4 วัน เดินไกลพิชิต 3 เขาวิวสุดปังแห่ง “NORWAY” เที่ยวเอง < Kjeragbolten - Preikestolen - Trolltunga >

เที่ยวเอง รีวิว เดินเขา นอร์เวย์ tieweng review kjeragbolten preikestolen trolltunga hiking trekking norway

นอร์เวย์” ประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวงดงามมากมายตั้งแต่เหนือจรดใต้

ทริปนี้เป็นการมานอร์เวย์ครั้งที่ 4 แล้ว (น่าจะต้องมาอีก 2-3 ครั้งถึงจะเที่ยวได้ครบ) ครั้งนี้เราตั้งใจมาเพื่อเดินเขาเอาวิวทั้งสวย ทั้งเสียว ทั้งโหด กลับไปเก็บไว้ในอัลบั้มส่วนตัว แต่ก็ไม่ลืมเอามากแฟนเพจให้ได้ชมกัน

ใครใฝ่ฝันอยากพิชิต 3 เขาชื่อดัง Kjeragbolten – Preikestolen – Trolltunga เหมือนกับเรา อ่านวิธีการเดินทาง ความยากง่าย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในรีวิวนี้ได้เลยครับ

การเดินเขาในนอร์เวย์ด้วยตัวเองทำได้เฉพาะแค่ช่วงฤดูร้อน (ประมาณมิ.ย.- กลางก.ย.) เราจึงเลือกมาช่วงปลายหน้าร้อนที่อากาศเริ่มเย็นขึ้นและพ้นช่วง high season แล้ว นักท่องเที่ยวจะได้น้อยลงหน่อย

เริ่มต้นที่เขาแรกคือ Kjerag

photo credit: www.pizzatravel.com.ua

Kjeragbolten คือก้อนหินทรงรีขนาดใหญ่ที่ขัดอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าผาสูงชันสองข้างของภูเขา Kjerag (เชรัก) เหนือธารน้ำ Lysefjorden ใกล้หมู่บ้าน Lysebotn ห่างจากเมือง Stavanger เกือบ 140 กิโลเมตร ด้านหลังหน้าผามีทางแคบๆ ให้เดินขึ้นไปถ่ายรูปบนก้อนหินสุดเสียวไส้ได้

วิธีการเดินทางจากประเทศไทยที่สะดวกที่สุดคือบินไปยัง Stavanger (สตาวังเงอร์) เมืองท่าสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของนอร์เวย์ โดยต้องเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้งที่เมืองหลักของนอร์เวย์หรือประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น Oslo, Copenhagen

เราบินโดยสายการบิน SAS จากสนามบิน Kastrup กรุง Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก มาถึง Stavanger Lufthavn Sola หรือสนามบิน Stavanger ตอนเย็น

นั่งรถบัส Flybussen เข้าตัวเมือง Stavanger ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไปทางทิศเหนือ 13.5 กิโลเมตร ไปลงที่สถานีรถบัสกลาง Byterminalen (ติดกับสถานีรถไฟกลาง Stavanger S) ในเว็บบอกค่าตั๋ว 136 NOK แต่เราซื้อจากคนขับราคา 160 NOK มีรถบัสทุก 15-20 นาที

เช็คเวลาและค่ารถได้ที่ www.flybussen.no
เลือก From airport > Stavanger/Sandnes SVG > Travel to Byterminalen, Lane 2 (Main Bus Station)

ไป Kjerag

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ที่พักของเราอยู่ระหว่างสถานีรถบัสกับท่าเรือครับ

photo credit: gardkarlsen.com

ก่อนไปเดินเขาทุกครั้ง ขอแนะนำให้เตรียมรองเท้าเดินเขา เสื้อกันลม กระเป๋าเป้ แว่นกันแดด ครีมกันแดด และที่สำคัญคืออาหารและน้ำดื่ม พกน้ำเกลือแร่ไปด้วยก็ดี เพราะข้างบนเขาไม่มีอะไรขายนะครับ

เดินประมาณ 600 เมตรไปสถานีรถบัสกลาง Byterminalen

ขึ้นรถบัสของ Go Fjords ตอน 7 โมงครึ่ง ไปยัง Øygardstøl ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ค่ารถไป-กลับสำหรับผู้ใหญ่ 640 NOK (ประมาณ 2,300 บาท)

เช็คเวลารถบัสและซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ gofjords.com

10 โมงตรง ถึง Øygardstøl จุดเริ่มต้นเดินขึ้นเขา Kjerag

มีเวลาเดินขึ้นเขาและกลับลงมาขึ้นรถกลับ Stavanger 6 ชั่วโมง ถ้าบ่ายโมงแล้วยังเดินไม่ถึง Kjeragbolten ต้องเดินกลับแล้ว ไม่งั้นอาจจะไม่ทันรถออกตอน 16.15 น. ได้

วันนี้โชคไม่ค่อยดีครับ ฝนตกแรงบ้างเบาบ้างตลอดทาง สายแล้วฟ้าก็ยังไม่เปิด แต่ฝนไม่แรงแล้ว

ในใจคิดว่าจะเดินขึ้นไปถึงหรอ ทางเป็นหินชันมาก พอเปียกนี่โคตรลื่นเลย ความอันตรายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่ไหนๆ เดินทางมาตั้งไกลขนาดนี้ ถ้าไม่พยายามให้ถึงที่สุดคงไม่ใช่ “เที่ยวเอง” แล้ว #สตรองมาก 555

เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็ลุย!

ทางเดินขึ้นช่วงแรกชันและลื่นมาก ต้องสาวโซ่เหล็กช่วยดึงตัวขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นไม้เทรคกิ้งไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ แต่ควรพกแจ็คเก็ตกันลมไปเผื่อด้วยแม้จะมาในหน้าร้อนก็ตาม

ผ่านด่านโหดปานกลางตั้งแต่แรกมาได้ สภาพยังดูดีอยู่ครับ 555

เดินข้ามเขาลูกแรกสูง 825 เมตรไปก็จะเจอทางเรียบกว้าง

ตอนนี้เราเดินมาได้ 1.1 กิโล เหลืออีก 3.5 กิโลก็จะถึง Kjeragbolten

เดินมุ่งหน้าไปข้ามเขาลูกที่ 2 ที่ระดับความสูง 890 เมตร

จากตรงนี้เหลือระยะทางอีก 2.8 กิโลเอง #ยิ้มอ่อน 55

ช่วงต่อไปเป็นทางลงเขา ชันมาก ค่อยๆ กระดึ๊บลงเรื่อยๆ เดินข้ามธารน้ำไปขึ้นเขาลูกสุดท้าย

โค้งสุดท้ายเป็นเส้นทางหฤโหด ดูความชันเอาเองละกัน ต้องสาวโซ่เกือบตลอดทาง ช่วงนี้ชันและไกลมาก ถ้าอากาศร้อนอาจลมจับได้เลยนะเนี่ย

รอดด่านสุดโหดมาได้อย่างปลอดภัย บนเขาเป็นทางโล่งกว้าง ค่อนข้างเรียบ แต่ลมแรงมากกก เดินอีกไม่นานมากก็เจอป้ายที่ให้กำลังใจเราสุดๆ เย่! ใกล้ถึงแล้ว

ในที่สุด เราก็ฝ่าพายุฝน (บางช่วงมีลูกเห็บด้วย) มาจนเห็น Kjeragbolten อยู่ข้างหน้าแล้ว ใช้เวลาเดินเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งเลย

เดินไปทางซ้ายอ้อมไปด้านหลังหน้าผามีทางแคบๆ ให้ขึ้นไปแอ็คท่าถ่ายรูปบนก้อนหินได้

Kjeragbolten คือก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขัดอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมานับพันปี จุดนี้อยู่สูงจากผิวน้ำของฟยอร์ดชื่อ Lysefjorden ข้างล่างกว่า 1,000 เมตร

วันนี้ฝนตกเละ ก้อนหินลื่นแน่นอน ยอมรับว่าใจไม่ถึงพอ ก่อนจะข้ามไปบนก้อนหินลองมองลงไปข้างล่าง โอ้ว! สูงมาก โคตรเสียว (แนะนำว่าไม่ควรมองลงไป) แต่ถ้าพื้นแห้งดีคงกล้าขึ้นไปยืนบนหินชัวร์ๆ

แม้ว่าภาพจะดูอันตราย แต่จริงๆ สามารถขึ้นไปบนก้อนหินได้อย่างปลอดภัย ขอแค่ใส่รองเท้าที่เหมาะสมและมีคุณภาพดี บวกความใจกล้าก็สามารถโพสต์ท่าถ่ายรูปเท่ๆ บนก้อนหินสุดเสียวไส้ได้แล้ว

แต่ยังไงเพื่อความไม่ประมาท เราจึงเลือกทำประกันเดินทางของ AXA แบรนด์ประกันอันดับ 1 ของโลก 10 ปีซ้อน ซึ่งตอบโจทย์ด้วยความคุ้มครองที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ มี Hotline บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง จะได้เดินป่าเดินเขาได้แบบอุ่นใจหายห่วง

นอกจากคุณสมบัติทั่วไปของประกันเดินทาง เช่น คุ้มครองกรณียกเลิกเที่ยวบิน กระเป๋าเดินทางเสียหาย ข้อดีอีกอย่างของ AXA คือได้รับการรับรองจากสถานทูตในกลุ่มเชงเก้น แถมถ้าขอวีซ่าไม่ผ่านยังคืนเงินให้เต็มอีกด้วย

ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ ของ AXA ได้ที่ www.facebook.com/AXAThailand นะครับ

แค่การเดินเขาที่แรก เราก็โดนสภาพอากาศจัดหนักซะแล้ว ทั้งลม ทั้งฝน ทั้งลูกเห็บ กระหน่ำตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดิน จนถึงช่วงหนึ่งที่เราถึงกับคิดว่า “จะเดินถึงหรอ? เดินกลับดีมั้ย?”

แต่ด้วยความตั้งใจมาพิชิต 3 เขานี้ให้ได้ตั้งแต่แรกและอุตส่าห์เดินมาตั้งไกลแล้ว มันต้องไปต่อให้ถึงสิ! ต้อง Know You Can เชื่อมั่นในพลังของตัวเองสิ คนแก่กว่าเรายังทำได้เลย เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน จึงเกิดแรงฮึดเดินไปจนถึงได้ในที่สุด

พักกินข้าวที่เตรียมใส่เป้มาไป ชมน้ำตก Kjeragfossen ไปด้วย

บ่ายสอง เดินกลับทางเดิม ขาลงเขาง่ายกว่านิดหน่อยเพราะฝนหยุดสนิท ท้องฟ้าโปร่งขึ้น แต่ต้องระมัดระวังมาก เพราะถ้าลื่นก็จะไถลลงเขาไปเลย อันตรายไม่เบาครับ ใช้ราว 1 ชั่วโมง 45 นาที รวมระยะทางเดินทั้งสิ้น 10 กิโลเมตรพอดี

จริงๆ ภาพรวมของ Kjeragbolten คือไม่ได้เดินไกลมาก เส้นทางช่วงแรกกับช่วงกลางชันและยากพอสมควร แต่ถ้าอากาศดีๆ ก็เดินได้ไม่โหดมากครับ

รถบัสออกตอนเย็นรอบเดียวตอน 16.15 น. เท่านั้น ต้องเดินลงเขามาขึ้นรถให้ทัน รถไม่รอนะครับ

นั่งรถกลับ Stavanger อีก 2 ชั่วโมงครึ่ง

เขาที่ 2 คือ Preikestolen

Preikestolen (เพรกกะสตูเลน) หน้าผาชื่อก้องโลกซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังจากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของภูมิประเทศแบบฟยอร์ดที่เป็นเอกลักษณ์ของนอร์เวย์

จาก Stavanger เหมือนเดิม เดินจากที่พักผ่านกลางเมืองไปท่าเรือ Fiskepiren (Stavangerregionen havn IKS) ระยะทางราว 1 กม. เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากไปหมู่บ้าน Tau

ปลายปี 2019 ได้ข่าวว่าอุโมงค์ใต้ทะเลสร้างเสร็จแล้วสามารถขับรถลอดใต้ทะเลไป Tau ได้เลยโดยไม่ต้องข้ามเรือครับ ช่วยประหยัดเวลาได้อีก

photo credit: www.researchgate.net

นั่งเรือข้ามทะเล 45 นาทีไปต่อรถบัสของ Go Fjords ซึ่งจอดรออยู่ที่นั่น

เส้นทางนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย. ถึง ปลายก.ย.

ค่าเรือ+รถบัส ราคาไป-กลับ 490 NOK
ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ gofjords.com

เรือออกจาก Stavanger ทุก 45 นาที ตั้งแต่ 07.30-11.15 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ หลังจากนั้นจะมีเรือทุก 30 นาทีบ้าง 45 นาทีบ้าง วันเสาร์-อาทิตย์มีรอบเรือน้อยกว่าวันธรรมดานิดหน่อย

เช็คตารางเวลาเรือและรถบัสไป-กลับได้ที่ gofjords.com/timetable

หรือจะใช้บริการของ Pulpit Rock Bus ได้ตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ย.
เช็คข้อมูลได้ที่ www.pulpitrock.no

นั่งรถบัสของ Go Fjords จาก Tau อีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดเริ่มต้นเดินขึ้น Preikestolen

ตอนนี้เรายืนอยู่ที่ความสูง 270 เมตรจากระดับน้ำทะเล ต้องเดินป่าไต่ระดับขึ้นเขาอีก 3.8 กิโลเมตร

ทางเดินขึ้น Preikestolen ไม่โหดเท่า Kjerag ครับ เส้นทางรวมๆ ไม่ชันมาก ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไป

ช่วง 1 กิโลเมตรแรกเป็นเส้นทางป่าค่อนข้างทึบ อากาศเย็นสบาย

หลังข้ามมาได้ 2 เนินก็เป็นทางเรียบๆ เดินพักเหนื่อยได้

จากนั้นจะเจอทางชันมากและไกลพอสมควร ช่วงนี้คือเหนื่อยที่สุดครับ

พอผ่านช่วงหนักไปได้ก็เป็นลานหินโล่งกว้าง จากตรงนี้เดินเลาะขอบเขาอีกไม่ไกลมากก็ถึงจุดถ่ายรูป Preikestolen แล้ว ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

Preikestolen (Pulpit Rocks) คือแผ่นหินขนาดยักษ์ที่มีลักษณะเป็นลานกว้างขนาด 25×25 เมตร ยื่นออกไปเป็นหน้าผาแนวดิ่งลึก 604 เมตร ลงสู่ Lysefjord ที่อยู่ด้านล่าง

ถ่ายรูปฟยอร์ด Lysefjord อีกทางหนึ่งก็สวยสุดๆ ครับ

เดินไปยังหน้าผารอคิวถ่ายรูป ที่นี่ยอมรับว่าไม่กล้าไปนั่งห้อยขาเพราะลมแรงมาก พัดมาแต่ลูกแทบปลิวเลย 55

ปีนผาชันพอสมควรแล้วเดินอีกไม่ไกลไปเอาวิวจากมุมสูงครับ

2 วัน พิชิต 2 เขา ถ้า Know You Can เชื่อมั่นว่าเราต้องทำได้ มันก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถครับ

หาทำเลเหมาะๆ นั่งกินข้าวเที่ยงที่เตรียมใส่เป้มา ก่อนเดินตามเส้นทางเดิมลงเขา

ขาลง เดินได้เร็วกว่านิดหน่อย ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 20 นาที ก็กลับถึงจุดขึ้นรถบัสแล้ว

นั่งรถบัสของ Go Fjords รอบ 15.05 น. กลับไปลงที่หมู่บ้าน Tau แล้วขึ้นเรือข้ามฟากกลับท่าเรือ Stavanger

เดินเล่นในเมืองและค้างอีก 1 คืน

เขาที่ 3 คือ Trolltunga

Trolltunga (โทรลล์ทุงงา) คือแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ยื่นเป็นแนวนอนออกจากหน้าผาสูงเกือบ 1.2 กิโลเมตร

จาก Stavanger ต้องเดินทางไปเมือง Odda โดยรถบัส Kystbussen สาย NW400 (ไป Bergen) จากสถานีรถบัสกลาง Byterminalen ใน Stavanger sentrum รถบัสออกเวลา 11.15 น. (วันอาทิตย์)

เช็คตารางเวลาและซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.nor-way.no

นั่งรถไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าเรือ Mortavika ตอนเที่ยง นั่งเรือ 25 นาทีไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ Arsvågen Ferjestø นั่งรถบัสอีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีรถบัส Aksdal terminal ก่อนบ่ายโมง รอรถบัสสาย NW180 ออกอีก 35 นาที ถึงท่ารถบัส Seljestad vektstasjon 15.23 น.

ระหว่างทางผ่านน้ำตก Langfoss อีกข้างคือฟยอร์ดที่มีรุ้งกินน้ำเต็มวงพอดีเลย

รอรถเมล์ Skyss สาย 862 ที่ Seljestad vektstasjon 2 นาที นั่งอีก 25 นาทีก็ถึงสถานีรถบัส Odda busstasjon ในเวลา 15.50 น.  

ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง 35 นาที ค่ารถรวม 412 NOK (ราคาปี 2020 ขึ้นเป็น 439 NOK) ถ้าซื้อออนไลน์จะถูกกว่า 59 NOK

เส้นทางก่อนถึงตัวเมือง Odda วิวดีงามตลอดทางเลย

สถานีรถบัส Odda busstasjon อยู่หน้าโบสถ์ Odda kirke ริม Sørfjorden

ลงรถเมล์ก็เห็นมุมเอกลักษณ์ของ Odda เลย

แต่ตอนนี้สถานีรถบัสของ Odda น่าจะย้ายจากริมน้ำไปอยู่ใกล้ Odda commune ทางทิศใต้ ก่อนถึงสถานีเดิมประมาณ 500 เมตร

ที่พักของเราเป็น Airbnb อยู่ด้านหลังอาคาร Odda Turistinformation (หลังสีแดง) ไม่ไกลครับ

เดินเล่นในเมืองเล็กๆ กินข้าวเย็นที่ร้านอาหารไทย และค้างคืนที่ Odda

ไป Trolltunga

วิธีการเดินทางไปด้วยรถสาธารณะจาก Odda คือรถบัส Trolltunga Shuttle ของ Odda Taxi (OT) และ Taxi/Bus Odda (TBO) ไปลงที่ P2 Skjeggedal

อ่านข้อมูลเรื่องเวลารถบัส ป้ายที่จอด วิธีการเดินทางมาจาก Bergen และ Oslo ได้ที่ Trolltunga information

เราซื้อตั๋วของ Odda Taxi รอบ 6 โมงครึ่ง และกลับเวลา 5 โมงเย็น ราคา 250 NOK (เกือบ 900 บาท) ซึ่งแพงกว่า Taxi/Bus Odda นิดหน่อย เพราะวันนั้นรถเต็มแล้ว
ซื้อตั๋วได้ที่ Odda Taxi

ส่วนของ Taxi/Bus Odda มีรถให้บริการวันพุธ-อาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. – 30 ก.ย.
ซื้อตั๋วได้ที่ www.taxibusodda.com

รถออกจากท่ารถเยื้องกับสถานีรถบัส Odda busstasjon

นั่งรถขึ้นเขาครึ่งชั่วโมงก็ถึงลานจอดรถ P2 Skjeggedal

จากจุดนี้ถ้าเลือกเดินไปยัง Trolltunga เลย ระยะทางคือ 14.3 กิโล ระดับความสูงประมาณ 445 เมตร เดินไป-กลับใช้เวลา 8-12 ชั่วโมง

เราตัดสินใจเดินครับ เดินไปขึ้นรถ Shuttle bus ไปลงที่ P3 Mågelitopp 555

Shuttle bus ให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 15 ก.ย. ขึ้นอยู่กับสภาพหิมะค่ารถจาก P2 Skjeggedal – P3 Mågelitopp ขาขึ้น 130 NOK ขาลง 100 NOK ถ้าซื้อตั๋วไป-กลับจะลดราคาขากลับ 30% เหลือ 70 NOK ต้องจ่ายด้วยบัตรเครดิตเท่านั้น ถ้ามาในช่วง peak season (ก.ค.-ส.ค.) ควรซื้อล่วงหน้าทาง www.trolltunganorway.com

ถ้าขับรถเองขึ้นไปยัง P3 Mågelitopp ค่าจอดรถคันละ 600 NOK ต่อวัน และต้องจองล่วงหน้าด้วย

นั่งรถตู้ขึ้นเขา เส้นทางชันสุดๆ คดโค้งขดไปขดมา ระยะทาง 4.3 กิโล ถ้าเดินขึ้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง

ขึ้นเขามาถึง P3 Mågelitopp ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดินไปยัง Trolltunga ที่ใกล้ที่สุดคือ 10 กิโลเมตร

ได้เวลาเหนื่อยกันแล้ว!

ขึ้นเนินช่วงแรกไปแล้วเดินไต่ระดับตามทางเดินไม่ชันและไม่ไกลมาก

จากนั้นเริ่มเจอทางชันขึ้นเรื่อยๆ ช่วงข้ามเขาสูงลูกแรกไกลพอสมควร แต่เดินไม่ยากเท่าไหร่

พอผ่านจุดพีคไปได้ก็เป็นทางค่อนข้างเรียบแต่ไกล

เดินขึ้นเขาไปจนถึงบ้านพักของ Mountain Guard ตรงนี้คือจุดครึ่งทางพอดี

เหลืออีก 5 กิโล เอง ไม่ไกลเล้ย 55

เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็ต้องหยุดถ่ายรูปวิวสุดงามของทะเลสาบ Ringedalsvatnet

จากนั้นเดินไกลมากกกก รวดเดียว แต่เส้นทางไม่ชันเท่าไหร่ ไปจนถึงจุดที่เห็น Trolltunga ผาหินที่ยื่นยาวออกไปเหนือผิวน้ำด้านล่าง 1,180 เมตร ใช้เวลาเดินทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

แม้จะเหนื่อยสุดๆๆ แต่เราก็พิชิตมันสำเร็จจนได้ เพราะเรามุ่งมั่นและตั้งใจมาที่นี่ตั้งแต่แรก Know You Can ครับ ถ้าเชื่อในพลังของตัวเอง รับรองว่าเดินมาถึงตรงนี้ได้แน่นอน

ผลัดกันไปต่อคิวถ่ายรูปตรงปลายหน้าผา รอประมาณ 20 นาทีถึงจะได้ถ่าย ขนาดเลยไฮซีซั่นมาหน่อยแล้วนะเนี่ย

ตอนนั่งก้มลงไปมองข้างล่าง พูดเลยว่าไม่เสียวอย่างที่คิดนะครับ แต่ยังไงก็ห้ามประมาทเด็ดขาด ไม่งั้น…

เดินขึ้นเนินสูงไปอีกหน่อยหามุมถ่ายรูปเจ๋งๆ ก่อนพักกินข้าวที่เตรียมมา

ต้องขอขอบคุณ AXA Thailand บริษัทประกันที่ทำให้เราทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ทั้งหมดในทริปนี้ได้อย่างสบายใจไร้กังวลครับ

ขากลับต้องเดินตามเส้นทางเดิมลงเขาอีก 10 กิโล กลับไปที่ P3 Mågelitopp ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที แล้วนั่งรถตู้ลงเขาอีก 4.3 กิโล ไปจ่ายเงินค่ารถอีก 70 NOK ตอนถึง P2 Skjeggedal

หลังจากเดินทนมา 20 กิโล ต้องขอนั่งพักเหยียดขาให้ยาวๆ จากความเหนื่อยล้าครู่ใหญ่ๆ

5 โมงเย็น นั่งรถบัสของ Odda Taxi ลงเข้ากลับไปยัง Odda

ค้างที่ Odda เป็นคืนที่สอง

จากเมือง Odda เราเดินทางต่อไปเมือง Bergen โดยรถเมล์ท้องถิ่นสาย 760

ซื้อตั๋ว 24 ชั่วโมง แบบ 3-7 โซนของเทศมณฑล Hordaland ราคา 255 NOK ผ่านแอปฯ Skyss Billett ไม่ต้องซื้อล่วงหน้าหลายชั่วโมงนะครับเพราะเวลาจะนับถอยหลังทันทีที่ซื้อ (เห็นคนซื้อจากคนขับได้ แต่ราคาอาจจะแพงกว่าและซื้อแค่ตั๋วเที่ยวเดียวก็ได้) ตั๋ว 24 ชั่วโมงนี้ใช้ขึ้นรถเมล์จาก Odda ไปถึง Bergen ใช้นั่งรถเมล์และรถรางในเมือง Bergen และใช้นั่งรถไฟ Light Rail สาย 1 ไป Bergen lufthavn, Flesland หรือสนามบินเบอร์เกนได้ด้วย

อัพเดทราคาได้ที่ www.skyss.no เลือก Tickets and Prices หรือ www.skyss.no/tickets

เช็คโซนต่างๆ ของ Hordaland ได้ที่ www.skyss.no/zone-map

อ่านข้อมูล Light Rail ไปสนามบินได้ที่ avinor.no

รถเมล์สาย 760 ออกจากสถานีรถบัส Odda busstasjon ในเวลา 09.40 น. ถึงท่าเรือ Årsnes kai ตอน 10.18 น. ลงรถแล้วต่อรถเมล์ท้องถิ่นสาย 740 ลงเรือนั่งข้ามฟยอร์ดตรงไปถึงสถานีรถบัส Bergen busstasjon บ่ายโมงนิดๆ

จาก Bergen เมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศจะเลือกเดินทางต่อโดยเครื่องบินไปเมืองหลักต่างๆ ของนอร์เวย์ เช่น Oslo, Stavanger, Ålesund, Tromsø หรือไปเมืองหลวงของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น Copenhagen, Stockholm ก็ได้ หรือจะนั่งรถไฟ รถบัส และเรือไปยังเมืองหลักและเมืองที่อยู่ไม่ไกลเกินไปต่อก็ได้

photo credit: haiwaiyou.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต