เที่ยวเองอิตาลีเหมือนเดิม..เพิ่มเติมคือเมืองใหม่ ตอนที่ 1 “Cinque Terre” หมู่บ้านริมหน้าผาแสนน่ารักแห่งลิกูเรีย

เที่ยวเอง รีวิว อิตาลี cinque terre vernazza manarola riomaggiore italy
เที่ยวเอง กวาดเรียบเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ อเดรียติก แถมบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวินา อีกประเทศ

Trip map

เมื่อวานเราเดินทางจากฝรั่งเศสใต้และโมนาโกข้ามชายแดนเข้าประเทศอิตาลีพักค้างคืนที่เมืองเจนัว 1 คืนครับ เริ่มเช้าวันใหม่ในประเทศที่ 3 ของทริป ‘อิตาลี’ ครับ
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 1 “Nice” เมืองตากอากาศชื่อดังสุดหรูของฝรั่งเศส
มีความชิค ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตอนที่ 2 “Monaco” ประเทศเล็กๆ สุดหรูหราเว่อร์วัง

วันที่ 3 นี้ เราจัดแพลนเดินเที่ยวในเมืองเจนัวก่อนซักครึ่งวัน เที่ยงๆ ค่อยนั่งรถไฟไปเที่ยวชมหมู่บ้าน/เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนชื่อดังของอิตาลีที่เรียกชื่อว่า Cinque Terre โดยใช้เมือง La Spezia เป็นฐานที่มั่นครับ

1

photo credit: goeurope.about.com
photo credit: goeurope.about.com

Cinque Terre (Çinque Tære) หรือชิงเกว แตร์เร มีความหมายว่า Five Lands ประกอบด้วย Monterosso al Mare, Vernazza, Corniglia, Manarola และ Riomaggiore แต่เราขอเลือกหมู่บ้านที่ชอบที่สุดแค่ 3 แห่งพอคือ Vernazza, Manarola และ Riomaggiore

3.2
photo credit: www.lifeinriviera.com

ก่อนอื่นขอแวะเข้าไปเที่ยวกลางเมืองเจนัวซัก 3 ชั่วโมง

เจนัว (Genoa) หรือ Genova ในภาษาอิตาเลียน คือเมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี เมืองนี้เป็นเมืองท่า มีท่าเรือน้ำลึกเป็นแหล่งค้าขายและอุตสาหกรรมของประเทศ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว คนที่มาเจนัวมักจะมาเพื่อใช้เป็นที่มั่นในการเดินทางต่อไปเมืองเล็กๆ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น Portofino, Sestri Levante แต่ไหนๆ เราก็มาค้างคืนที่นี่แล้วจึงต้องขอเดินชมเมืองดูหน่อย จากการ search ดูรูปสถานที่ต่างๆ ของเจนัวแล้วก็ไม่ขี้เหร่นะ ให้เวลาครึ่งวันเช้าเดินเที่ยวก็ไม่ได้แย่อะไร

เช้านี้ฝนตกพรำๆ อากาศเย็นนิดๆ ครับ 9 โมงเช้าก็ออกจากโรงแรม เดินไปทางซ้ายตามถนน Via Balbi แป๊บเดียวก็เห็นอาคาร Palazzo Reale (Royal Palace) หรือ Palazzo Stefano Balbi อยู่ทางขวามือ
พิพิธภัณฑ์สำคัญของเจนัวนี้เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-เสาร์ตั้งแต่ 09.00-19.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดเปิด 13.30-19.00 น. วันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือนเปิด 09.00-19.00 น. ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชมราคา 4 ยูโร ผู้ที่มีอายุ 18-25 ปี 2 ยูโร อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าชมฟรี

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Royal Palace

5

เราไม่ได้เข้าชมภายในครับ เดินผ่านไปเลี้ยวขวาเข้าซอยแคบๆ ชื่อ Vico Sant’Antonio สุดทางก็เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Via di Prè ถึงถนนใหญ่ เดินไปทางด้านข้างของป้อมประตูหิน Porta dei Vacca

6

เข้าถนน Via Antonio Gramsci ตามทางของสะพานรถที่อยู่ข้างบนไปไม่ไกลก็เป็นท่าเรือ Marina Porto Antico di Genova (Luxury Marina of Genoa)

7

8

ถ่ายรูปท่าเรือยอร์ชและเรือโบราณไปเรื่อยๆ จนถึง Acquario di Genova (Aquarium of Genoa) ซึ่งมีเด็กๆ ยืนรอเข้าชมสัตว์น้ำเต็มเลย

9

เดินลอดใต้สะพานไปที่ Piazza Caricamento ไปยัง Palazzo San Giorgio (Palace of St. George) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Palazzo delle Compere di San Giorgio วังที่งดงามด้วยลวดลายเพนท์ติ้งคลาสสิก (ระยะทางจากโรงแรมประมาณ 1 กิโลเมตร)

10

11

เดินเข้าถนนด้านข้างของวังผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน San Giorgio เลี้ยวขวาเข้าถนน Via Frate Oliverio แล้วเลี้ยวซ้ายไปก็คือถนน Via San Lorenzo ถนนสายหลักเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง

12

ตรงไปราว 200 เมตรผ่านวิหาร Cattedrale di San Lorenzo ไปไม่ไกลก็ถึง Piazza Giacomo Matteotti

13

จัตุรัสกว้างซึ่งเป็นที่ตั้งของ Palazzo Ducale (Doge’s Palace) และโบสถ์ Chiesa del Gesù e dei Santi Ambrogio e Andrea

14

15

เลี้ยวซ้ายเข้าถนนด้านหน้าโบสถ์ Gesù e dei Santi Ambrogio e Andrea ไปนิดเดียวก็ถึง Piazza de Ferrari

16

จัตุรัสสำคัญที่สุดของเจนัวเป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญของเมืองมากมายคือ Palazzo Ducale (Doge’s Palace) และ Teatro Carlo Felice (Theatre Carlo Felice) โรงโอเปร่าประจำเมืองซึ่งด้านหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์ Monumento a Garibaldi ตั้งอยู่ ตรงกลางจัตุรัสมีน้ำพุใหญ่เป็นแบ็คกราวด์ถ่ายรูปยอดนิยมครับ

17

18

เดินผ่าน Monumento a Garibaldi ด้านข้างของโรงโอเปร่า Carlo Felice ตรงเข้าถนน Via XXV Aprile

19

โค้งซ้ายไปที่ Piazza delle Fontane Marose ตรงไปอีกนิดก็เห็นทางเข้าถนน Strada Nuova อยู่ทางซ้ายมือ

20

21

ปัจจุบันถนนนี้มีชื่อว่า Via Garibaldi คือถนนสายหลักในเขตเมืองเก่า ถนน Garibaldi มีอาคารเก่าแก่มากมาย เดินตรงไปไม่นานก็เจอ Palazzo Rosso (Red Palace) ซึ่งปัจจุบัน Musei di Strada Nuova

22

23

เลยไปอีกนิดคือ Palazzo Bianco (White Palace) ที่ Piazza della Meridiana

24

ตรงต่อเข้าถนน Via Cairoli อีกราว 300 เมตรไปจนถึงถนนใหญ่ เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Largo della Zecca และ Via Paolo Emilio Bensa

25

ไม่ไกลก็เห็นวงเวียนที่ Piazza della Nunziata ตรงเข้าทาง Via Balbi ด้านข้างโบสถ์

photo credit: www.hot-map.com
photo credit: www.hot-map.com

เดินขึ้นทางลาดผ่าน Palazzo Reale (Royal Palace) อีกครั้งกลับโรงแรม ยังไม่ 11 โมงก็ถึงแล้ว
เดินเล่นชมเมืองเจนัวแค่ 2 ชั่วโมงโดยไม่มีแผนที่สบายๆ ครับ

27

แต่ยังไม่เข้าไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ ขอไปสถานีรถไฟเปิดใช้บัตรโดยสาร Eurail Italy Pass ก่อน เราให้
เอเจนซี่ G.M. Tour&Travel จองที่นั่งของรถไฟด่วนขบวนที่ขึ้นต้นด้วย Freccia ซึ่งการรถไฟอิตาลีบังคับให้ต้องจอง
ที่นั่งล่วงหน้าก่อนขึ้นรถไฟโดยเสียค่าจองเพิ่มอีกที่นั่งละ 10-15 ยูโร แม้ว่าจะมี Italy Pass แล้วก็ตาม เราจะใช้รถไฟด่วน Freccia ทั้งหมด 4 ขบวนในทริปนี้จึงต้องเสียค่าจองคนละ 45 ยูโร (ไปจองที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วในสถานีรถไฟก็ได้ครับ เสียค่าจอง 10 ยูโรเท่ากันสำหรับขบวน Frecciabianca และ Frecciarossa ส่วนขบวน Frecciargento ค่าจอง 15 ยูโร ถ้าไม่จองที่นั่งก่อนขึ้นรถไฟก็ไปจ่ายค่าจองบนรถกับนายตรวจได้แต่ต้องจ่ายแพงกว่าคือ 18 ยูโรเลย
เช็คเวลา ขบวน และราคาตั๋วรถไฟอิตาลีได้ที่ Italy train

เข้าไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วขอเปิดใช้ Eurail Pass เจ้าหน้าที่ก็แค่กรอกวันที่เริ่มใช้พาสวันแรกก็คือวันนี้นี่เอง

28

จัดการธุระเรื่องรถไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินกลับโรงแรมเตรียมขนกระเป๋าไปขึ้นรถไฟ ก่อนเข้าโรงแรมแวะซื้ออาหารง่ายๆ ไปกินบนรถไฟ เลือกซื้อพิซซ่าชิ้นใหญ่แค่ 3.90 ยูโรที่ร้านใกล้ๆ โรงแรมที่เห็นว่าหน้าตาดีหลายทีละ

จากนั้นก็เดินกลับโรงแรม เอากระเป๋าและเดินไปสถานีรถไฟ Genova Piazza Principe อีกครั้ง เดินไปที่ชานชาลารอรถไฟด่วน Frecciabianca ขบวน 9773 ซึ่งจะออกเดินทางตอน 12.12 น. (ถ้าไม่มี Eurail Italy Pass ก็สามารถซื้อตั๋วรถไฟ Genova – La Spezia ทางออนไลน์ได้ในราคา 9 ยูโร แต่ถ้าซื้อใกล้วันเดินทางมากหรือไปซื้อที่เคาน์เตอร์ราคาก็จะแพงขึ้นครับ)

29

เรามี Italy Pass ชั้น 1 อยู่แล้วจึงขึ้นโบกี้ชั้น 1 ได้สบาย รถไฟด่วน Frecciabianca ต้องนั่งตามหมายเลขที่นั่งที่จองไว้ครับ รถไฟขบวนนี้สะอาด ไม่ค่อยมีผู้โดยสาร ปลอดผู้คน ความเสี่ยงที่จะถูกขโมยกระเป๋าก็น้อยลง แนะนำว่าถ้าจะเที่ยวอิตาลีโดยรถไฟให้ซื้อตั๋วชั้น 1 ไปเลยครับ แพงกว่าแต่สบายใจกว่า แต่ถ้าขบวนไหนไม่มีโบกี้ชั้น 1 ก็ควรนั่งใกล้ๆ กระเป๋าหรือซื้อลวดมาล็อคคล้องกระเป๋าไว้กับเสาเลย จะได้ไม่หวาดเสียวกระเป๋าหาย

30

นั่งชิลล์กินพิซซ่าไปด้วย แค่ชั่วโมงเดียวรถไฟก็ซิ่งรวดเดียวถึงสถานีรถไฟกลาง La Spezia หรือ Stazione La Spezia Centrale เพราะรถไฟด่วนจอดแค่สถานีเดียวคือ Genova Brignole

ออกจากสถานี เดินไปทางซ้ายตรงลูกเดียวประมาณ 600 เมตร แล้วเลี้ยวขวาที่ถนน Via Cernaia ไปเช็คอินที่ Affittacamere The Tramp หน้าที่พักเป็นตึกเก่าสูงหลายชั้น ต้องกดออดเรียกให้เจ้าของเปิดประตูหน้าให้เข้า แล้วขึ้นลิฟท์โบราณไปที่ชั้นของที่พัก ห้องพักสำหรับ 2 คน คืนนี้ราคา 48.60 ยูโร + city tax อีกคนละ 1.50 ยูโร รวมอาหารเช้า แบ่งกันจ่ายพันนิดหน่อยครับ

31.1

คนที่มาเมือง La Spezia ร้อยละร้อยก็ว่าได้คือเพื่อใช้เป็นที่มั่นสำหรับเดินทางไปเที่ยว 5 หมู่บ้าน Cinque Terre ครับ เพราะเมืองนี้อยู่ไม่ไกลและมีรถไฟไป-กลับได้สะดวก

La Spezia เป็นเมืองท่าเรือสินค้าเหมือนกับเจนัว ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่มีสถานที่สวยงามน่าสนใจเลย เราก็เหมือนกับคนอื่นครับ มาที่นี่เพื่อพักค้างคืนเก็บกระเป๋าใหญ่แล้วเดินตัวเปล่าเที่ยวหมู่บ้านของ Cinque Terre

photo credit: goeurope.about.com
photo credit: goeurope.about.com

เดินกลับสถานีรถไฟเพื่อจับรถไฟท้องถิ่นขบวน Regionale 21202 ที่จะออกไป Vernazza ตอนบ่ายสองตรง เรามี Italy Pass จึงโดดขึ้นรถไฟได้เลย (ปกติ ตั๋วรถไฟ La Spezia – Vernazza ราคา 2.40 ยูโร)
เช็คเวลาและราคาตั๋วรถไฟได้ที่ Italy train

นั่งรถไฟผ่านสถานี Riomaggiore, Manarola และ Corniglia ไปก่อน แค่ 18 นาทีก็ถึงสถานี Vernazza แล้วครับ (เลยไปอีก 1 สถานีคือ Monterosso al Mare หมู่บ้านในชิงเกว แตร์เรที่อยู่ไกลจาก ลา สเปเซีย ที่สุด)

เดินตามถนนหลักของเมืองไปที่ริมทะเลซึ่งเป็นหาดทรายเล็ก มีโบสถ์ Santa Margherita di Antiochia อยู่ทางขวา ส่วนทางซ้ายบนเนินเขาเป็นที่ตั้งของป้อมเก่าแก่ Castello Doria

33

34

คลำหาทางขึ้นเขาเพื่อหามุมถ่ายภาพ Vernazza จากที่สูง โดยเดินมั่วๆ เข้าซอกแคบๆ ด้านเดียวกับโบสถ์ ขึ้นบันไดซอกแซกไปตามบ้านชาวบ้านไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ

35

36

เดินตามเส้นทางธรรมชาติขรุขระ ลื่นบ้างบางช่วง หาเหลี่ยมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดครับ จึงได้ภาพแบบนี้ แม้จะหอบแต่ก็ฟินจริมๆ

37

38

เดินกลับทางเดิมลงเขาไปที่ตัวเมืองและท่าเรือถ่ายรูปเล่นจนทั่วแต่ไม่ได้ขึ้นไปที่ป้อมเพราะอยากขึ้นรถไฟรอบ
15.44 น. ไป Manarola เลย ขี้เกียจรอขบวนต่อไปอีกเกือบ 40 นาที จึงต้องทำเวลาไปสถานีรถไฟให้ทัน
(ปกติ ตั๋วรถไฟ Vernazza – Manarola ราคา 2.10 ยูโร)

39

นั่งรถไฟท้องถิ่นขบวน Regionale 21223 ย้อนทางเดิมผ่านสถานี Corniglia แค่ 7 นาทีก็ลงที่สถานี Manarola เดินตามฝูงชนเข้าเมืองแป๊บเดียวก็เห็นน้ำทะเลแล้ว

40

41

เดินตามทางเดินเรียบสะดวกทางขวามือเลาะเลียบริมชายฝั่งถ่ายรูปบ้านเรือนสีสันสวยสดตามแนวโขดหินขนาดยักษ์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เดินไปจนสุดทางก็เดินกลับทางเดิม

42

43

มานาโรลาเดินเที่ยวง่ายสะดวกมากครับ ไม่ต้องขึ้นเขาสูงชันบางช่วงเหมือนแวร์นาซซ่า นักท่องเที่ยวจึงเยอะคึกคักกว่าครับ ในเมืองมีร้านไอติมหลายร้าน แต่มีร้านนึงคนซื้อเยอะมาก เราเลยต้องจัดซะหน่อย มาเที่ยวอิตาลีทั้งทีก็ต้องขอลองเจลาโต้ของแท้สิ จัดมาโคนนึง 1 สกู๊ป 1.50 ยูโร ไม่แพงเลย

44

มีเวลาเหลือเฟือครับ จาก Manarola สามารถเดินเลียบริมทะเลเหนือทางรถไฟไป Riomaggiore ได้เลย ระยะทางประมาณกิโลกว่าๆ แต่ได้ข่าวว่าทางปิดซ่อมเพราะหินถล่ม ไม่รู้ว่าเปิดให้ใช้ได้รึยัง เราจึงลองเดินไปทางด้านหลังของสถานีรถไฟขึ้นไปเหนือทางรถไฟ เดินไปสักพักก็เห็นว่ามีประตูปิดกั้นไม่ให้เดินต่อ จึงต้องเดินกลับไปที่สถานีรถไฟไปขึ้นรถไฟไป Riomaggiore ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่เราเลือกไปครับ

45

รถไฟกำลังจะมาถึงชานชะลาตอน 17.22 น. เรารีบควบไปขึ้นทันเวลาพอดี ถ้าพลาดจะต้องรออีกครึ่งชั่วโมงเลย นั่งไปอีก 2 นาทีก็ถึงสถานี Riomaggiore แล้ว (ปกติ ตั๋วรถไฟ Manarola – Riomaggiore ราคา 1.80 ยูโร

ริโอมาจจิออเร่ (Riomaggiore) เป็นหมู่บ้านที่จิ๋วที่สุด แต่ความสวยงามไม่แพ้สองหมู่บ้านที่แล้วเลย เดินตามป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านใต้อุโมงค์ไกลเหมือนกันกว่าจะถึงกลางหมู่บ้าน ลงบันไดเดินไปทางทะเลแล้วขึ้นบันไดทางซ้ายผ่านลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส

46

หาทางทะลุไปออกริมทะเลแล้วเดินขึ้นไปที่ลานโล่งจุดชมวิวซึ่งมองกลับไปเห็นตัวหมู่บ้านสีสันจี๊ดจ๊าดแจ่มแจ๋วจริงๆ ครับ

47

48

เดินลงไปที่โขดหินข้างล่างหามุมถ่ายรูปบ้านสีสันฉูดฉาดที่กำลังถูกแสงอาทิตย์สาดแสงทองเข้ากระทบ เกิดเป็นภาพสุดงามงดเลยครัช

49

50

เดินเล่นหามุมถ่ายรูปรอบๆ ท่าเรือพอแล้วก็เดินไปหาร้านอาหารหน้าตาดีรับประทานมื้อเย็น เดินดูเมนูหลายๆ ร้านแล้วกินไม่ลงเลยครับ เมนดิชแต่ละอย่างราคาเกิน 15 ยูโรทั้งนั้น เลยลองเดินไปทางด้านหลังของหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ที่พักอยู่แถวๆ นี้แหละ ร้านอาหารก็เยอะอยู่ คนคึกคักกว่าฝั่งริมทะเลอีก มองเห็นร้าน Mamma Mia! โชว์เมนู Mix Calamari หน้าตาดีน่ากินมาก จึงเลือกร้านนี้ สั่งหมึกคาลามารี่ทอดกรวยนึง 5 ยูโร และ French Fries Wurstele e Salsiccia อีกกรวย 5 ยูโร กินให้ฟินไปข้าง

51

52

เดินกลับสถานีรถไฟให้ทันขบวน 18.55 น. เพราะถ้าตกรถขบวนนี้จะต้องรออีกครึ่งชั่วโมง นั่งกลับ La Spezia แค่ 10 นาทีก็ถึงแล้ว (ปกติ ตั๋วรถไฟ Riomaggiore – La Spezia ราคา 2.10 ยูโร)

53

ทุ่มนิดๆ เดินเข้ากลางเมืองไปเดินเล่นดูวิถีชีวิตชาวเมืองนี้หน่อยว่าเย็นย่ำแล้วยังคึกครื้นกันอยู่มั้ย ใช้เส้นทางเดียวกับตอนเดินไปเช็คอินเข้าที่พักครับ แต่พอถึงวงเวียนกลางถนนก็เดินตรงเข้าถนนทางขวาที่ชื่อ Via Fiume

54

เดินตามถนนคนเดินไม่ไกลก็ถึง Piazza Giuseppe Garibaldi จัตุรัสจุดนับพบกลางเมือง

55

ตรงต่อเข้า Via del Prione ถนนคนเดินอีกสายที่ยังเต็มไปด้วยผู้คนมาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และรับประทานอาหารเย็น สภาพก็คล้ายๆ เมืองในยุโรปทั่วไปที่ถนนการค้าจะดูมีชีวิตชีวายามเย็นหลังเลิกงาน ความรู้สึกของเราแตกต่างจากตอนเย็นที่เดินเล่นที่เจนัวเลยครับ

56

เดินยาวตรงไปจนสุดถนนก็เห็นสวน Parco Salvador Allende ถ้าเดินผ่านสวนไปก็จะถึง Porto della Spezia ท่าเรือซึ่งมีทั้งเรือสินค้าและเรือโดยสารที่มาจาก Manarola และ Portovenere

photo credit: www.acitymap.com
photo credit: www.acitymap.com

ขี้เกียจเดินต่อแล้วครับ ขอเดินกลับที่พักดีกว่า เดินเข้าถนนคนเดินเหมือนเดิมย้อนไปจนถึงแยกถนน Via Cernaia ก็เลี้ยวขวากลับไปทำกิจส่วนตัว เล่นอินเตอร์เน็ต จัดข้าวของ และเข้านอนพักเอาแรงไว้เที่ยวต่อพรุ่งนี้ซึ่งมีโปรแกรมเยอะนิดหน่อย จะไปไหนบ้างติดตามตอนหน้านะครับ 🙂

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต