ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ BOLIVIA ตอนที่ 1 “La Paz” เมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก

เที่ยวเอง รีวิว ลาปาซ โบลิเวีย la paz uyuni bolivia
Bolivia คือประเทศหนึ่งใน Latin America Trip ซึ่งเป็นทริปใหญ่ของเที่ยวเองในปีนี้

วันแรกใน Bolivia เราผ่านชายแดนจากประเทศเปรูเข้าสู่โบลิเวียที่เมือง Copacabana ริมทะเลสาบ Titicaca
แวะเที่ยว 4 ชั่วโมงแล้วนั่งรถบัสต่อเข้ากรุง La Paz

photo credit: www.goway.com

อ่านวิธีการเดินทางจากเปรูเข้าโบลิเวียและการขอวีซ่าได้ที่ ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 4 “Titicaca, Peru – Bolivia” ทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดในโลก

อ่านข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนเที่ยวเอง Bolivia ได้ที่ 10 ข้อน่ารู้สำหรับไป “เที่ยวเอง” ที่โบลิเวีย

เที่ยวแบบศิลป์ๆ ใน Cuba และเที่ยวแบบลุยๆ ใน Peru ตอนที่ผ่านมาตามรีวิวด้านล่างนี้เลย
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 1 “Havana” เมืองโคตรศิลป์เสน่ห์แห่งแคริบเบียน
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 2 “Trinidad” พูดเลย! สายติสท์ต้องถูกใจ
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 1 “Lima” จุดตั้งต้นสู่เทือกเขาแอนดีส
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 2 “Machu Picchu – Cusco” ตะลุยดินแดนลี้ลับแห่งอินคา
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 3 “Apu Winicunca” พิชิตภูเขาสายรุ้งบนความสูงกว่า 5,000 เมตร

เมื่อคืนเรามาถึง Hotel Sagarnaga ใน La Paz เกือบ 5 ทุ่ม เราเลือกโรงแรมอยู่ใกล้ๆ Mercado de las Brujas (The Witches’ Market) เพราะอยู่ในย่านการค้าที่ค่อนข้างปลอดภัยและเดินเที่ยวไปยังจุดต่างๆ ในเมืองได้สะดวกครับ

เข้าสู่วันที่ 2 ใน Bolivia

วันนี้เราจะเดินเที่ยวชมเมือง La Paz และขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปยังเมือง El Alto ที่อยู่บนเขาเหนือกรุงลาปาซ

กรุงลาปาซหรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Nuestra Señora de La Paz ซึ่งแปลว่า Our Lady of Peace คือเมืองหลวงทางการบริหารของประเทศโบลิเวีย (เมืองหลวงอีกแห่งคือกรุง Sucre) และเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลกบนความสูง 3,640 เมตร (11,942 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล แต่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากเมือง Santa Cruz de la Sierra และ El Alto

10 โมงเช้า ออกจากโรงแรม Sagarnaga ไปที่ Calle Sagarnaga ถนนที่เต็มไปด้วยร้านและแผงขายสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก โฮสเทลราคาประหยัด คาเฟ่ บริษัททัวร์

รถเมล์ผ่านหน้าโรงแรม โคตรศิลป์อ่ะ

เดินไปทางซ้าย (ทางลงเนิน) ไม่กี่เมตรก็เลี้ยวขวาเข้าถนน Linares นิดเดียวก็ถึง Museo de la Coca (Coca Museum) ต้องสังเกตุป้ายให้ดีหน่อยครับ ถ้าอยากชมเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของทำการโคคาอีนที่ COCA WASI (The house of the coca plant) ก็จ่ายค่าเข้าชม 15 BOB พิพิธภัณฑ์เปิด 10.00-19.00 น.

เดินย้อนกลับไปที่สี่แยกเดิมแล้วตรงต่อตามถนน Linares อีกไม่ไกลก็เข้าสู่เขต Mercado de las Brujas (La Hechiceria) ซึ่งแปลว่า The Witches’ Market ตลาดดังของลาปาซ ที่นี่มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ที่แปลกประหลาดคือพวกเครื่องรางของขลังอย่างตัวอ่อนของลามะซึ่งคนโบลิเวียนิยมฝังไว้ใต้ฐานของบ้านเพราะเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์จากพระแม่ Pachamama (Mama Pacha) ของอินคาที่จะทำให้โชคดี นอกจากนี้ยังมีกบแห้ง ยาต่างๆ ดอกไม้และสัตว์ เช่น retama, armadillos ที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของคนโบลิเวีย รวมถึง charango เครื่องดนตรีท้องถิ่น

เดินวนซ้ายจนย้อนมาที่เดิม เลี้ยวขวาเดินตามถนน Linares กลับไปทางโรงแรม แต่เลี้ยวซ้ายเดินลงทางชันของถนน Sagarnaga ไปยัง Basílica de San Francisco (Basilica of San Francisco) โบสถ์คาทอลิกสไตล์ Andean Baroque ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1758 ที่ Plaza San Francisco ซึ่งเป็นชุมทางคมนาคมใหญ่ของเมือง

ด้านหน้าโบสถ์ที่ Plaza San Francisco แถวนี้ผู้คนค่อนข้างจอแจต้องระวังมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ หน่อยนะครับ

ที่ลาปาซมีชื่อเสียเรื่องตำรวจปลอม ขนาดในโรงแรมยังติดป้ายให้ระวัง fake police ซึ่งจะทำทีเข้ามายัดข้อหามั่วซั่วและขอดูพาสปอร์ตแล้วไม่คืน โดยอาจเรียกเงินหรือให้ขึ้นรถไปด้วยเพื่อปล้นแล้วแต่ความซวยของแต่ละคน ถ้าเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ไม่ต้องตกใจ ห้ามให้พาสปอร์ตเด็ดขาด ให้ปฏิเสธแล้วรีบเดินหนีทันที ตำรวจจริงที่นี่ไม่มีนโยบายยุ่งวุ่นวายกับนักท่องเที่ยวนะครับ แต่ระยะหลังมานี้ได้ข่าวว่าตำรวจปลอมมีน้อยลง เท่าที่เราเดินทั่วเขตใจกลางเมืองก็รู้สึกไม่น่ากังวลอะไรนะ เห็นสถานีตำรวจและตำรวจจริงเดินรักษาความปลอดภัยหลายจุดเลย

ข้ามถนนใหญ่หน้าโบสถ์ตรงเข้าสู่ Casco Viejo หรือเมืองเก่าลาปาซ เดินขึ้นทางชันตรงไปจนถึง Teatro Municipal “Alberto Saavedra Pérez” ที่ Plaza Wenceslao Monrroy ตรงหัวมุมถนน Calle Indaburo

เหนื่อยเหมือนกันครับเพราะอากาศเบาบางและแดดแรงมาก

เลี้ยวซ้ายเข้าถนนด้านข้างโรงละคร ตรงไปไม่ไกลก็เห็น Museo de Instrumentos Musicales (Museum of Musical Instruments) ที่หัวมุม Calle Apolinar Jaén (Calle Jaén) ถนนสายนี้ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพถนนในยุคโคโลเนียลแม้จะมีการปรับปรุงบ้านเรือนในศตวรรษที่ 18 ให้เป็นบูติคแกลเลอรี่ชื่อ Galería Mamani Mamani และพิพิธภัณฑ์เล็กๆ 5 แห่งคือ Museo de Instrumentos, Museo de Metales Preciosos, Museo del Litoral Boliviano, Museo Casa Murillo และ Museo Costumbrista Juan de Vargas

เลี้ยวขวาเข้าถนน Calle Jaén เดินผ่านคาเฟ่เก๋ๆ และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไปออกประตูโค้งอีกทางแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Calle Sucre อีกราว 350 เมตรจนถึง Hotel La Paz ถ้าเลี้ยวขวาก็จะเข้าถนน Junin ลงไปยัง Plaza Murillo แต่เราเดินตรงต่อไปจนถึงห้าแยกใหญ่ เลี้ยวซ้ายขึ้นถนน Colon ถึงสี่แยกเลี้ยวขวาเดินไปตามเส้นทางขึ้นเขาผ่านบันไดสูงทางซ้ายมือไปก่อนแล้วค่อยแยกซ้ายไปขึ้นบันไดไปยังจุดชมวิว Mirador Killi Killi

ชมวิวกรุงลาปาซซึ่งอยู่ในแอ่งกระทะด้านล่างโดยมีภูเขาสูงล้อมรอบเมือง บนยอดเขาข้างหน้าคือเมือง El Alto ที่ช่วงบ่ายเราจะเดินไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปที่นั่นกัน

เที่ยงแล้ว เดินกลับทางเดิมลงไปที่ถนน Calle Sucre เลี้ยวขวาไปนิดแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Junin เดินลงทางลาดอีกไม่ไกลก็จะถึง Plaza Murillo จัตุรัสสำคัญกลางกรุงลาปาซ

รอบๆ จัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Catedral Basílica de Nuestra Señora de La Paz (Cathedral Basilica of Our Lady of Peace) หรือ La Paz Cathedral โบสถ์สไตล์นีโอคลาสสิกประจำเมืองที่สร้างแล้วเสร็จครั้งแรกในปีค.ศ. 1692 หลังใช้เวลาก่อสร้างนานร่วม 70 ปี

Asamblea Legislativa Plurinacional (Plurinational Legislative Assembly) อาคารสภานิติบัญญัติแห่งชาติโบลิเวีย และ Palacio Quemado (Burnt Palace) หรือ Palace of Government บ้านพักของประธานาธิบดีแห่งโบลิเวีย

เดินเข้าถนน Calle Socabaya ข้าง La Paz Cathedral ลงทางลาดจนถึงถนนใหญ่ข้างล่าง ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวาเดินกลับไปยัง Basílica de San Francisco (Basilica of San Francisco) อีกครั้ง

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Sagarnaga ด้านข้างโบสถ์เดินกลับทางเดิมไปโรงแรม แวะหาอะไรกินมื้อเที่ยงแถวโรงแรมก่อน ร้านอาหารระดับกลางๆ ที่ลาปาซราคาไม่แพงคือ 35-45 BOB (Bolivian boliviano หรือ Bs.) ประมาณ 160-200 บาท น้ำ 6-8 BOB ราคาพอๆ กับบ้านเรา

เข้าโรงแรมไปนั่งพักตากแอร์และรอให้แดดเบาลงหน่อย

บ่ายแก่ๆ ออกจากโรงแรมเดินตามถนน Sagarnaga ขึ้นทางชัน (คนละทางกับเมื่อเช้า) เดินนิดเดียวก็ถึงสี่แยก เลี้ยวขวาเดินตรงราว 500 เมตรจนถึงวงเวียนของ Plaza Juariste Eguino

เดินอ้อมวงเวียนโคตรวุ่นวายไปทางขวาเพื่อตรงเข้าถนนแคบๆ (ถนนข้างหน้าในรูป) ออกไปที่สี่แยกใหญ่ มองไปทางขวาก็เห็นโบสถ์ Iglesia La Recoleta

เลี้ยวซ้ายเดินขึ้นทางชันอีกราว 400  เมตรก็ถึงอีกวงเวียนหนึ่ง เลี้ยวขวาเดินไปยังสถานีรถไฟ Estación Central
(ถ้าเดินตรงผ่านสถานีรถไฟไปแล้วเลี้ยวขวาระยะทางประมาณ 850 เมตรก็จะถึงทางเข้าสถานีรถบัสกลาง Terminal de Buses La Paz)

เดินเข้าไปในอาคารสถานีรถไฟที่ไม่น่าจะใช้งานแล้วทะลุออกไปด้านหลังก็มีป้ายสถานี Mi Teleférico (My Cable Car) ชื่อ Taypi Uta อาคารนี้คือสถานีกระเช้าลอยฟ้าสายสีแดง (Linea Roja)

Mi Teleférico (My Cable Car) หรือ Teleférico La Paz–El Alto คือเครือข่ายกระเช้าลอยฟ้าในเมืองที่สูงและยาวที่สุดในโลก

โดยทั่วไปเคเบิ้ลคาร์จะออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ Mi Teleférico ที่สร้างเมื่อปีค.ศ. 2014 กลับสร้างเพื่อใช้เป็นระบบขนส่งมวลชนที่ช่วยแก้ไขปัญหารถติดในเมืองหลวง โดยใช้เป็นเส้นทางลัดจากกรุงลาปาซไปยัง El Alto เมืองที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ของประเทศ

photo credit: saexpeditions.com

เข้าคิวซื้อตั๋วราคาเที่ยวละ 3 BOB (ประมาณ 14 บาท) แล้วนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นเขา

เคเบิ้ลคาร์เปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ 06.00-23.00 น. วันอาทิตย์เปิด 07.00-21.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.miteleferico.bo

กระเช้าจอด 1 ครั้งที่สถานี Cementerio Ajayuni (Cementerio General) จากนั้นก็ขึ้นไปสุดสายที่สถานี Estacion Teleférico “16 de Julio” เมือง El Alto ที่ความสูง 4,095 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ชมวิวกรุงลาปาซที่อยู่ในแอ่งกระทะด้านล่างจากจุดชมวิว Mirador Titanic

เดินดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่มาขายของทุกสิ่งอย่างที่ตลาดนัด มั่วซั่วเละเทะเต็มฟุตบาทและถนนด้านหน้าทางเข้าสถานีเคเบิ้ลคาร์ไปหมดครับ 55 เน่าดี ชอบๆๆ

เริ่มเย็นแล้ว สมควรแก่เวลากลับโรงแรม เพราะที่ El Alto มีประชากรมาก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ทำให้มีเหตุอาชญากรรมค่อนข้างมาก ลาปาซก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ข้อแนะนำคือต้องระวังตัวตลอดเวลาที่เดินในที่สาธารณะและไม่ควรอยู่นอกที่พักก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและหลังพระอาทิตย์ตก ถ้าเครื่องบินออกเช้าตรู่หรือมาถึงตอนมืดแล้วให้โรงแรมเรียกแท็กซี่ให้จะดีที่สุด ยอมจ่ายแพงหน่อยเซฟกว่า หรือใช้บริการแท็กซี่ที่ไว้ใจได้โดยให้สังเกตุว่ามีป้ายชื่อบริษัทแท็กซี่และเบอร์โทรอยู่บนหลังคารถมั้ย? ถ้าไม่มีป้ายก็อย่าขึ้นเพราะอาจเป็นแก๊งมิจฉาชีพลักพาตัวหรือพาไปปล้นฆ่าชิงทรัพย์ได้ แต่ก็อย่ากังวลจนเกินไปนะครับ เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุกเอา รู้ทางหนีทีไล่และสิ่งที่ควรทำจะช่วยคุ้มครองเราให้ปลอดภัยได้

La Paz มีเสน่ห์จากความดิบเถื่อนนี่แหละ พูดตรงๆ ผมชอบมากกว่าเปรูที่หลายอย่างดูปรุงแต่งเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะด้วยซ้ำครับ แต่ปัญหาน่าปวดหัวที่สุดคงเป็นเรื่องรถติดมากกก ขอบอกเลยว่าติดหนึบสูสีกับกทม. เลยครับ 55

จ่ายค่ากระเช้าอีก 3 BOB และนั่งลงเขาไปที่สถานี Taypi Uta เหมือนเดิม เดินตามเส้นทางเดิมกลับไปหาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นใกล้ๆ โรงแรม และซื้อขนมปังตุนไว้กินตอนเช้าพรุ่งนี้เพราะต้องออกแต่เช้า กินอาหารเช้าที่โรงแรมไม่ทัน

ค้างคืนที่ 2 ที่ La Paz

วันที่ 3 ใน Bolivia

เราไปเที่ยวทะเลเกลือสุดเวิ้งว้าง Salar de Uyuni” ใกล้เมือง Uyuni ทางทิศใต้ของกรุง La Paz แบบ one day trip โดยใช้วิธีการบินไปเช้าเย็นกลับ แล้วค้างคืนที่ลาปาซเป็นคืนสุดท้ายในโบลิเวีย

photo credit: www.geckosadventures.com

จะเจ๋ง แปลก มหัศจรรย์ น่าไปถ่ายรูปเท่ๆ แค่ไหน อ่านข้อมูลวิธีการเดินทางไป ค่าใช้จ่าย และชมรูปสวยๆ ได้ในรีวิวตอนหน้านะครับ

หลังกลับจาก Uyuni มาค้างคืนสุดท้ายที่ La Paz เราเดินทางต่อไปยังกรุง Mexico City เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก โดยสายการบิน Avianca เที่ยวบิน AV7391 (Operated by AeroGal) ซึ่งออกเดินทางในเวลา 07.56 น. ไปต่อเครื่องที่สนามบิน Lima ของเปรู

ไฟลท์บินระหว่าง La Paz กับเมืองหลักในทวีปอเมริกาเหนือ/อเมริกากลาง หายากหน่อยและมีราคาค่อนข้างแพงครับ ส่วนมากต้องไปต่อเครื่องที่สนามบิน Lima หรือ Bogotá ประเทศโคลอมเบีย สามารถ search เส้นทางที่ต้องการบิน เช่น flight La Paz to Mexico City จาก google เพื่อดูรายชื่อสายการบินได้เลย แล้วค่อยเข้าเว็บทางการของแต่ละสายการบินไปหาเวลาบินและค่าตั๋วอีกทีครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต