกลางเมืองไปลงที่สถานี Sol ซึ่งปัจจุบันเพิ่มเติมชื่อเป็น Vodafone Sol และเดินราว 200 เมตรไปเช็คอินเข้าพักที่ Hostal Cruz Sol

อ่านรายละเอียดวิธีการเดินทางเข้าเมืองและค่าตั๋วรถไฟใต้ดินได้จากเนื้อหาข้างบนนะครับ

SPMD25

Puerta del Sol หรือประตูซอลคือจัตุรัสใจกลางกรุงมาดริดซึ่งเป็นที่รวมของการคมนาคม แหล่งช้อปปิ้ง และความคึกคักมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน

SPMD26

ค่ำนี้ผมจะพาไปกินที่ร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่ง Guinness Book of Records ได้บันทึกไว้ ร้านที่ว่านี้มีชื่อว่า Restaurante Sobrino de Botín ซึ่งเปิดเป็นร้านอาหารมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1725 ปัจจุบันเปิดบริการทุกวันโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ 13.00-16.00 น. และ 20.00-00.00 น. ควรจองล่วงหน้าเพราะว่าร้านเต็มแทบตลอดเวลา ถ้าดุ่มๆ มาอาจจะอดกินได้ครับ

ร้านนี้อยู่ที่ถนน Calle Cuchilleros เดินออกจากจัตุรัส Plaza Mayor ทางประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ถ้าหันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ทรงม้าตรงกลางจัตุรัส ให้เดินออกทางมุมซ้ายด้านหลังของรูปปั้น) หาไม่ยากครับ

SPMD27

SPMD28

SPMD29

SPMD30

SPMD31

คืนนี้อิ่มฟิน..หลับฝันดีครับ

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ต่อเลยครับ

วันนี้จะเดินเที่ยวกรุงมาดริดเป็นหลักโดยเริ่มต้นที่ Puerta del Sol เหมือนเดิมครับ ถ่ายรูปกับรูปปั้นหมีกับต้นไม้คล้ายต้นสตรอว์เบอร์รีหล่อจากบรอนซ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงมาดริดที่เรียกว่า El Oso y El Madroño

SPMD32

SPMD33

เส้นทางเดินคราวนี้ไม่แตกต่างจากครั้งที่แล้วเท่าไหร่ ผมขออนุญาตเขียนแบบไม่ละเอียดนะครับเพราะมีเนื้อหาข้างต้นอยู่แล้ว

จากรูปปั้นหมี เดินต่อไปทางทิศตะวันออกตามถนน Calle Alcalá ถนนสายหลักของเมืองผ่านอาคารสวยงามมากมายไปจนถึงจุดตัดกันของถนน Calle Gran Vía กับ Calle Alcalá ซึ่งมีอาคารสวยงามคือ Metrópolis Seguros ตรงนี้เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของกรุงมาดริดเหมือนกันครับ แต่โชคไม่ค่อยดี อาคารอยู่ระหว่างซ่อมแซมอยู่ ปิดมิดเลยครัช

SPMD34

เดินตรงต่ออีกไม่ไกลก็ถึง Plaza de Cibeles หรือชื่อเดิมคือ Plaza de Madrid จัตุรัสสำคัญที่สุดของกรุงมาดริดซึ่งมี Fuente de Cibeles น้ำพุที่แกะสลักรูปปั้นอย่างวิจิตรบรรจงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพธิดา Cybeline เด่นอยู่ตรงกลางจัตุรัส

SPMD35

รอบๆ จัตุรัสแห่งนี้เป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญของมาดริด คือ Banco de España, Palacio de Linares (Casa de América) และสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดคือ Palacio de Comunicaciones (Palace of Communication)
ข้อมูลของแต่ละอาคารให้ไว้แล้วข้างบนครับ

SPMD36

SPMD37

SPMD38

ตรงต่อไปอีกไม่ไกลนักก็ถึงวงเวียนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Plaza de la Independencia ซึ่งมี Puerta de Alcalá หรือประตูชัยมาดริดอยู่ตรงกลางวงเวียน

SPMD39

เดินไปทางด้านหลังประตูชัย เลี้ยวขวาเข้าไปใน Parque del Buen Retiro ครั้งที่แล้วผมไม่ได้เดินเข้าไปในสวนครับ เดินผ่านสระน้ำ Estanque del Retiro ที่มีอนุสรณ์สถานชื่อว่า Monumento al rey Alfonso XII (Monument to King Alfonso XII) ตั้งอยู่ริมสระ

SPMD40

เดินผ่าน Palacio de Velázquez (Velázquez Palace) ไปไม่ไกลก็ถึง Palacio de Cristal del Retiro (Crystal Palace) อาคารแก้วที่ออกแบบโดย Ricardo Velázquez Bosco

SPMD41

SPMD42

เดินออกประตูทิศตะวันตกของสวนไปที่ถนน Calle de Alfonso XII เดินเข้าถนน Calle Felipe IV ผ่านด้านข้างของ Museo del Prado ก็เห็นน้ำพุ Fuente de Neptuno ตรงกลาง Plaza de Cánovas del Castillo

SPMD43

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Paseo del Prado ก็ถึงด้านหน้า Museo Nacional del Prado พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลป์ล้ำค่ามากมาย อาทิ ภาพ Venus ของ Titian มีรูปปั้นของ Velázquez ศิลปินเอกชาวสเปนอยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

SPMD44

เดินเที่ยวหลายที่ขนาดนี้ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเช้าเองครับ

เดินกลับไปที่ Plaza de Cánovas del Castillo ผ่านวงเวียนไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Plaza de las Cortes เดินผ่าน Congreso de los Diputados หรืออาคารรัฐสภาของสเปน ตรงกลับ Puerta del Sol

SPMD45

ขอแวะไปเช็คเอาท์และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยกลับมากินอาหารเช้าประจำชาติของสเปนคือ churros ของร้าน Chocolatería San Ginés ร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1894 นู่น

แม้ churros หรือปาท่องโก๋สเปนจิ้มช็อกโกแลตเหลวจะเป็นอาหารเช้า แต่ก็สามารถกินได้ทุกเวลาครับ ร้าน San Ginés จึงเปิด 24 ชั่วโมง คนแน่นตล๊อด ใครมามาดริดต้องโดนร้านนี้ก็ว่าได้ครัช

SPMD46

SPMD47

จาก Puerta del Sol ผมเดินไปทางทิศตะวันตกตามถนน Calle Mayor (ทางไป Plaza Mayor) ประมาณ 300 เมตรก็เลี้ยวขวาเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Calle Coloreros มองตรงไปก็เห็นป้ายร้านแล้ว หาง่าย ถามใครก็รู้จักครับ

churros จานนี้ 3.90 ยูโร + กาแฟร้อนอีก 1.90 ยูโร

SPMD48

เดินกลับไปที่ถนน Calle Mayor ข้ามถนนตรงเข้าถนน Calle Felipe III นิดเดียวก็ถึง Plaza Mayor จัตุรัสสำคัญอีกแห่งของกรุงมาดริด ตรงกลางจัตุรัสมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟิลิปที่ 3 ทรงม้าตั้งเด่นอยู่

SPMD49

ออกจากจัตุรัสกลับไปที่ถนน Calle Mayor อีกครั้ง เดินไปทางซ้ายผ่าน Plaza de la Villa จัตุรัสที่ตั้งของ Casa de la Villa หรือที่ทำการกรุงมาดริดหลังเก่า

SPMD50

ตรงไปอีกไม่ไกลก็เห็นด้านข้างของ Catedral de la Almudena (Cathedral of Saint Mary the Royal of La Almudena) เลี้ยวขวาเดินไปที่ด้านหน้าของมหาวิหาร

SPMD51

SPMD52

ตรงข้ามกับมหาวิหารคือพระราชวังหลวง Palacio Real de Madrid ที่ประทับของพระราชวงศ์แห่งสเปน

SPMD53

เดินกลับทางเดิมไปที่ Puerta del Sol สถานที่สุดท้ายในมาดริดที่ผมจะไปก็คือสนามฟุตบอลเพราะผมเป็นคอบอลพันธุ์แท้ครับ มามาดริดก็ต้องไปสนาม Santiago Bernabéu ของสโมสร Real Madrid

วิธีการเดินทางไปคือ นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีฟ้า) จากสถานี Vodafone Sol ไปที่สถานี Tribunal ต่อสาย 10 (สีน้ำเงิน) ไปลงที่สถานี Santiago Bernabéu ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo 1 viaje (Single 1 trip) 6 สถานีราคา 1.60 ยูโร

SPMD54.1

ค่า Bernabéu Tour เข้าชมสนามสำหรับผู้ใหญ่ราคา 19 ยูโร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

SPMD55

SPMD56

ขากลับ นั่งรถไฟใต้ดินกลับไปที่สถานี Vodafone Sol โดยกดตู้ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo 1 viaje (Single 1 trip) 6 สถานี อีก 1.60 ยูโร

พร้อมกลับเมืองไทย  เดินทางไปสนามบินโดยรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีฟ้า) 2 สถานีจากสถานี Vodafone Sol ต่อสาย 10 (สีน้ำเงิน) ที่สถานี Tribunal ไปที่สถานี Nuevos Ministerios แล้วต่อสาย 8 (สีชมพู) อีกประมาณ 12 นาที

ตั๋วรถไฟใต้ดิน Sencillo Metro + Suplemento Aeropuerto 1 viaje (MetroMadrid single ticket + Airport supplement) ราคาเที่ยวละ 5 ยูโร ครับ

ขอจบรีวิวเที่ยวเอง Madrid ครั้งที่ 2 แค่นี้ครับ 😀

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต