เที่ยวเอง “NORWAY” อีกกี่ครั้งถึงจะครบ ตอน “Lofoten” กลุ่มเกาะวิวสุดปังดั่งภาพวาด

เที่ยวเอง รีวิว โลโฟเทน นอร์เวย์ แสงเหนือ ทรอมโซ ทรุมเซอ review lofoten reine hamnoy norway tromso

จะบอกว่าถึงแล้ว..นอร์เวย์! ต้องมาโลโฟเทนก่อน

ก่อนหน้าทริปนี้ ผมเคยมานอร์เวย์แล้ว 4 ครั้ง เคยมา 3 ฤดู ขาดแค่ฤดูหนาว เพราะตั้งใจเก็บไว้ให้ “Lofoten” โดยเฉพาะ

นอร์เวย์เป็นประเทศที่อยากบอกว่าต้องมาให้ครบทุกฤดูเพราะแต่ละฤดูเหมาะจะไปเที่ยวเมืองและสถานที่แตกต่างกัน พูดเลยว่ามาครั้งเดียวเก็บกวาดที่สำคัญๆ หมดไม่ได้แน่นอน

นอร์เวย์ครั้งที่ 5 จึงเป็นคิวของ Lofoten กลุ่มเกาะทางเหนือของประเทศที่สวยงามทั้งฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว แต่ส่วนตัวคิดว่าฤดูหนาวสวยที่สุด คือที่นี่มันควรมีหิมะโพลนๆ และช่วงตุลา-มีนา มีโอกาสเห็นแสงเหนือด้วย แต่ช่วงธันวา-กุมภา อากาศจะหนาวโหดร้าย เราเลยเลือกมาต้นเดือนมีนาครับ

การเดินทางจากประเทศไทยนั้นไม่ยากเลย สามารถบินโดยสายการบินไทยซึ่งมีไฟลท์บินตรง Bangkok – Oslo ทุกวัน โดยจะออกเดินทางหลังเที่ยงคืนและไปถึง Oslo ตอนเช้าวันเดียวกัน

เช็คตารางเวลาและซื้อตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.thaiairways.com

จากนั้นต่อไฟลท์ภายในประเทศซึ่งมีทั้งไฟลท์ตรงไปยังสนามบิน Leknes (แต่ไม่มีไฟลท์ทุกวันและตั๋วแพงกว่า) และไฟลท์ที่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน Bodø ก่อน โดยควรเลือกเวลาไฟลท์ที่ห่างจากเวลาที่เครื่องบินถึงสนามบิน Oslo ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เพราะต้องผ่านตม. ออกไปรับกระเป๋าเดินทาง แล้วเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน SAS หรือ Widerøe ใหม่ ผ่าน security check อีกครั้งก่อนไปรอเครื่องที่เกท

photo credit: www.inselhuepfen.com

ไปนอร์เวย์ครั้งนี้ เราใช้บริการของการบินไทยเหมือนเดิม เพราะเวลาดีสุดๆ ออกตอนดึก ไปถึง Oslo เช้า หาไฟลท์ตอนสายๆ ไป Leknes ต่อได้เลย ช่วงบ่ายก็เที่ยว Lofoten ได้แล้ว แถมอาหารอร่อยถูกปากคนไทยอย่างเราด้วย
TG เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทริปนี้เลย

00.20 น. ไฟลท์ TG 954 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ

12 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ค่อยๆ ลดระดับลงจอดที่สนามบิน Oslo Gardermoen

7 โมงเช้า (เวลานอร์เวย์) ผ่านตม. รับกระเป๋าเดินทาง แล้วออกไปนั่งที่ชั้น Departure รอเวลาเช็คอินสายการบิน SAS ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา 10.40 น. ไฟลท์ SK 4106 นี้จะไปถึงสนามบิน Bodø lufthavn ตอน 12.10 น. เดินไปที่เกทใกล้ๆ ต่อเครื่องของสายการบิน Widerøe เที่ยวบิน WF 810 ซึ่งจะออกในอีก 25 นาที

ตั๋วเครื่องบิน Oslo – Leknes ราคา 6,285 บาท

เครื่องบินเล็กลำนี้จะบินอีก 25 ข้ามทะเลไปยังสนามบิน Leknes

แค่วิวระหว่างก็สวยแล้วเนี่ย

บ่ายโมงตรง เครื่องบินลงจอดที่ Leknes lufthavn บน Vestvågøya เกาะใหญ่ตรงกลางของกลุ่มเกาะ Lofoten

สนามบินเล็กกะจิ๋ว เดินเข้าอาคารก็ถึงสายพานรับกระเป๋าและเคาน์เตอร์บริษัทเช่ารถแล้ว

ติดต่อขอรับรถของ Budget ที่จองไว้ ค่าเช่ารถ 3 วัน + ค่าประกันแบบคุ้มครองสูงสุด (วันละ 295 NOK) รวมเป็น 4,753 NOK
(อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 1 NOK = 3.30 บาท)

เราเลือกรับรถที่สนามบิน Leknes และคืนรถในเมือง Svolvær ทางตอนเหนือของกลุ่มเกาะ Lofoten ไม่รู้ว่าของเจ้าไหนต้องเสียค่าคืนรถต่างที่หรือไม่ แต่ของ Budget ไม่ต้องเสียครับ

จองรถล่วงหน้าได้ที่ www.budget.com

รถจอดรออยู่หน้าประตูสนามบินแล้ว

ได้เวลาเที่ยว Lofoten แล้ว

จากสนามบิน ขับรถประมาณกิโลครึ่งเข้าตัวเมือง Leknes ก่อนเลยเพราะหิวสุดๆ แล้ว

ในเมืองมีร้านอาหารไทยชื่อ Kan Thai เมนูถูกสุดคือข้าวผัด 179 NOK ส่วนผัดไทยจานละ 189 NOK ราคาเบาๆ ตามมาตรฐานโลโฟเทน มื้อนี้คนละ 600 กว่าบาท เอง! 555

ในเมือง Leknes ไม่มีที่เที่ยวครับ บ่ายนี้หิมะตกด้วย รีบไปที่อื่นเลยดีกว่า

ไป Hamnøy

photo credit: www.rando-lofoten.net

เราจองที่พักไว้ที่หมู่บ้าน Hamnøy ซึ่งอยู่ห่างจาก Leknes ไปทางใต้ประมาณ 52 กม. ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง

จริงๆ สามารถเดินทางโดยรถเมล์สาย 300 ที่วิ่งระหว่างเมือง Narvik ถึง Å หมู่บ้านทางใต้สุดของโลโฟเทนได้ แต่รถเมล์มีน้อย ค่าตั๋ว Leknes – Hamnøy 137 NOK (ประมาณ 450 บาท) และสาย 18-742 ที่มีรถบ่อยกว่า ค่าตั๋วเท่ากัน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง – 1 ชั่วโมง 15 นาที

เช็คตารางเวลารถเมล์ได้ที่ Lofotekspressen เลื่อนลงข้างล่างแล้วคลิก reisnordland.no

ระหว่างทางผ่านหมู่บ้าน Flakstad ที่มีชายหาดชื่อดังอย่าง Skagsanden และ Ramberg ที่มีชายหาด Sanden ซึ่งในหน้าร้อนจะคึกคักด้วยนักเล่นเซิร์ฟ ให้สังเกตตรงที่มีกระต๊อบสีแดงหลังเดียวอยู่ริมชายหาด แต่อากาศหมองมัวขนาดนี้ ไม่ต้องแวะลงไปถ่ายรูปหรอก 555

ที่พัก 2 คืนในโลโฟเทนคือ The Manor House บ้านสีขาวหลังใหญ่โดดเด่นที่แบ่งเป็นห้องพักย่อย 4 ห้อง มีห้องน้ำส่วนกลาง 2 ห้อง และห้องอาบน้ำส่วนกลาง 2 ห้อง ห้องแบบ Double Room with Sea View นี้ราคา 2 คืน 1,905.70 NOK (ประมาณ 6,500 บาท) จองผ่าน booking.com ได้เลย

ถือว่าราคาดีมาก ทำเลดีสุดๆ เดินไปจุดถ่ายรูปได้เลย ขับรถ 5 นาทีถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่

มองจากหน้าต่างห้องก็เห็นภูเขาสัญลักษณ์ของที่นี่

ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่นและห้องครัว มีเครื่องซักผ้าให้ใช้ด้วย

พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้หิมะจะตกทั้งวัน หนักบ้างเบาบ้าง เลยลองขับรถไม่ถึง 5 กิโล ไปรอเวลาฟ้าโปร่งบ้างที่ลานจอดรถจุดถ่ายรูปหมู่บ้าน Reine แต่ไม่มีทีท่าว่าหิมะจะหยุดเลย TT

ขากลับ แวะซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ Coop Reine หาซื้ออาหารง่ายๆ ไปอบกินหลายๆ มื้อเพราะถ้าเข้าร้านอาหารต้องโดนอย่างน้อยมื้อละ 700 บาทขึ้นไป

คืนนี้ฟ้าปิดตลอด ความหวังที่จะเห็นแสงเหนือไม่มี รีบนอนดีกว่า หวังว่าพรุ่งนี้อากาศจะดีขึ้น

วันที่ 2 บนเกาะ Lofoten

ตื่นเช้ามาพร้อมกับท้องฟ้าที่ใสกว่าเมื่อวานเยอะ

ช่วงนี้ที่โลโฟเทนอุณหภูมิติดลบนิดหน่อย แต่วันนี้มีลมแรง การแต่งตัวที่เหมาะสมคือใส่เสื้อทั้งหมด 4 ชั้น

ชั้นแรก: เสื้อ long johns ที่พอดีตัวแนบเนื้อมากที่สุด เพราะจะช่วยให้ความอบอุ่นและระบายความชื้นจากร่างกายได้เร็ว

ชั้นที่ 2: เสื้อยืดแขนยาวผ้าไม่หนามาก เพราะวันนี้อุณหภูมิไม่หนาวจัด

ชั้นที่ 3: เสื้อ Fleece ที่ช่วยกักเก็บความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียความอบอุ่นช้าที่สุด

หรือ เสื้อ Down Jacket ที่มีส่วนผสมของขนสัตว์ต่างๆ อยู่ภายใน เช่น ขนห่าน, ขนเป็ด, ขนนก หรือขนแกะ เพราะมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องของการป้องกันความหนาว

ชั้นที่ 4: เสื้อตัวนอกที่มีส่วนประกอบเป็นขนสัตว์หรือ Down ซึ่งช่วยป้องกันความหนาวเย็นและลม

เสื้อของ The North Face ใช้ขนห่านแท้ 100% เกรดพรีเมี่ยมจากประเทศฮังการีที่ผ่านการควบคุมในฟาร์มปิดของตนเองเท่านั้น การันตีความอบอุ่นแน่นอนครับ

พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนไม่ตกทั้งวัน แต่มีหิมะตกเรื่อยๆ เราจึงใส่เสื้อรุ่น 1996 RETRO NUPTSE JACKET ที่สามารถกันฝนและเช็ดน้ำได้ระดับหนึ่งพอ แต่ถ้าฝนตกหนักก็ควรใส่เสื้อ Shell ทับอีกชั้นเพื่อป้องกันเสื้อชั้นข้างในไม่ให้เปียกซึ่งจะทำให้ร่างกายสูญเสียความอบอุ่นได้ง่าย

ส่วนกางเกง ใส่ 2 ชั้น ข้างในเป็น long johns รัดรูป ตัวนอกเป็นกางเกง jogger หรือยีนส์ธรรมดาเลยก็ได้

ใช้รองเท้า hiking shoes แบบหุ้มข้อของ The North Face ที่ออกแบบพื้นให้มีดอกยางช่วยยึดเกาะพื้นผิวถนน กันน้ำ 100% ใส่เดินบนพื้นหิมะหนาๆ และพื้นลื่นๆ ตอนหิมะละลายได้สบาย  

ออกจากบ้าน เดิน 2 นาทีก็ถึงจุดถ่ายรูปหมู่บ้าน Hamnøy จากสะพานข้ามเกาะ

Hamnøy คือหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กทางตอนใต้ของกลุ่มเกาะ Lofoten ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดของที่นี่

นี่คือวิว Hamnøy จากสะพานข้าม Breisundet

เดินกลับไปตรงที่มีป้ายแผนที่หมู่บ้านเข้าทางเดินแคบๆ ทะลุออกไปที่ท่าเรือแถวบ้านเลขที่ 35, 36 ในแผนที่ ชมวิว Hamnøy อีกมุมหนึ่ง

แป๊บเดียวหิมะก็เริ่มเทลงมา แล้วก็เทยาวเป็นชั่วโมง

ลองขับรถไปทางใต้ไปยังหมู่บ้าน Å (Å i Lofoten) ซึ่งอยู่ไกลออกไปราว 13 กม. เผื่ออากาศจะดีกว่า

ก่อนจะถึงประมาณ 1 กิโล คือหมู่บ้าน Tind เป็นจุดถ่ายรูปข้ามทะเลไปยังหมู่บ้าน Å ที่สวยงาม แต่จุดนี้มองแทบไม่เห็นหมู่บ้านเลย ขอผ่านไม่จอดละกัน

ที่หมู่บ้าน Å หิมะตกเบากว่าที่ Hamnøy แต่ก็ตกตลอดเวลาอยู่ดี

จอดรถแล้วเดินไปที่พิกัด Lofoten Fishing AS เพื่อถ่ายรูปบ้านสีแดงที่เรียกว่า Rorbuer ของ Å หมู่บ้านชาวประมงทางใต้สุดของกลุ่มเกาะ Lofoten ซึ่งชื่อมีความหมายว่า “ลำธาร”

ถ้าฟ้าใสจะเห็นภูเขาสูงเป็นฉากหลังอันสวยงาม แต่วันนี้หิมะไม่หยุดตกง่ายๆ

กลับไปหาร้านอาหารในหมู่บ้าน Reine ก็ได้ ลองสำรวจราคาจากเมนูหน้าร้านแล้วต้องเปลี่ยนใจไปทำอาหารกินเองที่บ้านดีกว่า เพราะเมนคอร์สราคาเบาสุดก็เกือบ 300 NOK มื้อนึงโดนเป็นพันบาทเลยเนี่ย

นั่งแช่อยู่บ้านจนถึงเย็นเพราะอากาศไม่ดีขึ้นเลย

ลองขับรถออกไปอีกรอบ ตอนแรกหิมะยังตกปรอยๆ แต่แป๊บเดียวฟ้าก็เริ่มใสขึ้นมา

รีบจอดรถหลบข้างทางและเดินลงไปที่สะพานไม้ข้ามไปยังเกาะเล็กๆ พิกัดใน Google map คือ Horn

จากสะพานไม้จะเห็นฉากหลังเป็นยอดแหลมสูงของภูเขาที่เรียกว่า Hammarskaftet วิวตรงนี้สวยมากกก ชอบที่สุดในโลโฟเทนเลย

ขับรถเลยอีกนิดไปจอดที่ Reine Viewpoint Parking ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปภาพมุมกว้างของ Reine หมู่บ้านบนเกาะ Moskenesøya ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในนอร์เวย์

อีกเกือบชั่วโมงพระอาทิตย์จะตกแล้ว ขับรถย้อนทางเดิมกลับไปที่หมู่บ้าน Sakrisøy บนเกาะ Sakrisøya ขับเลยเกาะที่มีบ้านสีเหลืองโดดเด่นนี้ไปก่อน พอลงสะพานก็หาที่จอดรถริมทางเลย เดินเข้าทางเดินไปยังเสาโทรคมนาคมที่อยู่บนเนินเขาของเกาะ Olenilsøya หาจุดถ่ายรูปลงไปยังหมู่บ้าน Sakrisøy และภูเขา Olstinden ที่อยู่ด้านหลังแบบชัดๆ

กลับ Hamnøy ไปถ่ายรูปตอนก่อนมืดและรอแสงเหนือ

ค่ำนี้ พยากรณ์อากาศบอกว่าฟ้าจะใสอีกประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ค่า KP ไม่ถึง 3 โอกาสเห็นแสงเหนือริบหรี่ เห็นสีเขียวๆ แค่นิดเดียวและอยู่ต่ำๆ หลังภูเขาเอง #เสียดาย แต่ก็ยังโคตรสวยอยู่ดีแหละ

ค้างที่ Hamnøy เป็นคืนที่สอง

วันที่ 3 บนเกาะ Lofoten

วันนี้ต้องขับรถย้อนขึ้นไปทางเหนือเพื่อคืนรถที่เมือง Svolvær ตอนบ่ายจะนั่งรถเมล์ไปเมือง Harstad ค้างคืนนึง แล้วตอนเช้านั่งเรือด่วนไปเมือง Tromsø

photo credit: www.srd-reisen.de

9 โมงครึ่ง ออกจากที่พัก ขับรถย้อนกลับไปทางเมือง Leknes

วันนี้ต้องผ่านหมู่บ้าน Ramberg กับ Flakstad อีก แต่ก็ไม่ได้แวะลงเหมือนเดิมเพราะพายุหิมะมาหนักเลยจ้า

ขับผ่านเมือง Leknes ไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Henningsvær (ระยะทางจาก Hamnøy ประมาณ 110 กม.)

Henningsvær คือหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บนเกาะ Heimøya และ Hellandsøya ทางใต้ของชายฝั่ง Austvågøya หมู่บ้านนี้มีพื้นที่แค่ 0.31 ตารางกิโลเมตร แต่มีวิวที่งามมากและมีจุดดึงดูดคือสนามฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าวิวสวยที่สุดในโลก (ต้องใช้โดรนถ่าย) เราจึงเลือกออกนอกเส้นทางจากถนนหลักแวะเข้าไปชมหมู่บ้านนี้ด้วย

จุดชมวิวของหมู่บ้านคือแถว Gjestebrygge ใน Google map ที่มองเห็นท่าเรือ บ้านเรือนริมน้ำ และภูเขาหิมะสูงด้านหลังเมื่อฟ้าเปิด

เที่ยงนิดๆ ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงไป Svolvær

Svolvær คือเมืองศูนย์กลางเขตชุมชน Vågan ตั้งอยู่บนโค้งอ่าวทางใต้สุดของเกาะ Austvågøya เมืองหลวงของ Lofoten แห่งนี้มีผู้คนตั้งรกรากมายาวนานกว่า 1,200 ปี รอบเขตเมืองอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำ ทำให้เป็นแหล่งจับปลาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์

แวะเติมน้ำมันก่อนเข้ากลางเมือง เราขับรถรวมๆ แล้วประมาณ 230 กม. ค่าน้ำมัน 361.89 NOK (ประมาณ 1,200 บาท)

ที่จอดรถในเมืองส่วนใหญ่ต้องเสียค่าจอด เราจึงไปจอดที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ชื่อ Europris ส่วนที่คืนรถคือตำแหน่ง AVIS Leiebil

เดินไปทางอาคาร Norges Råfisklag ฝั่งตรงข้ามมีป้ายรถเมล์ Svolvær sentrum (Vågan) เดี๋ยว 15.15 น. เราจะมาขึ้นรถเมล์สาย 300 ที่นี่ไปเมือง Harstad

เดินต่อตามถนน Fiskergata ไปไม่ไกลก็ถึงลานกว้างที่เรียกว่า Torget หน้าโรงแรม Thon Hotel Lofoten เดินไปที่ริมทะเล

เดินเลียบริมน้ำผ่านร้าน Ni Hao ไปยังพิกัด Gjestehavn Svolvær เพื่อถ่ายรูปเอกลักษณ์ของเมือง แต่ยังไม่ทันไร หิมะก็เทลงมาอีกแล้ว

กลับไปกินข้าวกลางวันที่ร้าน Ni Hao อาหารจีนที่นี่ราคา 169 NOK (560 บาท) ขึ้นไป แต่ให้เยอะมาก กินแทบไม่หมดเลย

เดินกลับไปที่ลานจอดรถและขับไปคืนที่ออฟฟิศ AVIS Leiebil ซึ่งสามารถคืนรถของ Budget ได้

บ่าย 3 นิดหน่อย เดินกลับไปที่ป้าย Svolvær sentrum (Vågan) รถเมล์สาย 300 จอดรออยู่แล้ว

ขึ้นรถเมล์จ่ายค่าตั๋วคนละ 328 NOK (ประมาณ 1,085 บาท) ไปเมือง Harstad  

เช็คตารางเวลาและค่าตั๋วได้ที่ reisnordland.no

แต่รถเมล์สาย 300 เป็นรถที่วิ่งไปถึงเมือง Narvik ซึ่งเป็นคนละทางกับ Harstad จึงต้องไปต่อสาย 200 ตอน 17.50 น. ที่ป้าย Tjeldsund Kro หน้า Tjeldsundbrua Hotel AS (ตามตารางในเว็บบอกว่ามีเวลาต่อรถ 2 นาที) แต่รถเมล์สาย 300 ไปถึงป้ายจริงเลยกำหนดเวลารถเมล์สาย 200 ออก 5 นาที ไม่ต้องตกใจนะเพราะรถเมล์ 2 สายเค้า co กันอยู่แล้วว่าให้รอ

นั่งรถเมล์สาย 200 อีกเกือบ 40 นาทีก็ถึงท่ารถ Harstad Byterminal 1 (Harstad Bus Terminal ใน Google map) ตอน 6 โมงครึ่ง

เดินเข้าถนนช้อปปิ้งหลักของเมืองชื่อ Strandgata ไม่ถึง 300 เมตรก็ถึงโรงแรม Scandic Harstad ที่พักของเราในคืนนี้

เรามา Harstad เพื่อขึ้นเรือด่วนไปเมือง Tromsø ตอน 8 โมงเช้า

วิธีการนี้เมื่อรวมค่ารถเมล์ ค่าโรงแรม 2 คืน และค่าเรือแล้ว ถูกกว่าการบินจาก Leknes ด้วยสายการบิน Widerøe 50 นาที ไป Tromsø แม้จะใช้เวลารวมนานกว่ามาก แต่แผนของเราต้องค้าง 2 คืนก่อนออกจาก Tromsø อยู่แล้ว เลยเลือกค้างที่ Harstad 1 คืน และ Tromsø อีก 1 คืน สรุปแล้วใช้จำนวนวันเท่ากันอยู่ดี

ถ้ามาทางเครื่องบิน สนามบิน Tromsø  อยู่ห่างจากศูนย์กลางเมือง 6.4 กิโลเมตร วิธีการเดินทางเข้าเมืองคือให้เดินทะลุออกไปด้านหลังที่จอดรถ P2 / P3 ข้ามถนนไปที่ป้ายรถเมล์ Flyplassen แล้วนั่งรถเมล์สาย 40 (มีรถทุกวัน) หรือ 42 (มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) รอบรถมีทุกๆ 15-30 นาที ไปลงสุดทางที่ป้าย Wito ใกล้ Tromsø Cathedral ใช้เวลา 17 นาที ตั๋วแบบ Single ticket ถ้าซื้อจากคนขับรถ ราคา 50 NOK ถ้าซื้อล่วงหน้าผ่านแอพลิเคชั่น Troms Mobillett ราคา 33 NOK หรือถ้าซื้อตั๋ววัน (ใช้ได้ 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ใช้ครั้งแรก) ล่วงหน้าผ่านแอพฯ Troms Mobillett ราคา 100 NOK

เช็คตารางเวลารถสาธารณะในเทศมณฑล Troms ได้ที่ www.tromskortet.no คลิก Timetables เลือก Tromsø city routes 2020 แล้วเลือกสายรถเมล์ที่ต้องการ

อีกตัวเลือกคือนั่ง Flybussen ค่าตั๋วราคา 110 NOK รถบัสจะไปจอดที่สถานีรถบัส Tromsø Havn Prostneset

ซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ billett.bussring.no

ค้างคืนที่ Harstad

วันที่ 4 ของทริป

เดินไปท่าเรือ Harstad hurtigbåtkai (Harstad HB) ซึ่งมองจากโรงแรมไปก็เห็นแล้ว

8 โมงตรง นั่ง Express Boat ไป Tromsø เมืองใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของนอร์เวย์

ขึ้นเรือไปซื้อตั๋วด้วยบัตรเครดิตคนละ 250 NOK (ประมาณ 830 บาท) หรือซื้อผ่านแอพฯ Troms Mobillett ก่อนก็ได้ ตามข้อมูลในเว็บบอกว่าซื้อผ่านแอพฯ ถูกกว่า แต่เราซื้อบนเรือเลย ราคาก็เท่ากัน

นั่งเรือ 3 ชั่วโมงก็ถึงท่าเรือ Tromsø Prostneset hurtigbåtkai ตอน 11 โมง

ที่ Tromsø เราพักที่ Comfort Hotel Xpress Tromsø ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือราว 500 เมตร และจาก Tromsø domkirke (Tromsø Cathedral) โบสถ์หลักของเมืองไม่ถึง 300 เมตร

เราค้างคืนที่ Tromsø 1 คืน

จาก Tromsø สามารถเลือกเดินทางไปเมืองหลักของนอร์เวย์ เช่น Oslo โดยเครื่องบิน / ขึ้นเหนือต่อไปยัง Nordkapp (North Cape) โดยเรือหรือรถบัสหลายต่อ หรือไปเมืองใหญ่ทางเหนือของสวีเดน เช่น Kiruna โดยรถบัสและรถไฟ

photo credit: www.euvacations.com.my

เราเลือกเดินทางโดยรถเมล์สาย 100 จากสถานีรถบัสกลาง Tromsø Prostneset (ที่เดียวกับท่าเรือ Tromsø Prostneset hurtigbåtkai) ตอน 10 โมงครึ่ง เกือบ 4 ชั่วโมงไปเมือง Narvik ลงที่ป้าย Bromsgård (ตรงข้าม Quality Hotel Grand Royal) ก่อนถึงสถานีรถบัสกลาง Narvik Rutebilstasjonen ตั๋วรถบัสราคา 400 NOK (จ่ายด้วยบัตรเครดิตกับคนขับหรือซื้อผ่านแอพฯ ก็ได้)

เช็คตารางรถเมล์ได้ที่ www.tromskortet.no คลิก Timetables เลือก Regional bus lines 2020 แล้วเลือกสายรถเมล์ที่ต้องการ

เดินย้อนขึ้นทางลาดแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Stasjonsveien ลงเนินไปสถานีรถไฟ Narvik Stasjon ขึ้นรถไฟไปเมือง Kiruna ตอน 15.15 น. ตั๋วรถไฟ Navik – Kiruna ราคา 135 SEK (470 บาท)

เช็คตารางเวลารถไฟและซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ Sweden train

อ่านรีวิวตอนต่อไปที่เมือง Kiruna และโรงแรมน้ำแข็งระดับโลก ICEHOTEL ได้ที่นี่ครับ
เที่ยวเอง..แลปแลนด์ “SWEDEN” ตอน “Kiruna – ICEHOTEL ค้างคืนในโรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลก

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต