ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 3 “Apu Winicunca” พิชิตภูเขาสายรุ้งบนความสูงกว่า 5,000 เมตร

เที่ยวเอง รีวิว ภูเขาสายรุ้ง เปรู cusco rainbow mountain puno peru
Perú คือประเทศหนึ่งใน Latin America Trip ซึ่งเป็นทริปใหญ่ของเที่ยวเองในปีนี้

วันที่ 6 ในเปรู

โปรแกรมวันนี้ถือว่า “โหดสลัดรัสเซีย” ที่สุดของทริปนี้เลยครับ ร่างกายต้องพร้อมและจิตใจต้องมุ่งมั่นจริงๆ ถึงจะผ่านด่านนี้ไปได้

เมื่อวานเรากลับจาก Machu Picchu มาถึง Cusco ตอนค่ำ
อ่านรีวิวโคตรละเอียดและดูรูปสวยๆ ของมาชูปิกชู ได้ที่ ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 2 “Machu Picchu – Cusco” ตะลุยดินแดนลี้ลับแห่งอินคา

เราเดินทางจากทะเลแคริบเบียนลงสู่ทวีปอเมริกาใต้ ติดตามได้จาก 3 รีวิวด้านล่างนี้
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 1 “Havana” เมืองโคตรศิลป์เสน่ห์แห่งแคริบเบียน
ย้อนยุค 60s เที่ยวเอง CUBA ตอนที่ 2 “Trinidad” พูดเลย! สายติสท์ต้องถูกใจ
ข้ามโลก>>เที่ยวเองอเมริกาใต้ PERÚ ตอนที่ 1 “Lima” จุดตั้งต้นสู่เทือกเขาแอนดีส

อีก 15 นาที ตี 5 ทัวร์มารับที่โรงแรม Novotel Cusco ไป Apu Winicunca หรือ Rainbow Mountain เราโชคดีที่ทัวร์ไม่ได้นัดกลางดึกครับ บางคนต้องรอทัวร์มารับตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง วนไปรับลูกค้าตามโรงแรมที่พักต่างๆ

เราซื้อทัวร์ของ Rainbow Mountain Cusco ล่วงหน้า ราคา 40 USD + vat 3.20 USD (ประมาณ 1,400 บาท) รวมอาหารเช้าและกลางวัน และค่าเข้า 10 sol เห็นบางทัวร์ถูกกว่าคือ 70-80 sol (700-800 บาท) แต่บางบริษัทก็เป็น 100 USD เลยนะครับ

ขอเลือกทัวร์ที่แสดง schedule ของทริปชัดเจนว่าตอนไหนทำอะไร เสร็จกี่โมง กลับถึง Cusco ไม่เกินกี่โมง และได้คอมเมนท์ดีๆ ใน TripAdvisor เพื่อความชัวร์ดีกว่าครับ

เช็ครายละเอียดและจองทัวร์ได้ที่ Rainbow Mountain Cusco Tour

หลับบนรถประมาณ 2 ชั่วโมงมั้ง ไกด์ก็บอกให้ลงไปยืดเส้นยืดสายเดินดูของพื้นเมืองแป๊บนึงที่หมู่บ้าน Pitumarca ที่ความสูง 3,750 เมตรจากระดับน้ำทะเล

photo credit: news.southamerica.travel

นั่งรถอีกไม่นาน เกือบ 7 โมงครึ่ง แฮฟเบรคฟาสต์แบบบุฟเฟ่ต์ตักตามใจชอบประมาณ 40 นาที

คราวนี้นั่งรถตามถนนแคบๆ ขรุขระ โค้งไปโค้งมาตามไหล่เขา ข้ามภูเขาสูงลงไปยังแม่น้ำด้านล่าง

เบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดเริ่มต้นของการ hiking ขึ้นไปชม Montaña arcoíris (Rainbow Mountain)

จากตรงนี้สามารถขึ้นม้าไปได้เลย ม้า 1 ตัวต่อ 1 คน ราคา 60 sol (600 บาท) ถ้าจะขี่กลับด้วยราคา 90 sol

แต่เรามาที่นี่ด้วยใจที่ห้าวหาญว่าจะต้องเดินไปพิชิตระดับความสูงกว่า 5,000 เมตรเองให้ได้ครับ #มีความมุ่งมั่น

9 โมงครึ่ง เริ่มเดิน เดินประมาณ 15 นาที ไกลนะ เพิ่งถึงจุดขายตั๋วเอง แค่นี้ก็เริ่มเหนื่อยนิดๆ ละ 55

ตอนนี้เรายืนอยู่ที่ความสูง 4,477 เมตรจากระดับน้ำทะเล สูงกว่ามาชูปิกชู 2,047 เมตร และสูงกว่า Cusco 1,078 เมตร

ก่อนจะมา Rainbow Mountain ควรเตรียมความพร้อมด้วยการปรับตัวกับสภาพอากาศบนที่สูง เช่น Cusco ก่อนสัก 1-2 วัน และกินยา Diamox ช่วยตามที่แพทย์แนะนำด้วยนะครับ

ค่าทัวร์ของเรารวมค่าเข้า 10 sol เรียบร้อยแล้ว

เอาล่ะ ลุย! ทางเดินช่วงแรกไม่ค่อยชัน เดินได้เร็วหน่อย หรือว่ายังฟิตอยู่ก็ไม่รู้ พวกที่ขึ้นม้านำหน้าไปไกลละ

พอเดินไปไม่นานมากก็ต้องหยุดพักหายใจเพราะอากาศเบาบาง รู้สึกว่าเดินแค่ 300 ร้อยเมตรก็ต้องหยุดพักจิบน้ำที่แบกมาเป็นลิตรแล้ว

วิวระหว่างที่ช่วยให้หอบน้อยลงหน่อยนึง 555

ไกด์บอกว่าเราต้องเดินขึ้นเขาประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง – 3 ชั่วโมง

ถ่ายย้อนกลับไปทางจุดเริ่มต้น สวยเว่อร์อ่ะ!

เดินไปได้ประมาณครึ่งทางมั้ง ฝนก็เริ่มตกลงมาเม็ดใหญ่ สักพักก็กลายเป็นลูกเห็บ แป๊บเดียวแปลงร่างเป็นหิมะ เรายังเดินต่อไปจนมันไม่ใช่หิมะธรรมดา แต่มันเป็นพายุหิมะอ่อนๆ จุดนี้เดินต่อไม่ไหวละคร้าบ ขอเสียความตั้งใจขี่ม้าเลยดีกว่า ตกลงราคาที่คนละ 30 sol

ม้าไปส่งได้แค่ระดับนึงแต่ก็ช่วยย่นระยะทางได้เยอะอยู่ ตอนนี้เราอยู่ที่ความสูง 5,009 เมตรจากระดับน้ำทะเลแล้ว ยังต้องเดินต่อไปอีกไกลพอสมควรครับ เดินขึ้นทางเละชันฝ่าพายุหิมะต่อไป สู้โว้ย!

ทางก็โหดสลัด อ็อกซิเจนก็น้อย อากาศก็โคตรหนาว แต่ใจสู้ซะอย่าง ในที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึงจุดที่มองเห็น Montaña arcoíris ที่ระดับความสูง 5,200 เมตร (ถ้าจำตัวเลขที่ป้ายไม่ผิด) ตอนเที่ยงตรง

Montaña arcoíris (Rainbow Mountain) หรือที่รู้จักกันในชื่อภูเขา Winicunca ภูเขาที่ชาวอินคาเชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้คือส่วนหนึ่งของภูเขา Ausangate ในเทือกเขาแอนดีส สีสันไล่เฉดสีของภูเขาที่ดูเหมือนสายรุ้งนี้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แร่ต่างๆ และทรายแดงทับถมสะสมกันเป็นเวลาหลายล้านปี เป็นสภาพธรรมชาติสุดแปลกตาที่มีเพียงไม่กี่แห่งในโลก

ต้องบอกตามตรงว่าของจริงสีไม่สดเหมือนรูปที่เคยๆ เห็นมา อันนั้นเค้าแต่งสีเว่อร์ครับ และแทบจะเป็นไม่ได้เลยที่รูปวิวภูเขาสายรุ้งจะไม่เห็นคนอยู่ข้างล่างเพราะทัวร์จาก Cusco หลายบริษัทจะพามาขึ้นเขาในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่มีคนแปลว่าเค้า Photoshop ลบคนออกนะครับ

รูปนี้โชคดีที่คนเผ่นกลับไปเยอะเพราะหิมะตกหนัก เลยใช้ตัวบังคนที่อยู่ข้างล่างไม่มากได้เนียนเรย ^^

วันนี้เราแต่งตัวมาพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจึงเดินลุยและทนกับอากาศเลวร้ายได้แบบไม่มีปัญหา

ผมใส่เสื้อทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นในสุดเป็น heattech ช่วยเก็บความอบอุ่นให้อยู่กับร่างกาย ชั้นที่ 2 เป็นเสื้อยืดธรรมดา และชั้นนอกสุดคือ ML Rain Jacket แจ็คเก็ตกันลมและฝนของ The North Face ที่ใช้เทคโนโลยี Dryvent ในการผลิต ช่วยกันน้ำแต่ระบายอากาศได้เร็ว เมื่อเปียกจึงแห้งเร็ว แขนเสื้อสามารถปรับขนาดให้กระชับได้ มีกระเป๋าและช่องใส่ของเยอะ มีฮู้ดกันฝนและหิมะได้ด้วย ที่สำคัญน้ำหนักเบามากเหมาะสำหรับใช้เดินลุยแบบนี้สุดๆ

รองเท้า Mountain Sneaker สีเขียวดีไซน์สวยมาก ไม่หนาเทอะทะเหมือนรองเท้าเดินเขารุ่นเก่าๆ ใส่นุ่มสบายเท้าเพราะพื้นชั้นกลาง XtraFoam™ แต่รองรับแรงกระแทกขณะเดินหรือวิ่งได้ทั่วฝ่าเท้า The North Face ใช้เทคโนโลยี CRADLE™ ที่ช่วยปกป้องข้อเท้าเวลาขึ้นลงเขาได้เยี่ยมมากๆ หน้าผ้าตาข่ายช่วยระบายความร้อนได้เร็ว และมีน้ำหนักเบาอีกต่างหาก คู่นี้เป็นรองเท้า hiking ที่สามารถใส่เดินในเมืองในชีวิตประจำวันได้เลย

ส่วนน้องชายใส่ Soft Stretch Wind Jacket ของ The North Face เหมือนกัน แจ็คเก็ตตัวนี้ดูไม่หนาเหมือนจะกันหนาวได้ไม่มาก แต่จริงๆ คือโคตรดี เนื้อผ้าทำจาก polyester 100% ที่มีความยืดหยุ่นทำให้ใส่นุ่มสบาย นอกจากนี้ยังสามารถกันลมได้ในระดับ 20CFM พร้อมฮู้ดดี้ที่ปรับขนาดให้กระชับพอดีได้

รองเท้าที่ใช้คือ Hiking Shoes ที่ผลิตโดยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด TNF™ FastFoam™ ซึ่งโดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาแต่รองรับน้ำหนักตัวเวลาเดินได้ดีมาก เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกลโดยเฉพาะ พื้นรองเท้าช่วยทำให้นุ่มสวมใส่สบายทั้งฝ่าเท้า เนื้อผ้ากันน้ำได้และระบายความร้อนได้เร็ว พื้นชั้นนอกยึดเกาะได้ทุกสภาพพื้นผิว ทั้งฝนและหิมะตกขนาดนี้เดินคล่องไม่มีลื่นครับ

ยืนพักเหนื่อย เอ้ย! ฟิน อยู่ครึ่งชั่วโมง อากาศดีขึ้นกว่าเดิม แต่หมดเวลาชื่นชมภูเขาสายรุ้งแล้ว พวกขี่ม้าน่าจะใกล้ถึงทางออกแล้วมั้ง 55

ขาลงเขาเดินได้เร็วกว่าขาขึ้น ใช้เวลา 2 ชั่วโมงพอดี

ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอครับ

จุดนี้ทั้งเหนื่อยและหิว ต้องนั่งรถอีกชั่วโมงครึ่งกลับไปกินข้าวที่ร้านอาหารเดิม หลับแบบสลบครึ่งตายสิครัช! สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนถึงร้านเลย

ได้กินข้าวกลางวันตอน 4 โมงเย็น พูดเลย *หิวจนไส้ชา* ซัดแหลกดิ 555

นั่งรถอีกราว 2 ชั่วโมงครึ่งก็กลับถึง Cusco ที่จัตุรัสใกล้กับ Plaza Mayor (Plaza de Armas) เกือบ 1 ทุ่ม หาซื้อของกินง่ายๆ กลับไปกินที่โรงแรมเพราะยังอิ่มอยู่เลย

ผลัดกันอาบน้ำและจัดกระเป๋าเตรียมตัวนอนบนรถบัสไป Puno, Copacabana และ La Paz ของประเทศโบลิเวียซึ่งจะออกตอน 4 ทุ่ม

เราจองห้องของ Novotel Cusco คืนนี้เป็นคืนที่ 4 เพื่อจะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังไปเดินเขามานี่แหละครับ ไม่งั้นไม่มีที่อาบน้ำ คงนอนบนรถไม่หลับแน่ๆ

3 ทุ่ม เช็คเอาท์และให้โรงแรมโทรเรียกแท็กซี่ไปสถานีรถบัสของ Peru Hop (Hop Private Terminal – Cusco) ที่ Avenida Alameda Pachacutec 499 B ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ Estación Wanchaq (ที่เดียวกับสถานีรถบัสของ Inka Express) ค่าแท็กซี่ 7 sol (70 บาท)

ค่าแท็กซี่ทั่วไปจาก Plaza Mayor ถึงสถานีรถบัส 5-6 sol ถ้าเรียกแท็กซี่ ANGELES โทร. 084 222266 ราคา 7 sol

สถานีรถบัสจะเปิดก่อนเวลารถออก 1 ชั่วโมง ไม่มีที่ฝากกระเป๋า ไม่มีร้านขายของกินและน้ำ แต่มีห้องน้ำ

รถบัส Cusco – Puno – Copacabana – La Paz เป็นเส้นทางยอดฮิต (รถไฟไม่มีแล้ว เหลือแต่ขบวนหรูหราแพงมากเท่านั้น) จึงควรซื้อตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ค่าตั๋วรถบัสราคา 59 USD เราซื้อ Floating Islands Tour เพิ่มอีก 10 USD มี service charge อีก 3.45 USD = 72.45 USD (2,360 บาท)

เช็คตารางเวลา ค่าตั๋วรถบัส+อ๊อปชั่นทัวร์ และซื้อออนไลน์ได้ที่ Peru Hop bus แล้วเลือกเส้นทางที่ต้องการเดินทาง เช่น Peru Hop bus Cusco – La Paz

เช็คจากเว็บไซต์ของ Bolivia Hop ซึ่งเป็นบริษัทร่วมกันก็ได้ เช่น Bolivia Hop bus Cusco – La Paz

หรือ ไปซื้อที่ออฟฟิศที่ 172 Meson de la Estrella วันจันทร์-ศุกร์ 09.30-20.30 น. วันเสาร์ 09.30-19.30 น. วันอาทิตย์ 10.30-20.30 น.
เช็คแผนที่ได้ที่ Contact Peru Hop

อ่านข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับรถบัสเส้นทาง Cusco – Puno – Copacabana – La Paz ได้ที่ howtoperu.com

22.00 น. รถบัส Bolivia Hop ออกเดินทาง (ควรไปถึงก่อนเวลารถบัสออก 30 นาที)

แนะนำให้นั่งชั้น 2 ท้ายสุดนะครับ มีที่วางกระเป๋าหลังเบาะกว้างและเอนเบาะได้เยอะ ไม่ต้องเกรงใจใคร

รถบัสของบริษัทนี้พรีเมี่ยมครับ ปลอดภัย ไม่เคยมีประวัติถูก hijack ระหว่างทาง ไกด์จะช่วยแนะนำเรื่องการทำ visa on arrival ที่ด่านชายแดนให้ถ้าผู้โดยสารยังไม่มีวีซ่าโบลิเวียด้วย

เดี๋ยวข้อมูลละเอียดจะเขียนในรีวิวตอนหน้าให้อีกทีนะครับ

photo credit: www.peruhop.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต