Macao 4 วัน 3 คืน เที่ยวเองสบาย กินสไตล์มาเก๊า

เที่ยวเอง รีวิว มาเก๊า ไทปา macau macao taipa
มาเก๊าคือดินแดนเล็กๆ ไม่ไกลจากเมืองไทยที่มีอะไรให้ดูชมเยอะแยะ เที่ยวเองก็ง่าย ใช้เวลาไม่กี่วันเอง
วันแรก

เราบินไปมาเก๊าโดยสายการบิน Air Macau ไฟลท์เวลา 11.35 น. ถึง Aeroporto Internacional de Macau หรือสนามบินนานาชาติมาเก๊าตอน 15.25 น. (เวลาของมาเก๊าบวกไปอีก 1 ชั่วโมงนะครับ)

คนไทยสามารถเดินทางเข้าและอยู่ในมาเก๊าได้ไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องมีวีซ่า หนังสือเดินทาง (Passport) ต้องมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

มาเก๊าแบ่งเป็นเขตหลักๆ 4 เขต ได้แก่ Macao หรือ Macau (มาเก๊า), Taipa (ไทปา), Cotai (โคไท) และ Coloane (โคโลอาน)

สนามบินอยู่บนฝั่ง Taipa ครับ

มาเก๊าเคยเป็นดินแดนโพ้นทะเลหนึ่งของประเทศโปรตุเกสมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1557-1999 รวมระยะเวลานานกว่า 400 ปี ดังนั้นมาเก๊าจึงมีการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมยุโรปกับเอเชียจนกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันและมีภาษาราชการ 2 ภาษา คือ จีนและโปรตุเกส

ปัจจุบัน มาเก๊ามีสถานะเป็นเขตบริหารพิเศษแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

เราจะพักที่ Regency Art Hotel บนฝั่ง Taipa 3 คืน โรงแรม 4 ดาว ราคาห้องพักคืนละประมาณ 3,500 บาท

จากสนามบินสามารถนั่งรถเมล์สาย N2 (ค่ารถ 6 MOP ประมาณ 24 บาท ควรเตรียมเงินให้พอดีเพราะคนขับรถไม่ทอนเงิน) ไปลงที่หน้าโรงแรม (ป้าย Esparteiro/Lou Lim Ieok) ได้เลย บอกคนขับรถว่า “ไหล เก๋ง วาน” ซึ่งเป็นชื่อเรียกโรงแรมในภาษาจีน (บอกชื่อภาษาอังกฤษไปเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ)

เช็คเส้นทางรถเมล์สายต่างๆ ได้ที่ www.dsat.gov.mo/bus_service และ www.dsat.gov.mo/busstopwaiting

ถ้านั่งแท็กซี่ราว 5 กิโลเมตร ค่ารถประมาณ 60 MOP (ไม่รวมค่ากระเป๋าเดินทางที่ต้องไว้กระโปรงท้ายอีกใบละ 3 MOP) รถธรรมดานั่งได้ไม่เกิน 4 คน ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 19 MOP สำหรับ 1.6 กิโลเมตรแรก หลังจากนั้นจะเพิ่ม 2 MOP ทุกๆ 240 เมตร

แท็กซี่ไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารนอกป้าย ให้เรียกตรงจุดที่มีคำว่า TAXI หรือเรียกที่ป้ายรถเมล์

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://macaotaxi.com

ดูหน้าตาห้องพักและวิวจากห้องที่มองเห็นตึกเจ๋งๆ บนฝั่ง Macao หน่อยละกัน

เย็นนี้ไม่มีโปรแกรมอะไรมากครับ ไปแค่ Rua do Cunha หรือ Taipa Food Street ถนนของกินในบริเวณ Taipa Village หรือเมืองเก่าไทปา ไม่ไกลจากโรงแรม

นั่งรถเมล์สาย 33 (ค่ารถ 6 MOP) จากป้ายฝั่งตรงข้ามโรงแรมไปลงที่ป้าย Ponte Negra / Rua Do Regedor ตรงข้ามช็อป Nike ใหญ่ (ป้ายใกล้สนามกีฬาในแผนที่)

รถเมล์สายที่ผ่าน: 11, 15, 22, 28A, 30, 33, 34

photo credit: macaulifestyle.com

ถ้าวางแผนจะนั่งรถเมล์เยอะก็สามารถซื้อ MacauPass (M-Pass) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้จ่ายค่าต่างๆ แทนเงินสด เช่น ค่ารถเมล์ ค่าสินค้าในร้านสะดวกซื้อและร้านค้าต่างๆ

บัตรราคา 130 MOP เป็นค่ามัดจำบัตรและค่าธรรมเนียมใช้บัตร 30 MOP เติมเงินขั้นต่ำ 50 MOP ซื้อและเติมเงินได้ที่ร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-11, Royal, Circle K และจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ

เวลาขึ้นรถเมล์แตะบัตรจะได้ลดราคาค่ารถเหลือเที่ยวละ 3 MOP ส่งให้คนอื่นใช้ต่อได้ด้วย

ถ้ามาเที่ยวมาเก๊า 1-2 วัน ไม่ควรซื้อบัตรนี้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.macaupass.com

สามารถคืน MacauPass ได้ที่ MacauPass Counter ที่ถนน Rua Formosa ห่างจาก Senedo Square ประมาณ 400 เมตร ออฟฟิศเปิดทำการทุกวัน 10.00-19.00 น. นำใบเสร็จไปแสดงเพื่อรับค่ามัดจำบัตรคืน 25 MOP ถ้าเหลือเงินในบัตรจะไม่ได้รับคืน

เดินไปที่ต้นถนน Rua do Cunha (Taipa Food Street) ที่มีกราฟิตี้การ์ตูนน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเล่น

เลือกซื้ออาหารคาวหวาน ขนม ของกินเล่น และของฝากของที่ระลึกตามใจชอบได้เลยครับ ร้านแนะนำ เช่น Cunha Bazaar ที่มีสินค้าลาย Soda Panda คาแรกเตอร์แพนด้ามาดกวนของมาเก๊า และ Lord Stow’s Bakery ร้านทาร์ตไข่เจ้าดัง

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.taipavillagemacau.com

ตรงไปจนสุดถนนมีบันไดซึ่งสาวๆ นิยมมาถ่ายรูปกัน

ลงบันไดเลี้ยวซ้ายเข้า Rua Correia da Silva ถนนสายนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารแมกานีส (Macanese) อาหารโปรตุเกส และอาหารท้องถิ่นดังๆ หลายร้าน เช่น António, San Tou Tou, In Portuguese Food

เราเลือกเข้าร้าน In Portuguese Food ซึ่งคนท้องถิ่นบอกว่าเป็นร้าน number 1 ราคาแต่ละเมนูค่อนข้างสูงประมาณ 150-300 MOP (1 MOP หรือ ปาตากาส์ ประมาณ 4 บาท) แต่รสชาติอาหารถือว่าดีมากกก สมกับที่เป็นร้านอันดับ 1 จริงๆ

จากบริเวณเมืองเก่าไทปา (Taipa Village) นี้สามารถเดินไป Venetian Macao และ Galaxy Macau โรงแรมสุดหรู ศูนย์การค้า และแหล่งความบันเทิงชื่อดังของมาเก๊าได้ ระยะทางราว 800 เมตร

วันแรกพอแค่นี้ก่อนครับ นั่งรถเมล์สาย 33 จากป้าย Rua Do Cunha ที่ถนน Rua Correia da Silva ตรง Taipa Food Street กลับโรงแรมไหล เก๋ง วาน (Regency Art Hotel)

วันที่ 2

โปรแกรมของวันนื้คือข้ามสะพานไปเที่ยวฝั่ง Macao

จากโรงแรมนั่งรถเมล์สาย 33 ไปยังฝั่งมาเก๊า เลยป้ายตึก Grand Lisboa ไปลงที่ Largo do Senado หรือ Senado Square (ถ้านั่งแท็กซี่ประมาณ 70 MOP)

จัตุรัสเซนาโดหรือ San Malo คือจัตุรัสชื่อดังที่สุดของมาเก๊าเป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมืองและเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ มากมาย เช่น สำนักแห่งความเมตตา (Santa Casa de Misericórdia) ตึกสไตล์นีโอคลาสสิกซึ่งอดีตเคยเป็นโรงพยาบาลแบบตะวันตกแห่งแรกในจีน อาคารไปรษณีย์กลาง โบสถ์เซนต์ โดมินิก (Igreja de São Domingos) โบสถ์คาทอลิกสีเหลืองเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นบนแผ่นดินจีนเมื่อปีค.ศ. 1587

(รถเมล์สายที่จอดป้ายที่ถนน Avenida de Almeida Ribeiro คือ 2, 3, 3A, 3X, 4, 5, 6, 7, 8A, 10, 10A, 11, 18, 18A, 19, 21A, 26A, 33, N1A, N1B, N3)

เดินตามเส้นทางผ่านโบสถ์เซนต์ โดมินิก แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปเข้า Rua de São Paulo ถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทาง ข้างหน้าคือ Ruínas de São Paulo (Ruins of St. Paul’s) ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลคือด้านหน้าที่หลงเหลืออยู่หลังถูกไฟไหม้ในปีค.ศ. 1835 ของโบสถ์มาแตร์เดอี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเซนต์ปอล มหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเชียตะวันออก

ขึ้นบันไดไปยังซากประตูโบสถ์

เดินไปทางซ้ายข้างซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลมี Templo de Na Tcha หรือวัดนาชาที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1888 เพื่ออุทิศให้แก่นาชาโดยหวังว่าจะช่วยยับยั้งกาฬโรคที่ระบาดรุนแรงในตอนนั้นได้

ข้างวัดคือส่วนของกำแพงเมืองโบราณที่ชาวโปรตุเกสสร้างล้อมรอบเมืองมาเก๊าตั้งแต่ปีค.ศ. 1569 ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

เดินลงตามถนน Rua da Ressurreicao ด้านข้างซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ไม่ไกลก็ถึง Travessa da Paixão หรือ Love Lane ตรอกเล็กๆ ยาวแค่ 50 เมตรที่สมัยก่อนหนุ่มสาวนิยมมาพลอดรักกันเพราะค่อนข้างเงียบและปลอดผู้คน ทำให้ได้ชื่อว่า “ตรอกคู่รัก” ปัจจุบันกลายเป็นจุดถ่ายรูปกับอาคารสีชมพูและเหลืองพาสเทลหวานแหววสดใสไปเรียบร้อยแล้ว

ตรงตามตรอกคู่รักไปออกที่ถนน Rua de São Paulo อีกครั้ง เลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็เห็นร้านขายแซนด์วิชซี่โครงหมูทอดเจ้าออริจินัลชื่อ Tai Lei Loi Kei

ตรงข้ามร้านมีตรอกเล็กๆ ชื่อ Calcada do Amparo (Portuguese Street) และ Patio de Chon Sau ที่ประดับตกแต่งด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัย แถวนี้เต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ และร้านน่ารักๆ ขายของแนวอาร์ท

ขึ้นบันไดกลับไปที่เดิม เลี้ยวขวาเดินตามถนน Rua de São Paulo แป๊บนึงก็กลับถึงบันไดทางขึ้นซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ตรงต่อเดินกลับไปที่ Senado Square เหมือนเดิม

เลี้ยวขวาเดินตามถนน Avenida de Almeida Ribeiro ประมาณ 100 เมตรก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rua dos Mercadores ไม่ไกลก็ถึง Rua da Felicidade หรือ Happiness Street ถนนสายสั้นๆ ที่สองข้างทางเรียงรายด้วยบ้านเรือนแบบจีนโบราณที่เน้นสีแดง แต่เดิมถนนสายนี้เป็นแหล่งเริงรมย์สำหรับผู้ชาย ต่อมาได้กลายเป็นโรงฝิ่น โรงน้ำชา บ่อน จึงได้ชื่อว่าเป็นถนนแห่งความสุข ปัจจุบันเป็นบ้านอยู่อาศัย ร้านขายของ และร้านอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ

ถนนนี้มีร้านหูฉลามที่แพงที่สุดของมาเก๊าด้วย ชื่อร้านว่า “ไซ่หน่าม” (Sai Nam)

ไม่มีปัญญากินครับ 555 ขอกินร้านท้องถิ่นแบบชาวบ้านๆ เจ้าดังดีกว่า เข้าร้าน Loja Sopa Da Fita Cheong Kei (祥記麵家) ขายพวกก๋วยเตี๋ยวต่างๆ มีบะหมี่ขาหมูด้วย

ตอนบ่าย ไปวัดอาม่า

เดินกลับไปที่ถนน Avenida de Almeida Ribeiro มีป้ายรถเมล์ 2 ป้าย เลือกขึ้นที่ป้ายที่มีรถเมล์สาย 2, 5, 5AX, 10, 10A, 11, 21A, N3 ซึ่งเป็นสายที่ไปวัดอาม่าได้

นั่งรถเมล์สาย 10 ลงที่หน้า Templo de A-Má หรือ A-Ma Temple วัดอาม่าคือวัดที่เก่าแก่ที่สุดของมาเก๊าสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1488 ก่อนการตั้งเมืองมาเก๊าเพื่ออุทิศแด่องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือเจ้าแม่อาม่านั่นเอง บริเวณของวัดประกอบไปด้วยซุ้มประตูทางเข้า ซุ้มประตูแห่งการรำลึก หอสวดมนต์ หอเมตตาธรรม ศาลเจ้าแม่กวนอิม และศาลพระพุทธ ให้ผู้นับถือศรัทธากราบไหว้บูชา

วัดอาม่าได้รับการบันทึกจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

วัดเปิดตั้งแต่ 07.00-18.00 น.

รถเมล์สายที่ผ่าน: 1, 2, 5, 6B, 9, 10, 10A, 11, 18, 21A, 26, 28B, 55, MT4, N3

ออกจากวัด เดินไปทางซ้ายไม่ไกลมาก พอเห็นป้ายชี้ขึ้นบอกทางไป Chapel of Our Lady of Penha ก็เดินขึ้นเขาตามถนนทางซ้ายมือประมาณ 1 กิโลเมตรก็ถึง Capela de Nossa Senhora da Penha หรือ Penha Church โบสถ์เพนญ่าสร้างขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ. 1622 โดยลูกเรือและผู้ที่รอดจากการถูกจับกุมของชาวดัตช์ โบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่สักการะบูชาของกะลาสีซึ่งต้องออกเดินเรือในเส้นทางอันตราย

ลานกว้างด้านหน้าโบสถ์เป็นจุดชมวิวที่มองเห็น Torre de Macau (Macau Tower) หอสูงเสียดฟ้าที่มีความสูงถึง 338 เมตร ทะเลสาบ Sai Van และ Nam Van รวมถึงตึกรูปใบไม้โดดเด่นคือ Grand Lisboa

เดินลงเขากลับไปที่วัดอาม่า เรียกแท็กซี่ไปร้านอาหารทะเลแบบบ้านๆ ขึ้นชื่อของที่นี่ชื่อว่า Pier Kuk Tin Fu Seafood Hot Pot (เอารูปร้านและพิกัดใน google map ให้ดูเลยเพราะคุยไม่รู้เรื่อง)

สั่งอาหารมาชุดใหญ่ พูดจีนกลางมั่วๆ เป็นคำๆ พอคุยได้ว่าจะเอาอะไรบ้าง 555 ได้อาหารหน้าตาดีแบบนี้ครับ 😀

เดินผ่านอาคารจอดรถไปที่ถนนใหญ่ ขึ้นรถเมล์สาย 33 กลับโรงแรม (สาย 33 ผ่านทุกที่ที่ต้องการ 555)

วันที่ 3

เมื่อวานเที่ยวที่หลักๆ เกือบทั่วมาเก๊าแล้ว วันนี้ไม่ได้จัดโปรแกรมอะไรมาก ขอตื่นสายๆ และเดินไปกินไปแถว Senado Square และซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลดีกว่า

เหมือนเดิม นั่งรถเมล์สาย 33 ข้ามสะพานไปยังฝั่ง Macao ลงที่ Senado Sqaure เดินตามถนน Avenida de Almeida Ribeiro ไปคนละทางกับเมื่อวาน ผ่านสี่แยกใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rua do Dr. Pedro Jose Lobo นิดเดียวก็ถึงร้าน Chan Kong Kei Roast Duck ร้านขายเป็ดย่าง หมูกรอบ นกพิราบ และอื่นๆ อีกมาก เจ้านี้ดังมากครับ ต้องมาลองนะ พูดเลย!

เดินเล่นหาของกินเด็ดๆ นั่งชิลล์ที่คาเฟ่แถว Senado Square และโบสถ์เซนต์ปอล เพราะวันนี้อากาศร้อนเหลือเกิน รอแดดจางหน่อยค่อยเดินเที่ยวต่อ

นี่ทาร์ตไข่อร่อยอีกเจ้าชื่อร้าน Bread New Life อยู่แถวโบสถ์เซนต์ปอลเลย

เดินลงไปทางด้านหลังซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล เลี้ยวขวาเดินตามถนน Rua de Dom Belchior Carneiro ไม่ไกลก็เจอวงเวียน แยกเข้าซอยแคบๆ ทางขวาชื่อ Calçada da Igreja de São Lázaro ตรงไปนิดเดียวแล้วลงบันไดก็ถึง Albergue SCM (Albergue da Santa Casa da Misericórdia) บริเวณเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยอาคารสไตล์โปรตุเกสเก่าแก่สีเหลืองสด ตรงกลางมีต้นการบูรใหญ่ 2 ต้นเด่นตระหง่านอยู่ ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนอาคารรอบๆ เป็นแกลเลอรี่ ร้านขายของที่ระลึกนำเข้าจากโปรตุเกสชื่อว่า Mercearia Portuguesa และร้านอาหารโปรตุเกสชื่อดังคือ Albergue 1601

ตรงไปอีกแป๊บก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rua do Volong แค่ 200 เมตรก็ถึง Praça do Tap Seac หรือ Tap Seac Square จัตุรัสกว้างใจกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารสไตล์โคโลเนียลสวยงาม เช่น Instituto Cultural de Macau (Cultural Institute), Biblioteca Pública de Macau (Macau Central Library), Arquivo de Macau (Archives of Macao), Tap Seac Gallery

เดินผ่านกลางจัตุรัสไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นบันไดไปเลี้ยวขวาเดินตามถนน Estr. da Vitoria ตรงไปยัง Hotel Royal ตรงต่อเข้าถนน Rua Nova à Guia เพื่อถ่ายรูปบ้านตึกแถวเก่ากับตึก Grand Lisboa ดีไซน์สุดโมเดิร์นยังกะทรานส์ฟอร์เมอร์เลย 55

เดินกลับไปที่หน้า Hotel Royal เลี้ยวขวาเดินตามถนน Calçada do Gaio แล้วเลี้ยวขวาขึ้นเนินนิดเดียวก็เห็นป้ายบอกทางไป Forte de Guia ทางซ้ายมือ เดินขึ้นทางชันไปยัง Fortaleza da Guia หรือ Guia Fortress ป้อมปราการเกียสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1622 บนจุดที่สูงที่สุดของมาเก๊าซึ่งสามารถมองเห็นแหลมมาเก๊าได้อย่างทั่วถึง ตรงนี้จึงเป็นจุดถ่ายรูปมุมสูงของมาเก๊าที่ยอดเยี่ยมอีกแห่งหนึ่ง บนป้อมเป็นที่ตั้งของโบสถ์เกียซึ่งแสดงถึงความกลมกลืนของวัฒนธรรมต่างๆ ของมาเก๊าด้วยภาพเฟรสโก้ภายในหอสวดที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาของจีนและตะวันตก และประภาคารที่สร้างเมื่อปีค.ศ. 1865 นับเป็นประภาคารสมัยใหม่แห่งแรกบนชายฝั่งจีน ในอดีตสถานที่นี้เป็นสัญลักษณ์ทางการเดินเรือ การทหาร และศาสนา

รถเมล์สายที่ผ่าน: 28C, H1 และเดินขึ้นไปยังป้อม

เดินกลับไปที่ถนน Rua Nova à Guia นั่งรถเมล์สาย 17 (เพราะขี้เกียจเดินแล้ว) ไปลงที่ป้าย Lopo Sarmento De Carvalho แล้วเดินไปตึก Grand Lisboa ที่โดดเด่นอยู่ข้างหน้า

เดินห้างและกินข้าวเย็นรอถ่ายรูปแสงสีไนท์ไลฟ์ของมาเก๊าแถวนี้

ข้ามถนนเดินไปโรงแรม Wynn Macau ชมโชว์ Performance Lake น้ำพุเต้นระบำประกอบแสง สี เสียง และ Dragon of Fortune หรือมังกรแห่งโชคลาภ

เช็ครอบโชว์ได้ที่ www.wynnmacau.com/shows/performance-lake และ www.wynnmacau.com/shows/dragon-of-fortune

เดินกลับไปขึ้นรถเมล์สาย 33 หน้าตึก Grand Lisboa กลับโรงแรม

วันที่ 4

วันสุดท้าย ไฟลท์กลับกรุงเทพฯ จะออกตอนทุ่มนึง ยังมีเวลาเที่ยวอีกครึ่งวันเช้า บ่ายๆ ไปช้อปปิ้งซื้อของฝากก่อนกลับ

วันนี้ยังเหลือเขตสุดท้ายของมาเก๊าที่ยังไม่ได้ไป นั่นคือ Coloane (โคโลอาน) หมู่บ้านทางใต้สุดของมาเก๊า

เรียกแท็กซี่พาไปขึ้นเขาไปสถานที่ unseen ของมาเก๊าที่นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะเท่าไหร่ สถานที่ที่ว่านั้นคือ A-Ma Cultural Village ค่าแท็กซี่ 85 MOP

ถ้าอยากใช้รถสาธารณะก็นั่งรถเมล์สาย 21A, 25, 26A, 50, N3 จากโรงแรมไปได้ โดยลงที่ป้าย SEAC Pai Van Park ตรง Façade at Estrada de SEAC Pai Van แล้วต่อ shuttle bus ขึ้นเขาฟรี มีรถบริการทุกๆ 30 นาที หรือจะเดิน 2 กิโลขึ้นเขาชันมากก็ได้ 555

หมู่บ้านวัฒนธรรมเทพอาม่าเป็นส่วนต่อขยายจากวัดอาม่าที่คนไทยเรียกว่าวัดเจ้าแม่ทับทิมบนเขาโคโลอาน แต่เดิมเป็นวัดเล็กๆ ต่อมาได้รับเงินบริจาคในการสร้างเพื่อเฉลิมฉลองตำนานของเทพธิดาแห่งชาวเรือจนกลายเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่มีพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร สิ่งก่อสร้างหลักๆ ประกอบด้วย บันไดที่ออกแบบในสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์ชิง ประตูหน้าแบบศาลาจีน แท่นบูชาแกะสลักด้วยหินอ่อน วังทิ้นเฮ่า (Tianhou Palace) หอแต่งตัว หอระฆัง และหอกลอง

นักท่องเที่ยวสามารถเดินตามเส้นทางเดินเขาขึ้นสู่ยอดเขา Dieshi ไปสักการะรูปปั้นเทพธิดาอาม่าแกะสลักจากหินอ่อนสูง 20 เมตรและชมวิวอันงดงามของเกาะ

ขาลงเขา นั่ง shuttle bus ลงไปที่ Façade at Estrada de SEAC Pai Van ขึ้นรถเมล์สาย 21A ไปลงที่ Praia de Hác Sá (Hác Sá Beach) ตรงอาคารนี้

เลี้ยวซ้ายเดินตามถนนเลียบทะเลโค้งตามเส้นทางไปเรื่อยๆ จุดนี้เรียกว่า Trilho do Morro de Hác-Sá หรือ Trail of Morro de Hác-Sá (ใน google map คือ Long Chao Kok Coastal Trail) เส้นทางเดินลัดเลาะริมทะเลทางใต้สุดของหมู่บ้าน Coloane นี้มีความยาวประมาณ 2.1 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งเดียวของมาเก๊า นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นได้อย่างสะดวกหรือจะเดินตามเส้นทางป่าขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวก็ได้เช่นกัน แต่คงต้องปาดเหงื่อหน่อยเพราะช่วงนี้อากาศร้อนเหลือเกิน 55

รถเมล์สายที่ผ่าน: 15, 21A, 25, 26A แล้วเดินเลียบริมทะเล

เดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์เดิม นั่งรถเมล์สาย 21A กลับโรงแรม ระหว่างทางแวะ Parisian Macao ที่มีหอไอเฟลจำลองอยู่ข้างหน้า ข้ามถนนเข้าโรงแรม Sheraton Grand Macao กินบุฟเฟ่ต์ฮอตพอตอาหารทะเลที่ร้านโคตรดังชื่อ Xin ราคาหัวละประมาณ 500 MOP รวมเครื่องดื่ม เติมพลังหลังเดินทางไกลมาซะหน่อย 55

โรงแรมใหญ่ๆ หลายแห่งมีบริการ Free Shuttle Bus ในเส้นทางต่างๆ เช่น Wynn Palace, Wynn Macau, Galaxy Macau, Venetian Macao, Parisian Macao, Hotel Sintra Macau, Hotel Royal Macau, Sands Cotai Central, Grand Lisboa, StarWorld, Studio City

สามารถเช็คเวลาและเส้นทางได้จากเว็บไซต์ทางการของแต่ละโรงแรมนะครับ

เดินย่อยช้อปปิ้งของเซลที่ Venetian นิดนึง แล้วเดินไป Rua do Cunha (Taipa Food Street) แวะซื้อของฝากพวกหมูแผ่น หมูหวาน พายสับปะรด ทาร์ตไข่ กลับบ้าน

นั่งรถเมล์สาย 33 กลับโรงแรม และเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน บินกลับกรุงเทพฯ ไฟลท์ 19.00 น.

อ่าน Macao Guidebook ได้ที่นี่นะครับ 😀

หรือ download มาปรินท์อ่านชัดๆ ได้ด้วย
Macao Guidebook by MAK MAK

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต