7.5 วัน เที่ยวเองครบทุกฟีลรอบเกาะ Iceland วันที่ 3 “แสงเหนือครั้งแรกในชีวิตที่ North Iceland”

เที่ยวเอง รีวิว ไอซ์แลนด์ akureyri godafoss husavik iceland
เที่ยวเอง ทริป “เก็บเกี่ยว..เที่ยวสแกนดิเนเวีย” ตอน Iceland วันที่ 3 ครับ

วันนี้เราจะไปเที่ยวทางภาคเหนือของไอซ์แลนด์หรือ Norðurland (North Iceland) ซึ่งมีระยะไกลจากกรุง Reykjavík เกือบ 400 กิโลเมตร วันนี้เดินทางไกลที่สุดในทริปแล้วครับ แต่ไม่ได้เร่งรีบอะไรมากมายเพราะเรามีเวลาเที่ยวทั้งวันประมาณ 8 ชั่วโมง เดี๋ยวลองอ่านเนื้อหาต่อไปนะครับ

ย้อนความเดิมตั้งแต่วันแรกของทริปตามรีวิวข้างด้านล่างนี้เลยครับ
เที่ยวเอง..เที่ยวอีก “Copenhagen” เมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก
ที่สุดธรรมชาติอันบริสุทธิ์ Faroe Islands ตอนที่ 1 “Gásadalur” ตะลึงวิวน้ำตกดิ่งลงมหาสมุทรที่หมู่บ้านไกลสุดเกาะ
ที่สุดธรรมชาติอันบริสุทธิ์ Faroe Islands ตอนที่ 2 “Tórshavn – Kirkjubøur – Gjógv – Klaksvík” วันเดียวเที่ยวทั่วหมู่เกาะแฟโร
7.5 วัน ครบทุกฟีลรอบเกาะ Iceland วันที่ 1 “Reykjavík” เมืองหลวงที่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุดในโลก
7.5 วัน ครบทุกฟีลรอบเกาะ Iceland วันที่ 2 “แช่น้ำแร่..ดีต่อใจ ที่ Blue Lagoon และชมน้ำตก Kirkjufell อันโด่งดัง”

iceland-route-trip

เริ่มเช้าวันใหม่ตั้งแต่ก่อน 7 โมง วันที่ 3 ในไอซ์แลนด์นี้ต้องรีบตื่นนิดนึงเพราะวางแผนไว้ว่าจะออกจากที่พักตอน 8 โมงเช้าเนื่องจากช่วงครึ่งวันเช้านี้ต้องขับรถไกลรวดเดียวยาวๆ ที่สุดในทริปไปเมือง Akureyri ทางภาคเหนือของประเทศซึ่งมีระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร ระหว่างทางไม่มีอะไรน่าแวะเที่ยวด้วย เราจึงแพลนว่าจะไปรับประทานมื้อกลางวันที่นั่นกันเลย จากนั้นก็จะไปแวะเที่ยวน้ำตก Goðafoss และไปค้างคืนที่เมือง Húsavík ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 100 กิโลเมตร

1

หลังทำอาหารเช้ากินเองและเก็บกระเป๋าเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางตามเวลาที่ตั้งใจไว้ จากอพาร์ทเมนต์เราเดินทางตามเข็มนาฬิกาต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าไปยังเมือง Akureyri

2

เช้านี้มีฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถนนสาย 54 ซึ่งเป็นเส้นทางออกจากเมือง Grundarfjörður ไปเข้าทางหลวงสายวงแหวนรอบเกาะหมายเลข 1 จึงเละเทะและหลายช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ใช้ความเร็วได้ไม่มาก ขับรถเลียบทะเลไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 60 ต่อเข้าสาย 59 และ 68 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนวงแหวนสาย 1 ก็เข้าสู่เส้นทางขับรถหลักรอบเกาะไอซ์แลนด์แล้ว ขับต่อไปอีกราว 30 กิโลก็ขอแวะพักยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำ และเปลี่ยนคนขับที่ North West Hotel & Restaurant ซึ่งอยู่ครึ่งทางพอดี

3

จากจุดนี้เหลือระยะทางอีกประมาณ 180 กิโลเมตรก็จะถึงที่หมายแล้ว ไม่ไกลๆ ไม่เกินบ่ายโมงน่าจะถึง ขับรถต่อท่ามกลางวิวธรรมชาติอันน่าตะลึง ถนนช่วงนี้เรียบดีมาก ขับง่าย โค้งไม่เยอะและไม่อันตราย รถสวนเยอะอยู่ แต่เค้าไม่ขับเร็วมากเพราะที่นี่จำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าใกล้ชุมชนก็จะกำหนดความเร็วน้อยลงตามความเหมาะสมครับ ผมว่าเส้นทางช่วงนี้สวยงามมาก ขับรถสบายเพลินเลยครับ

4 5

อีกประมาณ 2 ชั่วโมงถัดมา เราก็เดินทางมาถึง Akureyri อคูเรย์ริคือเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ที่บริเวณก้น Eyjafjörður (Island Fjord) เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของ North Iceland

สรุปแล้วจากที่พักที่ Grundarfjörður ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงนิดๆ ครับ

photo credit: www.slideshare.net
photo credit: www.slideshare.net

ช่วงระหว่าง 2 เมืองนี้คือช่วงที่ต้องขับรถไกลที่สุดในทริปแล้วครับ เรายอมขับไกลที่สุดก่อนตั้งแต่วันแรกๆ เพราะร่างกายยังฟิตอยู่ รวมทั้งจะได้ไม่ต้องกังวลกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น รถมีปัญหา สภาพอากาศย่ำแย่ คนไม่สบาย เพราะถ้าจัดแพลนขับทวนเข็มนาฬิกาจะวนมาถึง Akureyri ในวันท้ายๆ ของทริปซึ่งเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวเต็มตัวแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงวางแผนขับรถเที่ยวรอบเกาะแบบตามเข็มนาฬิกาครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

ใครว่าเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยรถสาธารณะไม่ได้ ไม่จริงครับ ประเทศนี้มีบริการรถบัสไปยังเมือง หมู่บ้าน และสถานที่ท่องเที่ยวหลักมากมาย เพียงแต่มันไม่สะดวกเท่าไหร่เพราะใน 1 วันมีรอบรถน้อย บางเส้นทางมีรถบัสวันละรอบ และเวลาต่อรถบัสไปที่อื่นในวันเดียวกันไม่ลงตัว ต้องรอรถรอบเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นต้น แถมค่ารถบัสมีราคาแพงถึงแพงมาก มาเที่ยวหลายคนเช่ารถขับเที่ยวเอง แชร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทุกอย่างคุ้มกว่าเยอะครับ

ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางไป Akureyri ด้วยรถสาธารณะจาก Reykjavík BSÍ Umferðarmiðstöðin (Bus terminal) ไม่สะดวกเพราะใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ 08.00-18.30 น. ค่าตั๋วรถบัสราคา 17,000 ISK หรือประมาณ 5,000 บาท (รถบัสสาย 610 จะไปส่งที่ถนน Hafnarstræti กลางเมือง Akureyri)

เช็ควัน-เวลา ราคา และเส้นทางรถบัสได้ที่ Iceland busSBA-Norðurleið bus timetable

ส่วนจากเมือง Grundarfjörður มีรถบัสสาย 82 ไปที่ Vatnaleið หรือ Stykkishólmur ต่อสาย 58 ไปต่อสาย 57 ที่เมือง Borgarnes ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่สะดวกเลยและใช้เวลานานทั้งวัน

photo credit: www.nat.is
photo credit: www.nat.is

บ่ายโมงเศษ ขับรถถึงตัวเมือง Akureyri ที่ลานจอดรถกว้างใกล้วงเวียนใหญ่ทางเข้าใจกลางเมือง วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดีจึงจอดรถได้ฟรีโดยไม่ต้องรับบัตรจอดรถ

8

จุดนี้หิวมากๆ แล้ว มองไปเห็นร้าน Akureyri Fish & Chips ป้ายสีแดงโดดเด่นมาเลย

9

ไม่ต้องคิดมากเดินเข้าร้านดูเมนูซึ่งมีราคาปานกลาง จัดการสั่ง Fish and Chips ราคา 1,980 ISK, Cod in Breadcrumbs with chips ชุดละ 1,980 ISK, Fish Burger with Chips 2 อันๆ ละ 1,790 ISK มาแบ่งกันกิน 5 คน รวมมื้อนี้โดนค่ากินไป 7,540 ISK หรือประมาณ 2,250 บาท มีบริการน้ำเปล่าฟรีครับ

10

อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นที่ Hafnarstræti ถนนช้อปปิ้งหลักใจกลางเมืองโดยเดินตามถนนหน้าร้านชื่อ Skipagata ซึ่งขนานกับถนน Hafnarstræti ไปจนถึงสามแยกที่ตัดกับถนน Kaupvangsstræti ทางซ้ายคือ Eyjafjörður (Island Fjord) เลี้ยวขวาเดินอีกนิดก็ถึงสี่แยกที่บรรจบกับถนน Hafnarstræti มองไปบนเนินซึ่งเป็นที่ตั้งของ Akureyrarkirkja (Akureyri Church) โบสถ์นิกายลูเธอรันที่ออกแบบโดย Guðjón Samúelsson และสร้างเสร็จในปีค.ศ. 1940

11

ขึ้นบันไดไปถ่ายรูปพอเป็นพิธีครับ

12

เดินกลับไปที่สี่แยกเดิม ตรงเข้าถนน Hafnarstræti ไปทางทิศเหนือ เดินเล่นชมบ้านเรือนสไตล์ไอซ์แลนด์น่ารักๆ สองข้างทาง

14

เดินไม่ไกลก็กลับไปที่วงเวียนใหญ่ทางเข้าเมืองที่เดิม แถวนี้มีร้าน Nætursalan เป็นร้าน lotto แต่มีอาหารขายด้วย เมนูแนะนำคือ MacGratsky burger ถ้าอยากลองก็ได้ครับ ราคาถือว่าถูกมาก แต่เรายังอิ่มอยู่เลยครับ

15

จากวงเวียน เลี้ยวขวาเข้าถนน Skipagata เหมือนตอนที่ขับรถไปจอด แป๊บเดียวก็ถึงที่จอดรถแล้ว เมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของไอซ์แลนด์นี้ไม่เห็นจะใหญ่ตรงไหนเลย 555 เดินเล่นแค่ไม่ถึงชั่วโมงหมดเมืองแล้ว

จริงๆ เมืองนี้ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวครับ แต่ที่คนนิยมมากันก็เพราะว่ามีที่ตั้งอยู่กลางทางเหมาะสำหรับพักรถลงไปเดินเล่นหรือพักค้างคืนในกรณีที่มาถึงเย็นเนื่องจากหมู่บ้านที่พอจะใช้เป็นที่พักได้อยู่ไกลไปร่วม 100 กิโลเมตรครับ

แต่เมืองนี้ยังพอมีมุมถ่ายรูปที่เป็นเอกลักษณ์อยู่บ้างคือมุมที่ถ่ายจากอีกฝั่งของฟยอร์ดกลับมายังตัวเมืองเห็นยอดโบสถ์ Akureyrarkirkja ถ้ามาในช่วงที่มีหิมะตก ภูเขาสูงด้านหลังตัวเมืองก็จะมีหิมะปกคลุมเป็นวิวที่สวยงามไม่ธรรมดาเหมือนกัน

จากตรงนี้เราขับรถต่อเลียบริมฟยอร์ดแล้วเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามฟยอร์ด ขับตามทางหลวงหมายเลข 1 แบบช้าๆ ค่อยๆ สังเกตทางซ้ายมือว่ามีเวิ้งให้เข้าไปจอดรถที่จุดชมวิวตรงไหนบ้าง จุดที่สามารถถ่ายรูปข้ามฝั่งฟยอร์ดไปยังเมือง Akureyri ได้นั้นเห็นได้ค่อนข้างชัดครับ เพียงแต่อย่าขับเร็ว ถ้าผ่านเลยแล้วจะกลับรถมายาก

photo credit: www.visitorsguide.is
photo credit: www.visitorsguide.is

จอดรถลงไปถ่ายรูปวิวเมือง Akureyri แบบพาโนรามาจากจุดนี้ ระยะมันค่อนข้างไกลครับ ต้องเปลี่ยนเป็นเลนส์ซูมพิเศษถึงจะเห็นบ้านเรือนในเมืองได้ชัดเจน

17 18

เกือบบ่าย 3 แล้ว ได้เวลาเดินทางต่อเพราะวันนี้ยังเหลือที่เที่ยวอีก 1 ที่ก่อนไปเดินเที่ยวและค้างคืนที่เมือง Húsavík ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ประมาณ 90 กิโลเมตร ที่เที่ยวที่ว่านั้นก็คือน้ำตก Goðafoss ซึ่งอยู่ระหว่างทางจากเมือง Akureyri ไป Húsavík นั่นเอง ขับรถตามทางหลวงหมายเลข 1 ต่ออีกไม่ถึง 50 กิโลเมตรก็ถึงน้ำตกซึ่งอยู่ริมถนนแล้ว

19

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ
จากท่ารถบัสที่ถนน Hafnarstræti ในเมือง Akureyri เวลา 08.00 น. มีรถบัสสาย 62 และ 641 ไป Goðafoss ทุกวัน ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ค่าตั๋วรถบัสราคา 1,900 ISK (ประมาณ 550 บาท)

รถบัสสาย 62 จะเลยต่อไปทางหมู่บ้าน Reykjahlíð ที่ทะเลสาบ Mývatn ผ่านเมืองหลักคือ Egilsstaðir และสุดทางที่เมือง Höfn ในเวลา 17.30 น. ส่วนสาย 641 จะเลยต่อไปที่เมือง Húsavík,  Ásbyrgi, Hljóðaklettar / Vesturdalur และสุดทางที่น้ำตก Dettifoss ในเวลา 12.30 น. แต่ปัญหาก็คือจะแวะเที่ยวน้ำตก Goðafoss แล้วไปเมืองอื่นต่อไม่ได้เพราะมีรถบัสวันละ 1 รอบเท่านั้น

เช็ควัน-เวลา ราคา และเส้นทางรถบัสได้ที่ Iceland busSBA-Norðurleið bus timetable

ระหว่างทางก่อนถึงน้ำตก Goðafoss ประมาณ 6 กิโล เห็นวิวงดงามที่บริเวณ Ljósavatn ทะเลสาบเล็กๆ ริมทางหลวงสาย 1 เลยจอดรถแวะลงไปถ่ายรูปแป๊บนึง พูดเลยว่าแสงมันสาดสะท้อนน้ำในทะเลสาบได้ลงตัวพอดี สวยสุดๆ ไปเลยครับ

20 21

Goðafoss คือน้ำตกที่ตั้งอยู่บริเวณจุดเริ่มต้นของเส้นทาง Sprengisandur น้ำตกโกดาเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ Skjálfandafljót ที่ไหลลงสู่แนวหน้าผาต่างระดับของแคนยอนความสูง 12 เมตร และกว้าง 30 เมตร จนเกิดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายผ้าม่าน ความงดงามและยิ่งใหญ่ของน้ำตกดังกล่าวทำให้ได้รับการขนานนามให้เป็น “waterfall of the gods” หรือน้ำตกแห่งเทพเจ้าตามความหมายของชื่อในภาษาท้องถิ่น

22 23

วันนี้ใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดามาครับเพราะส่วนใหญ่เดินแต่ในเมืองและคิดว่าไม่ต้องเดินเข้าไปยังตัวน้ำตกไกลและเป็นทางป่า แต่ปรากฏว่าเส้นทางไม่ไกลจริง แต่มันลื่นเหมือนกัน เลยเดินลึกเข้าใกล้น้ำตกมากไม่ถนัดครับ ไม่อยากเสี่ยง กลัวลื่นล้มบาดเจ็บจะไม่คุ้มเอา ถึงบอกว่ารองเท้าเดินป่าเป็นของใช้สำคัญที่ต้องพกไปด้วยเสมอครับ

24 25

ทริปนี้ผมใช้ Pocket WiFi ของ Global WiFi ซึ่งมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตทั่วทั้งเกาะ ขนาดอยู่กลางทางซึ่งมีแต่ทุ่งหญ้ายังเล่นเน็ตได้รวดเร็วเลยครับ
ลองดูโปรโมชั่นได้ที่ Global WiFi

อีกประมาณ 1 ชั่วโมง พระอาทิตย์จะตก ได้เวลาขับรถต่อไปเมือง Húsavík แล้ว

จาก Goðafoss ขับต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 1 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 845 ตรงเรื่อยๆ เข้าสาย 85 ระยะทางรวมราว 47 กิโลเมตรก็เข้าสู่ตัวเมืองฮูซาวิคแล้ว

26

ท้องฟ้าเริ่มครึ้มแล้ว เกรงว่าถ้าไปเช็คอินก่อนค่อยออกมาเดินเล่นในเมืองจะมืดซะก่อน เลยขอจอดรถที่ถนน Stórigarður ใกล้กับโบสถ์ Húsavíkurkirkja แล้วไปเดินเที่ยวก่อนเลย

27

ข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถนั่งรถบัสสาย 641 จากน้ำตก Goðafoss ไป Húsavík เวลา 09.00 น. ใช้เวลา 45 นาที ค่าตั๋วรถบัสไม่ปรากฏราคา แต่น่าจะไม่เกิน 1,900 ISK

เช็ควัน-เวลาและเส้นทางรถบัสได้ที่ SBA-Norðurleið bus timetable

Húsavík คือเมืองประมงเล็กๆ ศูนย์กลางของการชมวาฬเนื่องจากมีวาฬหลายสายพันธุ์ว่ายเข้ามาในบริเวณอ่าว Skjálfandi อยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเดือนที่เรามาจะไม่ใช่ฤดูที่เหมาะในการล่องเรือชมวาฬเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรเพราะจริงๆ ตั้งใจมาที่นี่เพื่อชมบรรยากาศเมืองท่าเรือเล็กๆ ซึ่งในทริปนี้จะพบเจอได้แค่ที่เมืองนี้เมืองเดียว เปลี่ยนฟีลบ้างนิดหน่อย

28

จากที่จอดรถซึ่งจอดได้ฟรี เดินตามถนน Stórigarður ไปทางทะเลนิดเดียวก็ถึง Húsavíkurkirkja (Húsavík Church) โบสถ์ไม้เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1907

29

ข้ามถนนไปยังท่าเรือที่อยู่ข้างหน้า แถวนี้มี Whale Watching Ticket Center พาทัวร์ชมวาฬให้เลือกใช้บริการตามเวลาที่กำหนดในแต่ละช่วงเดือนหลายเจ้าครับ แต่เย็นนี้ร้านปิดหมดแล้ว

30

ลงบันไดไปที่ hafnar á Húsavík หรือท่าเรือฮูซาวิค ชมเรือไม้ที่ใช้ในการล่องชมวาฬนานาชนิดซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของเมืองนี้

31 32

ใกล้กับท่าเรือเป็นที่ตั้งของ Hvalasafnið á Húsavík (Húsavík Whale Museum) โดยเริ่มแรกเมื่อฤดูร้อนปีค.ศ. 1997 ที่จัดนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับวาฬนี้อยู่ในโรงแรม อีก 3 ปีต่อมาจึงได้ย้ายมาอยู่ตรงที่ปัจจุบันเพื่อให้มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นโดยซื้อโรงฆ่าสัตว์เก่าที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1931 แต่ถูกทิ้งร้างมาปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดให้เข้าชมในเดือนมิถุนายน ปี 2002 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Húsavík Whale Museum ในปีค.ศ. 2004

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. 08.30-18.30 น., ต.ค.-เม.ย. เปิดเฉพาะวันธรรมดา 09.00-
14.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,800 ISK เด็กอายุ 10-18 ปี 500 ISK

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Húsavík Whale Museum

33

เดินผ่านขึ้นไปบนถนนหลักทางเข้าเมือง เลี้ยวซ้ายไปไม่ไกลก็ถึง Könnunarsögusafnið (The Exploration Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งการสำรวจอวกาศก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2011 และเปิดอย่างเป็นทางการในอีก 3 ปีถัดมา ภายในจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาและประวัติศาสตร์ของการสำรวจดวงดาวต่างๆ นอกโลก มีรูปถ่ายและสิ่งประดิษฐ์จาก Apollo Astronaut Training ใกล้กับเมือง Húsavík ประวัติการค้นพบดินแดนของพวกไวกิ้ง และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชม 14.00-19.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit The Exploration Museum

34

เดินกลับไปที่ Whale Watching Centre และโบสถ์ไม้ Húsavíkurkirkja ไปที่จอดรถ ขับรถตามถนน Stórigarður เหมือนเดิมตรงไปไม่ถึง 300 เมตรก็เข้าจอดที่หน้าอาคารสีเทาที่มีอยู่หลังเดียว โทรหาเจ้าของอพาร์ทเมนต์ให้มาเปิดห้องพักให้ ที่พักนี้มีชื่อว่า Gamli Skólinn อยู่ที่ถนน Stórigarður ห่างจากท่าเรือประมาณ 400 เมตร ห้องพักกว้าง ห้องครัวดีมาก ราคาถือว่าปานกลางคือคืนละ 20,745 ISK (166.60 ยูโร) หาร 5 คน จ่ายกันคนละ 1,310 บาท

35

เย็นนี้เราจะทำกับข้าวกินเองเหมือนเมื่อวาน แต่ของหมดแล้ว เลยต้องออกไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ ก่อนที่จะปิดตอนทุ่มนึง ซื้อวัตถุดิบต่างๆ สำหรับทำอาหาร 3 มื้อเลยคือมื้อเย็นวันนี้ มื้อเช้าพรุ่งนี้ และมื้อกลางวันพรุ่งนี้เพราะจะติดเที่ยงที่น้ำตก Dettifoss ที่ไม่น่าจะมีร้านอาหาร นี่คือการวางแผนอย่างถี่ถ้วนของเราครับ

เสร็จแล้วก็ขับรถกลับที่พัก ทำกับข้าวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย และนอนพักรอเวลาออกไปดูแสงเหนือโดยดูพยากรณ์อากาศจาก Aurora forecast แล้วพบว่าคืนนี้มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้ค่อนข้างมากเพราะตัวเลขค่าความแรงของแสง (KP) คือ 5 เต็ม 9 (ค่า KP ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็มีโอกาสเห็นแล้ว ค่า KP จะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน) แต่แผนที่แสดงบริเวณที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งกับท้องฟ้ามีเมฆบังที่ Húsavík ยังเป็นสีเขียวอ่อนอยู่

เอาตัวอย่างการพยากรณ์อากาศมาให้ดูกันครับ พื้นที่สีขาวคือท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้ชัดเจน

36

รออีกชั่วโมงนึงแล้วเข้าเว็บไปดูสภาพอากาศอีกทีก็เห็นว่าเมฆมีแนวโน้มเคลื่อนลงไปทางทิศใต้ของเมือง ทางทิศเหนือเริ่มเป็นสีขาวซึ่งแสดงว่าเมฆน้อย มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้ เราจึงออกรถอีกครั้งโดยขับมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตามถนนสายหลักของเมือง ขับไปไม่ถึง 5 นาทีก็เริ่มเห็นแสงเหนือจางๆ บนท้องฟ้าจึงหาที่จอดข้างทางซึ่งเป็นลานดินกว้างพอดี หยิบกล้องถ่ายรูปมาประกอบกับขาตั้งกล้องโดยใช้ไฟฉายช่วยส่องให้เห็นปุ่มต่างๆ เพราะรอบๆ มันมืดมากๆ มืดสนิทชนิดที่มองฝ่ามือตัวเองยังไม่เห็นเลยครับ เพราะฉะนั้นไฟฉายจึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสุดๆ อีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

คืนนี้ค่า KP สูงพอสมควร แต่มีเมฆรบกวนทำให้ท้องฟ้าไม่โปร่งเต็มที่ครับ เราลืมเอาเลนส์ wide มาจากที่พักด้วย ภาพแสงเหนือที่ได้เลยไม่ค่อยเพอร์เฟ็คเท่าไหร่

ผมขอลงรูปที่ถ่ายมาเพียวๆ จากกล้องโดยปราศจากการแต่งรูปใดๆ ซึ่งใกล้เคียงกับที่สายตาเห็นมากๆ เปรียบเทียบกับรูปเดียวกันที่เข้า Photoshop ไปปรับแสงสีให้แจ่มขึ้นให้ดูกันจังๆ จะได้เข้าใจความสวยงามของแสงเหนือถูกต้องมากขึ้นครับ

ภาพแรก ไม่ได้แต่งภาพ

37

ภาพที่ 2 เข้า Photoshop แต่งภาพเล็กน้อย (เดี๋ยวจะเว่อร์ไป)

38

แสงเหนือจะไม่อยู่กับที่ บางครั้งเห็นชัดอยู่ดีๆ แป๊บเดียวก็เปลี่ยนทิศหรือเมฆเคลื่อนมาบังซะงั้น ดังนั้นเมื่อเห็นแสงเหนือและได้ทำเลที่เหมาะแล้วควรรีบเซ็ตอุปกรณ์กล้องให้พร้อมถ่ายโดยเร็ว พวกเราไม่ใช่ช่างภาพหรือคนชอบเล่นกล้อง มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพขั้นเบสิคครับ รู้แค่ว่าการถ่ายแสงเหนือต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วยให้กล้องถ่ายรูปนิ่ง หากกล้องไม่นิ่ง 100% ภาพที่ได้ก็จะเบลอ (ขนาดกล้องนิ่งยังเบลอนิดๆ เลย)

39

ส่วนการตั้งค่ากล้องถ่ายรูปสำหรับถ่ายแสงเหนือขั้นพื้นฐานง่ายๆ คือ เลือก Mode AV (บางคนก็ถนัด Mode M ปรับรูรับแสงต่ำที่สุด), ปรับระดับน้ำให้กล้องถ่ายรูปที่ต่อกับขาตั้งกล้องตรง (ของผมคือกดปุ่ม info ขยับกล้องจนเป็นสีเขียว), ตั้งค่า ISO เป็น 800 (ค่า ISO ยิ่งมาก ยิ่งสว่าง), ปรับค่า F ให้ต่ำที่สุดเท่าที่ความสามารถของกล้องแต่ละรุ่นจะทำได้ (ประมาณ 0-2), เลือกขนาดภาพเป็น 16:9 (ปกติจะตั้งไว้ที่ 4:3) เพื่อให้ภาพกว้าง (ถ้าใช้เลนส์ wide จะได้ภาพที่กว้างและดีกว่าเลนส์ธรรมดา), หันและเงยกล้องไปยังจุดที่เห็นแสงเหนือ และตั้งเวลาถ่าย 10-20 วินาที (ของผมคือกดปุ่ม Q แล้วเลือกตัวเลขเวลานับถอยหลัง)

หมายเหตุ
กล้องแต่ละรุ่นมีประสิทธิภาพในการถ่ายภาพและเทคนิคการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ไม่เหมือนกัน ผมให้ข้อมูลเบื้องต้นแบบเด็กประถมหัดถ่ายรูปได้แค่นี้ ถ้ามีเทคนิคขั้นเทพกว่าก็ชี้แนะมาได้ครับ ยังไงลองสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องการถ่ายภาพและศึกษาเรื่องกล้องก่อนไปนะครับ 😀

กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายไม่ได้แน่นอนครับ

สำหรับการถ่ายคนกับแสงเหนือ ท่าที่ดีที่สุดคือหันหลังหรือหันข้าง ถ้าหันหน้าตรงจะมีโอกาสหน้าเบลอเป็นผีหลอกเลย แอ็คท่าชี้ฟ้ามักจะเบลอตรงปลายนิ้ว และควรใส่หมวกไปเลยผมจะได้ไม่ปลิวซึ่งจะทำให้ภาพเบลอตรงหัว ยืนหรือนั่งให้นิ่งที่สุดจนกว่าเวลาถอยหลังของกล้องที่ตั้งถ่ายไว้จะสิ้นสุด

รูปนี้มีคนช่วยส่องไฟฉายเล็กๆ มาที่ช่วงเอวเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับวัตถุครับ ไม่งั้นจะแทบมองไม่เห็นคนเลย ภาพที่เห็นคนนั่งเก็กท่าอยู่บนรถจี๊บแล้วภาพคมชัดมากเกิดจากการฉายสปอตไลท์หลายตัวเหมือนกองถ่ายหนังและเป็นมืออาชีพถ่ายให้ เช่น การไปกับทัวร์ล่าแสงเหนือ คนธรรมดาไปกันเองไม่น่าจะถ่ายออกมาได้แบบนั้นหรอกครับ

40

รูปสวยจัดๆ ที่เห็นกันบ่อยๆ ล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งรูปโดยปรับแสงให้สว่างทั้งรูปจนเข้าใจผิดคิดว่าตอนถ่ายรูปแสงเหนือนั้นไม่ได้มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นหน้าคนข้างๆ หรือไม่ก็สาดแสงสปอตไลท์เข้าไปที่วัตถุจนสว่างโพลนเกินความจริง รูปที่ถ่ายได้จริงจะสว่างแค่ท้องฟ้า (ค่า KP สูง ฟ้าสว่างมาก) ส่วนพื้นดินและฉากหลังจะมืดครับ

คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นแสงเหนือด้วยตาตัวเอง มิชชั่นสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังรู้สึกไม่ฟินเท่าไหร่ครับ แต่ไม่เป็นไร วันนี้ได้แค่ไหนแค่นั้น ลุ้นกันใหม่ในวันต่อๆ ไปที่ยังเหลืออีก 5 วัน

ตอนนี้รีบเข้านอนให้เต็มอิ่มดีกว่าเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องตื่น 7 โมง เตรียมตัวออกเดินทางไกลต่ออีกเต็มวัน

29

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต