เที่ยวเอง..เที่ยวเดี่ยว ยุโรปใต้! ตอนที่ 1 “โปรตุเกส” มุมยุโรปอันแปลกตา

เที่ยวเอง รีวิว โปรตุเกส ลิสบอน Portugal Lisbon

เที่ยวเอง: โปรตุเกส – สเปน – อันดอร์รา

Capture

ทริปยุโรปใต้นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นทริปยุโรปครั้งแรกของผมครับ ด้วยความห้าวกล้า มั่นใจในตัวเองว่าสามารถลุยเดี่ยวเที่ยวแหลกเองได้ จึงขอใช้วิธี backpack สะพายเป้ตระเวนยุโรปใต้แบบวางแพลนหลวมๆ ไว้ 9 วัน 5 ประเทศ ได้แก่ โปรตุเกส สเปน อันดอร์รา อิตาลี และซาน มาริโน กับอีก 2 รัฐอิสระคือ นครรัฐวาติกันและราชรัฐโมนาโค

ไอเดียที่เลือกรูทนี้คืออยากไปประเทศยอดฮิตในยุโรปคือ ฝรั่งเศส อิตาลี เหมือนคนไทยทั่วๆ ไป นี่แหละครับ แต่ก็แอบอยากเก็บประเทศแหวกแนวที่ไม่ออกนอกเส้นทางไปไกลนัก จึงขอจัดไปโปรตุเกส สเปน และประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทางออกทะเลและไม่สามารถแวะเที่ยวระหว่างทางได้ ต้องจงใจไปเท่านั้น คือ อันดอร์รา และซาน มาริโน

แผนนี้ตั้งต้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส บินตรงสู่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส จากนั้นค่อยๆ เดินทางต่อไปยังกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน เมืองบาร์เซโลนา ไปประเทศอันดอร์รา บินข้ามทะเลไปกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี เที่ยววาติกัน ไปหอเอนเมืองปิซ่า ฟลอเรนซ์ ขึ้นเขาเข้าดินแดนประเทศซาน มาริโน  จากนั้นไปเมืองเวนิซ  มิลาน รัฐโมนาโค และปิดท้ายที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะบินกลับปารีส และอยู่เที่ยวปารีสต่ออีกเกือบอาทิตย์

เริ่มต้นที่ Aéroport de Paris-Charles-de-Gaulle หรือสนามบินชาร์ลส์ เดอ โกลล์ กรุงปารีส  ขึ้นเครื่องบินของสายการบินโลว์คอสต์ชื่อ easy jet ซึ่งจองตั๋ว Paris to Lisbon ไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน ราคา 64 ยูโร

เครื่องบินดูปลอดภัยดี น่าจะจุผู้โดยสารได้ประมาณ 200 คน แต่ก็มักจะออกเลตเสมอ เที่ยวบินนี้ออกช้ากว่ากำหนด 25 นาที กว่าจะออกจากปารีสได้เกือบบ่ายโมง อีก 2 ชั่วโมงครึ่งผมก็มายืนอยู่ที่ Aeroporto de Lisboa หรือสนามบินกรุงลิสบอนที่มีชื่อว่า Portela ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร  เวลาท้องถิ่นตอนนั้น 14.20 น.

ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าระยะเวลาบินจากปารีสถึงลิสบอน 2 ชั่วโมงครึ่งนั้น ทำไมเครื่องบินออกตอน 12.50 น. แต่ถึงลิสบอนตอน 14.20 น. ซึ่งเท่ากับว่าใช้เวลาบินเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเวลาของโปรตุเกสนั้นช้ากว่าเวลาของฝรั่งเศส 1 ชั่วโมง (14.20 น. ที่ลิสบอนตรงกับ 15.20 น. ที่ปารีส)

ทริปนี้เที่ยวแบบคนไม่ค่อยมีตังค์เท่าไหร่ครับ ไม่มีปัญญาซื้อกล้องถ่ายรูปเจ๋งๆ ไปถ่ายหรอก อีกทั้งสภาพอากาศก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง รูปที่ได้มาเลยไม่ค่อยเวิร์ค เมมเต็มระหว่างทางอีกต่างหาก ต้อง upload รูปไปฝากไว้ในเว็บก่อน ไฟล์รูปจึงเล็กอย่างที่เห็นครับ น่าเสียดายจริงๆ ถ้ามีโอกาสคงต้องกลับไปแก้ตัวใหม่อีกครั้งแน่ๆ ครับ งานนี้จึงต้องขอยืมภาพที่ได้บรรยากาศใกล้เคียงกับภาพที่ผมเห็นจริงบางสถานที่มาใช้ประกอบการเล่าเรื่องนะครับ

ไม่รอช้าละ เพราะเครื่องบินเลตไปพอสมควร ปรับเข็มนาฬิกาใหม่ให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นแล้วหาทางเดินทางเข้าศูนย์กลางกรุงลิสบอน

การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองทำได้หลายวิธีครับ

  1. รถไฟใต้ดิน Lisbon Airport สาย Vermelha (สีแดง) ไปที่สถานีรถไฟหลัก Gare do Oriente ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที, สถานีรถไฟใต้ดิน Alameda ใช้เวลาเดินทาง 19 นาที, สถานีรถไฟใต้ดิน Saldanha ที่ Praça do Duque de Saldanha จัตุรัสจุดสำคัญที่มีการจราจรคับคั่ง รถเมล์และพาหนะมากมายต้องผ่านที่นี่ ใช้เวลาเดินทาง 21 นาที หรือจะเลยไปถึงสถานี São Sebastião ใช้เวลาเดินทาง 23 นาที แล้วต่อรถไฟใต้ดินสาย Verde (สีเขียว) หรือ Amarela (สีเหลือง) เข้าไปยังศูนย์กลางเมืองที่สถานีรถไฟใต้ดิน Baixa-Chiado, Rossio หรือ Marquês de Pombal

ตั๋ว Viagem Metro (Metro single ticket) คือตั๋วแบบเที่ยวเดียวราคา 0.70 ยูโร ตั๋วมีอายุ 1 ชั่วโมงหลังจากใช้ครั้งแรก ใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน (Metro) หรือเครือข่ายรถ CARRIS ทั้งหมด ได้แก่ รถเมล์ รถราง กระเช้าลอยฟ้า (ราคาในขณะนั้น)

  1. รถเมล์ CARRIS ไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Saldanha, Marquês de Pombal และ Rossio มีรถเมล์หลายสายเข้าเมือง เช่น สาย 22 Portela – Aeroporto-Marquês de Pombal (ทุกวัน), 44 Moscavide/Qta. das Laranjeiras – Aeroporto-Cais do Sodré (ทุกวัน), 83 Portela-Aeroporto – Amoreiras (เฉพาะวันธรรมดา), 208 Est. Oriente – Aeroporto – Cais do Sodré (เฉพาะเวลากลางคืน), 745 Prior Velho – Aeroporto – Est.Sta.Apolónia (ทุกวัน) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร หรือสาย 705 Est. do Oriente – Aeroporto – Est. Roma/Areeiro ไปที่สถานีรถไฟหลัก Gare do Oriente (มีรถเมล์เฉพาะวันธรรมดา)

ตั๋วรถเมล์ Viagem Carris (CARRIS single ticket) ราคาเที่ยวละ 1.20 ยูโร ซื้อตั๋วจากคนขับได้แต่ต้องจ่ายแพงกว่านิดหน่อย ผู้โดยสารต้องมีกระเป๋าขนาดไม่เกิน 50x40x20 ซม. (ราคาในขณะนั้น)

สามารถอัพเดทข้อมูลได้ที่ Lisbon Transpotation fare และ Lisbon Transportation rate

หรือ AeroBus สาย 1 ไปที่สถานีรถไฟ Entre Campos, Rossio และ Cais do Sodré หรือ AeroShuttle สาย 2 ไปที่สถานีรถไฟหลัก Gare do Oriente สาย 3 ไปที่สถานีรถไฟ Entre Campos มีรถบัสออกทุก 20 นาที ตั้งแต่ 07.00-21.00 น. และทุก 30 นาทีหลังจากเวลา 21.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ค่าโดยสารสำหรับผู้ใหญ่ราคาเที่ยวละ 3 ยูโร ซื้อตั๋วจากคนขับได้ (ราคาในขณะนั้น)
อัพเดทข้อมูลได้ที่ AeroBus

ถ้าขี้เกียจเดินเยอะหรือคิดว่าจะต้องนั่งรถสาธารณะหลายเที่ยวก็สามารถเลือกซื้อ Bilhete 1 dia CARRIS/ML 24 horas Rede (1 Day Ticket CARRIS/Metro Lisboa) ได้ครับ ตั๋วที่ว่านี้คือตั๋วแบบ 1 วัน ราคา 6 ยูโร (ราคาล่าสุดปี 2015) ตั๋วมีอายุ 24 ชั่วโมงหลังจากใช้ครั้งแรก ใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน (Metro) และเครือข่ายรถ CARRIS ทั้งหมด ได้แก่ รถเมล์ รถราง กระเช้าลอยฟ้า

ตัวผมใช้วิธีขึ้นรถเมล์สาย 44 ที่ป้ายด้านหน้าของสนามบินไปลงที่ป้าย Picaos แล้วเดินไปเช็คอินที่ที่พักเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนออกเที่ยวชมเมืองแบบตัวปลิว ตั๋วรถเมล์ไม่แพงเลยแค่ 1.20 ยูโรเท่านั้นซื้อจากคนขับรถได้ ที่ราคาไม่แพงก็อาจเป็นเพราะสนามบินอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองลิสบอนมาก แต่มีข้อเสีย 2 ข้อ คือ รถเมล์จากสนามบินเข้าเมืองนั้นคนจะแน่นแทบทุกคัน และถนนในบริเวณเมืองค่อนข้างแคบทำให้การจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน คิดดูละกันครับ ระยะทางจากสนามบินถึงที่พักเพียง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วโมง แถมต้องยืนเบียดกับฝรั่งตัวใหญ่ๆ ในรถตลอดทางอีกด้วย เล่นเอาเพลียเลยทีเดียวกว่าจะถึงที่พักซึ่งเป็น Youth hostel ชื่อ Lisbon-Central ราคาต่อคนต่อคืนเพียง 16 ยูโร เที่ยวเองครั้งแรกแบบ backpacker จนๆ ก็ต้องยอมลำบากนิดหน่อย นอนโฮสเทลเพื่อประหยัดงบแบบนี้แหละครับ

แต่สภาพของโฮสเทลถือว่าดีเลยทีเดียว เป็นตึกแถวประมาณ 2 ห้องแบบกว้างหน่อย ไม่แน่ใจว่ามีกี่ชั้น คงประมาณ 4 ชั้นได้ ห้องที่พักเป็นห้องรวมนอนได้ 4 คน (เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง) สะอาดสะอ้าน มีหมอนและผ้าห่มให้ ส่วนห้องน้ำเป็นห้องใหญ่ต้องแชร์กับคนที่พักในชั้นนั้น แต่มีห้องอาบน้ำแยกให้ต่างหากเป็นห้องๆ ไม่ต้องเตรียมขันกับผ้าขาวม้าไปอาบเหมือนตอนสมัยเข้าค่ายลูกเสือนะครับ 555

ผมตั้งใจเดินทางมาลิสบอนโดยที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองหลวงแห่งนี้ รู้เพียงแค่เมื่อมาถึงสนามบินแล้วจะไปถึงที่พักได้อย่างไร และรู้ว่าลิสบอนมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเป็นรูปปั้นพระเยซูกางแขนขนาดมหึมา แต่ไม่รู้หรอกว่ามันตั้งอยู่ตรงไหนของเมืองและจะไปได้อย่างไร เหมือน backpacker ทั่วไปครับที่เที่ยวแบบ unplan มั่วๆ ไปหาเอาดาบหน้า ซึ่งจริงๆ แล้ว ควรจะศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเมืองหรือประเทศที่จะเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา “ตั้งหลัก” และเพื่อไม่ให้เสียโอกาสพลาดไม่ได้ไปสถานที่ที่เป็นไฮไลต์สำคัญต่างๆ

ด้วยความรู้อันน้อยนิด  ผมจึงต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของ Youth hostel  โดยขอแผนที่เมืองและคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ  เมื่อศึกษาแผนที่และข้อมูลต่างๆ เรียบร้อย ก็เริ่มออกตะลุยกรุงลิสบอน  กว่าจะ “ตั้งหลัก” ได้ เสียเวลาไปเยอะเลยนะเนี่ย 4 โมงเย็นจึงเริ่มเข้าไปที่ดาวน์ทาวน์ของเมือง

ผมจึงต้องแบ่งเวลาเที่ยวกรุงลิสบอนเป็น 2 วัน คือเย็นวันแรก และเช้าวันที่ 2 ของทริปครับ

Lisbon หรือ Lisboa ในภาษาโปรตุกีส คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส ลิสบอนเป็นเมืองที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่าไหร่นักเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ไกลทางตะวันตกสุดของทวีปยุโรป ถ้าไม่นับประเทศเกาะอย่างไอร์แลนด์และไอซ์แลนด์แล้ว โปรตุเกสเป็นประเทศภาคพื้นทวีปยุโรปที่ตั้งอยู่สุดขอบทวีปทางทิศตะวันตกครับ อีกสาเหตุหนึ่งคือไม่มีสายการบินตรงจากไทยไปยังโปรตุเกส ต้องใช้สายการบินของประเทศกลุ่มอาหรับ หรือสายการบินของประเทศยุโรปไปต่อเครื่องที่ปารีส บาร์เซโลนา มาดริด หรือโรม ซึ่งสะดวกและไม่ไกลจากกรุงลิสบอนมากแล้ว

photo credit: destinationhq.com.au
photo credit: destinationhq.com.au

จากที่พัก เดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน (metro) Picaos นั่งรถเมโทรเข้ากลางเมืองได้เลย แต่ผมเดินตามถนน Avenida Fontes Pereira de Melo ไปทางทิศเหนือไปที่ Praça do Duque de Saldanha (Duque of Saldanha Square) ก่อน เพราะจัตุรัสแห่งนี้เป็นจุดสำคัญที่มีการจราจรคับคั่ง รถเมล์และพาหนะมากมายต้องผ่านที่นี่

จาก Praça do Duque de Saldanha เดินลงไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Saldanha ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบไป-กลับที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วราคา 1.30 ยูโร (ถ้าซื้อแบบเที่ยวเดียวราคา 0.70 ยูโร) ขอแผนที่เส้นทางรถไฟใต้ดินจากพนักงานฟรี แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสาย Amarela (สีเหลือง) 2 สถานีไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Marquês de Pombal ถ้าเดินออกจากสถานีไปจะเห็นวงเวียนขนาดใหญ่ซึ่งเรียกว่า Praça do Marquês de Pombal (Marquess of Pombal Square)

นั่งรถไฟใต้ดินสาย Azul (สีน้ำเงิน) ไปอีก 3 สถานี แล้วลงที่สถานี Baixa-Chiado ออกเสียงว่า “ไบช่า-เชียโด้” ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ดาวน์ทาวน์ของลิสบอนมากที่สุด ออกจากสถานี มองซ้ายมองขวา แล้วเดาเอาว่าดาวน์ทาวน์ต้องอยู่ด้านที่มีร้านขายของแน่นอน ไม่ได้ดูแผนที่หรอกครับเดินมั่วๆ ตามเซนส์เอา

เดินลงทางลาดตรงเข้าถนน Rua da Vitória ผ่านร้านขายของเล็กๆ ตามสองข้างทางก็เริ่มเห็นบรรยากาศความเป็นเมืองครับ พอถึงสี่แยกที่ตัดกับถนนค่อนข้างกว้างก็รู้เลยว่าทางนี้แหละที่จะเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง หยิบแผนที่ขึ้นมากางดู ไม่ผิดทางจริงๆ ด้วย เลี้ยวขวาเข้าถนน Rua Augusta เดินตรงตามถนนคนเดินอันคึกคักสายนี้ไปทางทิศใต้ไม่ไกลก็เห็น Arco da Rua Augusta (Rua Augusta Arch) ประตูโค้งคล้ายเป็นประตูชัยของโปรตุเกส

เดินลอดประตูชัยไปก็ถึง Praça do Comércio (Commerce Square) หรือ Terreiro do Paço (Palace Square) จัตุรัสแห่งแรกของกรุงลิสบอน ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ Paços da Ribeira (Royal Ribeira Palace) ตรงกลางจัตุรัสมี Estátua de D. José หรืออนุสาวรีย์ของพระเจ้า José ที่ 1 ตั้งตระหง่านอยู่

แถวนี้มีรถรางโบราณซึ่งยังใช้งานตามปกติเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของลิสบอนครับ

ด้านหน้าของอนุสาวรีย์คือปากแม่น้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมืองลิสบอน นั่นคือ แม่น้ำ Tagus (o Rio Tejo) มองไปทางขวาเห็นสะพานแขวนสีแดงข้ามแม่น้ำอยู่ไกลลิบๆ ชื่อ Ponte 25 de Abril มองข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำก็เห็น Santuário de Cristo Rei (National Sanctuary of Christ the King) หรือเรียกสั้นๆ ว่า O Cristo-Rei หรือรูปปั้นพระเยซูกางแขนที่ว่าไว้ตอนแรกนั่นเอง

คำนวณระยะทางจากสายตาแล้วคิดว่าน่าจะพอเดินไปที่เชิงสะพานได้ ผมเลยตัดสินใจลองเดินดู เดินตามถนน Avenida Ribeira das Naus เลียบริมแม่น้ำผ่าน Cais do Sodré ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของลิสบอน ผ่านท่าเรือแถวสถานีรถไฟ Santos เดินไปเรื่อยๆ เกือบชั่วโมง ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงสะพานสักที เริ่มหมดกำลังขาแล้ว จึงตัดสินใจยอมเสียเงิน 1.20 ยูโรขึ้นรถรางสาย 18E กลับไปที่ Praça do Comércio ดีกว่า

จริงๆ แล้วจากสถานีรถไฟ Cais do Sodré นั่งรถเมล์สาย 101 (ตั๋วรถเมล์เที่ยวละ 1.20 ยูโร) ข้าม Ponte 25 de Abril สะพานแขวนสีแดงที่มีความยาว 2.7 กิโลเมตร ไปยัง Santuário de Cristo Rei (National Sanctuary of Christ the King) หรืออนุสรณ์สถานที่มีรูปปั้นพระเยซูกางแขนขนาดมหึมาซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Cristo Redentor (Christ the Redeemer) ที่ Rio de Janeiro ประเทศบราซิล
เช็ครายละเอียดวันและเวลาเปิด-ปิดได้ที่ visit O Cristo Rei

หรือจะเดินไปท่าเรือ นั่งเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำไปยังท่า Cacilhas แล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน Cacilhas นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 หรือ 3 ไปที่สถานี Almada แล้วเดินต่อไปยังอนุสรณ์สถานก็ได้

นี่แหละครับ ผลของการไม่หาข้อมูลการเดินทางไว้ล่วงหน้า เที่ยวแบบไม่มีแผนไง ต้องเดินตั้งไกลจนขาลาก แถมยังอดไปอีกต่างหาก!

ส่วนขากลับเข้าเมือง ให้เดินไปที่ป้ายรถเมล์ที่เชิงสะพาน นั่งรถเมล์สาย 753 กลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Marquês de Pombal

ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกันสักหน่อยครับ กรุงลิสบอนมีสถานีรถไฟหลายสถานี แต่มีสถานีหลักๆ อยู่ 3 สถานี ได้แก่

Cais do Sodré ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักและเป็นศูนย์รวมของรถเมล์ รถไฟใต้ดิน และท่าเรือเฟอร์รี่ไปยัง Cacilhas, Seixal และ Montijo

Estação Central do Rossio เป็นสถานีรถไฟกลางของลิสบอน อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Restauradores

Lisboa Oriente (Gare do Oriente) สถานีรถไฟทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เป็นสถานีรถไฟที่ใช้สำหรับโดยสารรถไฟระหว่างประเทศและไปสนามบินปอร์เตลา

ส่วนสถานีรถบัส (express bus) ชื่อว่า Sete Rios อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Jardim Zoologico

การรถไฟโปรตุเกสคือ Comboios de Portugal เช็คตารางเวลารถไฟโปรตุเกสได้ที่ Portugal train

นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเดินต่อ คราวนี้จะขึ้นเขาไปยัง Castelo de São Jorge (Castle of São Jorge) หรือปราสาทเซาฮอร์เก้ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา งมหาทางขึ้นอยู่นานเลยทั้งๆ ที่มองเห็นปราสาทอยู่บนยอดเขา แต่หาทางขึ้นไม่ได้ซะที ถามคนแถวนั้นไปเรื่อยๆ คุยรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะคนที่นี่พูดภาษาโปรตุกีส และส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถ้าจะถามทาง แนะนำว่าควรถามวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่เพราะมีโอกาสพูดภาษาอังกฤษได้มากกว่า

เดินวนไปวนมาพักใหญ่ก็เริ่มคลำทางถูก ค่อยๆ ไต่เขาชันบ้างเป็นบางช่วง ซอกแซกไปตามบ้านเรือนเตี้ยๆ ตามไหล่เขา ทางเดินเป็นหินตะปุ่มตะป่ำ ทำให้ยิ่งเดินได้ช้าลงไปอีก เดินไปน่าจะประมาณครึ่งทางก็ถึงจุดชมวิว Cerca Moura หรืออีกชื่อคือ Cerca Velha จากจุดนี้สามารถมองเห็น Mosteiro de São Vicente de Fora (Monastery of São Vicente de Fora) โบสถ์และสำนักนักบวชที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโปรตุเกส ชมภาพพาโนรามาของแม่น้ำ Tagus และวิวทิวทัศน์ของเมืองลิสบอนที่เป็นบ้านหลังคาและผนังสีสันสดใสได้อย่างดี

เดินไต่เขามาตั้งนานเพิ่งจะรู้ทีหลังว่ามีรถรางขึ้นมาที่จุดนี้ได้ โถ่! ไม่น่าเสียแรงเดินเลย ผลของการเที่ยวแบบไร้แพลนอีกแล้วครับ แต่ก็ยังดีที่ได้ชมวิวกรุงลิสบอนจากมุมสูงที่จุดชมวิวนี้

จริงๆ แล้ววิธีที่ใกล้และสะดวกที่สุดซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่ารถรางขึ้นไปยังตัวปราสาทคือเดินทางไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Rossio เดินทะลุไปยัง Praça da Figueira (Square of the Fig Tree) จากจุดนี้จะมองเห็นปราสาทเซาฮอร์เก้อยู่บนยอดเขา เดินไปทางเนินเขาแล้วขึ้นบันไดไม่ไกลนักไปยังปราสาท

เพิ่งจะมารู้ทีหลังเหมือนเดิมอีกแล้วครับว่าเดินขึ้นไปปราสาทจากจัตุรัสนี้ใกล้นิดเดียวเอง ไม่ศึกษาข้อมูลไปก่อนก็เป็นอย่างงี้แหละครับ 555

ย้อนกลับไปที่จุดที่ผมยืนอยู่ครับ จาก Cerca Moura ยังต้องเดินขึ้นเขาตามทางแคบๆ ไปอีกประมาณ 15 นาที ก็ถึงทางเข้าปราสาทที่ถนน Rua de Santa Cruz เสียค่าผ่านประตู 3 ยูโร (ราคาในขณะนั้น) เข้าไปในบริเวณของปราสาทมัวร์ซึ่งเป็นป้อมปราการป้องกันเมืองแห่งนี้เพื่อชมวิวเมืองลิสบอนอีกด้านหนึ่งจากมุมสูงจากยอดเขาซึ่งสามารถมองเห็นบ้านเรือนหลังคาสีอิฐ แม่น้ำ Tagus และสะพานแขวนอยู่ลิบๆ ได้กว้างไกล เป็นภาพที่สวยงามมาก คุ้มค่ากับเวลาและพลังงานที่เสียไปกับการเดินขึ้นเขาจริงๆ ครับ
ปราสาทเปิดให้เข้าชมวันที่ 1 มี.ค.-31 ต.ค. 09.00-21.00 น. (ปิดวันที่ 1 พ.ค.) วันที่ 1 พ.ย.-28 ก.พ. 09.00-18.00 น. (ปิดวันที่ 24-25, 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค.)
สามารถใช้รถราง (Elétricos) สาย 12E และ 28E หรือรถเมล์ (Autocarros) สาย 37 มายังปราสาทได้ด้วยครับ

อัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมที่ Castelo de São Jorge  และ Castle of São Jorge

ขากลับลงไปที่เมืองค่อยสบายหน่อย ค่อยๆ เดินลงเขาตามทางขรุขระเช่นเดิม แต่มีบางช่วงเป็นบันได เดินลงเขาไม่นานเลยก็ถึงพื้นราบที่ Praça da Figueira และเดินต่อไปที่ Praça Dom Predo IV หรือ Praça Rossio จัตุรัสสำคัญกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของ Teatro Nacional D. Maria II (National Theatre D. Maria II) ตรงกลางจัตุรัสมีเสา Coluna de D. Pedro IV (Column of Pedro IV) ของพระเจ้าเปโดรที่ 4 และน้ำพุสวยงามตั้งอยู่

เดินผ่านเสา Coluna de D. Pedro IV ไปทางทิศเหนือ แยกซ้ายเข้าถนน Praça Dom João da Câmara เดินอีกนิดก็ถึง Praça dos Restauradores (Restorer’s Square) ที่ตั้งของสถานีรถไฟใต้ดิน Restauradores

ลงไปที่สถานี นั่งรถไฟใต้ดินสาย Azul (สีน้ำเงิน) 2 สถานี ต่อสาย Amarela (สีเหลือง) ที่สถานี Marquês de Pombal อีก 1 สถานีกลับที่พักที่สถานี Picaos

3 ทุ่มเศษๆ ก็ถึงโฮสเทล เอาข้าวที่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปอุ่นไมโครเวฟเป็นอาหารมื้อค่ำของวันนี้ เป็น backpacker ก็จำเป็นต้องประหยัดแบบนี้แหละครับ 555

เที่ยวลิสบอนต่ออีกครึ่งวันเช้าครับ

เช้านี้จะพาไปเที่ยว Belém  ย่านชานเมืองลิสบอนซึ่งผมก็เพิ่งจะได้ยินชื่อนี้ตอนมาถึงลิสบอนนี่แหละ  เพราะเจอหนุ่มฟินแลนด์ที่นอนห้องเดียวกันที่โฮสเทลหลังเช็คอินเข้าไปเก็บของ  เค้าถามผมว่าจะอยู่ที่นี่กี่วัน  ผมตอบไปว่าวันเดียว พรุ่งนี้บ่ายๆ ก็ไปมาดริดแล้ว เค้าถามต่อว่าแล้ววันนี้จะไปไหน ผมตอบว่าเข้าดาวน์ทาวน์ เค้าถามอีกว่าจะไป Belém มั้ย? ผมงงว่ามันคืออะไร มีดียังไง อยู่ตรงไหน ไม่รู้จัก ก็เลยตอบไปว่าไม่ไป เค้าแนะนำว่าต้องไปนะ ออกไปนอกเมืองลิสบอนไม่ไกลเลย

นี่ก็เป็นผลจากการไม่หาข้อมูลมาก่อนอีกแล้วครับ คุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง 555

พอกลับมาโฮสเทลผมจึงถามเจ้าหน้าที่ดูว่าไป Belém ยังไง โดยที่ยังไม่รู้เหมือนเดิมว่าไปทำไม ลองไปดูก็ได้วะ ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจก็นั่งรถกลับ แค่นั้น

วันที่ 2 ของการเดินทางนี้จึงต้องเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า เผื่อเวลานั่งรถเมล์ออกนอกเมืองไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้  จัดการกิจส่วนตัวแล้วลงไปแคนทีนของโฮสเทลเพื่อต่อคิวรับประทานอาหารเช้าแบบยุโรป ซึ่งมีเพียงขนมปัง 1 ก้อนขนาดกลาง เนย แยม สำหรับทาขนมปัง แฮม 2 แผ่นเล็กๆ และกาแฟหรือนมสดแล้วแต่จะเลือก กินรองท้องพอให้ไม่หิว
แล้วเช็คเอาท์ออกจากโฮสเทลเลยตั้งแต่ 9 โมง แต่ยังฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทลในราคาสุดถูก 1.50 ยูโรต่อ 24 ชั่วโมง

เอาล่ะ พร้อมแล้ว เดินไปที่ป้ายรถเมล์หน้าโฮสเทล ยืนรอรถเมล์สาย 49 ตามที่เจ้าหน้าที่ของโฮสเทลบอก ขึ้นรถไปจ่ายค่ารถ 1.20 ยูโร แล้วนั่งยาวประมาณ 45 นาทีกว่าจะถึง Belém เพราะการจราจรที่นี่ติดขัดพอควรโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

Belém คือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งอยู่นอกเมืองลิสบอนทางตะวันตกประมาณ 6 กิโลเมตร มีรถเมล์หลายสายไปได้ เช่น 49, 201, 714, 727 (จาก Marquês de Pombal), 728, 729, 751 ใช้เวลาเดินทาง 30-45 นาทีขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร หรือรถรางสาย 15, 15E จากดาวน์ทาวน์ หรือนั่งรถไฟ (Comboio) จากสถานีรถไฟ Cais do Sodré ไปลงที่สถานี Belém แล้วเดินอีกประมาณ 15 นาที ก็ได้ครับ

พอรถเมล์ผ่านอาคารเล็กๆ สีชมพูสดใสคือพิพิธภัณฑ์ Museu da Presidência da República ก็ลงจากรถ

ไม่ทันไรก็เห็นคิวรถม้าคอยบริการนำเที่ยวรอบๆ บริเวณ เดินตรงไปยังอาคารโบราณขนาดใหญ่สีเทาข้างหน้า นั่นคือ Mosteiro dos Jerónimos (Hieronymites Monastery) วิหารขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปีค.ศ. 1983 สำนักนักบวชแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Sete Maravilhas de Portugal (Seven Wonders of Portugal)
เวลาเปิด-ปิด เดือนต.ค.-พ.ค. ตั้งแต่ 10.00-17.30 น. เดือนพ.ค.-ก.ย. 10.00-18.30 น. ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที ปิดทุกวันจันทร์ และวันที่ 1 ม.ค., วัน Easter Sunday, 1 พ.ค., 13 มิ.ย. และ 25 ธ.ค.
ปัจจุบันค่าเข้าชมราคา 10 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบเข้าชมฟรี วันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือนเข้าชมฟรี
ตั๋วรวมค่าเข้า Mosteiro dos Jerónimos + Torre de Belém ราคา 12 ยูโร

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Mosteiro Jeronimos

อาคารติดกันคือพิพิธภัณฑ์ Museu Nacional de Arqueologia (National Archaeology Museum) ถัดไปอีกเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการเดินเรือทางทะเลชื่อ Museu de Marinha

เดินผ่านสวน Jardim da Praça do Império ที่มีน้ำพุอยู่ตรงกลางไปที่ริมแม่น้ำ ก็เห็นหินแกะสลักขนาดมหึมา นั่นคือ Monumento aos Descobrimentos (Monument to the Discoveries) หรือ Padrão dos Descobrimentos ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Tagus อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองยุคแห่งการเดินเรือสำรวจมหาสมุทรอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปรตุกีส José Ângelo Cottinelli Telmo จากตรงนี้มองเห็นสะพานแขวน Ponte 25 de Abril และ O Cristo-Rei หรือรูปปั้นพระเยซูกางแขนที่เมื่อวานเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักทีอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ

เดินต่อไปไม่ไกลก็เห็นป้อมปราการซึ่งองค์การ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เรียกว่า Torre de Belém (Belém Tower) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Torre São Vicente (Tower of St. Vincent) อีกหนึ่ง Sete Maravilhas de Portugal (Seven Wonders of Portugal)
ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นที่บริเวณปากแม่น้ำ Tagus เพื่อป้องกันทางเข้าสู่กรุงลิสบอนในยุคแห่งการเดินเรือสำรวจ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมในเดือนพ.ค.-ก.ย. ตั้งแต่ 10.00-18.30 น., ต.ค.-พ.ค. 10.00-17.30 น. ต้องเข้าชมภายใน 17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ และวันที่ 1 ม.ค., วัน Easter Sunday, 1 พ.ค., 13 มิ.ย. และ 25 ธ.ค. ค่าเข้าชม 3 ยูโร (ปัจจุบัน 6 ยูโร) เด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบเข้าชมฟรี วันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือนเข้าชมฟรี ตั๋วรวมค่าเข้า Mosteiro dos Jerónimos + Torre de Belém ราคา 12 ยูโร
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Belem Tower

เดินเลยไปอีกนิดก็ถึง Museu do Combatente Forte do Bom Sucesso (junto à Torre de Belém) และ Monumento aos Combatentes do Ultramar แต่ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก

สิ้นสุดการท่องเที่ยว Belém ณ จุดนี้ครับ ขาเดินกลับผ่าน Centro Cultural de Belém ศูนย์วัฒนธรรมแห่งเบเลม แวะชมผลงานการออกแบบของศิลปินชาวโปรตุกีสซะหน่อย แล้วเดินไปรอรถเมล์ที่ป้ายเดิม ประมาณเที่ยงก็นั่งรถเมล์สาย 49 เหมือนขามากลับไปยังโฮสเทล แวะหาซื้อหาอะไรกินถูกๆ มื้อกลางวันที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ โฮสเทลและเอากระเป๋าที่ฝากไว้

ประมาณบ่ายโมงครึ่ง นั่งรถเมล์สาย 83 อีก 1.20 ยูโร รวดเดียวถึงสนามบิน เข้าเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน Vueling สายการบิน low cost ที่คุณภาพดีเลย กำหนดเวลาเครื่องบินเทคออฟคือ 15.35 น. แต่ก็เช่นเคยเครื่องออกเลตไป 40 นาที

จริงๆ แล้วไม่ไกลจากกรุงลิสบอนยังมีเมืองที่น่าสนใจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันคือ Sintra เมืองที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกที่สุดของทวีปยุโรป (บนแผ่นดินใหญ่) อยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติกทางทิศตะวันตกของกรุงลิสบอน ห่างออกไปประมาณ 27 กิโลเมตร

สามารถเดินทางโดยรถไฟท้องถิ่น (Urbano) สายสีเขียว Linha Suburbana de Sintra (CP) จากสถานีรถไฟ Lisboa Entre Campos หรือ Estação Central do Rossio (บางขบวนต้องไปต่อรถไฟที่สถานี Agualva-Cacem) ไปสุดทางที่ Estação de Sintra ใช้เวลาเดินทางรวม 38-49 นาที แล้วแต่ขบวนรถไฟที่ออกตามเวลาต่างๆ ตั๋วรถไฟชั้น 2 (Turística) แบบเที่ยวเดียวราคา 2.15 ยูโร

เช็คตารางเวลารถไฟโปรตุเกสได้ที่ Portugal train

หรือจะซื้อ daily ticket combined เป็นตั๋วรถไฟสาย Linha Suburbana de Sintra (CP) + Autocarro (Scotturb bus) ราคา 15 ยูโร จากสถานีรถไฟ Cais do Sodré, Belém, Alcântara, Oriente, Algés, Cascais, Estoril, Sintra และ Queluz สำหรับเดินทางโดยรถไฟจากลิสบอนไปซินทราและเดินทางโดยรถเมล์ (ยกเว้นสาย 400 (Giro Cascais), 401 (Giro Parede) และ 427 (BusCas) ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในซินทรา จะได้ไม่ต้องซื้อตั๋วรถไฟไป-กลับแยกและซื้อตั๋วรถเมล์ทีละเที่ยวๆ ในซินทรา

Sintra มีแลนมาร์คสำคัญที่สุดคือ Palácio Nacional da Pena (Pena National Palace) และ Chalet da Condessa d’Edla (Chalet of the Countess of Edla) พระราชวังที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1854 แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งใน Sete Maravilhas de Portugal ชื่อของพระราชวังแปลว่า Feather Palace ตั้งอยู่บนเขาสูงเหนือเมืองซินทรา ห่างจากศูนย์กลางเมือง (centro historico) 4 กิโลเมตร ในปีค.ศ. 1995 พระราชวังเปน่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
จากสวนที่บริเวณประตูทางเข้าไปยังตัวพระราชวังไม่ไกลมากนัก สามารถเดินได้ แต่เป็นทางชันมาก ควรนั่งรถมินิบัสสีเขียวที่บริการไปยังพระราชวัง ค่ารถราคาเที่ยวละ 1.50 ยูโร

พระราชวังและสวนเปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่าง 23 มี.ค.-24 ต.ค. (วันที่ 25 ธ.ค. และ 1 ม.ค. ปิด) ตั้งแต่ 09.45-19.00 น. ต้องเข้าชมภายใน 18.15 น. ค่าเข้าชมพระราชวังและสวนสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ราคา 13 ยูโร เด็กและเยาวชนอายุ 6-17 ปี ราคา 11.50 ยูโร ตั้งแต่เวลา 09.30-10.30 น. หลังจากนั้นค่าเข้าชมพระราชวังและสวนสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ราคา 14 ยูโร เด็กและเยาวชนอายุ 6-17 ปี ราคา 12.50 ยูโร
ค่าเข้าชมเฉพาะสวนสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-64 ปี ราคา 7.50 ยูโร เด็กและเยาวชนอายุ 6-17 ปี ราคา 6.50 ยูโร
ถ้าซื้อตั๋วรวมค่าเข้าชม Palácio Nacional da Pena + Palácio Nacional de Sintra จะได้รับส่วนลด
อัพเดทข้อมูลต่างๆ ได้ที่ visit Pena Palace

วิธีการเดินทางไป Palácio Nacional da Pena ก็ไม่ยากครับ จากสถานีรถไฟ Sintra นั่ง Autocarro (Scotturb bus) สาย 434 Sintra Estação (Circular) Circuito da Pena มีรถเมล์ออกทุก 40 นาที (ในฤดูร้อนมีรถออกทุก 20 นาที) คันแรกออกเวลา 09.15 น. ส่วนคันสุดท้ายออกเวลา 19.50 น.
ตั๋วรถเมล์ Circuito da Pena ida (Pena go) ราคาเที่ยวละ 3 ยูโร, ตั๋ว Circuito da Pena volta (Pena return) ราคา 3 ยูโร ใช้เดินทางไป-กลับระหว่างสถานีรถไฟ Sintra กับ Palácio Nacional da Pena เท่านั้น, ตั๋ว Circuito da Pena ราคา 5 ยูโร ใช้เดินทางไป-กลับระหว่างสถานีรถไฟ Sintra กับ Palácio Nacional da Pena โดยแวะลงตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ระหว่างทางได้ และตั๋ววัน Turístico diário (Daily tourist) ใช้เดินทางได้ไม่จำกัดภายใน 1 วัน ราคา 12 ยูโร) ซื้อตั๋วจากคนขับรถได้

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Sintra bus fare
เช็คสายรถเมล์ Scotturb ได้ที่ Sintra bus lines

นอกจากนี้ ที่ปลายแหลมทางตะวันตกสุดของทวีปยุโรป (นับเฉพาะบนแผ่นดินใหญ่) ห่างจากตัวเมืองซินทราประมาณ 18 กิโลเมตร คือที่ตั้งของ Cabo da Roca (Cape Roca) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Sintra-Cascais มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก สูงประมาณ 140 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีประภาคารขนาดใหญ่ให้สัญญาณการเดินเรือเป็นสัญลักษณ์ Luís de Camões กวีชื่อดังชาวโปรตุกีสในศตวรรษที่ 16 ให้นิยามบริเวณดังกล่าวว่า “where the land ends and the sea begins”

การเดินทางไป ต้องกลับไปที่สถานีรถไฟ Sintra แล้วนั่งรถ Autocarro สาย 403 จาก Biblioteca Municipal de Sintra ที่ถนน Rua Gomes de Amorim ทางทิศเหนือของสถานีรถไฟ Sintra ห่างไปประมาณ 400 เมตร

ถ้าชอบความเป็นที่สุดก็ควรไปเที่ยว Cabo da Roca นะครับ

ให้ข้อมูลสำหรับคนที่อยากไปโดยเฉพาะเลยครับ

แต่น่าเสียดายมากๆ ที่ตัวผมเองไม่ได้ไปเที่ยว “Sintra” เพราะไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลล่วงหน้าก่อนเดินทางเลย จึงไม่รู้ว่าเมืองซินทราซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลิสบอนนั้นมีสถานที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าไปเยี่ยมเยือนอย่างมาก ก่อนไปโปรตุเกสผมคิดว่าไปเที่ยวลิสบอนแค่เมืองเดียวก็พอแล้วจึงไม่ได้เผื่อเวลาอีกวันสำหรับเที่ยวซินทราไว้ ถ้ามีโอกาสผมคงจะต้องกลับมาโปรตุเกสอีกครั้งเพื่อมา “เที่ยวซ่อม” ซินทรา! เห็นรึยังครับว่าการเที่ยวแบบไม่มีความรู้ทำให้คุณเสียโอกาส เสียเวลา หรือเสียเงิน แบบไม่ควรจะเสีย

หลังจากจบทริปนี้ ผมเลยกลับตัวใหม่เปลี่ยนตัวเองจาก backpacker เที่ยวแบบไม่มีแผน ไปหาไปถามเอาหน้างาน ศึกษาหาข้อมูลคร่าวๆ พอให้เดินทางต่อกันจนจบทริปได้ เป็นเที่ยวแบบมีแผนรัดกุม หาทางหนีทีไล่สำรองไว้ยามฉุกเฉินเผื่อเกิดความผิดพลาดจากเหตุสุดวิสัย แต่แผนก็ยืดหยุ่นและปรับได้พอสมควร ไม่ใช่เป๊ะแบบไม่มีโอกาสแก้ไข วิธีใหม่ที่ผมเลือกทำนี้ขอเรียกว่า “เที่ยวเอง” ครับ

9 ปีครึ่งผ่านไป หลังจากที่ผมได้ไปตระเวนเกือบทั่วยุโรปแล้วก็ถึงเวลากลับมาเที่ยวโปรตุเกสอีกครั้ง

คราวนี้ผมไม่พลาดไปเที่ยว Sintra แน่นนอนครับเพราะมันคือความตั้งใจที่จะต้องกลับมาเที่ยวแก้ตัวให้ได้

การเดินทางมาโปรตุเกสครั้งนี้ตั้งต้นจากเมือง Barcelona ของสเปน บินโดยสายการบิน low cost ของสเปนชื่อ Vueling ข้ามท้องฟ้ามาลงที่ Aeroporto da Portela de Sacavém หรือสนามบิน Portela กรุงลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส

ทริปครั้งนี้ผมไปกับน้องสาวและน้องเขยครับ เราจะเช่ารถขับเที่ยวโปรตุเกสและสเปนใต้กัน

วันแรกที่ไปถึงลิสบอน เราเดินเที่ยวในเมืองโดยใช้เส้นทางและวิธีคล้ายๆ ครั้งแรก (ตามเรื่องราวตอนต้นของรีวิวนี้) คือ

นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Baixa-Chiado แล้วเดินตามถนน Rua Augusta ลอดโค้งประตู Arco da Rua Augusta ไปยัง Praça do Comércio (Commerce Square) หรือ Terreiro do Paço (Palace Square) จัตุรัสสำคัญที่สุดของเมือง

Praça do Comércio

จากนั้นก็เดินประมาณ 600 เมตรตรงไปที่ Praça da Figueira จัตุรัสกลางเมืองอีกแห่ง มองขึ้นไปบนเนินเขาก็เห็นป้อมปราการโบราณของ Castelo de São Jorge (São Jorge Castle)

Praça da Figueira e Castelo de São Jorge 2

เดินไปทางปราสาทแล้วเลี้ยวขวาเดินไปจนถึงที่โล่งๆ ทางซ้ายมือมีลิฟท์เขียนว่า Elavador Castelo อยู่ตรงซูเปอร์มาร์เก็ต ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 7 ซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อ Restaurante Zambeze แล้วเดินตามป้ายบอกทางอีกไม่ไกลก็ถึงทางเข้า Castelo de São Jorge ไม่ต้องเสียแรงเดินขึ้นเขาให้หอบเหมือนคราวก่อนแล้วครัช

ตรงนั้นมีร้านอาหารดังของลิสบอนชื่อ Nata มาถึงร้านนี้ก็ต้องจัดทาร์ตไข่สิครัชเพราะโปรตุเกสถือเป็นต้นตำรับของขนมชนิดนี้เลย ทาร์ตไข่ราคาไม่แพง อันละ 1 ยูโรเอง

Nata 1

Nata 2

เสร็จแล้วก็จ่ายค่าเข้า 8.50 ยูโร เข้าไปชมภายในบริเวณปราสาทและชมวิวมุมสูงของกรุงลิสบอนจากป้อมปราสาทครับ ครั้งที่แล้วมีเมฆฝนครึ้มเชียว ถ่ายรูปออกมาไม่เวิร์คเลย ครั้งนี้ได้ภาพตอนโพล้เพล้ก่อนพระอาทิตย์ตกงดงามพอดีเลยครับ

Castelo de São Jorge 1

view of Lisbon from Castelo de São Jorge

ขาลงเขา เดินไปทางจุดชมวิว Muralhas de Lisboa หรือ “Cerca Velha” Wall

Muralhas de Lisboa

เดินลงเขาเรื่อยๆ ไปทางโบสถ์ Santa Maria Maior de Lisboa (Saint Mary Major) ระหว่างทางขรุขระมีรถรางโบราณวิ่งขึ้นลงเขาตลอดเวลาครับ รถรางเก่าถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของลิสบอนด้วยครับ

eléctrico 4

Santa Maria Maior

กลับมาถึงพื้นล่างแล้ว เดินไป Praça Dom Predo IV (Praça Rossio) จัตุรัสกลางเมืองสำคัญอีกแห่งซึ่งเป็นที่ตั้งของ Teatro Nacional D. Maria II

Praça Dom Predo IV

เดินผ่าน Estação de Caminhos de Ferro do Rossio หรือสถานีรถไฟ Rossio

Estação de Caminhos de Ferro do Rossio

ไปหาร้านอาหารรับประทานมื้อเย็นก่อนนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Restauradores กลับโรงแรมซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Alameda

วันแรกนี้เที่ยวลิสบอนบริเวณดาวน์ทาวน์ก่อน พรุ่งนี้ค่อยออกนอกเมืองไปเที่ยวย่าน  Belém และไปเมือง Sintra ครับ

วันที่ 2 ในโปรตุเกส

วันนี้เราวางแผนจะขับรถไปเที่ยวเมือง Sintra และไปที่จุดที่อยู่ทางตะวันตกสุดของทวีปยุโรป (นับเฉพาะบนแผ่นดินใหญ่) นั่นก็คือ Cabo da Roca ช่วงบ่ายค่อยกลับลิสบอน แวะเที่ยว Belém และข้ามสะพานแขวนไปที่รูปปั้นพระเยซูขนาดมหึมาที่ Santuário de Cristo Rei ตอนเย็นก็ขับรถยิงยาวไปถึงเมือง Sevilla ประเทศสเปนตอนดึกๆ เลย

to Sintra

จากลิสบอน ขับรถประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงศูนย์กลางเมือง Sintra ซึ่งมีรถเมล์หลายสายสำหรับใช้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของซินทรา
(ข้อมูลวิธีการเดินทางมา Sintra โดยรถสาธารณะและรถเมล์ไปยังสถานที่ต่างๆ เขียนไว้ให้แล้วข้างบนนะครับ)

เรามาเมืองซินทราเพื่อขึ้นเขาไปชม Palácio Nacional da Pena (Pena National Palace) ซึ่งผมใฝ่ฝันว่าสักวันจะต้องกลับมาโปรตุเกสแล้วมาเที่ยวที่นี่ให้ได้ครับ
ข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับพระราชวัง Pena และค่าเข้าชม ได้ให้ไว้แล้วข้างต้นครับ

Palácio Nacional da Pena 1

ในที่สุดก็สมใจแล้ว เย่ๆๆๆ

Palácio Nacional da Pena 2

เข้าชมภายในพระราชวังซึ่งไม่ใหญ่โตนัก ช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ นี้การจราจรข้างในติดขัดมากเลยเพราะมีเส้นทางเดินทางเดียว ต้องรอคิวเดินต่อๆ กัน

เดินชมห้องต่างๆ ไปเรื่อยๆ เช่น Sala de Jantar หรือห้องอาหาร

Palácio Nacional da Pena 3

จริงๆ ในอาณาเขตของ Parque Natural de Sintra-Cascais อันกว้างใหญ่ยังมีพระราชวังและปราสาทเก่าแก่อีกหลายแห่ง ถ้าจะเที่ยวให้ครบจริงๆ ควรใช้เวลาเต็มวันครับ แต่เรามีเวลาน้อยจึงขอเที่ยวแค่ Palácio Nacional da Pena ที่เดียวพอ แล้วขับรถไปยัง Cabo da Roca (Cape Roca) ทางตะวันตกสุดของยุโรปเลย
(วิธีการเดินทางไปโดยรถสาธารณะได้เขียนไว้ให้แล้วข้างบนครับ)

Cabo da Roca 1

Cabo da Roca 2

ชมวิวมหาสมุทรแอตแลนติกที่จุดตะวันตกสุดของยุโรป และหาอาหารกลางวันง่ายๆ รับประทาน

ได้เวลาขับรถกลับลิสบอนแล้ว แต่เราจะไม่ขับเข้าไปถึงดาวน์ทาวน์ของลิสบอน จะแวะเที่ยวย่าน Belém ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงลิสบอน

เบเลมมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น
Torre de Belém (Belém Tower) หรืออีกชื่อคือ Torre São Vicente

Torre de Belém

หินแกะสลักขนาดยักษ์ที่เรียกว่า Monumento aos Descobrimentos (Monument to the Discoveries) หรือ Padrão dos Descobrimentos

Monumento aos Descobrimentos

ข้อมูลรายละเอียดของสถานที่สำคัญต่างๆ ของเบเลมอยู่ในเนื้อหาด้านบนนะครับ 🙂

ประมาณบ่าย 3 โมง ออกจาก Belém ขับรถข้ามสะพานแขวนชื่อ Ponte 25 de Abril ข้ามแม่น้ำ Tagus ไปทางฝั่งใต้ของกรุงลิสบอน

Belém to Santuário de Cristo Rei

Ponte 25 de Abril 1

เพื่อไปยังฐานที่ตั้งของรูปปั้นพระเยซูยืนกางเกงขนาดมหึมาคล้ายกับที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล สถานที่ตั้งของรูปปั้นนี้เรียกว่า Santuário de Cristo Rei (National Sanctuary of Christ the King)
ข้อมูลละเอียดได้ให้ไว้แล้วข้างต้นเช่นกัน

ครั้งที่แล้วผมพยายามจะเดินมาจาก Praça do Comércio ด้วยความไม่รู้ว่าระยะทางมันไกลเบอร์ไหนครับ 555 เดินจนขาลากยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงเรย ครั้งนี้แก้ตัวสำเร็จครับ

Santuário de Cristo Rei 1

จากจุดนี้มองข้ามแม่น้ำ Tagus ชมสะพานแขวนข้ามฟากและวิวศูนย์กลางกรุงลิสบอนแถว Praça do Comércio และปราสาทเซาฮอร์เก้ได้เลยครับ

Ponte 25 de Abril 2

view of Lisbon from Santuário de Cristo Rei

รูปปั้นพระเยซูนี้คือที่เที่ยวสุดท้ายของลิสบอน ต่อไปเราจะขับรถข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศสเปนไปพักค้างคืนที่เมือง Sevilla ครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต