[Review] Durban เพชรเม็ดงามแห่งแอฟริกาใต้ที่รอวันเจียระไน

เที่ยวเอง รีวิว เดอร์บัน ซาฟารี แอฟริกาใต้ durban south africa

ก่อนฟุตบอลโลกปี 2010 จะเริ่มขึ้น ยอมรับตามตรงว่าเมื่อพูดถึงประเทศ “แอฟริกาใต้” แล้ว ผมรู้จักและเคยได้ยินชื่อแค่นคร Johannesburg กรุง Pretoria และเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง Cape Town เท่านั้น เพราะเป็น 3 เมืองหลักที่มีชื่อเสียงในแง่การท่องเที่ยวของประเทศ แต่พอดินแดนทางใต้สุดของทวีปแฟริกาแห่งนี้ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็เหมือนเป็นการเปิดประเทศให้ชาวโลกได้รู้จักอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างมากก็คือ Durban (เดอร์บัน) เพราะสนามแข่งขันที่เมืองนี้สวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่ง นั่นแหละครับครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อ “เดอร์บัน”

ไม่น่าเชื่อว่าอีก 7 ปีให้หลัง ผมจะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองนี้ เมืองที่คนมาเที่ยวแอฟริกาใต้แทบทุกคนไม่ได้นึกถึง แต่จริงๆ มีอะไรซ่อนอยู่มากมาย ครั้งนี้ผมเดินทางไปพร้อมกับสายการบิน Qatar Airways สายการบินระดับ 5 ดาวที่มีไฟลท์บินมายังประเทศนี้หลายเมือง โดยต้องไปเปลี่ยนเครื่อง 2 ครั้งที่กรุง Doha และนคร Johannesburg แต่ครั้งหลังเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเครื่องแบบ technical stop เพียงสั้นๆ เท่านั้น

1_On flight

2_On flight 3_On flight 4_On flight

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงสนามบิน King Shaka International Airport แห่งเมือง
เดอร์บันซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองไปทางเหนือประมาณ 35 กิโลเมตร เวลาท้องถิ่น ณ ตอนนั้นคือราว 5 โมงเย็น

8_On flight

แม้จะเดินทางยาวกว่า 20 ชั่วโมง แต่การได้นั่ง Business Class ในทุกไฟลท์ ทำให้ยังคงรู้สึกสบายและสดชื่นสุดๆ ต้องบอกว่าบริการของ Qatar Airways นั้นเลิศจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น ความใส่ใจของลูกเรือ ที่นั่ง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบชั้นดีและจัดเต็มมีหลายเมนูให้เลือก เรียกว่ากินได้ตลอดเวลาจริงๆ สบายเหมือนอยู่บ้านเลย

5_On flight 6_On flight 7_On flight

เนื่องจากผู้ถือพาสปอร์ตไทยสามารถมาเที่ยวแอฟริกาใต้ได้เลยโดยไม่ต้องขอวีซ่าก่อนและอยู่ได้นาน 30 วัน ทำให้ผ่านเข้าเมืองมาได้แบบสบายๆ โดยการเดินทางระหว่างสนามบินกับเมืองสามารถเลือกได้ระหว่างแท็กซี่ที่ใช้ระบบมิเตอร์แปรผันตามระยะทาง หรือ Airport Shuttle Bus ที่มีทุก 30 นาที โดยราคาก็แตกต่างกันไปตามจุดที่ต้องการขึ้นลง ถ้าเข้าไปถึงกลางเมืองราคาประมาณ 300 แรนด์ หรือ ZAR (1 ZAR เท่ากับประมาณ 2.60 บาท)
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airport Shuttle Bus ที่ kingshakashuttles.co.za

สำหรับผู้ที่อยากเที่ยวแบบอิสระและค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงแตกต่างกับการใช้รถสาธารณะมากเท่าไหร่ วิธีการที่เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวเดอร์บันแนะนำคือการเช่ารถขับเองตั้งแต่สนามบินเลยโดยมีหลายเจ้าให้บริการอยู่ เพราะรถที่นี่ขับทางด้านขวาเหมือนเมืองไทย ทำให้ขับได้ไม่ยาก บวกกับการจราจรในเมืองก็ไม่ได้ติดขัดมากมายอะไร แถมยังสามารถขับไปเมืองอื่นๆ เพื่อไปซาฟารีที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุมเพียงพอได้อีกด้วย

Durban (เดอร์บัน) คือเมืองท่าสำคัญของแอฟริกาใต้และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของจังหวัด KwaZulu-Natal ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เขตเมืองมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก Johannesburg และ Cape Town โดยยังเป็นเมืองคุณภาพชีวิตดีที่สุดอันดับหนึ่งของทวีปแอฟริกาในปี 2017 อีกด้วย

ด้วยความที่อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไปคืออยู่ที่ประมาณ 20-28 องศาเซลเซียส เมื่อรวมกับแนวชายฝั่งทะเลที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศทำให้เดอร์บันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหน้าใหม่ของทวีปแอฟริกาที่น่าจับตามองในช่วงหลายปีให้หลังโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบ Ecotourism

photo credit: Whereig
photo credit: Whereig

9_Durban

เราเข้า check in ที่โรงแรม Tsogo Sun Elangeni/Maharani ซึ่งตั้งอยู่ริมแนวชายหาด Golden Mile สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองที่ตลอดแนวชายฝั่งเหนือจรดใต้เรียงรายด้วยโรงแรมหรู แหล่งบันเทิง ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารนานาชาติ บรรยากาศบริเวณนี้จึงคึกคักไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ส่วนมากมาพักผ่อนตากอากาศ อาบแดด และเล่นเซิร์ฟ โดยแนวชายฝั่งดังกล่าวมีการวางแนวตาข่ายป้องกันการโจมตีของฉลาม ทำให้ผู้ต้องการลงไปเล่นน้ำทะเลสบายใจได้แน่นอน หลังรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยก็ได้เวลาพักผ่อนยาวๆ แว้ววว

11_Durban

แสงแรกของวันปลุกให้ลุกจากเตียงเหมือนตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว ภาพแรกที่เห็นจากหน้าต่างคือดวงอาทิตย์ลูกใหญ่ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำทะเล วินาทีนั้นคือร้องโอ้โหเลย สวยมากจริงๆ ครับ ข้อดีของการตื่นเช้าคือได้มีเวลาทำอะไรมากขึ้น ได้ลองเดินเล่นริมชายหาดยามเช้าที่คนยังไม่พลุกพล่าน ดูบ้านเมืองในอีกบรรยากาศที่ปราศจากการปรุงแต่ง

12_Durban 13_Durban 14_Durban 15_Durban

เราเริ่มต้นเที่ยวด้วยการออกนอกเมืองไปที่ Phezulu village ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันตกของเมืองเดอร์บัน ห่างจากใจกลางเมืองไปประมาณ 40 กิโลเมตร สถานที่ดังกล่าวเป็นหมู่บ้านทางชาติพันธุ์ของเผ่า Zulu ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาอย่างยาวนาน ในเขตหมู่บ้านเรียงรายด้วยบ้านกระท่อมแบบดั้งเดิมให้ฟีลความเป็นแอฟริกาได้ดี โดยไฮไลต์อยู่ที่การแสดงโชว์ของชาว Zulu ที่สื่อถึงจิตวิญญาณ ความเชื่อ และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับค่าเข้าชมก็แล้วแต่แพ็คเกจที่เลือก ถ้าแค่ชมหมู่บ้านและดูการแสดงราคาผู้ใหญ่อยู่ที่ 110 ZAR
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ phezulusafaripark.co.za

16_Durban 17_Durban 18_Durban 19_Durban 20_Durban

บริเวณใกล้กันยังมีส่วน Phezulu Safari Park สวนสัตว์ขนาดย่อมที่รวบรวมสัตว์เลื้อยคลานไว้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น จระเข้ งู อีกัวน่า รวมทั้งเต่า เกิดมาเพิ่งจะเคยได้เห็นงูพิษร้ายแรงในระยะประชิดขนาดนี้นี่แหละครับ แม้จะมีกระจกกั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงความดุร้ายน่าเกรงขามของมันเลย

21_Durban 22_Durban 23_Durban

ก่อนเที่ยงมุ่งหน้าต่อลึกเข้าไปตอนในอีกตามเส้นทาง Midlands Meander ซึ่งเป็นโปรแกรมชมภูมิประเทศลักษณะเนินเขาอันโดดเด่นของจังหวัด KwaZulu-Natal โดยตลอดการเดินทางเข้าไปในเขต Midlands จะมีกิจกรรมให้ร่วมทำตลอด เช่น ชิมชีส ลิ้มลองรสชาติช็อกโกแลตเบลเจียน เราแวะพักรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน piggly wiggly ร้านสเต๊กบรรยากาศสบายๆ ในไร่องุ่นที่ดูเผินๆ ก็คล้ายกับเขาใหญ่บ้านเราอยู่ ฮ่าๆๆ

24_Durban 25_Durbanแต่สิ่งที่ชอบและอินมากๆ ของโปรแกรม Midlands Meander คือการได้เยี่ยมชม Nelson Mandela Capture site ในช่วงบ่าย สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เนลสัน เมนเดล่า อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวผิวสีถูกจับกุมตัวและกักขังในฐานะนักโทษไว้เป็นเวลากว่า 27 ปี ซึ่งปัจจุบันมีผลงานประติมากรรมสุดคูลเป็นรูปใบหน้าของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของทางเดินซึ่งต้องเดินมาจากส่วนพิพิธภัณฑ์ไกลพอสมควร โดยสื่อถึงการเดินทางอันแสนนานกว่าจะได้รับอิสรภาพนั่นเอง ถ้าใครชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คงรู้สึกฟินแบบผมแน่นอน

26_Durban 27_Durban 28_Durban 29_Durban 30_Durbanเช้าวันต่อมา ได้เวลาเดินทางเข้าป่าไปสัมผัสความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์อันน่ามหัศจรรย์ของแอฟริกาใต้กันแล้ว บอกเลยว่าตื่นเต้นมากที่จะได้ลุยป่าซาฟารีครั้งแรกในชีวิต

เราออกเดินทางจากเดอร์บันขึ้นไปทางเหนือราว 275 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็มาถึง iSimangaliso Wetland Park พื้นที่ชุ่มน้ำมรดกโลกของยูเนสโกที่ได้รับการสงวนจากทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศ โดยขนานไปกับแนวชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศยาวไปจนถึงทางใต้ของประเทศโมซัมบิก

ภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติที่รู้จักกันอีกชื่อว่า Greater St. Lucia Wetland Park แห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบหลัก 3 แห่ง ได้แก่ St. Lucia, Sibaya และ Etrza ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 3,280 ตารางกิโลเมตรซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยระบบนิเวศอันสมบูรณ์ โดยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด อาทิ ฮิปโป จระเข้ และนกน้ำหลายสายพันธุ์กว่า 500 ชนิด

31_Lakeกิจกรรมที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือการล่องเรือในทะเลสาบ St. Lucia ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำกร่อยเพื่อชมและสัมผัสวิถีชีวิตของฝูงฮิปโปที่อาศัยอยู่ในนี้กว่า 1,200 ตัว รวมทั้งจระเข้น้ำจืดมากมายที่ชอบนอนอาบแดด พร้อมรับประทานอาหารกลางวันบนเรือท่ามกลางวิวธรรมชาติสุดฟิน

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ isimangaliso.com สำหรับค่าเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ราคา 45 ZAR และถ้าจะทำกิจกรรมอะไรเพิ่มเติมก็มีค่าบริการแตกต่างกันไป

32_Lake 33_Lake 34_Lake 35_Lake 36_Lake 37_Lake 38_Lake 39_Lake 40_Lakeช่วงบ่ายกว่าๆ เราเดินทางกันต่อไปยัง Hluhluwe–Imfolozi Park (ซูซูเว่ อิมโฟโลซี่) อุทยานแห่งชาติที่ได้ชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในดินแดนทวีปแอฟริกาและเก่าแก่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกรองจาก Yellowstone ของสหรัฐฯ อุทยานแห่งชาตินี้อยู่ไม่ไกลจากเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ iSimangaliso เลยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Zululand Tree Lodge คืนนี้เราพักค้างคืนกันในป่าซาฟารีที่นี่ รีสอร์ทแนวธรรมชาติแห่งนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์อันกลมกลืนกับผืนป่า แค่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ก็รู้สึกดี และเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง

41_Park 42_Park 43_Park

เช็คอินเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย เราออกไปนั่งรถท่องซาฟารีหรือที่เรียกว่า Game Drive ภายในบริเวณ Ubizane Wildlife Reserve ในอาณาเขตรอบที่พักเป็นการซ้อมก่อนเข้าเขตป่าจริงๆ ในวันรุ่งขึ้นสักหน่อย ค่าบริการช่วงเย็นไม่แพงมากคือผู้ใหญ่ราคาคนละ 385 ZAR โดยเจ้าหน้าที่จะขับรถพาวนรอบบริเวณเพื่อชมเหล่าสิงสาราสัตว์ที่มีถิ่นฐานในแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น วิลเดอร์บีสหรือตัวกนู อิมพาลา ม้าลาย ยีราฟ แอนทิโลป และนกหลากสายพันธุ์

44_Park 45_Park 46_Park 47_Park 48_Park 49_Park 50_Park 51_Park 52_Parkแน่นอนว่ากิจกรรมที่ต้องทำเมื่อเข้าป่าซาฟารีคือการนั่งรถส่องสัตว์ป่า เราตื่นกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเพื่อออกไป Morning Game Drive กันในอุทยานแห่งชาติ Hluhluwe–Imfolozi Park หรือชื่อเก่าว่า Hluhluwe–Umfolozi Game Reserve ราคากิจกรรมช่วงเช้าจะแพงกว่าช่วงเย็นคืออยู่ที่ 530 ZAR (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ ubizane.co.za) เพราะช่วงเช้าตรู่ถือเป็นเวลาที่เหล่าสรรพสัตว์กินเนื้อกำลังทยอยกลับจากการออกล่าเหยื่อหากินในช่วงกลางคืน ทำให้มีโอกาสได้เห็นพวกมันมากกว่าตอนกลางวันที่พวกมันจะนอนหลับพักผ่อน

การเดินทางเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ขับรถจากที่พักออกไปยังถนนใหญ่ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ทางเข้าเขตอุทยาน แนะนำให้ใส่
แจ๊คเก็ตออกไปด้วยเพราะอากาศตอนเช้าตรู่นั้นเย็นมาก แถมรถเป็นแบบเปิดประทุนทำให้ลมแรงปะทะหน้าชากันเลยทีเดียว
สำหรับกรณีที่ไม่ได้ซื้อทัวร์ของโรงแรมและมาเที่ยวกันเอง ค่าเข้าอุทยานสำหรับผู้ใหญ่ราคา 105 ZAR และถ้าอยากทำกิจกรรมอะไรก็จ่ายเงินเพิ่มเติมตามแต่ความต้องการ
รายละเอียดที่ hluhluwegamereserve.com

ไฮไลต์ของที่นี่คือเป็นอีกอุทยานแห่งชาติในทวีปแอฟริกาที่สามารถพบเห็น Big Five หรือสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ในทุ่งหญ้าซาฟารี 5 ชนิด ได้แก่ ควายป่า ช้าง สิงโต แรด และเสือดาว โดยอุทยานแห่งชาติขนาด 960 ตารางกิโลเมตรนี้มีชื่อเสียงที่สุดจากการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแรดขาวที่ว่ากันว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก

ตลอด3 ชั่วโมงในการชมสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ Hluhluwe–Imfolozi ต้องบอกว่าเต็มอิ่มมาก รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก มีเรื่องราวให้ได้ตื่นเต้นตลอดเวลา แม้ไม่ได้เห็น Big 5 ครบทั้ง 5 ชนิด เพราะไม่ได้เจอช้างกับเสือดาว แต่ก็คุ้มค่าและเป็นอีกประสบการณ์ที่น่าจดจำและประทับใจมากๆ ครั้งหน้ามาอีกแน่นอนครับ

53_Park 54_Park 55_Park 56_Park 57_Park 58_Park 59_Park 60_Park 61_Park 62_Park

หลังเข้าไปผจญภัยในป่ามาเกือบ 2 วัน ช่วงเที่ยงวันเดียวกันก็ได้เวลากลับเข้าเมืองอีกครั้ง คืนนี้จะพักที่ The Concierge Boutique Bungalows โรงแรมบูติกบรรยากาศน่ารักเป็นกันเองที่ตกแต่งง่ายๆ แลดูฮิปสเตอร์ ความเก๋ของโรงแรมนี้คือ Freedom Café สุดคูลที่ช่วงเช้าจะมีตลาดขายสินค้าฮิปๆ ขนาดย่อมอยู่หน้าคาเฟ่ด้วย

63_Durban 64_Durban 65_Durban

เช้าวันสุดท้ายของทริป ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสบายๆ อย่างการเดินเล่นชายหาด North Beach ที่คึกคักด้วยผู้คนมากมายที่มีทั้งมาเล่นเซิร์ฟ อาบแดด เล่นน้ำทะเล หรือพักผ่อนสบายๆ กับครอบครัว ถ้าเดินเล่นแถวนี้ก็จะมีคนเข้ามาขอเงินบ่อยหน่อย แต่ก็ไม่ต้องตกใจอะไร แค่บอกว่า NO ไป เดี๋ยวเขาก็ไปเองครับ

66_Durban 67_Durban 68_Durban

ต่อด้วยการไปเล่น Segway tour จากบริเวณสนาม Moses Mabhida ที่เคยใช้จัดฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 มาแล้ว โดยวิ่งเลียบริมทะเลกินลมชมบรรยากาศชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียที่ต้องบอกว่า “มันโคตร” ไม่คิดว่าจะสนุกขนาดนี้ครับ ราคาเช่า Segway พร้อมไกด์ไปเส้นทางริมชายหาดอยู่ที่ชั่วโมงละ 280 ZAR
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ mmstadium.com

69_Durban 70_Durban 71_Durban

ก่อนกลับบ้านส่งท้ายด้วยอาหารกลางวันสุดแจ่มที่ร้านอาหารในโรงแรม Oyster Box โรงแรมริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราอลังการที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้และมีราคาแพงสุดในเขตเมืองเดอร์บัน จริงๆ โรงแรมนี้อยู่ในเขตเมือง Umhlanga ด้านเหนือของเดอร์บันไม่ไกลจากสนามบิน King Shaka โดยเป็นอีกเมืองพักผ่อนตากอากาศชื่อดังที่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในเขตชุมชนที่มีการเติบโตสูงสุดของประเทศ

72_Durban 73_Durban

ถ้ายังลังเลไม่รู้ว่าไปแอฟริกาใต้แล้วควรไปไหนบ้าง แนะนำเลยครับว่าเพิ่มเดอร์บันและสถานที่รอบๆ ในจังหวัด Kwazulu Natal เข้าไปด้วย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เมืองนี้เติบโตเร็วมากและเป็นเหมือนเพชรเม็ดงามที่รอวันให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเจียระไนมันด้วยตัวเอง

74_Durban
King Shaka International Airport, Durban

Special thanks: Qatar Airways & Durban Tourism