เที่ยวเอง..เที่ยวอีก “Copenhagen” เมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก

เที่ยวเอง รีวิว โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก copenhagen denmark

ทริปใหญ่อีกทริปประจำปี 2559 ของ “เที่ยวเอง” เกิดขึ้นในช่วงกลางถึงสิ้นเดือนตุลาคมครับ เราขอตั้งชื่อทริปนี้ว่า
“เก็บเกี่ยว..เที่ยวสแกนดิเนเวีย” เพราะเป็นการไปเที่ยวประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียคือ Denmark และ Norway ซ้ำอีกครั้งและเพิ่มเดสทิเนชั่นที่ยังไม่เคยไปคือ Faroe Islands และ Iceland ไว้ในทริปนี้ด้วย

photo credit: www.welt-atlas.de
photo credit: www.welt-atlas.de

อย่างที่รู้ๆ กันดีว่ากระแสความนิยมไปเที่ยว Iceland เพื่อตามล่าแสงเหนือกำลังมาแรงสุดๆ จนกลายเป็นเส้นทาง
ท่องเที่ยวใหม่ที่ฮอตฮิตขนาดถึงขั้นแซงทางโค้งเส้นทางยุโรปชื่อดังทั่วไปก็ว่าได้ แน่นอนครับว่า “เที่ยวเอง” ก็ต้องไม่พลาดการเดินทางไปลุยไอซ์แลนด์เช่นกันเพราะจะได้ไม่ตกเทรนด์ พวกเราชอบตามกระแสครับ 555 แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เหตุผลนั้นหรอกครับ แต่เป็นเพราะเราไปเที่ยวยุโรปมามากกว่า 10 ทริป สะสมไปแล้วกว่า 150 เมือง ของ 35 ประเทศ เหลือเส้นทางเที่ยวยุโรปอีกแค่ 3-4 ทริปก็น่าจะสมบูรณ์ในระดับที่น่าพอใจแล้ว จึงถึงคิวของประเทศไอซ์แลนด์พอดิบพอดี แต่จะไปแค่ไอซ์แลนด์ประเทศเดียวมันก็ง่ายไป จะบวกนอร์เวย์เพิ่มอีกหนึ่งประเทศ ใครๆ เค้าก็ทำกันมาแล้ว จะไปจากอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์ ก็ไม่ได้ยากอะไร มีสายการบินทั้ง full service และ low cost ราคาไม่แพงไป-กลับได้สบาย

ถ้าทำตามท่ามาตรฐานที่เอ่ยไปก็คงไม่ใช่ “เที่ยวเอง” แล้วแหละ แบบเรามันต้องมีสีสัน เพิ่มความยากในการจัดโปรแกรมเข้าไปหน่อย ปวดหัวในการศึกษาหาข้อมูลนิดนึง พอไม่ให้รู้สึกว่าทริปนี้มันง่ายจังเลย โรคจิตนิดๆ ครับ 555

แต่เวลาไปเที่ยวเองจริงกลับเที่ยวได้อย่างสบาย ชิลล์ๆ ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องใช้ชีวิตลำบาก บิน low cost นั่งทางไกลกันหลังขดหลังแข็ง นอนในรถบ้าน อาบน้ำในปั๊มน้ำมันหรือที่อาบน้ำสาธารณะ ตุนอาหารไปทำกินเองทุกมื้อเพื่อเขียมเงินในกระเป๋า แต่ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงเกินไปครับ ลองดูซิว่าเราจะทำอะไรกันต่อไป

แต่ก่อนอื่นต้องขออนุญาตลงรายละเอียดพอสังเขปเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของทริปนี้ตั้งแต่ต้นก่อนนะครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่าทริปนี้เราไม่อยากให้เป็นแค่ทริปไอซ์แลนด์ธรรมดาๆ ด้วยการไปเที่ยวแค่ไอซ์แลนด์ประเทศเดียวหรือเพิ่มแวะเที่ยวนอร์เวย์อีกประเทศเหมือนคนอื่นๆ จึงคิดอุตริจะไปเที่ยว Faroe Islands หรือหมู่เกาะแฟโรซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างประเทศนอร์เวย์กับไอซ์แลนด์ ทางเหนือของสก็อตแลนด์

photo credit: commons.wikimedia.org
photo credit: commons.wikimedia.org

หมู่เกาะแห่งนี้เป็นดินแดนในปกครองของประเทศเดนมาร์กยังไม่มีสถานะเป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ แต่เดนมาร์กก็ให้อิสระในการปกครองและมีรัฐบาลของตนเอง มีเพียงเรื่องการทหารและการต่างประเทศเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเดนมาร์ก เรื่องการกีฬาก็มีทีมชาติฟุตบอลของหมู่เกาะแฟโรลงแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรเลยครับ ถ้าใครเป็นคอบอลคงจะเคยได้ยินชื่อทีมชาตินี้ลงเตะกับทีมชาติดังๆ ของยุโรปบ้างแหละ

วิธีการเดินทางไป Faroe Islands นั้นค่อนข้างจำกัดครับเพราะมีไฟลท์บินจากแค่ 7 เมืองในยุโรป และมีเรือข้ามคืนจาก 3 เมืองเล็กๆ ในยุโรปแต่ใช้เวลาเดินทางนานมากๆ และไม่มีเรือบริการทุกวันด้วย (รายละเอียดจะบอกในเนื้อหาตอน Faroe Islands นะครับ) โดยวิธีที่สะดวกที่สุดคือบินจากกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กซึ่งเป็นประเทศแม่ของ
หมู่เกาะแฟโรนั่นเอง

photo credit: faroeusa.blogspot.com
photo credit: faroeusa.blogspot.com

เพราะเหตุนี้เราจึงต้องวางแผนเริ่มต้นเที่ยวที่ประเทศเดนมาร์กก่อน แล้วบินไปหมู่เกาะแฟโร จากนั้นก็บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปประเทศไอซ์แลนด์ ส่วนขาออกจากไอซ์แลนด์ซึ่งไม่มีไฟลท์บินตรงกลับเมืองไทย มีแต่ไฟลท์ทั้งของสายการบิน full service และ low cost ไปยังเมืองหลักต่างๆ ของยุโรป เช่น Oslo, Copenhagen, London, Paris, Amsterdam แล้วต้องต่อไฟลท์กลับบ้านเราอีกต่อหนึ่ง เราจึงเลือกบินจากไอซ์แลนด์ไปต่อไฟลท์ที่ Oslo เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ซึ่งเคยไปเที่ยวแล้วครั้งนึง แต่ฝนตกหนักสภาพอากาศไม่ดีเลย ทำให้อยากกลับมาเที่ยวแก้ตัวอีกที หวังว่าครั้งนี้เราจะโชคดีกว่าครั้งที่แล้วนะครับ 😀

สำหรับเรื่องวีซ่า คนไทยที่จำเป็นต้องได้รับวีซ่าเชงเก้นสำหรับเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มเชงเก้นของทวีปยุโรปที่ต้องการเดินทางไปยังหมู่เกาะแฟโรนั้นจะต้องได้รับวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กที่ระบุอนุญาตให้เข้า Faroe Islands ได้เท่านั้น จะใช้วีซ่าเชงเก้นประเภทท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยือนที่ออกโดยสถานทูตของประเทศในกลุ่ม
เชงเก้นอื่นไม่ได้

ที่สำคัญ Faroe Islands ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นด้วยเพราะฉะนั้นถ้าจะเดินทางจากประเทศในกลุ่มเชงเก้นเข้าหมู่เกาะแฟโรและกลับเข้าไปในประเทศเชงเก้นใดอีกก็จะต้องได้รับวีซ่าแบบ Two หรือ Multiple Entries คือเดินทางเข้า-ออกประเทศเชงเก้นได้สองหรือหลายครั้งภายในเวลาและจำนวนวันที่ระบุครับ

การยื่นเรื่องขอวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กให้แจ้งในแบบฟอร์มขอวีซ่าว่าจะเดินทางไป Faroe Islands ด้วย ซึ่งนอกจากจะต้องยื่นเอกสารต่างๆ สำหรับขอวีซ่าเชงเก้นตามปกติแล้วยังต้องแสดงหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินไป
หมู่เกาะดังกล่าวประกอบด้วย

วีซ่าที่ได้รับจากสถานทูตเดนมาร์กนี้สามารถใช้เดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ได้ด้วยครับ แต่ถ้าใครจะไปไอซ์แลนด์เป็นหลักและอยากแวะเที่ยวประเทศในกลุ่มเชงเก้นอื่นๆ เล็กน้อยก็สามารถขอวีซ่าผ่านสถานทูตเดนมาร์กได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ต้องแจ้งว่าจะเดินทางไปหมู่เกาะแฟโร

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการขอวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กได้ที่ Denmark VISA Information

แน่นอนครับว่าการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นจะต้องแสดงเอกสารหลักฐานต่างๆ ตามที่สถานทูตกำหนดให้ครบถ้วน โดยประกันภัยการเดินทางก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่ต้องใช้ประกอบการขอวีซ่าดังกล่าว แต่แม้ว่าเราจะไม่ได้เดินทางไปในกลุ่มประเทศเชงเก้นก็ควรจะทำประกันภัยการเดินทางไว้เช่นกันเพื่อความอุ่นใจและสบายใจในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งในต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถ้าเรามีประกันภัยคุ้มครองอยู่ก็จะสามารถเคลมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นคืนได้ภายหลัง นอกจากนี้ประกันภัยดังกล่าวยังคุ้มครองความล่าช้าของสายการบิน กระเป๋าเดินทางสูญหาย และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งล้วนสร้างภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านั้น หากเรายอมเสียเงินเพียงหลักร้อยแต่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายหลักล้านย่อมเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยเลย

การเดินทางครั้งนี้ผมจึงเลือกประกันภัยการเดินทางของ Travel Guard ซึ่งเป็นประกันภัยของ AIG ที่ได้รับการยอมรับจากทุกสถานทูตในกลุ่ม Schengen ในประเทศไทย และมีแผนความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกแผนการเดินทางให้เลือกตามความเหมาะสม ที่สำคัญ Travel Guard มีบริการฉุกเฉินเมื่อเจ็บป่วยโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญสูงซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลกและมีศูนย์ให้ความช่วยเหลือที่ให้บริการทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ อีก 28 ภาษา ทำให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจในการเดินทางทริปนี้มากๆ เลยครับ

สำหรับวิธีการทำประกันภัยก็ง่ายนิดเดียว สามารถทำออนไลน์ได้ทาง http://www.aig.co.th/personal/travel-guard-insurance  เลือกทำตามขั้นตอนง่ายๆ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็เรียบร้อยแล้วครับ หรือถ้าไม่ถนัดทำผ่านทางออนไลน์ก็ซื้อผ่าน Call Center ของเค้าก็ได้โดยโทรไปที่เบอร์ 0 2649 1999

aig

 

เมื่อได้โครงสร้างทริปคร่าวๆ แล้วก็เริ่มศึกษารายละเอียดว่าจะไปเมือง/สถานที่ใดบ้าง ลองหาวิธีการเดินทางเชื่อมต่อแต่ละประเทศแต่ละเมืองว่าสามารถใช้เครื่องบิน เรือ รถไฟ หรือรถบัส ได้สะดวกและเวลาลงตัวกับแผนที่คิดไว้มั้ย การขับรถบนเกาะไอซ์แลนด์ควรวนไปทางไหนก่อน แต่ละวันน่าจะขับรถได้ประมาณกี่ชั่วโมงซึ่งต้องคำนึงถึงช่วงฤดูกาลที่จะไปด้วยว่าดวงอาทิตย์ขึ้นและตกประมาณกี่โมง ทั้งทริปควรใช้เวลากี่วัน

ในที่สุดก็สรุปเป็นแผนเที่ยวเอง Denmark – Faroe Islands – Iceland – Norway 13 วัน 13 คืน (1 คืนบนเครื่องบิน) ที่รับรองว่าไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน!

2-iceland-route-trip

โดยทริปนี้ผม น้องชาย และพี่สาวจะไปเที่ยว Denmark และ Faroe Islands กันก่อน แล้วนัดเจอน้องเขยและน้องสาวที่ไอซ์แลนด์ จากนั้นก็จะเที่ยวด้วยกัน 5 คนจนกลับถึงเมืองไทยครับ

แต่ละวันเราจะไปเที่ยวกันตามโปรแกรมนี้ครับ

วันที่ 1: Bangkok – Copenhagen, DENMARK และ Copenhagen – Helsingør – Copenhagen
วันที่ 2: Copenhagen – Vágar Island, FAROE ISLANDS
วันที่ 3: Vágar Island – Klaksvík – Tórshavn – Vágar Island
วันที่ 4: Vágar Islands – Reykjavík, ICELAND
วันที่ 5: Reykjavík – Bláa lónið (Blue Lagoon) – Grundarfjörður (Kirkjufell)
วันที่ 6: Grundarfjörður – Akureyri – Goðafoss – Húsavík
วันที่ 7: Húsavík – Skútustaðir (Lake Mývatn) – Dimmuborgir – Reykjahlíð (Lake Mývatn) – Mývatn Nature Baths – Hverir (Hverarönd) – Dettifoss – Selfoss – Egilsstaðir
วันที่ 8: Egilsstaðir – Seyðisfjörður – Stafafell Cottages (Höfn)
วันที่ 9: Stafafell Cottages – Vesturhorn – Jökulsárlón – Svínafellsjökull (Skaftafell National Park) – Svartifoss – Hörgsland Cottages (Kirkjubæjarklaustur)
วันที่ 10: Hörgsland Cottages – Þjóðvegur (Mossy Lava rock) – Vík í Mýrdal – Skógafoss – Seljalandsfoss – South Central Motel (Selfoss)
วันที่ 11: South Central Motel – Gullfoss – Geysir – Þingvellir National Park – Reykjavík-Keflavík Airport
วันที่ 12: Reykjavík-Keflavík Airport – Oslo
วันที่ 13: Oslo – Bangkok

เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ เล่าที่มาที่ไปมายาวมากกแล้ว 55

ตอนแรกนี้ขอรีวิว 2 เมืองของประเทศเดนมาร์กก่อนคือ Copenhagen และ Helsingør นะครับ
ผมเคยไปเที่ยวโคเปนเฮเกนมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน คราวนี้มาเดนมาร์กอีกทีก็ไม่อยากเที่ยวแค่เมืองหลวงแห่งนี้เหมือนเดิม จึงเพิ่มเติม Helsingør ซึ่งอยู่ไม่ไกลอีกหนึ่งเมือง

เริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ กลางดึกของวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. เข้าสู่วันอังคาร ในเวลา 01.20 น. คือเวลาที่
สายการบินไทยเที่ยวบิน TG 950 จะออกเดินทางจากเมืองไทยบินตรงสู่ Copenhagen เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก

ผมว่าการเดินทางไปไอซ์แลนด์และประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่สะดวกที่สุดคือใช้สายการบินไทยนี่แหละครับ บินตรงรวดเดียวถึงประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ หรือสวีเดน ไฟลท์ออกกลางคืน นอนข้ามทวีปไปถึงยุโรปตอนเช้าเลย แล้วค่อยต่อเครื่องภายในทวีปไปไอซ์แลนด์หรือจะแวะเที่ยวประเทศสแกนดิเนเวียดังกล่าวก่อนก็ได้ครับ 🙂

3-bangkok-to-copenhagen-1

หลังจากนั่งที่เหมาะๆ แล้วก็หลับตานอนทันทีโดยไม่ขอรับประทานอาหารบนเครื่องครับ ง่วงจัด ณ จุดนั้น 55 เวลาผ่านไปประมาณ 11 ชั่วโมง เครื่องบินก็เริ่มลดระดับเพื่อลงจอดที่ København Kastrup Lufthavn หรือสนามบินนานาชาติ Copenhagen (København) ประเทศประเทศเดนมาร์ก ตามกำหนด 07.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท้องฟ้ายังไม่สว่างเลยครับ

สนามบินกาสทรุปตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโคเปนเฮเกนห่างออกไปราว 8 กิโลเมตร

4 5-copenhagen-airport-1

ผ่านด่านตม. เข้าสู่ประเทศเชงเก้นอีกครั้งได้อย่างไม่มีปัญหา

ต่อไปเราจะเดินทางเข้าตัวเมือง Copenhagen กัน วิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดก็คือนั่งรถไฟ ก่อนขึ้นรถไฟก็ต้องซื้อตั๋วก่อนครับ เดินไปกดตู้ขายตั๋วอัตโนมัติซึ่งมีเมนูภาษาอังกฤษให้อ่านและเลือกว่าจะซื้อตั๋วชนิดอะไร วันนี้ผมจัดโปรแกรมช่วงเช้าหลังจากเข้าเมืองโคเปนเฮเกนไปเก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ที่โรงแรมแล้วก็จะนั่งรถไฟไปเมือง Helsingør ซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่ถึงชั่วโมง เที่ยวที่นั่นถึงเที่ยงครึ่งก็นั่งรถไฟกลับเมืองหลวง เที่ยวให้ทั่วเมืองในช่วงบ่ายของวันแรกจนดวงอาทิตย์ตกประมาณ 6 โมงเย็น

6-copenhagen-airport-2

จึงเลือกซื้อ 24 timer i alle zoner หรือตั๋ว 24 hours in all zones ราคาสำหรับผู้ใหญ่ใบละ 130 DKK (ประมาณ 680 บาท) ตั๋วชนิดนี้สามารถใช้โดยสารรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถเมล์ และเรือ harbour bus (havnebus) ในทุกโซนของเขตเมืองหลวงได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมง นับจากเวลาแรกที่ใช้ และยังครอบคลุมไปถึงเมือง Roskilde, Helsingør (Elsinore) และเมืองต่างๆ ในเขต Nordsjælland (North Sealand) ทางเหนือของกรุงโคเปนเฮเกนด้วย

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Copenhagen transportation fares

7-copenhagen-airport-3

แต่ถ้าใครต้องการแค่นั่งรถไฟหรือรถไฟใต้ดินจากสนามบินเข้าตัวเมืองโคเปนเฮเกนและใช้รถสาธารณะภายในเขต
เมืองหลวงเท่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วประเภทนี้ครับ โดยสามารถเลือกซื้อตั๋ว City Pass 24 ชั่วโมง ราคาสำหรับผู้ใหญ่ใบละ 80 DKK เด็ก 40 DKK แทน ตั๋วชนิดนี้ครอบคลุมการเดินทางทุกประเภทภายใน 24 ชั่วโมง นับจากเวลาแรกที่ใช้ ได้แก่ รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถมล์ รถราง และเรือ harbour bus (บางเส้นทาง) ภายโซน 1-4 รวมถึงสนามบินด้วย

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Copenhagen public transportation

หรือถ้าไม่ต้องการซื้อตั๋ววัน แต่จะซื้อตั๋วแค่เที่ยวเดียวสำหรับขึ้นรถไฟหรือรถไฟใต้ดินจากสนามบินเข้าเมืองก็มีตั๋ว enkeltbillet 3 zoners หรือ Single trip ticket แบบ 3 โซน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 36 DKK (ประมาณ 190 บาท) ตั๋วมีอายุ 1 ชั่วโมง

photo credit: esckaz.com
photo credit: esckaz.com

นอกจากรถไฟและรถไฟใต้ดินซึ่งใช้เดินทางเข้าตัวเมืองโคเปนเฮเกนได้แล้วยังมีรถเมล์สาย 5A จากสนามบินตรงไปยังสถานีรถไฟกลาง København H, Rådhuspladsen (City Hall Square), สถานีรถไฟ Nørreport แต่ใช้เวลานานกว่าคือประมาณ 30-35 นาที และราคาตั๋วเท่ากัน

เมื่อมีตั๋ว 24 timer i alle zoner แล้วก็พร้อมเดินทางเข้าใจกลางเมืองหลวง เดินลงไปที่ชานชาลา (Spor) 2 รอรถไฟออกตอน 08.44 น. ยืนรอไม่นาน รถไฟขบวน Re-tog (regional train) DSB-Lines (สีเทาในแผนที่) ก็มาจอดที่ชานชาลาสถานี CPH Lufthavn (มีรถไฟออกทุก 10 นาที)

photo credit: www.urbanrail.net
photo credit: www.urbanrail.net

ขึ้นไปนั่งสักพักจนเลยกำหนดเวลาออกแล้ว รถไฟยังไม่ขยับเลย ไม่รู้ติดขัดปัญหาอะไร เลตประมาณ 5 นาทีรถไฟก็ออกแล่นมุ่งหน้าเข้าเมือง ก่อนถึงสถานีรถไฟกลางรถไฟก็หยุดรออะไรสักอย่าง เท่าที่ฟังประกาศเหมือนว่าช่วงนี้อยู่ระหว่างซ่อมราง ต้องรอสลับรางให้เรียบร้อยก่อนรถไฟถึงจะแล่นต่อได้ ทำให้เสียเวลาเพิ่มไปอีก จากที่ปกติจะใช้เวลาเข้าเมืองแค่ 14 นาที และจะถึงสถานีรถไฟกลาง Københavns Hovedbanegård (København H) ในเวลา 08.58 น.

เช็คตารางเวลาและราคารถไฟเดนมาร์กได้ที่ Denmark train

10

ตามแผนเราจะเข้าไปฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรมซึ่งอยู่ด้านหลังสถานีรถไฟกลางเลย เดิน 3 นาทีถึง และจะกลับมาขึ้นรถไฟไปเมือง Helsingør ขบวนเวลา 09.32 น. เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจึงต้องเร่งทำเวลากันหน่อย

ขึ้นจากชานชาลาไปที่โถงกลางของสถานีรถไฟ København H

11

ถ้าเลี้ยวขวาก็จะออกไปที่ด้านหน้าสถานีซึ่งตรงข้ามฝั่งถนนคือสวนสนุก Tivoli แต่โรงแรมเราอยู่ด้านหลังสถานีรถไฟจึงต้องเลี้ยวซ้ายไปออกทางประตูด้านหลัง ข้ามถนนตรงเข้าถนน Istedgade ไปนิดเดียวก็เห็นป้ายโรงแรม City Hotel Nebo อยู่ทางขวามือ

12

เข้าไปแจ้งรีเซ็ปต์ชั่นขอฝากกระเป๋าไว้ก่อนเพราะยังเช็คอินไม่ได้ จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หนาแน่นขึ้นและพกร่มไปด้วยเพราะวันนี้มีฝนตกเรื่อยๆ ทั้งวันและอากาศค่อนข้างหนาว เสร็จเรียบร้อยก็รีบเดินกลับไปที่สถานีรถไฟกลางเพื่อจับรถไฟขบวน Re-tog (regional train) 2033 ซึ่งจะออกตอน 09.32 น. ให้ทัน (จริงๆ มีรถไฟออกทุก 20 นาที แต่ไม่อยากไปถึง Helsingør ช้า เดี๋ยวจะมีเวลาเที่ยวน้อย)

เดินลงไปที่ชานชาลา ใช้ตั๋ว 24 timer i alle zoner ที่ซื้อมาจากสนามบินนั่งรถไฟไป Helsingør ฟรีครับ รถไฟท้องถิ่นออกเลตเล็กน้อยและหยุดจอดทุกสถานีระหว่างทางจนสุดทางที่สถานีรถไฟ Helsingør St. เลยกำหนด 10.18 น. ไปประมาณ 10 นาที ปกติรถไฟขบวนนี้ใช้เวลาเดินทาง 46 นาที

เช็คตารางเวลาและราคารถไฟเดนมาร์กได้ที่ Denmark train

photo credit: www.traildino.com
photo credit: www.traildino.com

พอออกจากสถานีรถไฟฝนก็ตกแรงพอสมควร เราต้องเดินฝ่าฝนตรงไปยัง Kronborg Slot ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลไกลออกไปราว 1 กิโลเมตร

14 15

มองไปไกลๆ ก็เห็นตัวปราสาทแล้วครับ

16

Kronborg Slot (Kronborg Castle) คือปราสาทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมือง Helsingør หรือในภาษาอังกฤษคือ Elsinore เมืองเล็กๆ ทางเหนือของเกาะ Sjælland และกรุงโคเปนเฮเกน

ปราสาทครอนบอร์กตั้งอยู่ตรงจุดที่แคบที่สุดของทะเล Øresund ซึ่งฝั่งตรงข้ามทะเลคือเมือง Helsingborg ของประเทศสวีเดน

ปราสาทสไตล์เรอเนสซองส์แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1420 โดยกษัตริย์ Eric of Pomerania แห่งเดนมาร์กเพื่อใช้เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ในการป้องกันการโจมตีจากข้าศึกที่มาทางทะเลบอลติกก่อนถึงกรุงโคเปนเฮเกน เวลาล่วงเลยผ่านไปปราสาทได้กลายเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่งเพราะเป็นหนึ่งในปราสาทเรอเนสซองส์ที่ได้ชื่อว่างดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อประมาณ 16 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่แสดงนวนิยายเรื่อง Hamlet อันโด่งดังของ Williams Shakespear ในครั้งครบรอบ 200 ปี การจากไปของกวีดังชาวอังกฤษ

17

เดินเลียบริมทะเลมุ่งหน้าไปยังปราสาท Kronborg แถวนี้ลมแรงมาก อากาศหนาวกว่าตอนเช้าเสียอีก หนาวจนหูชามือชาไปหมดเลยครับ รีบจ้ำไปให้ถึงทางเข้าปราสาทให้เร็วที่สุดเผื่อจะลดความหนาวเย็นจากบริเวณที่โล่งได้บ้าง

ก่อน 11 โมงก็ซื้อตั๋วเข้าชมภายในบริเวณป้อมปราสาทในราคาใบละ 125 DKK (ประมาณ 650 บาท) แต่ราคาที่เช็คมาในเว็บไซต์คือ 90 DKK ค่าเข้าชมแต่ละช่วงเดือนก็ไม่เท่ากันด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Kronborg Castle entrance fee

วันและเวลาเปิด-ปิดแตกต่างกันในแต่ละช่วงเดือนเช่นกัน โดยในช่วงเดือนต.ค. เปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-16.00 น.
เช็คข้อมูลได้ที่ Kronborg Castle opening hour

18

ข้ามสะพานเข้าประตูไปยังป้อมปราสาทซึ่งวันนี้มีขบวนนักแสดงแต่งกายด้วยชุดโบราณเป็นอัศวินและนักรบ รวมถึงซุ้มขายของพื้นเมืองที่ตกแต่งให้อารมณ์เหมือนย้อนยุคกลับไปสู่ยุคของเชคสเปียร์เลยครับ

19 20 21

เดินไปทางขวาก่อนเพื่อชมโชว์ขี่ม้าผาดโผนซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้มากทีเดียว

22 23

ยืนตากอากาศหนาวไม่ไหวแล้ว โชว์ยังไม่จบก็ขอเดินกลับไปที่ทางเข้าไปยังตัวปราสาท

24 25

ผ่านประตูไปที่ลานกว้างของปราสาทซึ่งมีอาคารศิลปะเรอเนสซองส์เก่าแก่อยู่รอบทุกทิศ

26 27

เข้าไปหลบหนาวในร้านขายของที่ระลึกซึ่งจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของปราสาทแห่งนี้แบบย่อมๆ

มือบอนหยิบหมวกไวกิ้งมาใส่เล่นครับ 55

28

จากนั้นก็เดินไปที่ทางขึ้น Kanontårnet (Cannon Tower)

29

ขึ้นบันไดวนไป 145 ขั้นไปบนยอดหอคอยเพื่อชมวิวเมือง Helsingør จากมุมสูงซึ่งมองเห็นยอดของ Sankt Olai Kirke (Saint Olaf’s Church) โบสถ์ประจำเมืองได้ไม่ชัดเท่าไหร่เพราะวันนี้ฝนและหมอกลงหนาเหมือนกัน ถ้าท้องฟ้าแจ่มใสก็สามารถมองข้ามทะเลไปเห็นชายฝั่งประเทศสวีเดนที่เมือง Helsingborg ได้เลย

30 31 32

เที่ยงนิดๆ แล้ว ได้เวลาเดินกลับสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟกลับโคเปนเฮเกนในเวลา 12.42 น.

เดินตามเส้นทางเดิมออกประตูป้อมข้ามสะพานมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมือง Helsingør ไปเดินเล่นชมบ้านเมืองเค้านิดหน่อย พอเดินไปถึงถนนทางเข้าเมืองชื่อ Stengade ก็เลี้ยวขวาไปที่จัตุรัส Wiibroe Plads

33

เดินไปทางยอดสีเขียวของ Sankt Olai Kirke หรือโบสถ์เซนต์โอลาฟซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Helsingør Domkirke หรือโบสถ์แห่ง Helsingør

34 35

แวะถ่ายรูปแป๊บนึงแล้วก็เดินกลับไปที่ถนน Stengade เลี้ยวขวาเดินเข้าเมืองต่อไปไม่ไกลก็ถึง Helsingør Rådhus หรือที่ว่าการเมืองซึ่งเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดบนถนนสายนี้

36 37

ตรงไปจนถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Bramstræde แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเดินตามถนน Strandgade วนกลับไปที่สถานีรถไฟ

38 39

ก่อนเดินเข้าไปในสถานีรถไฟขอแวะซื้ออาหารง่ายๆ ขึ้นไปกินเป็นมื้อเที่ยงบนรถไฟระหว่างนั่งกลับโคเปนเฮเกน ที่ลานกว้างเยื้องกับสถานีรถไฟมีร้านขายพวกเบอร์เกอร์ต่างๆ ชื่อ Pølsepaladsets มีคนรอซื้อหลายคนอยู่ เลยเลือกสั่ง Bøfsandwich 1 อันๆ ละ 30 DKK ห่อไปกิน แล้วเดินเข้าอาคารสถานีรถไฟไปขึ้นรถไฟขบวน Re-tog (regional train) 2056 ที่พร้อมออกจากชานชาลาตอน 12.42 น. นั่งไปกินไปแค่ 46 นาทีก็เดินทางกลับถึงโคเปนเฮเกนที่สถานีรถไฟกลาง København H ในเวลา 13.28 น.

40

เดินกลับโรงแรม City Hotel Nebo อีกครั้งเพื่อเช็คอินและขนกระเป๋าใหญ่ขึ้นห้อง ห้องพักสำหรับ 3 คนคืนนี้ราคา 750 DKK หรือเกือบ 4,000 บาท ไม่มีอาหารเช้าด้วย เราเลือกแบบห้องน้ำรวมเพราะถ้าเป็นห้องที่มีห้องน้ำในตัวจะแพงขึ้นไปอีกพอสมควรครับ แอบงกเล็กน้อยเพราะค่าที่พักที่นี่แพงเหลือเกิ๊น เท่าที่ survey ดูโรงแรมที่อยู่ในระยะเดินไปสถานีรถไฟกลางได้ราคาอย่างถูกๆ ไม่ต่ำกว่าคืนละ 1,000 DKK หรือแพงกว่า 5,000 บาททั้งนั้น

สภาพห้องเล็กครับ มีเตียงใหญ่ 1 เตียง และเตียงเล็กอีก 1 เตียง มีที่พอให้จัดกระเป๋าไม่แออัดเกินไป นอน 3 คนก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนห้องน้ำรวมก็สะอาดดีและแบ่งเป็นห้องส่วนตัวหลายๆ ห้องครับ แขกไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งกันเข้าส้วมและอาบน้ำครับ

41

ก่อนบ่ายสอง เดินกลับสถานีรถไฟ คราวนี้ตรงผ่านโถงกลางของสถานีไปออกทางประตูด้านหน้าเลย มองข้ามถนนไปก็เห็นสวนสนุก Tivoli อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ

42

เราจะเริ่มต้นเที่ยวโคเปนเฮเกนจากสถานีรถไฟกลาง København H ครับ

43

วันนี้มีเวลาเที่ยวอีกประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะตก ผมจึงแบ่งที่เที่ยวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นักไว้เที่ยวพรุ่งนี้เช้าต่อ ถ้ามีเวลา 6-7 ชั่วโมงในวันเดียวก็สามารถนั่งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ สลับกับเดินเที่ยวได้ทั่วกรุงโคเปนเฮเกนครับ แต่ก็จะเหนื่อยนิดนึงเพราะต้องเดินไกลเหมือนกัน แบ่งโปรแกรมเที่ยวเป็นครึ่งวันบ่ายกับครึ่งวันเช้าของวันรุ่งขึ้นจะเที่ยวได้สบายกว่าครับ

ดูแผนที่ให้เห็นภาพรวมๆ ของบริเวณกลางเมืองก่อนนะครับ สถานีรถไฟกลาง København H อยู่ทางใต้ของแผนที่

photo credit: cruiseportwiki.com
photo credit: cruiseportwiki.com

เดินไปทางซ้ายตามถนน Bernstorffsgade ด้านหน้าสถานีรถไฟกลาง พอถึงสี่แยกใหญ่ที่มี Tourist Information อยู่ข้างหน้าก็เลี้ยวขวาเข้าถนน Vesterbrogade เดินผ่านทางเข้า Tivoli สวนสนุกซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง สวนสนุกแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1843 บนเนื้อที่กว่า 20 เอเคอร์ใจกลางเมือง นับเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก

ภายในมีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทั้งเครื่องเล่นแบบผาดโผนที่ทันสมัยและน่าตื่นเต้น

สวนสนุกเปิดบริการปีละ 3 ช่วง คือ ต้นเม.ย.-ปลายก.ย., กลางต.ค.-ต้นพ.ย. และปลายพ.ย.-สิ้นปี โดยในวันอาทิตย์-พฤหัสบดีเปิดตั้งแต่ 11.00-23.00 น., วันศุกร์และเสาร์เปิดถึงเที่ยงคืน
เช็ควันเปิด-ปิดได้ที่ Tivoli opening hour

ค่าเข้าสวนสนุกมีหลายราคาแบ่งตามวันที่เข้าตั้งแต่ 110-220 DKK
เช็คราคาค่าเข้าได้ที่ Tivoli entrance fee

45

ตรงต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึง Rådhuspladsen (City Hall Square) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Københavns Rådhus (Copenhagen City Hall) อาคารที่ว่าการเมืองที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1905 ออกแบบโดย Martin Nyrop ในสถาปัตยกรรมแบบนอร์ดิก โดดเด่นที่หอคอยสูง 105.6 เมตรซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดในพื้นที่ใจกลางกรุงโคเปนเฮเกน

46 47

วันนี้ฝนตกเรื่อยๆ ครับ หนักบ้างเบาลงบ้าง ท้องฟ้าหมองมัว ถ่ายรูปได้ไม่ดีเท่าไหร่ อุตส่าห์กลับมาเที่ยวโคเปนฯ แก้ตัวอีกทีก็เจอฝนเหมือนครั้งที่แล้วเลย เซ็งเป็ด!

ฝ่าฝนเที่ยวเลยละกัน! เดินตรงไปเข้าถนน Strøget ซึ่งมี 7-Eleven อยู่ที่หัวมุมถนน

48

Strøget คือคนเดินและช้อปปิ้งสตรีทที่มีความยาวที่สุดในทวีปยุโรป รวมทั้งมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของยุโรปด้วย โดยเริ่มต้นจาก Rådhuspladsen และไปสิ้นสุดที่จัตุรัส Kongens Nytorv

49

เดินไปหาธนาคารไปพร้อมกัน ตรงไปไม่นานก็เห็น Caritasbrønden (Caritas Well) หรือที่รู้จักกันว่า Caritasspringvandet หรือน้ำพุ Caritas คือน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดในโคเปนเฮเกนสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1608 โดยพระเจ้าคริสเตียนที่ 4 ที่บริเวณ Gammeltorv (Old Market) ซึ่งเป็นจัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเช่นกัน

50

มองไปทางซ้ายเลยน้ำพุไปก็เห็นหอคอยของ Vor Frue Kirke (Church of Our Lady) หรือ Copenhagen Cathedral วิหารสไตล์นีโอคลาสสิกที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1829

51

วันนี้เราต้องเอาเงิน DKK ของเดนมาร์กไปแลกเป็นเงิน føroysk króna (Faroese króna) ของ Faroe Islands ซึ่งเราจะเดินทางไปตอนบ่ายวันพรุ่งนี้ คำนวณไว้ว่าต้องแลก 900 DKK ซึ่งจะได้เงินของหมู่เกาะแฟโร 900 DKR เท่ากัน จึงลองถามตามร้านแลกเงินที่อยู่ตามถนน Strøget หลายร้าน แต่ไม่มีร้านไหนมีเงินสกุลนี้เลย ทุกคนบอกว่าเป็นเงินหายาก แนะนำให้ไปแลกที่ธนาคารตรงตามที่หาข้อมูลมาเป๊ะ

ธนาคารจะปิดตอน 4 โมงเย็นครับ ถ้าเดินตรงตามถนน Strøget อีกราว 800 เมตรไปยัง Kongens Nytorv (King’s New Square) จัตุรัสศูนย์กลางเมือง และเดินเที่ยวจุดต่างๆ บริเวณริมน้ำก่อนแล้วค่อยวนกลับเข้าไปในตัวเมืองชั้นในก็จะไม่ทันเวลาธนาคารปิด

เราจึงปรับแผนเล็กน้อยโดยยังไม่เดินตรงไปที่ Kongens Nytorv แต่จะเดินไปหาธนาคารที่อยู่แถวสถานีรถไฟ Nørreport ซึ่งอยู่ไกลจากตรงนี้เกือบ 1 กิโล ต้องเดินตรงตามถนน Strøget อีกนิดแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Klosterstræde หรือ Niels Hemmingsens Gade ก็ได้ ตรงไปสุดทางก็เลี้ยวขวาเดินตามถนน Skindergade จนถึงสามแยก เดินไปทาง Rundetaarn (Rundetårn) หรือ Round Tower หอคอยดูดาวที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 หอสูงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Trinitatis Kirke หรือโบสถ์ Trinitatis ปัจจุบันเปิดให้ขึ้นไปชมวิวเมืองโคเปนเฮเกนจากมุมสูงครับ (แต่ผมว่าขึ้นยอดโบสถ์ Vor Frelsers Kirke ไปชมวิวสวยกว่านะครับ)

52

เดินผ่านหอคอยตรงตามถนน Købmagergade ไม่ไกลก็ถึงจัตุรัส Kultorvet ตรงต่อไปอีกไม่กี่นาทีก็เห็นสถานีรถไฟใต้ดิน Nørreport

53

เดินเข้าธนาคาร Nordea ไปแลกเงิน føroysk króna แต่เจ้าหน้าที่แบงค์บอกว่าไม่จำเป็นต้องแลก ที่หมู่เกาะแฟโรใช้เงิน DKK ของเดนมาร์กได้เลย เรายังไม่เชื่อ 100% เพราะข้อมูลที่อ่านมาบอกว่าให้แลกเงินที่ธนาคารในเดนมาร์กไปก่อนเลย จึงลองเดินไปถามอีกธนาคารหนึ่งคือ Danske Bank ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งก็ได้รับคำตอบเดียวกัน เจ้าหน้าที่แบงค์คนหลังเป็นผู้ใหญ่อธิบายชัดเจนฟังดูน่าเชื่อถือมากครับ เราจึงมั่นใจว่าไม่ต้องแลกเงินของหมู่เกาะแฟโรไป

เที่ยวต่อได้อย่างสบายใจแล้ว! ตอนนี้เราอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน Nørreport ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟและรถไฟใต้ดินหลักของเมือง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนี้คือ Rosenborg Slot (Rosenborg Castle) ปราสาทที่สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1606 เพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ ตัวปราสาทสร้างขึ้นในสไตล์ดัตช์เรอเนสซองส์ โดยได้ชื่อว่าเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญของพระเจ้าคริสเตียนที่ 4 แห่งเดนมาร์ก

54

ความจริงผมวางแผนจะมาเที่ยวปราสาทโรเซนบอร์กเป็นที่สุดท้ายของวันนี้ แล้วนั่งรถไฟ (S-Tog) หรือรถเมล์สาย 5A จาก Nørreport 5 ป้ายกลับสถานีรถไฟกลาง เพราะที่ตั้งของปราสาทอยู่ฉีกออกนอกเส้นทางเที่ยวบริเวณกลางเมืองและริมทะเลไปนิดหน่อย จึงเปลี่ยนแผนแวะเที่ยวปราสาทแห่งนี้เสียก่อนเลยแล้วค่อยเดินไปตั้งต้นอีกทีที่จัตุรัส Kongens Nytorv ก็จะกลับเข้าสู่เส้นทางเดินเที่ยวที่วางไว้ตั้งแต่แรก

55

จากสถานีรถไฟใต้ดิน Nørreport เดินตรงตามถนนใหญ่ชื่อ Nørre Voldgade ไม่ไกลก็ถึงสี่แยกใหญ่ที่มีสวนสาธารณะอยู่ทางซ้ายมือ ตรงต่อไปอีกราว 300 เมตรก็เห็นทางเข้าปราสาทซึ่งมีตรามงกุฎทองคำ เข้าประตูไปก็เห็นตัวปราสาทอิฐทันที

56 57

ไม่แน่ใจว่าถ้าเดินตรงไปที่ตัวปราสาทจะบังคับให้เสียค่าเข้าชมมั้ย เราจึงเดินไปทางซ้ายอ้อมรอบนอกของตัวปราสาทไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญ บริเวณนั้นคือ Kongens Have หรือสวนของพระราชาซึ่งต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีส้มแดงร่วงโรยอยู่เต็มพื้นเกิดเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ

58 59 60

เดินเข้าไปใน Rosenhaven หรือสวนกุหลาบที่ตอนนี้เหี่ยวเฉาไปเยอะแล้ว ถ้ามาในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนในสวนจะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์สีสันสดใส ให้คนละความรู้สึกกับช่วงใบไม้ร่วงครับ

61 62

ถ้าต้องการเข้าชมภายในปราสาทก็ต้องเสียค่าเข้าชม 105 DKK สำหรับผู้ใหญ่ โดยสามารถซื้อตั๋วรวมค่าเข้าพระราชวัง Amalienborg ได้ในราคา 145 DKK ปราสาทเปิดให้เข้าชมในแต่ละช่วงเดือนแตกต่างกันครับ

เช็ครายละเอียดได้ที่ Visit Rosenborg Castle

63

เดินถ่ายรูปที่นี่อยู่นานเลยครับ ได้เวลาเข้าไปยังศูนย์กลางเมืองที่จัตุรัส Kongens Nytorv แล้ว เดินผ่านรูปปั้นสิงโตคู่ตรงไปออกประตูทางทิศตะวันตกของสวนแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Gothersgade ตรงยาวรวดเดียวประมาณ 600 เมตรก็ถึง Kongens Nytorv (King’s New Square) จัตุรัสขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของถนนคนเดิน Strøget

64

จัตุรัสแห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์คริสเตียนที่ 5 เมื่อปีค.ศ. 1670 เพื่อเป็นจุดเชื่อมระหว่างแนวป้อมปราการกับพระราชวัง โดยตรงกลางจัตุรัสมีรูปปั้นของพระเจ้าคริสเตียนที่ 5 ตั้งตระหง่านอยู่

อาคารที่ด้านหนึ่งของจัตุรัสคือ Det Kongelige Teater หรือ Royal Danish Theatre โรงละครที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1874 เพื่อใช้เป็นโรงชมละครสำหรับกษัตริย์เดนมาร์กซึ่งต่อมากลายเป็นโรงละครแห่งชาติ ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนเป็นสถาบันสอนศิลปะการแสดงแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โอเปร่า บัลเล่ต์ ดนตรีคลาสสิก และละครเวที

แต่ที่จัตุรัสนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟใต้ดินเพิ่มเติมมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ สภาพจึงเละเทะแบบถ่ายรูปอาคารสวยงามรอบๆ จัตุรัสมาไม่ได้เลยครับ

65

ตรงไปอีกนิดก็เจอ Mindeankeret อนุสรณ์สถานรูปสมอเรือที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารเรือผู้กล้าและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง นั่นก็คือ Nyhavn

66

Nyhavn (New Harbour) ย่านบันเทิงริมฝั่งคลองที่รายล้อมด้วยอาคารสีสันสดใสซึ่งสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 บริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่มากมายตลอดแนวความยาวของท่าเรือ

67 68 69

เดินเลียบริมคลองและท่าเรือไปข้ามอีกสะพานวนกลับมาที่อนุสรณ์สมอเรือ

หยุดถ่ายรูปบนสะพานย้อนกลับไปทางที่เดินมา ได้ภาพแบบนี้ครับ

70

เลี้ยวขวาเข้าถนน Bredgade ไปราว 500 เมตร มองไปทางซ้ายก็เห็น Frederiks Kirke (Frederik’s Church) โบสถ์รูปทรงโดมขนาดใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวียที่รู้จักกันทั่วไปว่า Marmorkirken (Marble Church) โดยมีที่มาจากวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งก็คือหินอ่อน โบสถ์หลังนี้เริ่มสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1740 จากผลงานการออกแบบของ Nicolai Eigtved

71

โบสถ์เปิดให้เข้าชมได้ฟรีในวันจันทร์-พฤหัสบดี และเสาร์ ตั้งแต่ 10.00-17.00 น., วันศุกร์และอาทิตย์เปิด 12.00-
17.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Frederik’s Church opening hour

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมโดมได้หลายช่วงวันและเวลา ค่าขึ้นชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 35 DKK
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Frederik’s Church entrance fee

72 73

จากจุดนี้ถ้าเลี้ยวขวาเข้าถนนด้านหน้าโบสถ์หินอ่อนที่ชื่อ Frederiksgade ก็จะตรงไปยัง Amalienborg พระราชวังที่ประทับของกษัตริย์เดนมาร์กครับ

74

แต่เราเดินเข้าไปชมภายในโบสถ์และเดินอ้อมไปทางด้านหลังของโบสถ์ไปที่ถนน Store Kongensgade แล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปที่ร้านอาหารชื่อดังซึ่งราชวงศ์เดนมาร์กชื่นชอบมารับประทานอาหารที่นี่เป็นประจำ ร้านดังกล่าวมีชื่อว่า Ida Davidsen เป็นร้านเล็กๆ ที่ต้องสังเกตป้ายสีเหลืองหน้าร้านให้ดี ไม่งั้นอาจจะเดินเลยได้ เมนูเด่นของร้านนี้คือ Smørrebrød ซึ่งแปลว่าเนยและขนมปัง เมนูนี้คือ open-face sandwich เป็นอาหารสุขภาพที่ประกอบด้วยขนมปังแผ่นเล็กแผ่นเดียว โปะหน้าต่างๆ เช่น ไข่ต้ม ชีส กุ้งสด แซลมอน ผักต่างๆ ธัญพืช เป็นต้น

75

แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ลองชิมครับเพราะร้านปิดตอน 4 โมงเย็น เรามาถึงช้าไปครึ่งชั่วโมง ถ้าอยากชิมอาหารเดนนิชแท้ๆ ก็ควรจองล่วงหน้าหรือมาตอนร้านเปิด 10 โมงครึ่ง เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ถ้าไม่จองแล้วมาตอนเที่ยงๆ อาจจะไม่มีที่นั่งว่างก็ได้นะครับ

76

เดินกลับไปที่โบสถ์หินอ่อน Frederiks Kirke อ้อมไปที่ด้านหน้าโบสถ์แล้วตรงเข้าถนน Frederiksgade ไปยัง Amalienborg พระราชวังฤดูหนาวที่สร้างขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 18 เพื่อเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 300 ปีของราชวงศ์ Oldenburg หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีพระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่พำนักของเหล่าราชวงศ์หลังจากพระราชวัง Christiansborg ถูกเผาทำลายลงในปีค.ศ. 1794

77

ตรงกลาง Amalienborg Slotsplads จัตุรัสที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้า Frederick ที่ 5 ตั้งอยู่ ส่วนอาคารรอบๆ จัตุรัสคือพระราชวังทั้งสี่และโบสถ์หนึ่งหลังซึ่งทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นในสไตล์เดนมาร์กรอคโคโค

78 79

พิพิธภัณฑ์ของพระราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวันในบางช่วงบางเดือน เวลาเปิด-ปิดแตกต่างกันในแต่ละช่วงเดือน ส่วนใหญ่แล้วจะเปิดตั้งแต่ 11.00-16.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่มี 2 ราคาคือ 95 และ 75 DKK สามารถซื้อตั๋วรวมค่าเข้า Rosenborg Slot (Rosenborg Castle) ได้ในราคา 145 DKK

อัพเดทข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ Visit Amalienborg

80

5 โมงเย็นแล้ว อีกประมาณชั่วโมงนึงฟ้าก็จะมืด ต้องเร่งฝีเท้าเดินนิดหน่อยละ เดินไปที่ริมน้ำบริเวณ Amaliehaven มองข้ามทะเลไปคืออาคาร Operaen (Copenhagen Opera House) บนเกาะ Holmen

81

เดินไปทางซ้ายเลียบริมน้ำไปราว 700 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าประตูสวนไปยัง St. Alban’s Church โบสถ์แองกลิกันในสไตล์โกธิคประยุกต์ที่สร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1885-1887 เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนชาวอังกฤษในโคเปนเฮเกน

82

ใกล้กับโบสถ์คือ Gefionspringvandet หรือ Gefion Fountain น้ำพุที่มีรูปปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโคเปนเฮเกนซึ่งสร้างขึ้นตามตำนานการเกิดเมืองแห่งนี้ แต่วันนี้ไม่เปิดน้ำพุครับ ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวย

83

ข้ามสะพานเดินผ่านท่าเรือใหญ่และสวนหย่อมลงไปที่ริมทะเลอีกครั้ง ตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึง Den Lille Havfrue (The Little Mermaid)
รูปปั้นนางเงือกน้อยนั่งอยู่บนก้อนหินบริเวณท่าเรือโคเปนเฮเกนที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1909 ตามความต้องการของคาร์ล จาค็อปเซน ผู้ผลิตเบียร์ชาวเดนมาร์กซึ่งเกิดความประทับใจขณะชมการแสดงละครที่สร้างจากนิทานเรื่อง ‘The Little Mermaid’ จึงว่าจ้างเอ็ดวาร์ อีริคเซน ศิลปินท้องถิ่นให้สร้างงานประติมากรรมชิ้นนี้ขึ้นจนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของประเทศเดนมาร์ก รวมทั้งเป็นสถานที่ที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

84

มาถึงโคเปนเฮเกนก็ต้องได้ถ่ายรูปกับเจ้านางเงือกน้อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง! 555

85

เดินเลยต่อไปอีกแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามเส้นทางไปไม่นานก็ลงบันไดและข้ามสะพานเข้าไปในเขตของ Kastellet แนวป้อมปราการโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปดาวซึ่งได้รับการสงวนรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในเขตยุโรปเหนือ

86

ภายในมีอาคารต่างๆ ที่ส่วนมากใช้ทำกิจกรรมของกองทัพ รวมไปถึงโบสถ์ Kastelskirken และกังหันลม ปัจจุบันเปิดเป็นสวนสาธารณะให้ชาวเมืองมาพักผ่อนและออกกำลังกาย

87 88

เดินตรงผ่านอาคารสีแดงไปออกอีกประตูหนึ่ง ข้ามสะพานก็กลับไปที่โบสถ์ St. Alban อีกครั้ง

89

เดินต่อไปข้ามอีกสะพานตรงไปที่ถนน Esplanaden เลี้ยวขวาเดินไปไม่ไกลก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Bredgade อีกครั้ง

ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ของเมืองครับ

90

จุดนี้เราเดินทางไกลมาน่าจะเกิน 10 กิโลแล้ว โดยไม่ได้ใช้ตั๋ว 24 timer i alle zoner ขึ้นรถสาธารณะในโคเปนเฮเกนฟรีแม้แต่เที่ยวเดียว เพราะจุดท่องเที่ยวต่างๆ ตั้งแต่ถนน Strøget, จัตุรัส Kongens Nytorv, บริเวณริมทะเลไปจนถึงรูปปั้นนางเงือกน้อย ควรใช้วิธีการเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ มากกว่าการนั่งรถเมล์ซึ่งบางสายก็วิ่งวันเวย์วนอ้อมไปไกลคนละทางและบางที่ก็ไม่มีรถเมล์ไปถึงที่เป๊ะ ยังไงก็ต้องเดินอยู่ดีครับ

โชว์แผนที่เส้นทางรถไฟ รถไฟใต้ดิน และรถเมล์ ของโคเปนเฮเกนให้ดูหน่อยครับ

91

ซูมเข้ากลางเมืองนิดนึงครับ

92

จากตรงนี้ก็เช่นกันครับ ไม่มีรถเมล์กลับไปที่จัตุรัส Kongens Nytorv เราต้องเดินตามถนน Bredgade อีกราว 900 เมตร ผ่านโบสถ์รัสเซีย Aleksandr Nevskij Kirke และโบสถ์หินอ่อน Frederiks Kirke กลับไปยัง Kongens Nytorv

93

เดินไปทางขวาอ้อมรอบจัตุรัสเพราะมีไซต์งานก่อสร้างเต็มกลางจัตุรัส วนผ่านหน้า Hotel D’Angleterre ไปเข้าถนน Strøget อีกครั้ง เดินหาร้านอาหารรับประทานมื้อเย็นที่ถนนคนเดินใจกลางเมืองนี้

94

ถนนสายนี้มีร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกเยอะ เห็นร้านที่มีเมนู Smørrebrød ด้วย แต่ดูแล้วชิ้นไม่ใหญ่ กินยังไงก็ไม่อิ่ม และได้ข่าวมาว่ารสชาติไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ด้วย ถ้าจำไม่ผิดราคา 3 ชิ้น 95 DKK หรือประมาณ 500 บาท แต่คนเดนมาร์กเค้านิยมรับประทานกันมากๆ เลย

ขอหารูปมาให้ดูหน้าตาแทนละกันครับ

ผมจำได้ว่าตอนมาเที่ยวโคเปนเฮเกนครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนกินอาหารจีนที่ร้านแถวต้นถนน Strøget นี้แหละ เมื่อตอนบ่ายที่เดินเข้าถนน Strøget ก็เห็นร้านเดิมที่เคยกินยังคงเปิดขายอยู่ เลยขอย้อนรำลึกความหลังกลับไปกินที่ร้านนั้นอีกรอบ 555 จริงๆ ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะอาหารจีนมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารฝรั่ง ได้ปริมาณเยอะ แถมรสชาติถูกปากคนไทยแน่นอน

หิวหนักมากแล้ว ขอจัดมื้อใหญ่ๆ ที่ร้าน Beijing China Box ซึ่งเป็นร้านข้าวกล่อง take away หรือจะนั่งกินในร้านก็ได้ เลือกสั่งเป็นกล่องขนาดกลางราคา 50 DKK สั่งได้ 4 อย่าง จะเป็นข้าว ข้าวผัด เส้นหมี่ซั่ว กับกับข้าวพวกของทอดและผัก หรือจะสั่งแต่กับข้าวทั้ง 4 อย่างเลยก็ได้ครับ คนขายคีบเส้นแบบไม่ยั้งจนเกือบเต็มกล่อง ตักของทอด 2 อย่าง และผัดเปรี้ยวหวานอีก 1 อย่าง เรียกได้ว่าอิ่มฟินสุดๆ ครับ

เดินย่อยอาหารเลือกซื้อของที่ระลึกซะหน่อยแล้วค่อยเดินผ่าน Rådhuspladsen (City Hall Square) และสวนสนุก Tivoli ตามเส้นทางเดิมกลับสถานีรถไฟกลาง København H เดินทะลุโถงกลางของสถานีไปออกประตูหลังกลับโรงแรม

96

หากมีเวลาเหลือสามารถขึ้นรถเมล์สาย 11A ซึ่งจะวนไปตามจุดสำคัญต่างๆ ในเขตศูนย์กลางเมืองเพื่อชมวิวรอบเมืองได้นะครับ ใช้ตั๋ว 24 timer i alle zoner, City Pass 24 ชั่วโมง หรือจะซื้อตั๋วเที่ยวเดียว 24 DKK จากคนขับรถเมล์ก็ได้ครับ

ก่อนเข้าโรงแรมแวะ 7-Eleven ซื้อน้ำเปล่าขวดใหญ่ 1.5 ลิตร ราคาโปรโมชั่นแล้ว 27 DKK หรือประมาณ 140 บาทเอง! 555 และสำรวจราคาโค้กขวด 500 ml ราคา 25 DKK กาแฟถ้วยละ 30-35 DKK เครื่องดื่มแต่ละอย่างราคาย่อมเยาทั้งนั้น 55 เป็นค่าครองชีพปกติของประเทศแถบสแกนดิเนเวียนะครับ ไม่ต้องตกใจ อย่าเอาราคาไปคูณ 5 บาทกว่าๆ ก็จะไม่ซีเรียสครับ อิอิ

วันแรกหลังจากบินไกล 11 ชั่วโมงกว่าและเดินอีกกว่า 10 กิโล ร่างกายก็ต้องมีอาการอ่อนล้าบ้างครับ สองทุ่มนิดๆ ก็เข้าห้องพักไปทำธุระต่างๆ และจัดกระเป๋าเดินทางให้พร้อมออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ก่อนเข้านอนตอน 5 ทุ่ม หัวถึงหมอนปุ๊บก็จอดับปั๊บเลย ZzZz

ลืมตาอีกทีตอน 7 โมงเช้าวันที่ 2 ของทริปเลยครับ เมื่อคืนหลับสนิทมากๆ

บ่ายวันนี้เราจะบินไป Faroe Islands ครับ ตอนเช้าจึงพอมีเวลาเที่ยวโคเปนเฮเกนต่ออีกจนถึงประมาณ 10 โมงครึ่งก็ต้องเตรียมตัวไปสนามบินแล้ว

เช้านี้เราจะเดินไปแฮฟเบรคฟาสต์ที่โรงแรมที่ได้ชื่อว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลกนามว่า Central Hotel og Café ในย่าน Vesterbro ซึ่งอยู่ไกลจากโรงแรมที่เราพักประมาณ 1 กิโลเมตร

97

โรงแรมนี้ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของช่างซ่อมรองเท้า ต่อมาเมื่อกลางปี 2013 Leif Thingtved เจ้าของอาคารได้ทำการปรับปรุงและตกแต่งใหม่ทั้งหมดในสไตล์ย้อนยุคและเปิดเป็นโรงแรมและคาเฟ่ ชั้นล่างเป็นคาเฟ่ฮิปๆ ขายอาหารเช้า ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัวขนาด 8×10 ฟุต ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น โทรทัศน์จอแบน ไฮสปีดอินเตอร์เน็ต และมินิบาร์ หลังจากเปิดบริการโรงแรมก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจนต้องจองล่วงหน้ากันหลายเดือน โดยราคาค่าห้องพักเฉลี่ยสูงถึงคืนละประมาณ 170 ปอนด์เลยทีเดียว

98

ออกจากโรงแรมที่พักของเรา เดินไปทางขวาพอถึงสี่แยกแรกก็เลี้ยวขวาเดินตามถนน Colbjørnsensgade ไม่ไกลจนเจอถนนใหญ่ชื่อ Vesterbrogade ก็เลี้ยวซ้ายและเดินตรงยาวจนผ่านหอนาฬิกาของห้าง føtex เลี้ยวขวาเข้าถนน Værnedamsvej ไปไม่ไกลก็เห็นคาเฟ่ชื่อดังอีกแห่งของโคเปนเฮเกนชื่อว่า Granola เลี้ยวขวาเข้าถนน Tullinsgade หน้าร้านตรงไปอีกราว 100 เมตรก็ถึง Central Hotel og Café พอดีเวลาร้านเปิด 8 โมงเช้าครับ

99

มื้อเช้าแบบเดนนิชง่ายๆ คือ Pariser Toast เป็นขนมปังปิ้งกับแฮมและชีสอัน 45 DKK + กาแฟคัปปูชิโนถ้วยละ 35 DKK อิ่มแน่นท้องดีเลย มื้อนี้จ่ายไป 80 DKK (ประมาณ 420 บาท) จะว่าแพงก็แพงนะครับ 555

100 101 102

ก่อน 9 โมง เดินกลับทางเดิมไปที่สถานีรถไฟกลาง København H

เวลาที่เหลืออีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งของเช้าวันนี้ เราจะนั่งรถเมล์บวกเดินไปสถานที่ที่สำคัญไม่มากเท่ากับวันแรกที่เราไปเที่ยวกันมา ถ้าใครเหนื่อยหรือไม่มีเวลามากพอก็สามารถตัดออกจากโปรแกรมได้นะครับ

เข้าไปในสถานีรถไฟกลางเพื่อกดตู้ซื้อ enkeltbillet 2 zoners หรือ Single trip ticket แบบ 2 โซน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 24 DKK (ซื้อจากคนขับรถเมล์ได้ ควรเตรียมเหรียญไว้ให้พร้อม) เพราะตั๋ว 24 timer i alle zoner ที่ซื้อมาตอนเกือบ 9 โมงเช้าเมื่อวานหมดอายุพอดี

ตั๋ว enkeltbillet 2 zoners สามารถใช้โดยสารขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ได้ไม่จำกัดภายในเขตโซน 2 ของโคเปนเฮเกน (สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ อยู่ไม่เกินโซน 2) และสามารถใช้ต่อรถประเภทอื่นได้ภายใน 1 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ใช้ตั๋วครั้งแรก

103

เดินออกไปหน้าสถานีรถไฟซึ่งมีป้ายรถเมล์หลายสาย ขึ้นรถเมล์สาย 9A จากป้ายฝั่งเดียวกับสถานีไป Christiania ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ไกลสุดของวันนี้ก่อนเลย แล้วค่อยเดินเที่ยวเข้าเมืองเรื่อยๆ (ถ้าขึ้นสาย 2A, 37, 40 รถเมล์จะจอดที่สถานีรถไฟใต้ดิน Christianshavn แล้วต้องเดินอีกประมาณ 500 เมตร)

Christiania หรือ Fristaden Christiania (Freetown Christiania) ย่านชื่อดังที่เต็มไปด้วยศิลปะบนผนังกำแพงและพื้นถนน รวมถึงการแสดงแบบเปิดหมวก งานศิลปะและประติมากรรมที่ไม่ธรรมดา ซึ่งนั่นคือสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตของชุมชนอิสระที่ตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1971 อย่างถูกต้องตามกฎหมายแห่งนี้

104

เดินเข้าประตูหลักของชุมชนบุปผาชนที่ดูคล้ายแหล่งเสื่อมโทรม แต่ความจริงดินแดนแห่งนี้เป็นที่รวมของเหล่าศิลปินสตรีทอาร์ทและผู้ที่รักการใช้ชีวิตอิสระ

105

ภายในอาณาเขตมีทั้งบ้านเรือน ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของทำมือเก๋ๆ แต่เรามากันตั้งแต่เช้า พวกเค้ายังไม่ค่อยตื่นกันครับ มีแค่ร้านกาแฟที่เปิดบ้างเท่านั้น

106 107 108

เช้านี้ฝนตกไม่เบาจึงเที่ยวได้ไม่ค่อยถนัด เดินดูความแนวของชุมชนที่เหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งของโคเปนเฮเกนไม่นานก็ต้องย้ายไปที่อื่นต่อแล้ว ที่ต่อไปที่เราจะเดินไปคือ Vor Frelsers Kirke ครับ

เดินออกนอกเขต Christiania ไปที่ถนนเดิมที่ลงรถเมล์ เดินไปทางซ้ายตามถนน Prinsessegade มุ่งหน้าไปทางยอดแหลมของโบสถ์แป๊บเดียวก็ถึง Vor Frelsers Kirke โบสถ์ศิลปะแบบบาโรคที่สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1680 โดยใช้เวลาก่อสร้างและตกแต่งนานถึง 14 ปี

109

โบสถ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน 11.00-15.30 น. ปิดเมื่อมีพิธีทางศาสนา สามารถขึ้นหอคอยไปชมวิวมุมสูงของโคเปนเฮเกนซึ่งผมบอกว่าจุดนี้สวยกว่าขึ้นหอคอย Rundetaarn โดยในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. วันจันทร์-เสาร์ เปิดตั้งแต่
09.30-19.00 น., วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิด 10.30-19.00 น. ถ้ามีฝนตกหนัก หิมะ และลมแรง หอคอยจะปิดชั่วคราว

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Visit Vor Frelsers Kirke

110

แต่วันนี้โชคไม่ดีที่มีฝนตกและหอคอยโบสถ์ก็ยังไม่เปิดด้วย อดขึ้นเลยคร้าบ!

เดินตรงต่อไปตามถนน Prinsessegade จนถึงสี่แยกใหญ่ เลี้ยวขวาเดินไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน Christianshavn จากจุดนี้สามารถนั่งรถเมล์สาย 2A, 9A, 37, 40 หรือเดินตรงตามถนน Torvegade ข้ามสะพานเล็กและสะพานใหญ่ไปประมาณ 600 เมตรก็จะถึงอาคาร Børsen แต่ผมอยากแวะถ่ายรูปจากสะพานเล็กลงไปที่ Christianshavns Kanal คลองที่มีวิวคล้ายที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เลยเลือกเดินเอาครับ ถ้าฝนไม่ตกวิวจากตรงนี้คงจะสวยกว่านี้เยอะเลย

111

เดินต่อไปข้ามสะพานใหญ่ไม่ไกลก็ถึง Børsen หรือ The Stock Exchange อาคารที่ทำการตลาดหุ้นที่สร้างขึ้นในสไตล์ดัตช์เรอเนสซองส์ในระหว่างปีค.ศ. 1619-1640 ซึ่งนับเป็นอาคารตลาดหุ้นที่มีอายุมากที่สุดของประเทศ การออกแบบอาคารได้รับแรงบันดาลใจจากรูปร่างของมังกร 4 ตัว ที่มีหางรวมกันอยู่ตรงกลางตั้งขึ้นเป็นยอดหอคอยสูง 56 เมตร

112

เลยไปอีกนิดมีอาคารขนาดใหญ่ นั่นก็คือ Christiansborg Slot (Christiansborg Palace) พระราชวังสไตล์นีโอบาโรคตั้งอยู่ที่ Christiansborg Slotsplads หรือจัตุรัสคริสเตียนสบอร์กบนเกาะ Slotsholmen (Castle Islet) ซึ่งล้อมรอบด้วยคูน้ำ

113

114
photo credit: www.aaccessmaps.com

บริเวณนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางการปกครองทั้งหมด ภายในประกอบด้วยสถานที่สำคัญของประเทศ อาทิ รัฐสภา (Folketinget) ที่ทำการของนายกรัฐมนตรี ศาลสูงแห่งเดนมาร์ก รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ เช่น ห้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

The Royal Reception Rooms ของพระราชวังเปิดให้เข้าชมในช่วงเดือนต.ค.-เม.ย. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. วันที่ 8 และ 29 ส.ค. ปิด
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Christiansborg Palace opening hour

ค่าเข้าชมแบบเข้าได้ทุกห้องสำหรับผู้ใหญ่ราคา 150 DKK ถ้าเลือกเข้าชมแต่ละห้องก็มีค่าเข้าแตกต่างกัน
อัพเดทข้อมูลได้ที่ Christiansborg Palace entrance fee

การเข้าชมอาคารรัฐสภาต้องผ่านไกด์ทัวร์ฟรีในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00 น. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ควรจองที่ล่วงหน้า นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นหอคอยของรัฐสภาได้ฟรีทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์
รายละเอียดต่างๆ ที่ Visit the Danish Parliament

115

เดินเข้าประตูหอคอยทะลุไปออกอีกด้านหนึ่งของอาณาเขตพระราชวัง

116

ข้ามสะพานไปยัง Nationalmuseet (National Museum of Denmark) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก

117

ได้เวลากลับโรงแรมไปเช็คเอาท์และเดินทางไปสนามบินแล้วครัช
ขากลับ เดินเลียบคลองผ่านอาคาร Nationalmuseet แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Stormgade ตรงผ่านสี่แยกแรกซึ่งถ้าเลี้ยวขวาเข้าถนน Vester Voldgade ไปไม่ไกลก็จะกลับไปยัง Rådhuspladsen (City Hall Square) เดินตรงต่อไปเข้าถนน Tietgensgade เห็นอาคาร Ny Carlsberg Glyptotek อยู่ทางซ้ายมือ ส่วนทางขวาคืออีกด้านของสวนสนุก Tivoli

118 119

ตรงไปจนถึงหัวมุมสวนสนุกแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Bernstorffsgade กลับสถานีรถไฟกลาง København H

120

เดินทะลุอาคารสถานีกลับโรงแรมเก็บสัมภาระและเช็คเอาท์

ตอนแรกกะจะขึ้นรถไฟขบวนที่ออกเวลา 10.40 น. และจะไปถึงสนามบินก่อน 11 โมง แต่ไปขึ้นไม่ทันครับ จึงต้องเลือกขบวนถัดไปที่จะออกตอน 11.00 น. แทน

ขนของเดินกลับไปที่สถานีรถไฟกลางอีกครั้ง กดตู้ซื้อตั๋วรถไฟโดยเลือกซื้อ enkeltbillet 3 zoners หรือ Single trip ticket แบบ 3 โซน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 36 DKK (ตั๋วมีอายุ 1 ชั่วโมง) แล้วลงบันไดเลื่อนไปที่ชานชาลารอขึ้นรถไฟขบวน Re-tog (regional train) DSB-Lines ไปสนามบิน Kastrup Lufthavn ซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง 17 นาที แต่รถไฟออกเลตนิดหน่อยจึงไปถึงสนามบินก่อนเวลาไฟลท์ออกไป Faroe Islands ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

121

เดินไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน Atlantic Airways ซึ่งไม่มีคนต่อคิวเลย สบายๆ โหลดกระเป๋าใหญ่
รับ boarding pass แล้วขึ้นบันไดเลื่อนไปผ่าน security check และเดินไปรอเครื่องที่เกทซึ่งจะออกเดินทางไปหมู่เกาะแฟโรในเวลา 12.55 น.

122

123

แล้วพบกันในรีวิวตอนต่อไปที่ Faroe Islands ซึ่งไม่น่าจะหาชมได้ที่ไหนนะครับ 🙂

124

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต