ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ BOLIVIA ตอนที่ 2 “Uyuni” มหัศจรรย์ทะเลเกลือเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา

เที่ยวเอง รีวิว ทะเลเกลือ อูยูนี่ โบลิเวีย uyuni salt flat la paz bolivia
Bolivia คือประเทศหนึ่งใน Latin America Trip ซึ่งเป็นทริปใหญ่ของเที่ยวเองในปีนี้

วันที่ 3 ใน Bolivia

จาก La Paz เราจะบินไปเมือง Uyuni เพื่อเข้าไปชมธรรมชาติอันน่าทึ่งของทะเลเกลือเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล Salar de Uyuni” โดยเลือกทัวร์แบบ 1 วัน ตอนค่ำบินกลับไปค้างคืนที่ลาปาซเตรียมตัวเดินทางต่อไปประเทศเม็กซิโกในเช้าวันรุ่งขึ้น

photo credit: www.geckosadventures.com

เมื่อวานเราเดินเที่ยวชมเมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก La Paz” และขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปชมวิวกรุงลาปาซแบบพาโนรามาจากเมือง El Alto ที่ความสูง 4,095 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อ่านเรื่องราวเจ๋งๆ เต็มไปด้วยสาระ และข้อควรระวังต่างๆ ในการเที่ยว La Paz ได้ที่
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ BOLIVIA ตอนที่ 1 “La Paz” เมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก

เปลี่ยนบรรยากาศจากภูเขาสูงลงสู่ทะเลแคริบเบียนที่ Cuba และเที่ยวเดสทิเนชั่นระดับโลกที่ Peru ได้จากรีวิวข้างใต้
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 1 “Havana” เมืองโคตรศิลป์เสน่ห์แห่งแคริบเบียน
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 2 “Trinidad” พูดเลย! สายติสท์ต้องถูกใจ
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 1 “Lima” จุดตั้งต้นสู่เทือกเขาแอนดีส
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 2 “Machu Picchu – Cusco” ตะลุยดินแดนลี้ลับแห่งอินคา
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 3 “Apu Winicunca” พิชิตภูเขาสายรุ้งบนความสูงกว่า 5,000 เมตร
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 4 “Titicaca, Peru – Bolivia” ทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดในโลก

ไปทะเลเกลือ Salar de Uyuni

เมื่อวานเราบอกโรงแรมให้นัดแท็กซี่มารับที่โรงแรมไปส่งสนามบินตอน 7 โมงเช้า และรับที่สนามบินกลับมาส่งที่โรงแรมประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ค่าแท็กซี่ขาไปถูกกว่าคือ 70 BOB (Bs.) ประมาณ 320 บาท ส่วนขากลับราคา 120 BOB วิธีการนื้คือสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุดครับ อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วว่าไม่ควรอยู่ในที่สาธารณะใน La Paz และ El Alto ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและหลังพระอาทิตย์ตก เพราะอาจเกิดอันตรายจากเหล่ามิจฉาชีพได้ (แต่เท่าที่เห็นคนท้องถิ่นเค้าก็เดินในที่เปลี่ยวๆ ตอนดึกๆ นะ สงสัยเค้าจะชินพื้นที่)

เช้าๆ แบบนี้รถไม่ติดมาก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง Aeropuerto Internacional El Alto (El Alto International Airport) ในเขตเมือง El Alto ห่างจากตัวเมือง La Paz ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร แต่รถต้องขับซอกแซกขึ้นเขาสูง บางช่วงถนนชันเกิน 45 องศาด้วย ถ้าสายหน่อยจนถึงค่ำรถจะติดมากกก ติดมันทั้งวัน ต้องเผื่อเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเลยครับ

ถ้าอยากจ่ายค่าแท็กซี่ถูกกว่าหน่อยก็ควรเลือกแท็กซี่ที่มีเบอร์โทรอยู่ที่ป้ายบนหลังคารถเพื่อความปลอดภัย บริษัทแท็กซี่ที่เชื่อถือได้ เช่น Magnifico Taxis โทร +591 2 2410410, La Paz Taxis +591 2 222 1212, Gold Taxis +591 2 2722722

สนามบิน El Alto ไม่ใหญ่เพราะมีไฟลท์บินไม่เยอะ แต่ทันสมัยอยู่ ตอนแรกนึกว่าจะแย่กว่านี้นะ

บินภายในประเทศ ไปถึงก่อนเวลาเครื่องออกชั่วโมงเดียวก็พอครับ

08.40 น. สายการบิน Boliviana de Aviación (BoA) เที่ยวบิน OB302 ออกเดินทาง

ค่าตั๋วเครื่องบินขาไป La Paz – Uyuni ราคา 536 BOB (ประมาณ 2,590 บาท)
เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.boa.bo ต้นทางเลือก La Paz นะครับ ไม่ใช่ El Alto

อีกสายการบินหนึ่งคือ Amaszonas แต่ออกเช้ากว่าและขากลับออกเร็วกว่า ถ้าจำไม่ผิดเหมือนราคาจะแพงกว่าด้วยเช็คตารางเวลาและราคาไฟลท์บินได้ที่ www.amaszonas.com

ระหว่างนั่งเครื่องบินมองไปนอกหน้าต่างเห็นยอดเขาสูงทะลุเมฆขึ้นมาอีก เมฆไม่ได้ต่ำนะ แต่ภูเขามันสูงมากกก

พอใกล้จะถึงก็มองลงไปเห็นชายขอบทะเลเกลืออันกว้างใหญ่

เก้าอี้ยังไม่ทันร้อนก็ถึง Aeropuerto Joya Andina (Joya Andina Airport) เมือง Uyuni ก่อนกำหนด 09.40 น. เล็กน้อย

ถ้าอยากประหยัดเงิน 3-4 เท่า ก็สามารถเลือกนั่งรถบัสกลางคืนได้ แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงกับระยะทาง 569 กิโลเมตรเพราะถนนไม่ค่อยดี และถ้ามาในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนธ.ค.-เม.ย. ซึ่งเป็นฤดูที่น่ามาเที่ยวทะเลเกลือ Salar de Uyuni ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ เส้นทาง La Paz – Uyuni มีรถบัสกลางคืนให้บริการทุกวัน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lapazlife.com

ขอบาย ขึ้นเครื่องบินดีกว่า เดินทางไกลมาเกือบทั้งทริปแล้ว ต้องเที่ยวให้สบายที่สุด แต่ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

เราจองทัวร์ไป Salar de Uyuni ของ Red Planet Expendition ผ่าน redplanetexpedition.com ไว้ล่วงหน้าแล้ว ตกลงราคาค่าทัวร์แบบ 1 วัน ไปเช้าเย็นกลับที่คนละ 70 USD รวมอาหารกลางวัน และคุยอีเมลกันให้ส่งแท็กซี่มารับที่สนามบินด้วยโดยจ่ายค่ารถเพิ่ม 30 BOB (140 บาท)

บริษัททัวร์นำเที่ยวทะเลเกลือใน Uyuni มีเพียบ เดินเลือกในเมืองหน้างานเลยก็ได้ แต่ถ้าไปถึง Uyuni ตอนสายๆ แบบเราก็ควรจองและตกลงราคาให้เรียบร้อยล่วงหน้านะครับ

อีกทางเลือกที่ลงตัวกับความต้องการของเราน้อยกว่าคือ www.oasisbolivia.com

ทัวร์มีให้เลือกแบบ 1 วัน และ 3 วัน ทัวร์แบบ 3 วันของบางบริษัทจะกลับมาที่เมือง Uyuni แต่บางเจ้าจะไปส่งที่ชายแดนประเทศชิลีแล้วต้องต่อรถบัสไปที่เมือง San Pedro de Atacama คนไทยเดินทางเข้าชิลีได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าครับ

ต้องลองอ่านรายละเอียดทัวร์ของแต่ละเจ้าประกอบการตัดสินใจนะครับ

เราเลือกทัวร์แบบวันเดียวพอเพราะมาในฤดูเปียก (เดือนธ.ค.-เม.ย.) ซึ่งเป็นฤดูที่น่ามาเที่ยวมากกว่าฤดูแห้ง ทำให้รถเคลื่อนที่ได้ช้ามากเพราะถ้าขับเร็วแล้วผลึกเกลือจะกระเด็นเข้าไปในห้องเครื่องซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ รวมทั้งอาจเข้าไปยังจุดกลางของทะเลเกลือที่เรียกว่า Isla Incahuasi หรือ Inka Wasi island (Fish Island) ที่มีต้นกระบองเพชรยักษ์ไม่ได้ (ทัวร์แบบ 1 วันไปไม่ทัน)

10 โมงเช้า ถึงออฟฟิศของ Red Planet Expendition จ่ายค่าทัวร์คนละ 70 USD และเช่ารองเท้าบู๊ทคู่ละ 30 BOB เพราะฤดูเปียกน้ำเยอะท่วมรองเท้าเละแน่นอน

เจ้าหน้าที่นัดเจออีกทีตอน 10 โมงครึ่ง เราก็ออกไปเดินเล่นในเมือง Uyuni สิคร้าบ ออฟฟิศอยู่ที่ Avenida Ferroviaria ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมืองอยู่แล้ว เดินตามถนนนั้นไปจนถึงจัตุรัสกลางเมือง Plaza Arce

ก่อน 11 โมง ทัวร์ออก นั่งรถแป๊บเดียวก็ถึง Cementerio de trenes หรือสุสานรถไฟ ในสมัยที่โบลิเวียยังเป็นอาณานิคมอยู่ สเปนได้ใช้ทางรถไฟนี้ขนส่งแร่ธาตุต่างๆ เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง สังกะสี ซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ลงเรือที่ชิลีส่งกลับไปยังสเปน แต่หลังจากโบลิเวียได้รับเอกราชจากสเปนเมื่อปีค.ศ. 1825 ทางรถไฟสายนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นสุสานและสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง Uyuni เหมือนในปัจจุบัน

นั่งรถกลับมาที่ออฟฟิศ Red Planet Expendition เพื่อเปลี่ยนรถและไกด์ คราวนี้นั่งรถจี๊บไปทางสนามบินประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงหมู่บ้าน Colchani แหล่งทำเหมืองเกลือและอิฐเกลือใช้สร้างบ้านซึ่งเปรียบเหมือนประตูสู่ Salar de Uyuni

เข้าชมโรงงานผลิตเกลือ จ่ายค่าทิป 1 BOB แล้วนำเกลือคุณภาพกลับบ้านคนละห่อ

เดินไปกินข้าวเที่ยงที่โรงแรมเกลือ ถ้าอยากพักที่นี่ก็มีห้องสำหรับ 1 คน ราคา 10 USD ส่วนห้อง 2 คน ราคา 18 USD

บ่ายโมง กินข้าวเสร็จ ไกด์ให้ไปเดินช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองเล็กน้อย

จากนั้นนั่งรถอีกราว 20 นาทีเข้าสู่อาณาเขตของ Salar de Uyuni (Salar de Tunupa) หรือ Uyuni Salt Flat ทะเลเกลือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ทะเลเกลือสุดเวิ้งว้างแห่งนี้กินเนื้อที่ทั้งหมด 10,582 ตารางกิโลเมตรบนที่ราบซึ่งได้ชื่อว่ามีความเรียบที่สุดในโลกที่ความสูง 3,656 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยคาดว่าเมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อน พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบน้ำเค็ม แต่การระเหยของเกลือหลายต่อหลายครั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ทำให้พื้นที่แปรสภาพเป็นที่ราบซึ่งเต็มไปด้วยเกลือจำนวนมหาศาลเช่นทุกวันนี้

ปัจจุบันประมาณการว่ามีเกลืออยู่กว่า 10,000 ล้านตัน โดยแต่ละปีโบลิเวียผลิตเกลือจากบริเวณนี้ได้ถึง 25,000 ตัน (คิดเป็น 60% ของโลก) ส่วนความลึกของทะเลเกลือนั้นนับจากพื้นผิวด้านบนไปยังพื้นผิวโลก พื้นที่ตรงขอบจะมีเกลือลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ส่วนตรงกลางจะมีเกลือลึกประมาณ 6-8 เมตรเลยทีเดียว

คนขับรถพาไปหาจุดถ่ายรูปสวยๆ ไปเรื่อยๆ

คนที่มาที่นี่ในฤดูเปียกเพราะอยากได้รูปที่เห็นเงาสะท้อนบนผิวน้ำของทะเลเกลือ ดังนั้นถ้าเลือกมาในช่วงเดือนพีคของมาชูปิกชู (หลังเมษาที่ฝนตกน้อย) แล้วพ่วงทะเลเกลือแห่งโบลิเวียอยู่ในทริปเดียวกันด้วยก็จะอดได้ภาพเงาสะท้อนน้ำเพราะทะเลเกลือจะแห้งหลงเหลือเป็นผืนเกล็ดเกลือและอากาศจะหนาวเย็นมากด้วย แต่จริงๆ พอเข้าเดือนเมษาน้ำก็เริ่มแห้งสนิทหลายจุดแล้ว

ไกด์พาไปชมโรงแรมเกลือแห่งเดียวในบริเวณทะเลเกลือ ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์แรลลี่หฤโหดเรียกว่า Monumento de Bolivia Dakar

จากนั้นก็ขับรถหาจุดที่น้ำเยอะๆ แสงสวยๆ และคนน้อยๆ ถ่ายรูปขอบฟ้าจรดผืนเกลืออันเวิ้งว้างว่างเปล่ากันรัวๆๆๆ เลยครัช 555

รอเวลาพระอาทิตย์ตกจนถึง 6 โมงครึ่ง ไกด์พาไปอีกจุดที่มีน้ำเยอะกว่าจะได้ถ่ายรูปทะเลเกลือ Uyuni ยามตะวันลับขอบฟ้าได้ดีงาม

ทุ่มนึงพอดี ได้เวลากลับ Uyuni คนขับรถไปส่งเราที่สนามบินตามที่แจ้งไว้ล่วงหน้า ขึ้นไปชั้น 2 หาของกินง่ายๆ เร็วๆ ระหว่างรอเครื่องบินออก

20.40 น. สายการบิน Boliviana de Aviación (BoA) เที่ยวบิน OB315 ออกเดินทางกลับ La Paz

บิน 1 ชั่วโมงก็ถึง Aeropuerto Internacional El Alto หรือสนามบิน El Alto กรุงลาปาซ

ค่าตั๋วเครื่องบินขากลับ Uyuni – La Paz ราคา 521 BOB (ประมาณ 2,515 บาท) ก่อนผ่าน security check ต้องจ่ายค่า Airport Tax อีก 11 BOB (ประมาณ 50 บาท) ด้วยนะครับ

เราให้โรงแรมเรียกแท็กซี่มารอรับอยู่แล้วเพื่อความปลอดภัย นั่งแท็กซี่กลับโรงแรมประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะดึกแล้ว รถไม่ติด จ่ายค่ารถขากลับ 120 BOB (ประมาณ 550 บาท)

ก่อนข้ามพรมแดนจากเปรูเข้าโบลิเวีย เราแลกเงินกันคนละ 100 USD + เงินเปรูกองกลางที่เหลือ ได้เงิน Bolivian boliviano มาคนละ 690 BOB + 105 BOB ใช้ชีวิตในโบลิเวีย 2 วันครึ่ง เหลือเงินไปแลกคืนคนละ 440 BOB ได้เงินคืนมา 63 USD (อัตราแลกเปลี่ยนคือ 6.97 BOB = 1 USD) ใช้เงินสดน้อยกว่าที่คิดไว้ถึง 60% เลย

ขอสรุปปิดท้ายรีวิว South America ด้วยแผนที่แสดงเส้นทางของทริปเที่ยวเองทั้งทริปครับ
photo credit: www.latinroutes.co.uk

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต