ที่สุดธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เที่ยวเอง Faroe Islands ตอนที่ 1 “Gásadalur” ตะลึงวิวน้ำตกดิ่งลงมหาสมุทรที่หมู่บ้านไกลสุดเกาะ

เที่ยวเอง รีวิว หมู่เกาะแฟโร faroe islands

เที่ยวเอง Copenhagen – Faroe Islands

รีวิวนี้เป็นเรื่องราวของทริป “เก็บเกี่ยว..เที่ยวสแกนดิเนเวีย” ต่อจากรีวิวประเทศเดนมาร์กในตอนที่แล้วครับ

เที่ยวเอง..เที่ยวอีก “Copenhagen” เมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก

iceland-route-trip

ตอนนี้เราจะพาไปเปิดโลกทัศน์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งไม่น่าจะมีคนไทย (ที่ไปเที่ยวเอง) คนไหนเขียนรีวิวให้อ่านกันมาก่อน

“เที่ยวเอง” จึงเป็นที่แรกและที่เดียวของเมืองไทยที่ทำรีวิว Faroe Islands ครับ!!

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องเที่ยว ขอแนะนำให้รู้จักดินแดนที่ชื่อ “Faroe Islands” ให้มากกว่านี้นะครับ

Føroyar (Faroe Islands) หรือหมู่เกาะแฟโรตั้งอยู่กลางทะเลเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างประเทศนอร์เวย์กับไอซ์แลนด์ อยู่ทางเหนือของสก็อตแลนด์ มีเกาะหลัก 18 เกาะ พื้นที่รวมไม่ถึง 1,400 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรไม่ถึง 50,000 คน (น้อยกว่าประชากรแกะในประเทศหลายเท่าตัวซะอีก)

photo credit: www.welt-atlas.de
photo credit: www.welt-atlas.de

หมู่เกาะแห่งนี้ยังคงเป็นดินแดนในปกครองของประเทศเดนมาร์ก ยังไม่มีสถานะเป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีอิสระในเชิงนิติบัญญัติและการปกครองตนเอง มีธงชาติเป็นของตัวเอง ส่วนเรื่องทางการทหารและการต่างประเทศยังขึ้นตรงต่อรัฐบาลเดนมาร์กอยู่ จึงพอจะนับเป็นประเทศได้เช่นกัน

2

วิธีการเดินทางไป Faroe Islands นั้นค่อนข้างจำกัดเพราะมีไฟลท์บินตรงของสายการบิน Atlantic Airways จาก 2 เมืองของเดนมาร์ก คือ Copenhagen และ Billund และอีกเพียง 9 เมืองในยุโรป เช่น Reykjavík (Iceland), Bergen (Norway), Edinburgh (Scotland), Barcelona (Spain), Lisbon (Portugal) เป็นต้น
แต่ไฟลท์จากประเทศนอกสแกนดิเนเวียจะมีแค่บางช่วงฤดูเท่านั้น ถ้าจะบินจากเมืองอื่นๆ ในยุโรปนอกเหนือจากที่บอกไปก็ต้องใช้สายการบินอื่นแล้วไปต่อ Atlantic Airways ที่ Copenhagen ครับ

ดูเส้นทางบินไปยัง Faroe Islands ได้ที่ Atlantic Airways routes

3

ส่วนการเดินทางทางเรือเป็นวิธีการที่ใช้เวลานานมากๆ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากนั่งชิลล์ๆ ใช้เวลาพักผ่อน ชมวิว และทำกิจกรรมต่างๆ บนเรือแบบไม่รีบร้อน โดยมีเรือเฟอร์รี่ของบริษัท Smyril Line ข้ามวันข้ามคืนจาก 2 เมืองเล็กๆ ในยุโรปไปยังกรุง Tórshavn เมืองหลวงของหมู่เกาะแฟโร ได้แก่ Hirtshals (Denmark) ใช้เวลาเดินทาง 34-38 ชั่วโมง และ Seyðisfjörður (Iceland) ใช้เวลาเดินทาง 19 ชั่วโมง โดยมีเรือบริการสัปดาห์ละ 1-2 วันเท่านั้นครับ

เช็คตารางเดินเรือได้ที่ www.smyrilline.com

4

ดังนั้นวิธีการที่สะดวกที่สุดคือบินจากกรุง Copenhagen ของเดนมาร์กซึ่งเป็นประเทศแม่ของหมู่เกาะแฟโรนั่นเอง

5

สำหรับเรื่องวีซ่า คนไทยที่จำเป็นต้องได้รับวีซ่าเชงเก้นสำหรับเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มเชงเก้นของทวีปยุโรปที่ต้องการเดินทางไปยังหมู่เกาะแฟโรนั้นจะต้องได้รับวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กที่ระบุอนุญาตให้เข้า Faroe Islands ได้เท่านั้น จะใช้วีซ่าเชงเก้นประเภทท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยือนที่ออกโดยสถานทูตของประเทศในกลุ่ม
เชงเก้นอื่นไม่ได้

6

ที่สำคัญ Faroe Islands ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นด้วยเพราะฉะนั้นถ้าจะเดินทางจากประเทศในกลุ่มเชงเก้นเข้าหมู่เกาะแฟโรและกลับเข้าไปในประเทศเชงเก้นใดอีกก็จะต้องได้รับวีซ่าแบบ Two หรือ Multiple Entries คือเดินทางเข้า-ออกประเทศเชงเก้นได้สองหรือหลายครั้งภายในเวลาและจำนวนวันที่ระบุครับ การยื่นเรื่องขอวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กให้แจ้งในแบบฟอร์มขอวีซ่าว่าจะเดินทางไป Faroe Islands ด้วย ซึ่งนอกจากจะต้องยื่นเอกสารต่างๆ สำหรับขอวีซ่าเชงเก้นตามปกติแล้วยังต้องแสดงหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินไปหมู่เกาะดังกล่าวประกอบด้วยครับ

วีซ่าที่ได้รับจากสถานทูตเดนมาร์กนี้สามารถใช้เดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ได้ด้วยครับ แต่ถ้าใครจะไปไอซ์แลนด์เป็นหลักและอยากแวะเที่ยวประเทศในกลุ่มเชงเก้นอื่นๆ เล็กน้อยก็สามารถขอวีซ่าผ่านสถานทูตเดนมาร์กได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ต้องแจ้งว่าจะเดินทางไปหมู่เกาะแฟโร

เอาล่ะ! ไปเที่ยวกันเลยครับ

จาก Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก เราบินโดย Atlantic Airways ไฟลท์ RC453

เราซื้อตั๋วเครื่องบิน Copenhagen-Vágar ไว้ล่วงหน้าแล้วในราคาใบละ 1,381 DKK คิดเป็นเงินไทย 7,280 บาทครับ

แต่ละวันมีไฟลท์บินไม่ตรงกันครับ ลองเช็คตารางบินได้ที่ www.atlantic.fo

7

สายการบินนี้เป็นสายการบินเล็กๆ ของหมู่เกาะแฟโร ให้บริการกึ่ง low cost ไม่มีอาหารเสิร์ฟ ถ้าหิวก็ต้องซื้อเพิ่มเอาครับ แต่ยังดีที่มีน้ำเปล่าให้ เรากินอะไรรองท้องมาก่อนแล้วจึงไม่หิวเท่าไหร่ นั่งชิลล์ๆ ไปแค่ 2 ชั่วโมง 10 นาที บ่ายสองนิดๆ เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่ Vága Floghavn หรือสนามบิน Vágar ซึ่งเป็นสนามบินแห่งเดียวของ Faroe Islands

8 9

เวลาที่หมู่เกาะแฟโรช้ากว่าเวลาเดนมาร์ก 1 ชั่วโมง (Time Zone เดียวกับอังกฤษ) เวลาท้องถิ่นตอนนี้จึงตรงกับประมาณบ่ายสองโมงครับ

สนามบินแห่งนี้อยู่บนเกาะ Vágar (ออกเสียงว่า วั่วหวะ สำเนียงภาษาเค้าแปลกมากๆ) เกาะใหญ่ทางตะวันตกของ
ดินแดนอันไกลโพ้นนี้ เราก็เข้าประตูสนามบินไปรอรับกระเป๋าเดินทางและเดินไปที่โถงกลางของสนามบินที่มีพื้นที่ไม่กี่ร้อยตารางเมตรโดยไม่ต้องผ่านด่านตม. เลย เพราะทางการแฟโรให้ประเทศต้นทางที่บินมาเป็นคนตรวจแทนแล้ว

11

12
photo credit: www.atlantic.fo

ตามแผนเราจะนั่งแท็กซี่ประมาณ 7.5 กิโลเมตรไปยังที่พักชื่อ Kristjanshavn ซึ่งอยู่ที่หมู่บ้าน Miðvágur น่าจะต้องเสียค่ารถประมาณ 150 DKR เราไปกัน 3 คน (ผม น้องชาย และพี่สาว) ต้องหารกันคนละประมาณ 50 DKR (265 บาท) เพราะดูตารางรถเมล์เส้นทางเข้าเมืองหลวงคือสาย 300 Sørvágur-Flogvøllurin-Tórshavn แล้วมีรถออกจากสนามบินเวลา 14.05 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เครื่องบินเพิ่งจะลงจอด อีกรอบคือต้องรอนานถึง 16.20 น. เลย

13 14

หมู่เกาะแฟโรใช้เงินสกุล føroysk króna หรือตัวย่อคือ DKR มีแต่ธนบัตร ไม่มีเหรียญ (ใช้เหรียญของเดนมาร์กแทน) โดยมีค่าเท่ากับเงิน dansk krone (DKK) ของเดนมาร์ก แต่สามารถใช้เงิน DKK และบัตรเครดิตจ่ายค่ารถเมล์ รถบัส รถแท็กซี่ ค่าโรงแรมที่พัก ซื้อของกินของใช้ต่างๆ ในแฟโรไอส์แลนด์ได้หมดโดยไม่ต้องแลกเป็นเงิน føroysk króna ครับ อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบเป็นเงินไทยก็คือ 1 DKK/DKR = 5.30 บาท แต่ถ้ามีเงิน føroysk króna จะไม่สามารถนำไปใช้จ่ายที่เดนมาร์กได้ครับ ต้องนำไปแลกเป็นเงิน dansk krone เสียก่อน

แต่พอลองถาม Information ที่สนามบินก็ได้รับคำตอบว่ามีรถเมล์สาย 300 รอบบ่าย 3 ตรงด้วย (มีรถเมล์แค่สายเดียว) เราจึงเปลี่ยนใจขอประหยัดตังค์ด้วยการรอรถเมล์เพราะนั่งรถเมล์แค่ 5 นาทีก็ถึงป้าย Miðvágur (Midvåg) แล้ว แถมค่าตั๋วรถเมล์ราคาแค่ 20 DKR ด้วย ถูกกว่าแท็กซี่เยอะเลย
(ถ้านั่งรถเมล์เข้าเมืองหลวงคือ Tórshavn เลยจะต้องเสียค่าตั๋ว 90 DKR ส่วนค่า Airport Taxi คิดเป็นคน ราคาคนละ 180 DKR หรือประมาณ 950 บาทเลยทีเดียว)

เช็คข้อมูลรถเมล์สายต่างๆ ของ Faroe Islands ได้ที่ www.ssl.fo

15

ข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท Strandfaraskip Landsins ให้บริการรถเมล์ท้องถิ่นสีน้ำเงินที่เรียกว่า Bygdaleiðir (village route) โดยมีบัตรโดยสารที่เรียกว่า Travel Card สำหรับเดินทางโดยรถเมล์และเรือเฟอร์รี่ได้ไม่จำกัดตามจำนวนวันของบัตรที่เลือกซื้อ ได้แก่ แบบ 4 วันสำหรับผู้ใหญ่ราคา 500 DKR, แบบ 7 วันสำหรับผู้ใหญ่ราคา 700 DKR
เช็คข้อมูลได้ที่ Bygdaleiðir (village route) Travel Card

ขณะที่เรายืนรอรถเมล์และพูดคุยกันอยู่หน้าประตูทางเข้าสนามบินก็เห็นผู้หญิงเอเชียคนหนึ่งเดินผ่านไปและหันกลับมามองพวกเรา พี่เค้าถามเราว่า “คนไทยหรอคะ?” “มาทำอะไรที่นี่คะ?” เราก็ตอบไปว่า “มาเที่ยวครับ/ค่ะ” ต่างคนต่าง
แปลกใจว่ามาเจอคนไทยที่เกาะไกลลิบขนาดนี้ได้ยังไงและดีใจมากด้วย ยืนสนทนากันครู่หนึ่ง พี่อิ๋ว (ถามชื่อกันภายหลัง) ก็ถามว่า “พักกันที่ไหนคะ?” เราตอบว่าพักอยู่แถวหมู่บ้าน Miðvágur (ออกเสียงว่า มิววั่ก) พี่อิ๋วบอกว่าบ้านพี่ก็อยู่ที่นั่นและอาสาพาไปส่งที่ที่พักโดยให้สามีชาวแฟโรเป็นคนขับรถให้ เราเกรงใจมากเพราะมากัน 3 คนพร้อมกระเป๋า
เดินทางใหญ่ 3 ใบ และนั่งรถเมล์แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว จึงตอบพี่เค้าไปว่าไม่เป็นไร รถน่าจะนั่งไม่พอครับ แต่พี่อิ๋วตอบกลับมาว่า “งั้นไป 2 รอบ” โคตรจะเกรงใจเลยครับ แต่พี่เค้าใจดีจริงๆ จึงตกลงตามนั้น น้องชายและพี่สาวไปรอบแรก ส่วนผมนั่งรออยู่ที่สนามบินซึ่งมี WiFi ให้เล่นฟรี

ผมนั่งรออยู่นานเหมือนกัน แต่เข้าใจว่าพวกเค้าคงหาที่พักไม่เจอเพราะพิกัดในแผนที่ไม่ชัดเจน รู้แค่ว่าอยู่ติดท่าเรือ
(ถ้านั่งรถเมล์สาย 300 จะต้องลงที่ป้ายตรงปั๊มน้ำมันใหญ่ก่อนถึงโบสถ์ที่เห็นอยู่หลังเดียว แล้วเดินลงทางลาดไปตามถนนริมน้ำครับ)

สักพักใหญ่พี่อิ๋วและสามีก็วนกลับมารับผมที่สนามบินและขับกลับไปส่งที่ที่พักอีกรอบ ระหว่างทางก็คุยกันหลายเรื่อง แต่เรื่องที่บังเอิญสุดๆ ก็คือความจริงวันนี้เป็นวันหยุดของพี่อิ๋วและสามี พอดีนางจะกลับเมืองไทยจึงไปเบิกเงินที่ธนาคารสาขาสนามบิน ทำให้ได้พบกับพวกเรา อะไรมันจะฟลุ๊กขนาดน้าน!! 55

นั่งรถชมธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และสวยงามแปลกตาแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนไปไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงที่พัก Kristjanshavn ที่หมู่บ้าน Miðvágur ซึ่งเราจองไว้ 2 ห้อง ห้องนึงสำหรับ 2 คน ราคาคืนละ 400 DKK เราจะพักที่นี่กัน 2 คืน ส่วนพี่สาวแยกไปนอนอีกห้องในบ้านหลังเดียวกัน ราคาคืนละ 250 DKK (ราคาใน booking.com เป็นเงินเดนมาร์ก)  ในห้องมีครัวให้ทำอาหารกินเองได้และมีห้องน้ำส่วนตัวครับ

16 17-1 17-2

ที่พักแถว Miðvágur คือถูกที่สุดในแฟโรไอส์แลนด์แล้วครับ เท่าที่หาดูราคาคืนนึงเกิน 4,000 บาททั้งนั้น ในเมืองหลวง Tórshavn, หมู่บ้าน Sørvágur และ Sandavágur ที่อยู่ใกล้เคียงก็แพงกว่าที่นี่ทุกโรงแรม นอกจากราคาห้องพักจะไม่แพงหนักมากแล้ว Miðvágur ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของหมู่เกาะแฟโร นั่นคือ Gásadalur ซึ่งไม่มีรถสาธารณะใดๆ เข้าถึงได้ ต้องขับรถหรือนั่งแท็กซี่ไปเท่านั้น ยิ่งอยู่ไกลออกไปมากก็ยิ่งเสียค่าแท็กซี่แพง (ลองคำนวณค่าแท็กซี่จาก Miðvágur ไป Gásadalur จากระยะทางราว 18 กิโลเมตรแล้วน่าจะต้องโดนไม่ต่ำกว่า 250 DKR หรือ 1,300 กว่าบาท บวกขากลับอีก 250 DKR เบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 2,700 บาทเลยครับ)

18

ถ้ามาเที่ยวกัน 3-4 คน แนะนำให้เช่ารถขับเที่ยวน่าจะถูกกว่า (สามารถเช่ารถจากสนามบินเลยก็ได้) แต่ที่แน่ๆ คือสะดวกกว่าการรอรอบรถเมล์และรถบัสไปยังเมืองและหมู่บ้านต่างๆ มากครับ แต่เราตัดสินใจไม่เลือกวิธีการเช่ารถขับเพราะวางโปรแกรมเที่ยวไว้ไม่กี่เมืองและรู้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกนอกจากค่าเช่ารถรายวัน ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันลิตรละ 7-9 DKR ค่าที่จอดรถบางแห่งในเมืองหลวง ค่าใช้จ่ายที่ว่านั้นก็คือค่าลอดอุโมงค์ใต้ทะเลซึ่งต้องจ่ายเงิน 100 DKK (ประมาณ 530 บาท) เป็นค่าเดินทางไปและกลับครับ ตอนแรกข้อมูลที่อ่านเจอไม่ชัดเจนว่าสรุปแล้ว 100 DKK ต่อเที่ยวหรือเป็นราคาไปกลับ ตามแผนเราต้องลอดอุโมงค์ซึ่งมีอยู่ 2 แห่ง รวมแล้ว 4 ครั้ง คำนวณแล้วน่าจะแพงกว่าใช้รถสาธารณะและแท็กซี่รวมๆ กันครับ

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการขับรถในหมู่เกาะแฟโรได้ที่ Visit Faroe Islands

หมู่บ้าน Miðvágur อยู่ในเส้นทางระหว่างสนามบินกับเมืองหลวง โดยมีรถเมล์สาย 300 ตรงเข้ากรุง Tórshavn ใช้เวลา 45-55 นาที ค่าตั๋วรถเมล์ราคา 90 DKR (ประมาณ 480 บาท) ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น เราจึงเลือกพักที่บริเวณนี้ครับ

วิวฟรอมมายรูมครับ ติดท่าเรือยอร์ชเลย วันนี้อากาศไม่หนาวเท่าไหร่ ฝนไม่ตก มีลมแรงบ้างเล็กน้อย ปกติช่วงเดือนตุลามักจะมีพายุลมแรงชนิดรถแทบปลิวและฝนตกเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูหนาว ไม่ค่อยเหมาะที่จะมาเที่ยวเท่าไหร่ แต่เรามาที่นี่ในทริปเดียวกับไอซ์แลนด์ซึ่งเหมาะจะเที่ยวในตุลาจึงต้องหวังให้โชคเข้าข้างเรื่องสภาพอากาศ แล้วเราก็โชคดีอีกครั้งครับ

19

จริงๆ แล้ว ฤดูที่เหมาะจะมาเที่ยวแฟโรไอส์แลนด์คือฤดูใบไม้ผลิและร้อน ช่วงเดือนพฤษภา-สิงหา เพราะอากาศดี อุณหภูมิเกือบ 20 องศา พายุฝนและลมแรงไม่ค่อยมี ขับรถเที่ยวสะดวก พระอาทิตย์ขึ้นเช้าตรู่และตกเที่ยงคืน ถึงพระอาทิตย์ตกแล้วก็ยังไม่มืดสนิท

ในฤดูร้อนเป็นช่วงที่ฝูงวาฬอพยพย้ายถิ่น วาฬที่พลัดหลงเข้ามาใกล้ชายฝั่งก็จะถูกต้อนไปฆ่าเพื่อเอาเนื้อมารับประทานซึ่งถือเป็นอาหารชั้นเลิศของที่นี่เลย ดูภาพแล้วค่อนข้างน่ากลัวครับแต่มันเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ทำเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาเป็นช่วงที่นก Puffin แสนน่ารักจะบินมาวางไข่ที่เกาะ Mykines ที่สามารถนั่งเรือจากหมู่บ้าน Sørvágur หรือเช่าเฮลิคอปเตอร์ไปเที่ยวชมได้

กว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไปเราก็พร้อมออกเดินทาง จุดหมายของเราในเย็นวันนี้คือหมู่บ้าน Gásadalur ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่ทำให้ผมตัดสินใจมาเที่ยวแฟโรไอส์แลนด์ ตามแผนเราจะนั่งแท็กซี่ไปและกลับซึ่งน่าจะมีค่ารถเที่ยวละ 250 DKR ตามที่บอกไปแล้ว แต่พี่อิ๋วบอกเราว่าเดี๋ยวพี่เค้าจะขับรถพาไปเที่ยวเอง เกรงใจหนักมากรอบสอง พวกเรา 5 คนเลยไปเที่ยวด้วยกันแบบบังเอิญๆ ครับ 555

ชักภาพร่วมกันที่หน้าห้องพักก่อนออกเดินทางซะหน่อย

42

สามีของพี่อิ๋วชื่อคุณ Jacob ใจเย็นและใจดีมากกก แกค่อยๆ ขับรถแบบไม่รีบร้อนไปทางตะวันตกของเกาะ Vágar ย้อนกลับไปทางสนามบิน ผ่านทะเลสาบ Leitisvatn (Sørvágsvatn) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะแฟโรมีพื้นที่ 34 ตารางกิโลเมตร ตรงปลายทะเลสาบมีน้ำตก Bøsdalafossur ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกแห่ง แต่ต้อง hiking เข้าไปหลายชั่วโมงอยู่

photo credit: www.faroestamps.fo
photo credit: www.faroestamps.fo

เอาวิวระหว่างทางมาให้ชมความเป็นธรรมชาติของที่นี่

22

รถแล่นผ่านหมู่บ้าน Sørvágur และ Bøur ไปอีกไม่ไกลก็ถึงจุดชมวิวเกาะ Tindhólmur ซึ่งมีเกาะเล็กๆ ใกล้ๆ คือ Drangarnir และ Gáshólmur อยู่ในฟยอร์ดชื่อว่า Sørvágsfjørður ขอจอดรถลงไปถ่ายรูปก่อนพระอาทิตย์จะตกในอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมงหน่อยครับ

23 24

มองไปไกลๆ ก็เห็นเกาะ Mykines ที่นก Puffin จะบินมาวางไข่ในเดือนกรกฎา

25

ขับรถต่อไปอีกประมาณ 3 กิโล รถก็ลอดอุโมงค์ที่สร้างเจาะทะลุภูเขาเมื่อปีค.ศ. 2004 ทำให้หมู่บ้าน Gásadalur สามารถเข้าถึงได้ทางถนน (แต่ก่อนต้องเดินเท้าหลายชั่วโมง นั่งเรือหรือเฮลิคอปเตอร์) ออกจากอุโมงค์ก็เห็นบ้านหลังเล็กๆ ในหมู่บ้าน Gásadalur อยู่ไม่ไกลมาก

รูปนี้ถ่ายซูมจากระยะไกลเข้าไปที่ตัวหมู่บ้านครับ

26

เราเดินทางไกลมาที่นี่เพื่อชมน้ำตกดิ่ง 90 องศาจากหน้าผาชันลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งเป็นวิวที่งดงามและน่าอัศจรรย์มากๆ จุดชมวิวน้ำตกอยู่ลึกจากถนนไปทางซ้ายมือก่อนถึงตัวหมู่บ้าน จอดรถแล้วเดินตามทางหินขรุขระอีกประมาณ 5 นาทีก็เห็นวิวสุดปังที่ใฝ่ฝันจะได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งมานานแล้ว

27 28 29

พระเจ้าจอร์จ มันยอดมากจริงๆ! ถถถ วิวแบบนี้มันหาได้แค่ไม่กี่แห่งบนโลกกก

30

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่สุดของหมู่เกาะแฟโรแห่งนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติเพียวๆ ไว้แบบ 100% ครับ ลองดูสิครับว่าไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียวนอกจากแก๊งพวกเรา 5 คนที่ยืนอยู่ลิบๆ 55 มันช่างแตกต่างจากจุดท่องเที่ยวดังของไอซ์แลนด์จริงๆ ใครที่เป็นนักเที่ยวสายธรรมชาติขอแนะนำให้มาที่นี่ แล้วคุณจะหลงรักความบริสุทธิ์ของดินแดนนี้

31

ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้หน่อยนะครับ
Gásadalur (ออกเสียงว่า “แกสซาแดเล่อะร์) แปลว่าหุบเขาห่าน (goose valley) คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา Árnafjall สูง 722 เมตรซึ่งสูงที่สุดบนเกาะ และภูเขา Eysturtindur ที่มีความสูง 715 เมตรจากระดับน้ำทะเลทางทิศตะวันออก ทำให้ตัวหมู่บ้านโดดเดี่ยวอยู่ลำพังที่บริเวณตะวันตกสุดเกาะ Vágar

32

ในอดีตหมู่บ้านนี้มีประชากรน้อยมากเพราะเข้าถึงได้ยากลำบาก แต่หลังจากมีการเจาะช่องเขาเป็นอุโมงค์เข้าถึงตัวหมู่บ้านเมื่อปีค.ศ. 2004 ก็ทำให้มีผู้คนอพยพมาอยู่อาศัยและทำมาหากินด้วยการทำฟาร์มมากยิ่งขึ้นครับ

33

คนที่เดินทางไกลและค่อนข้างยากมาที่นี่ก็เพื่อมาชมวิวน้ำตกสุดอัศจรรย์ไหลลงสู่ทะเลที่มีภูเขา Árnafjall ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง นับเป็นภาพที่สุดยอดมากๆ ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย ถ่ายรูปรัวๆๆ สิ รอรัย!

34

พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว ได้เวลานั่งรถกลับทางเดิมไปที่จุดชมวิวเกาะ Tindhólmur ซึ่งจะสวยงามมากตอนที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ถ่ายรูปจากจุดนี้อีกครั้ง

35 36

จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน Bøur ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ Gásadalur มากที่สุด จุดนี้ก็สามารถชมวิว
พระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลงหลังเกาะ Tindhólmur ได้อย่างเว่อร์วังอลังการครับ

37 38

เดินต่อเข้าไปในหมู่บ้าน Bøur (ออกเสียงเหน่อๆ นิดนึงว่า “เบ๋อร์” ครับ 555) ก็เห็นบ้านหลังคามุงหญ้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ไม่ค่อยปรากฏที่ไหนในโลก

39 40

เดินเล่นอยู่พักนึงท้องฟ้าก็มืดแล้ว ถึงเวลากลับที่พักกัน แต่พี่อิ๋วชวนเราไปต่อครับ นางจะพาไปเลี้ยงข้าวเย็นต่อที่บ้าน
พี่สาวที่อยู่เมืองหลวง Tórshavn เรานั่งรถกันต่ออีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงบ้านพี่แอ๋วซึ่งเตรียมอาหารไว้พร้อมเรียบร้อย อาหารไทยฝีมือพี่แอ๋วอร่อยทุกจาน กินจนอิ่มแปล้เลยครับ

วันแรกบนหมู่เกาะแฟโรนี้เราโชคดีสุดๆ ที่ได้เจอพี่อิ๋วที่สนามบิน แต่ความโชคดียังไม่หมดแค่นี้ ระหว่างที่กำลังนั่งเมาท์กันอยู่ที่โต๊ะอาหารก็มีสายเรียกเข้ามือถือพี่อิ๋ว คนที่โทรมาชื่อพี่จุ๋มจิ๋มเป็นคนไทยที่แต่งงานกับคนแฟโรและอาศัยอยู่ที่ Tórshavn เหมือนกัน พี่อิ๋วจึงชวนเราไปกินขนมที่บ้านพี่จุ๋มจิ๋มต่อเพราะพี่แกก็อยากเจอคนไทยที่มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน

ที่บ้านพี่จุ๋มจิ๋ม เราคุยกันเรื่องโปรแกรมเที่ยววันพรุ่งนี้ว่าตอนเช้าจะนั่งรถเมล์จากที่พักที่ Miðvágur ไปเมือง Klaksvík ก่อนแล้วค่อยย้อนกลับลงมาทางใต้เข้าไปเที่ยวกรุง Tórshavn และตอนเย็นๆ ก็นั่งรถเมล์กลับที่พัก พี่ๆ คนไทยที่นี่ใจดีทุกคนครับ พี่จุ๋มจิ๋มเห็นว่าเราต้องลำบากนั่งรถสาธารณะไปเที่ยวจึงแอบไปคุยกะสามีที่เพิ่งกลับจากไปทำงานและออกมาบอกเราว่าพวกเค้าจะขับรถพาเราเที่ยวรอบเกาะเลยครับ อะไรจะน่ารักขนาดน้าน!? เราบอกว่าไม่ต้องๆ เพราะวางแผนเส้นทางและเช็คเวลารถไว้เรียบร้อยแล้ว เที่ยวเองได้ไม่มีปัญหาครับ แต่พี่เค้าก็ยืนยันจะพาเราเที่ยวโดยไม่คิดเงินแม้แต่น้อย และนัดหมายกันว่าพรุ่งนี้ 9 โมงเช้าเจอกันที่ท่ารถบัสของ Tórshavn อยากไปไหนบ้าง..บอกมา เดี๋ยวพี่จัดให้! น้ำใจงามสุดๆๆๆ จนไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้ว ไม่รู้เราทำบุญด้วยอะไรมา (สงสัยเขียนรีวิวให้คนเอาไปใช้เที่ยวเองได้เยอะมากมั้ง 555) ถึงได้โชคถึงดีขั้นสุดขนาดนี้ 😀

บอกลาและ See you tomorrow กัน พี่อิ๋วพาเรากลับไปส่งถึงที่พักเลย วันนี้เราทั้ง 3 คนรู้สึกปลื้มใจกับน้ำจิตน้ำใจของคนไทยที่หมู่เกาะสวรรค์แห่งนี้จริงๆ ครับ ซึ้งงง

เรื่องราวการเที่ยวทั่วหมู่เกาะแฟโรของเราจะเป็นยังไง จะสวยงามโลกตะลึงขนาดไหน รอชมกันต่อในรีวิว
ตอนหน้า แม้ว่าเราจะมีคนขับรถพาเที่ยว แต่ก็ยังให้ข้อมูลการเที่ยวโดยรถสาธารณะและคำบรรยายแต่ละ
สถานที่ไว้อย่างละเอียดชนิดที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผน “เที่ยวเองแฟโรไอส์แลนด์” ได้เลยครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต

ขอขอบคุณ
  • สายการบินไทยที่พาเรามาส่งถึง Copenhagen เพื่อต่อไฟลท์ไป Faroe Islands อย่างสะดวกสบาย
  • พี่อิ๋ว Voraporn Suma และสามีที่ขับรถจากสนามบินไปส่งที่ที่พัก แถมพาเที่ยววันแรกด้วย เลี้ยงข้าว 2 มื้อ และพาไปส่งที่สนามบินในวันเดินทางไปไอซ์แลนด์
  • พี่จุ๋มจิ๋ม Jirutchaya Jindajak และสามีที่ขับรถพาตระเวนเที่ยวรอบเกาะต่างๆ ทั้งวันและให้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากในการเขียนรีวิวนี้ครับ

ใครสนใจจะเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะแฟโรสามารถติดต่อพี่อิ๋ว Voraporn Suma และพี่จุ๋มจิ๋ม Jirutchaya Jindajak ทาง facebook ส่วนตัว หรืออีเมลหาพี่อิ๋วที่ [email protected] เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำได้นะครับ พี่ๆ คนไทยที่นั่นใจดีมากๆ เลย 🙂