7.5 วัน เที่ยวเองครบทุกฟีลรอบเกาะ Iceland วันที่ 1 “Reykjavík” เมืองหลวงที่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุดในโลก

เที่ยวเอง รีวิว เรคยาวิก ไอซ์แลนด์ reykjavik iceland

เที่ยวเอง จาก Faroe Islands สู่ Iceland

รีวิวทริป “เก็บเกี่ยว..เที่ยวสแกนดิเนเวีย” ตอนนี้เราจะเดินทางต่อจากหมู่เกาะแฟโร ตามรีวิวข้างใต้นี้
ที่สุดธรรมชาติอันบริสุทธิ์ Faroe Islands ตอนที่ 2 “Tórshavn – Kirkjubøur – Gjógv – Klaksvík” วันเดียวเที่ยวทั่วหมู่เกาะแฟโร
และ
ที่สุดธรรมชาติอันบริสุทธิ์ Faroe Islands ตอนที่ 1 “Gásadalur” ตะลึงวิวน้ำตกดิ่งลงมหาสมุทรที่หมู่บ้านไกลสุดเกาะ

ที่หมายต่อไปของเราก็คือ ICELAND ครับ

1

กระแสความนิยมไปเที่ยวประเทศไอซ์แลนด์เพื่อตามล่าแสงเหนือกำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้จนกลายเป็นรูทเที่ยว
ฮอตฮิตถึงขั้นแซงทางโค้งเส้นทางยุโรปชื่อดังทั่วไปเลยก็ว่าได้ แน่นอนครับว่า “เที่ยวเอง” ก็ต้องไม่พลาดที่จะไปลุยไอซ์แลนด์เช่นกันเพราะเราชอบเที่ยวตามกระแสครับ 555 แต่ความจริงมันไม่ใช่เหตุผลนั้นหรอกครับ มันเป็นเพราะเราไปเที่ยวยุโรปมามากกว่า 10 ทริป กว่า 150 เมือง ใน 35 ประเทศ โอกาสนี้จึงถึงคิวของประเทศไอซ์แลนด์พอดิบพอดี

แต่ถ้าไปแค่ไอซ์แลนด์ประเทศเดียวมันก็ง่ายไปหน่อย ถ้าทำตามท่ามาตรฐานที่ใครๆ เค้าก็ทำกันคือเพิ่มนอร์เวย์หรือเดนมาร์กอีกประเทศหรือเพิ่มมันทั้งสองประเทศไปเลยก็เบสิคๆ จะไปจากอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์ ก็ไม่ได้ยากอะไร มีสายการบินทั้ง full service และ low cost ราคาไม่แพงบินไป-กลับได้สบาย

ขึ้นชื่อว่า “เที่ยวเอง” แล้ว มันต้อง advance ครับ จะเที่ยวแบบปุถุชนคนทั่วไปมิได้ 555  เราจึงเพิ่มความยากในการ
จัดทริปเข้าไปหน่อยเพื่อไม่ให้การไป Iceland นี้เป็นเส้นทางธรรมดาๆ ซ้ำๆ กับคนอื่น โดยเพิ่ม Faroe Islands เข้าไปในทริปนี้ด้วย
สรุปเป็นแผนเที่ยวเอง Denmark – Faroe Islands – Iceland – Norway 13 วัน 13 คืน (1 คืนบนเครื่องบิน)  

เส้นทางตามแผนที่นี้ครับ

iceland-route-trip

สรุปให้อีกครั้งครับหลังจากได้เขียนไว้แล้วในรีวิวแรกของทริป คือ
เที่ยวเอง..เที่ยวอีก “Copenhagen” เมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก

การขอวีซ่า Iceland ให้ขอผ่านตัวแทนของสถานทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยคือ VFS
ผมให้ link ข้อมูลการขอวีซ่าไว้ในรีวิว Copenhagen ด้านบนแล้วครับ

ทริปนี้ผม น้องชาย และพี่สาวจะไปเที่ยว Denmark และ Faroe Islands กันก่อนในวันที่ 1-3 ของทริป โดยนัดเจอ
น้องเขยและน้องสาวที่ไอซ์แลนด์เลย จากนั้นก็จะเที่ยวรอบเกาะด้วยกัน 5 คน อีก 7 วันครึ่ง และบินไป Oslo เที่ยว
เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตก่อนกลับเมืองไทย

Recap แผนเที่ยวรอบเกาะไอซ์แลนด์ 7 วันครึ่งแบบกว้างๆ ให้ก่อนเลยครับ

วันที่ 1: Vágar Airport, FAROE ISLANDS – Reykjavík, ICELAND

วันที่ 2: Reykjavík – Bláa lónið (Blue Lagoon) – Grundarfjörður (Kirkjufell)

วันที่ 3: Grundarfjörður – Akureyri – Goðafoss – Húsavík

วันที่ 4: Húsavík – Skútustaðir (Lake Mývatn) – Dimmuborgir – Reykjahlíð (Lake Mývatn) – Mývatn Nature Baths – Hverir (Hverarönd) – Dettifoss – Selfoss – Egilsstaðir

วันที่ 5: Egilsstaðir – Seyðisfjörður – Stafafell Cottages (Höfn)

วันที่ 6: Stafafell Cottages – Vesturhorn – Jökulsárlón – Svínafellsjökull (Skaftafell National Park) – Svartifoss – Hörgsland Cottages (Kirkjubæjarklaustur)

วันที่ 7: Hörgsland Cottages – Þjóðvegur (Mossy Lava rock) – Vík í Mýrdal – Skógafoss – Seljalandsfoss – South Central Motel (Selfoss)

วันที่ 8: South Central Motel – Gullfoss – Geysir – Þingvellir National Park – Reykjavík-Keflavík Airport

วันที่ 9: Morning Reykjavík-Keflavík Airport – Oslo, NORWAY

2

แผนนี้เป็นแผนที่แตกต่างจากแผนทั่วไปซึ่งคนส่วนมากจะขับรถเที่ยวรอบเกาะไอซ์แลนด์แบบทวนเข็มนาฬิกา โดยขับออกนอกเมืองหลวงคือ Reykjavík ไปเที่ยวเมือง หมู่บ้าน และสถานที่ท่องเที่ยวทางภาคใต้และตะวันออกก่อน แล้วค่อยวนซ้ายกลับมาเที่ยว Reykjavík และ Blue Lagoon ในวันสุดท้ายก่อนบินกลับ

เอาแผนที่ประเทศไอซ์แลนด์และข้อมูลทั่วไปที่มีประโยชน์ไปดูประกอบก่อนจะต้องเจอตัวหนังสืออีกเต็มพรืดไปหมด ช่วงแรกๆ ของรีวิวนี้รูปคั่นสายตาจะน้อยหน่อยนะครับ ถ้าใครอยากไปจริงๆ ขอให้ตั้งใจอ่านให้ละเอียดพร้อมดูแผนที่ประกอบด้วยครับ

3

แต่เราเลือกเที่ยวเมืองหลวงและบลูลากูนก่อนเลย แล้วค่อยขับรถตามเข็มนาฬิกาไปเที่ยวรอบเกาะครับ เพราะเหตุผลที่เป็นข้อเท็จริงและมีประโยชน์ 2 ข้อคือ

  1. ไม่ว่าจะบินโดยสายการบินอะไรมาจากประเทศไทยก็จะต้องมาต่อไฟลท์ที่เมืองใดเมืองหนึ่งในยุโรปตอนสายหรือบ่ายก่อน ถึงจะบินไปไอซ์แลนด์ได้ โดยไฟลท์ต่อภายในยุโรปที่เดินทางไปถึงสนามบินนานาชาติ Reykjavík-Keflavík (KEF) ก่อนเที่ยงนั้น เท่าที่รู้มีเพียงไฟลท์เดียวคือของ SAS ซึ่งเป็นไฟลท์ที่น้องเขยและน้องสาวของผมบินมาจาก Oslo ตอน 09.45 น. และถึงสนามบิน Keflavík 10.30 น. (ถ้าต้องการบินจากกรุงเทพฯ มาต่อไฟลท์นี้ให้ทัน ต้องบินโดยสายการบินไทยครับ) นอกนั้นสายการบินอื่นจะบินมาถึงไอซ์แลนด์ช่วงบ่ายจนถึงค่ำๆ เลย เพราะฉะนั้นจึงไม่คุ้มที่จะเสียเงินเช่ารถขับ 1 วันตั้งแต่วันแรกที่มาถึงสนามบินเพราะเหลือเวลาเที่ยวอีกแค่ครึ่งวันเป็นอย่างมากเท่านั้น  รวมทั้งเพิ่งจะเดินทางไกลข้ามทวีปมาอาจจะเกิดอาการอ่อนล้าหรือเจ็ทแล็คซึ่งมีผลต่อการขับรถทางไกลต่อเลยได้ด้วย  ดังนั้นจึงควรเที่ยวและพักค้างคืนในเมืองหลวงก่อนเพื่อปรับเวลาเป็นเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมงในช่วง summer time และ 8 ชั่วโมงในช่วง winter time
  2. ในวันแรกๆ ของการเดินทาง สภาพร่างกายของเรายังฟิตเปร๊ยะอยู่ สามารถขับรถไปทางภาคเหนือซึ่งมีระยะทางไกลกว่าไปภาคใต้และมีสถานที่ท่องเที่ยวให้แวะน้อยจึงต้องตีรถยาวรวดได้ดีกว่า  รวมถึงสภาพรถยังยอดเยี่ยมอยู่ ถ้าขับไปเที่ยวทางใต้ซึ่งใกล้ Reykjavík กว่าแล้วเหลือเส้นทางไกลทางภาคเหนือก่อนวนกลับไปยังเมืองหลวง เกิดโชคไม่ดีรถมีปัญหาขัดข้องก็อาจทำให้แก้ไขแผนได้ยากลำบากหรือเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

รีวิวนี้จะค่อนข้าง informative นะครับ รีวิวแบบเน้นแต่รูปสวยๆ คนเห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากไป แต่ให้ข้อมูลผิวๆ ผมคงไม่กล้าเขียนมาให้อ่านแน่นอนเพราะผมเป็นนักเที่ยวที่ต้องพยายามเขียนรีวิวยังไงก็ได้ให้คนนำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเที่ยวเองได้ นำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่รู้แค่ทฤษฎีพื้นฐาน แต่ปฏิบัติไม่ได้

ทริปนี้ไม่เน้นถ่ายภาพเพราะทุกคนในทริปไม่ใช่ช่างภาพหรือเป็นคนชอบเล่นกล้อง มีฝีมือถ่ายรูปแบบพอไปวัดไปวาครับ ไม่สามารถถ่ายรูปให้คนร้องว้าวได้หรอก เข้า Photoshop แต่งรูปก็ไม่เก่งอีก ภาพที่โพสต์ให้ชมจึงเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับที่สายตามองเห็นมากที่สุด

ผมจะไม่เขียนเล่าเฉพาะสิ่งที่ทำ แต่จะบอกเหตุผลว่าทำไมเราจึงทำอย่างนั้น และให้ทางเลือกอื่นสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้วางแผนเหมือนเราด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน (ที่จริง สิ่งที่เราทำได้ผ่านการพิจารณาและหาข้อมูลรอบด้านอย่างละเอียดมากแล้วนะ 55 แต่ไม่กล้าพูดว่า 100% เพราะไม่มีทางหาข้อมูลได้เต็มร้อยหรอกครับ)

ลองอ่านทิปส์ที่มีประโยชน์สำหรับการเที่ยวไอซ์แลนด์เพิ่มเติมได้จาก
เกร็ดควรรู้สำหรับไป “เที่ยวเอง” ที่ไอซ์แลนด์

เริ่มเรียนกันเลยครับ 555+

รีวิวนี้ผมอยากสร้างความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับการเที่ยวไอซ์แลนด์ครับ การเที่ยวประเทศนี้ไม่จำเป็นต้องไปในฤดูหนาวจัดถึงจะได้เห็นแสงเหนือ ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแบบ backpacker สะพายเป้แบกกล้องแพงๆ หนักๆ เที่ยว ไม่จำเป็นต้องเช่ารถบ้านหรือ Go Campers ขับ ถึงจะเที่ยวรอบเกาะและล่าแสงเหนือได้ สามารถวางแผนกำหนดเส้นทางขับรถและจองที่พักที่แน่นอนได้  ลองอ่านรายละเอียดและเหตุผลประกอบดูนะครับ

เราเลือกไปไอซ์แลนด์ช่วงปลายเดือนตุลาคมเพราะเรามั่นใจว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด โดยมีเหตุผลตามนี้ครับ

– ยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัว อากาศจึงยังไม่หนาวจัดขั้นติดลบ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 0-7 องศาเซลเซียส และมีโอกาสเกิดพายุหิมะน้อย อีกเดือนหนึ่งที่อุณหภูมิเริ่มหนาวน้อยลงและโอกาสเกิดอุปสรรคในการขับรถเที่ยวมีไม่มากก็คือเมษายน แต่โอกาสเห็นแสงเหนือก็ต้องอาศัยโชคช่วยมากอยู่ (ฤดูแสงเหนือคือตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคมของทุกปี) ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องล่าแสงเหนือก็สามารถไปเที่ยวในฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมซึ่งมีอากาศเย็นสบายได้เช่นกัน ส่วนเดือนที่มีสภาพอากาศแย่ที่สุดคือธันวาคม-กุมภาพันธ์

– ใน 1 วัน มีเวลาเที่ยวประมาณ 8 ชั่วโมง พระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 9 โมงเช้า และมืดสนิทประมาณ 5 โมงครึ่งตอนเย็น ยิ่งเข้าหน้าหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ฟ้าจะสว่างแค่วันละ 5-6 ชั่วโมง แค่ขับรถก็หมดเวลาเที่ยวแล้ว

– ทุ่งหญ้ากว้างยังเป็นสีเหลือง ส้ม และเขียว ไม่ขาวโพลนเพราะถูกหิมะปกคลุมจนเสียอีกเอกลักษณ์หนึ่งของ
ไอซ์แลนด์ไป

– ช่วงเกือบสิ้นเดือนตุลาที่เริ่มเข้าสู่ต้น winter time จะเริ่มมีหิมะโปรยปรายประดับสถานที่ธรรมชาติให้เกิดอีกฟีลลิ่งหนึ่งของความเป็นไอซ์แลนด์

– ก่อนที่หิมะจะถล่มในช่วงฤดูหนาวยังขับรถเที่ยวรอบเกาะได้ง่ายเพราะถนนจะไม่ลื่นและเส้นทางอาจไม่ถูกปิด ถ้าไปในช่วงที่หิมะตกปกคลุมพื้นที่ต่างๆ แล้ว คงแทบไม่มีโอกาสไปชม Dettifoss ซึ่งเป็นน้ำตกที่สำคัญที่สุดของประเทศก็ว่าได้ การเที่ยวไอซ์แลนด์เพื่อล่าแสงเหนือพร้อมกับเที่ยวน้ำตกนี้ในทริปเดียวกันต้องเลือกช่วงเดือนที่เหมาะสมจริงๆ และต้องมีโชคเข้าข้างด้วย

– เดือนตุลาคมมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้มากแล้ว เราเห็นถึง 5 คืน จาก 8 คืน ในระดับความแรงแตกต่างกัน และฟ้าโปร่งบ้าง เมฆหนาบ้าง โดยที่ไม่ต้องขับรถตระเวนล่าไปไกล และไม่ต้องอดหลับอดนอนเฝ้ารอจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง โดยหลายๆ คนชอบคิดว่ายิ่งเข้าสู่ฤดูหนาวยิ่งทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือมากขึ้น แต่ความจริงการจะเห็นและถ่ายภาพ
แสงเหนือได้นั้นต้องมีองค์ประกอบที่ลงตัวหลายอย่างซึ่งจะอธิบายในรีวิวถัดไป

– แม้ถ้ำน้ำแข็งซึ่งเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งจะยังไม่เปิดให้เข้าชมในเดือนตุลาคมเพราะน้ำยังไม่แข็งเต็มที่ แต่เราก็ตั้งใจไม่ไปอยู่แล้ว เราเลือกตัดสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งออกจากโปรแกรมเพราะประเมินว่าไม่จำเป็นต้องไป สถานที่จริงบางแห่งไม่ได้สวยเหมือนกับรูปที่เห็นๆ กัน (ได้ข้อมูลจากผู้ที่เคยไปมาก่อนแล้ว)

เที่ยวเองไอซ์แลนด์ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแบบ backpacker และไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเป็น 10 วันครับ

– ทริปนี้ไม่ต้องบิน low cost นั่งเครื่องบินทางไกลกันหลังขดหลังแข็ง เพราะเราบินโดยการบินไทยไป Copenhagen ก่อน ส่วนขากลับบินจาก Oslo ตรงถึงกรุงเทพฯ ไฟลท์เวลาดีมากๆ นั่งสบาย ไม่รู้สึกว่าบินนานเลย

– ทริปนี้ไม่ต้องใช้เวลาเป็น 10 วันซึ่งสิ้นเปลืองค่าเช่ารถวันละ 4,000 บาทขึ้นไป ค่าประกันวันละ 400 กว่าบาท ค่าน้ำมันลิตรละประมาณ 55 บาท ค่าอาหารแบบถูกที่สุดคือซื้อของมาทำกินมื้อละ 200-300 บาท ค่าที่พัก (ไม่ใช่โฮสเทล) เฉลี่ยขั้นต่ำคืนละ 4,000-6,000 บาท และค่าอื่นๆ อีกมาก โดยที่แทบทุกวันไม่ต้องขับรถไกลมากด้วย เริ่มออกเดินทาง 8-9 โมงเช้า และถึงที่พักไม่เกิน 6 โมงเย็น

– ทริปนี้เช่ารถโฟร์วีลขับรอบเกาะ ไม่ต้องห่วงเรื่องถนนพัง รถติดหล่ม ไม่ต้องใช้ชีวิตลำบากนอนรถบ้าน หรือ Go Campers ให้อึดอัดขดตัวนอนในรถแคบๆ ซึ่งมีค่าเช่ารถรวมๆ แล้วไม่ได้ถูกกว่าการเช่ารถทั่วไปขับและพักตามโฮสเทลทุกคืนเท่าไหร่ (สำหรับกรณีที่ไป 5 คน ไม่เกิน 10 วัน ยิ่งจำนวนคนน้อย และยิ่งวันมากขึ้น ก็ยิ่งแพงมากขึ้น)

– ทริปนี้พักโรงแรม อพาร์ทเมนต์ และ cottage ให้ได้ฟีลลูกทุ่งไอซ์แลนด์บ้าง 55 นอนเหยียดยาวสบายใจ ไม่นอน
โฮสเทลห้องรวม ไม่ต้องไปอาบน้ำตามปั๊มหรือที่อาบน้ำสาธารณะ หรือบางวันก็ไม่ได้อาบ เพราะมีห้องน้ำในตัวทุกคืน

– ทริปนี้ซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นมาทำอาหารกินเองเป็นส่วนมาก มีเข้าร้านอาหารดีๆ บ้างถ้าโอกาสอำนวย ไม่ต้องเสียพื้นที่กระเป๋าขนอาหารตุนไปทำกินเองทุกมื้อเพื่อเขียมเงินในกระเป๋า เอากระเป๋าไว้ใส่เสื้อโค้ตเกร๋ๆ และพร็อพชิคๆ ไปถ่ายรูปสวยๆ กับวิวน่าตะลึงจะดีกว่าต้องใส่เสื้อตัวเดิมแทบทุกวัน

สำหรับงบประมาณคงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ จริงๆ เราไม่อยากชูประเด็นนี้เป็นจุดขายของรีวิวเลยเพราะ positioning ของเราไม่เน้นการเที่ยวกดงบ แต่ถ้าไม่บอก เดี๋ยวจะคิดว่าเราจ่ายหนักเพื่อซื้อความสบายครับ ทั้งหมด
ทั้งมวลที่กล่าวไปนั้นไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงเกินไปเลย เดี๋ยวผมจะค่อยๆ สอดแทรกรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างไปในรีวิวแต่ละตอน  แต่จะขอสรุปงบรวมเฉพาะการเที่ยวในไอซ์แลนด์โดยไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินทุกขาเพราะราคาจะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา

ทริปนี้เราใช้เงินไปคนละประมาณ 32,000 บาท ไม่ได้แพงเกินกว่าการเที่ยวแบบจำกัดจำเขี่ยที่มักจะทำกันเลยครับ แต่ถ้าไปน้อยกว่าเรา (5 คน) และจำนวนวันมากกว่า (8 วัน) แต่ละคนจะต้องจ่ายแพงกว่านี้แน่นอน

ดู ทริปไอซ์แลนด์ในราคาถูก ได้ที่นี่

ไปเที่ยวไอซ์แลนด์ตามเส้นทาง “เที่ยวเอง” 7 วันครึ่ง 8 คืน รอบเกาะแบบสบ๊ายสบายที่ Reykjavík เป็นรีวิวแรกกันเลยครับ
photo credit: https://guidetoiceland.is
photo credit: https://guidetoiceland.is

เช้าวันที่ 4 ของทริป เรายังอยู่ที่ Faroe Islands ครับ
แต่วันนี้จะเป็นวันแรกที่เราได้ไปเหยียบแผ่นดินของ Iceland

ฝนตกหนักมาตั้งแต่เมื่อคืนยาวตลอดจนถึงตอนเช้าก็ยังตกหนักอยู่เลยครับ เช้าวันนี้ไม่ต้องรีบตื่นและจัดการกิจวัตรต่างๆ เพราะเรานัดคุณ Jacob สามีของพี่อิ๋ว (คนไทยใจดีที่อาสาช่วยเหลือดูแลเราตลอดที่อยู่ในหมู่เกาะแฟโร) ให้มารับที่ที่พักไปส่งที่สนามบิน Vágar ไว้ตอน 10 โมงเช้า

(ถ้าจะไปสนามบินเองก็ต้องเดินไปที่ป้าย Miðvágur (Midvåg) ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันเพื่อขึ้นรถเมล์สาย 300 ตอน
09.45 น. ใช้เวลา 15 นาทีถึงสนามบิน ค่าตั๋วรถเมล์ราคา 20 DKK)
เช็คข้อมูลรถเมล์ของ Faroe Islands ได้ที่ www.ssl.fo

คุณ Jacob ขับรถพาพี่สาวและน้องชายไปส่งที่สนามบินซึ่งอยู่ห่างจากที่พักราว 8 กิโลก่อนครับเพราะรถขนกระเป๋า
เดินทางใบใหญ่ได้ไม่หมด แล้วย้อนมารับผมกลับไปส่งที่สนามบินอีกครั้ง ต้องขอขอบคุณพี่อิ๋วที่ฝากให้สามีมาดูแลรับส่งเราในเช้านี้อีกครั้งครับ

5

วันนี้พี่อิ๋วต้องมาทำงานที่สนามบินแต่เช้าจึงแวะมาเจอพวกเราก่อนจะเช็คอินและผ่านเข้าไปรอขึ้นเครื่องที่เกทแป๊บนึง โบกมือลากันพร้อมคำขอบคุณมากมายแล้วเดินผ่าน security check แต่ไม่ต้องผ่านตม. ไปขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Atlantic Airways เที่ยวบิน RC401 ซึ่งจะออกเดินทางไปไอซ์แลนด์ในเวลา 12.35 น.

เราซื้อตั๋วเครื่องบิน Vágar-Reykjavík ผ่านทาง www.atlantic.fo ล่วงหน้ามาจากเมืองไทยแล้วในราคาใบละ 699 DKK หรือประมาณ 3,760 บาท ราคาตั๋วแต่ละวันไม่เท่ากันและราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ถ้าจะเดินทางในวันและเวลานั้นๆ แน่นอน แนะนำให้ซื้อตั๋วไปเลยถ้าได้ราคาที่พอใจครับ

ระหว่างรอเครื่องบินออก ขอลองชิมอาหารเดนมาร์กแท้ๆ คือ Smørrebrød ที่ไม่ได้กินตอนที่อยู่โคเปนเฮเกน เมนูนี้คือ Open sandwich ที่ประกอบด้วยขนมปังแผ่นเล็กแผ่นเดียว โปะหน้าต่างๆ เช่น ไข่ต้ม ชีส กุ้งสด แซลมอน ผักต่างๆ ธัญพืช เป็นต้น รสชาติก็โอเคนะ ไม่ได้แย่อย่างที่เคยได้ยินคำบอกเล่าจากรุ่นน้องคนไทยที่เคยเรียนอยู่ที่เดนมาร์กมา แค่มีราคาแพงและไม่อิ่มเลยเท่านั้น ชิมเล่นๆ ขำๆ ให้พอรู้ว่าเป็นยังไง จะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่องครับ 555

6

บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก 1 ชั่วโมง 25 นาที บ่ายโมงตรงเวลาท้องถิ่น เครื่องบินก็ลดระดับลงจอดบนรันเวย์ของ Reykjavíkurflugvöllur หรือ Reykjavík Airport (RKV) เวลาที่ไอซ์แลนด์ช้ากว่าหมู่เกาะแฟโร 1 ชั่วโมงครับ

7

สนามบินนี้เป็นสนามบินภายในประเทศไอซ์แลนด์ แต่มีไฟลท์บินระหว่างประเทศจาก Faroe Islands และ Greenland มาลงที่นี่เท่านั้น
สนามบินตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางของเมืองหลวงคือ Reykjavík ไปทางทิศใต้ราว 3 กิโลเมตร

8

โดยปกติแล้วคนที่บินจากประเทศไทยไปที่เมืองใดเมืองหนึ่งของยุโรปก่อน เช่น Oslo, Copenhagen, Stockholm, Paris, Amsterdam, Frankfurt, London เพื่อต่อไฟลท์ไปยังไอซ์แลนด์จะต้องบินลงที่ Keflavíkurflugvöllur หรือสนามบินนานาชาติ Keflavík (KEF) ซึ่งสายการบินหลักที่ใช้ในการเดินทางไปไอซ์แลนด์อย่าง Icelandair, Scandinavian Airlines (SAS), Norwegian Air จะบินไปลงที่นั่นในช่วงบ่ายหรือเย็นของแต่ละวัน

สนามบิน Keflavík ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุง Reykjavík ไกลจากศูนย์กลางของเมืองหลวงถึง 50 กิโลเมตร

9

ถ้าเช่ารถขับจากสนามบินเลยจะต้องใช้เวลาขับรถเข้าเมืองไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่ถ้าใช้รถสาธารณะเข้าเมืองก็มีวิธีเดียวคือนั่ง Flybus ของ Reykjavik Excursions ประมาณ 45 นาทีไปที่ Reykjavík BSÍ Umferðarmiðstöðin (Bus terminal) ไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองนัก ตั๋วรถบัสราคา 2,200 ISK หรือประมาณ 660 บาท (ราคาขณะที่เราวางแผนในปี 2016) แนะนำให้จองที่นั่งล่วงหน้าไปก่อนเลยเพราะรถบัสมีเป็นรอบๆ ทุก 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ซึ่งรถอาจเต็มในรอบที่ต้องการเดินทางได้

สามารถเช็ครอบรถบัสและจองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ Reykjavik Excursions Flybus

10

แต่เราบินจาก Faroe Islands มาโดยสายการบิน Atlantic Airways ซึ่งเครื่องบินลงที่สนามบินภายในประเทศไอซ์แลนด์คือ Reykjavík Airport (RKV) ตามที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว  พอลงจากเครื่องบินก็เดินไปรับกระเป๋าเดินทางได้เลยโดยไม่ต้องผ่านตม. ครับ น่าแปลกใจเพราะ Faroe Islands ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นเหมือนไอซ์แลนด์ ไฟลท์นี้จึงเท่ากับเป็นการเดินทางจากประเทศนอกเชงเก้นเข้าสู่ประเทศเชงเก้นซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองก่อน อดได้สแตมป์ของไอซ์แลนด์เป็นที่ระลึกในพาสปอร์ตเลย 555

เดินออกไปที่โถงกลางของสนามบินซึ่งเล็กนิดเดียวเพราะมีไฟลท์บินไม่กี่เที่ยวต่อวันขึ้นและลงที่นี่ ตั้งหลักหาร้านแลกเงินก่อนเป็นสิ่งแรกเพราะเรามีแต่เงินยูโร ยังไม่มีเงิน íslensk króna (Icelandic króna) ซักกะ ISK เดียว

ไอซ์แลนด์ใช้สกุลเงินของตัวเองนะครับ สามารถนำเงินยูโร ปอนด์ ดอลล่าร์ มาแลกเป็นเงิน ISK ที่สนามบินนานาชาติ Keflavík ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ แต่ที่สนามบินภายในประเทศนี้ไม่มีร้านแลกเงินสิครับ ซวยแล้วดิ ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้พอมีเงินเดินทางเข้าเมืองได้ก่อนแล้วค่อยไปเดินหาร้านแลกเงินเพิ่มในเมือง

ในสนามบินมีร้านขายอาหารง่ายๆ อยู่ร้านนึง เลยลองเข้าไปขอเค้าแลกเงินนิดหน่อยก่อน เด็กหนุ่มคนขายยอมให้เราแลกเงินแค่ 20 ยูโร ได้เงินไอซ์แลนด์มา 2,500 ISK (อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 ยูโร = 125 ISK) จริงๆ แล้วตามแผนที่วางมาจะแลกเงินกันคนละ 200 ยูโร ซึ่งน่าจะได้เงินประมาณ 26,000 ISK (อัตราแลกเปลี่ยนที่ search มาคือ 1 ยูโร = 132 ISK, 1 ISK = 0.0076 ยูโร, 1 ISK = 0.29 บาท) แต่เงิน 2,500 ISK ที่ได้มาก็เพียงพอที่จะทำให้เราเดินทางเข้าเมืองได้เพราะสนามบินนี้อยู่ไกลจากศูนย์กลางกรุง Reykjavík เพียง 3 กิโลเมตรเอง นั่งแท็กซี่ไปที่พักไม่น่าเกินแน่นอน

เราจองที่พักไว้ที่ Mengi Apartments ผ่าน www.booking.com อพาร์ทเมนต์นี้อยู่ห่างจาก Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเสียดฟ้าซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของเมืองเพียง 300 เมตร และห่างจาก Reykjavík BSÍ Umferðarmiðstöðin (Bus terminal) ประมาณ 1 กิโลเมตร (ในกรณีที่เดินทางถึงไอซ์แลนด์ที่สนามบินนานาชาติ Keflavík แล้วนั่งรถ Flybus เข้าเมืองก็จะมาถึงที่สถานีรถบัส BSÍ นี้) ทำเลที่ตั้งของอพาร์ทเมนต์นี้ดีมากๆ ถือว่าอยู่ในบริเวณศูนย์กลางเมืองเลยครับ

11

แต่เรามาถึงสนามบินภายในประเทศครับ การเดินทางจากสนามบินนี้ไปยังที่พักหรือเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง Reykjavík (Miðstöð) จึงมี 2 วิธีให้เลือกคือ แท็กซี่ และ รถเมล์ของ Strætó สาย 15 ไปลงที่จัตุรัส Hlemmur ที่ถนนช้อปปิ้งหลัก Laugavegur ใช้เวลาประมาณ 9 นาที แล้วเดินตามถนนดังกล่าวไปที่พักอีกราว 650 เมตร ตั๋วรถเมล์ (miða) สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปราคาเที่ยวละ 420 ISK (เด็กลดครึ่งราคา) ซื้อตั๋วบนรถบัสได้แต่ต้องเตรียมเงินให้พอดี คนขับรถจะไม่ทอนเงิน ตั๋วมีอายุ 75 นาทีครับ

เช็คเวลาและเส้นทางรถเมล์ของ Reykjavík ได้ที่ Reykjavík bus route เลือก Bus routes in and around Reykjavík – Capital area

12

ส่วนตั๋วชนิดอื่นๆ เช่น Fullorðnir (20 miðar) หรือ 20 ticket card สำหรับผู้ใหญ่ราคา 8,000 ISK, 1 day card ราคา 1,500 ISK, 3 day card ราคา 3,500 ISK บัตรโดยสารแบบ 1 และ 3 วันใช้เดินทางได้เฉพาะในเขตเมืองหลวงเท่านั้น แต่จริงๆ ไม่ต้องซื้อตั๋วรถเมล์เลย เดินเที่ยวในเมืองได้หมดครับ

อัพเดทข้อมูลค่าตั๋วรถเมล์ได้ที่ Reykjavík bus fare

เดินออกไปนอกอาคารสนามบินก็เห็นว่าฝนตกหนักพอสมควรอยู่ เรา 3 คนมีกระเป๋าเดินทางใหญ่คนละใบและกระเป๋าสะพายอีกหลายใบ ถ้านั่งรถเมล์เข้าเมืองคงไม่ค่อยสะดวก เราจึงเรียกแท็กซี่ที่มีจอดอยู่แค่คันเดียว แท็กซี่เป็นรถใหญ่คล้ายรถตู้พอดีเลย มีที่เก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 3 ใบของเราได้สบาย ลองถามคนขับว่าไป Mengi Apartments
เท่าไหร่ พร้อมเอา google map ให้ดูที่ตั้งของอพาร์ทเมนต์ ลุงดูระยะทางแล้วตอบว่าน่าจะประมาณ 1,500 ISK ถ้านั่งรถเมล์ต้องจ่ายคนละ 420 ISK คูณ 3 คน เท่ากับ 1,260 ISK ราคาต่างกันนิดเดียวเอง นั่งแท็กซี่สะดวกกว่าเยอะเลย

ตกลงขึ้นแท็กซี่ซึ่งราคามิเตอร์สตาร์ทที่ 600 ISK (ประมาณ 180 บาท) นั่งไปแค่ไม่กี่วินาทีมิเตอร์ก็ขึ้นทีละ 50 ISK เกินกว่า 10 ครั้ง ระยะทางจากสนามบินถึงอพาร์ทเมนต์ที่ถนน Frakkastígur แค่ 3 กิโล แต่เราต้องจ่ายค่ารถ 1,300 ISK (ประมาณ 380 บาท) ลองคำนวณดูแล้วมิเตอร์ขึ้น 15 บาท ทุกๆ 215 เมตรครับ 555 ค่าแท็กซี่ที่นี่แพงสุดๆ ไปเลย

13

เรานัดเจอกับน้องเขยและน้องสาวซึ่งบินจากเมืองไทยโดยสายการบินไทยไปต่อไฟลท์ของ SAS ตอนเช้าที่ Oslo ที่
อพาร์ทเมนต์นี้ โดยแก๊งสมทบจากไทยมาถึงที่พักก่อนเราเพราะไฟลท์จาก Oslo มาถึงสนามบิน Keflavík เร็วกว่าเราประมาณ 2 ชั่วโมง พอเจอกันครบทีมก็โทรหาเจ้าของอพาร์ทเมนต์ให้มาเปิดห้องให้ ระหว่างรอก็เดินไปซื้อขนมปังกินรองท้องแก้หิวไปพลางๆ ไม่นานเจ้าของห้องก็มาถึงและเปิดห้องให้เช็คอิน

14

ห้องพักนี้สามารถพักได้ถึง 6 คน ราคาคืนละ 22,600 ISK (180 ยูโร) เรามากัน 5 คน แชร์กันจ่ายคนละ 36 ยูโร หรือ 1,420 บาทเท่านั้น ในห้องมีครัวและอุปกรณ์ทำอาหารให้ครบ สามารถทำอาหารกินเองได้เลยครับ

15 16 17

เกือบบ่าย 3 ก็พร้อมเที่ยว Reykjavík เมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ โดยที่แรกที่เราจะไปก็คือ Sólfar ซึ่ง
จากอพาร์ทเมนต์ต้องเดินไปทางซ้ายตามถนน Frakkastígur ลงทางลาดผ่านสี่แยกที่ตัดกับถนน Laugavegur

18

ตรงไปทางทะเล (ระยะทางราว 400 เมตร) ที่บริเวณ Sæbraut นี้เป็นที่ตั้งของ Sólfar (Sun Voyager) หรือ Sólfarið ประติมากรรมที่ใช้โครงสร้างหลักเป็นสแตนเลสสตีลทั้งหมดชิ้นนี้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่แสดงถึงศรัทธาในความหวัง การพัฒนา และเสรีภาพของชาวไอซ์แลนด์ โดยเป็นผลงานชิ้นเอกของ Jón Gunnar Árnason ประติมากรท้องถิ่นที่ต้องการสร้างเรือแห่งความฝันเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าดวงอาทิตย์ ผลงานของเขาได้รับการติดตั้งถาวรเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 1990 ซึ่งเป็นวันเกิดของเมือง ภายหลังที่เขาเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 1 ปี

19

มองไปทางซ้ายก็เห็นอาคาร Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์และศูนย์ประชุมดีไซน์เก๋อยู่ไกลออกไปประมาณ 600 เมตร

20

ถ่ายรูปอยู่แป๊บเดียวเพราะวันนี้อากาศหมองมัวไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เดินกลับทางเดิมผ่านหน้าอพาร์ตเมนท์ตรงต่อตามถนน Frakkastígur อีกราว 300 เมตรก็ถึง Hallgrímskirkja (Church of Hallgrímur)

21

โบสถ์คริสต์นิกาย Lutheran แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่กลางกรุงเรคยาวิกมีความสูงถึง 73 เมตร ติดอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของไอซ์แลนด์และเป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย ชื่อของโบสถ์มาจากชื่อของนักประพันธ์นาม Hallgrímur Pétursson ที่โด่งดังที่สุดของประเทศในช่วงศตวรรษที่ 15 โบสถ์แห่งนี้ออกแบบในสไตล์ expressionist โดย Guðjón Samúelsson เริ่มสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1945 จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1986 และกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไปโดยปริยาย ภายในโบสถ์มีลิฟท์ขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อชมความงามรอบกรุงเรคยาวิกได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว

22

โบสถ์เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่ 09.00-21.00 น. ส่วนยอดโบสถ์ต้องเสียค่าขึ้น 900 ISK สำหรับผู้ใหญ่ เด็กอายุ 7-14 ปี 100 ISK ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. เปิดตามเวลาปกติคือ 09.00-21.00 น. ส่วนช่วงเดือนต.ค.-เม.ย. ปิด 17.00 น. ต้องขึ้นชมก่อนเวลาปิด 15 นาที

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Church of Hallgrímur

23

เราไม่ได้ขึ้นยอดโบสถ์ไปชมวิวเมืองเรคยาวิกอย่างทั่วถึงเพราะวันนี้โบสถ์ปิดซ่อมแซมตั้งแต่บ่ายสองแล้วครับ อดเลย อุตส่าห์รีบมาก่อนเวลาปิดทั้งที่ยังไม่ได้แลกเงิน กะรูดบัตรจ่ายค่าเข้าไปก่อนเลยเนี่ย

ตอนนี้เรายังไม่มีตังค์ไอซ์แลนด์เลยครับ ต่อไปเราจะเดินเข้าถนนช้อปปิ้งสายหลักของเมืองเพื่อหาร้านแลกเงิน โดยจากอนุสาวรีย์ Leifur Eiríksson ด้านหน้าโบสถ์ Hallgrímskirkja ถ้าเดินตรงเข้าถนน Skólavörðustígur ประมาณ 500 เมตรก็จะไปเจอถนน Laugavegur (ถนนช้อปปิ้งหลักที่ยาวจากใจกลางเมืองเชื่อมต่อไปถึงบริเวณใกล้ๆ อพาร์ตเมนท์)

24 25

แต่เราตัดสินใจเดินกลับทางเดิมผ่านหน้าอพาร์ตเมนท์เลยไปจนถึงแยกที่ตัดกับถนน Laugavegur ที่ผ่านมาแล้วตอนเดินไปริมทะเล เลี้ยวขวาเดินไป Tourist Information ก่อนเพื่อถามว่ามีร้านแลกเงินอยู่แถวไหนบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา เจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่มีร้านแลกเงิน ต้องไปแลกเงินที่ธนาคารซึ่งอยู่ที่ถนน Austurstræti ใจกลางเมือง จากตรงนี้ต้องเดินตรงประมาณ 800 เมตร พร้อมหยิบแผนที่ชี้พิกัดให้เราดู เราถามต่อว่าธนาคารปิดกี่โมง นางตอบว่า 4 โมงเย็น ตอนนั้น 15.50 น. วิ่งสิครับ รอไร!

เดินเร็วสลับวิ่งตามถนน Laugavegur กลับไปที่สี่แยกเดิม คราวนี้ตรงตามถนนช้อปปิ้งสายหลักนี้เข้าสู่ใจกลางเมือง รีบจ้ำเต็มที่ให้ทันก่อนแบงค์ปิด ถ้าแลกเงินไม่ทันที่บรรลัยแน่ๆ จะเอาอะไรซื้อข้าวกิน จ่ายค่านู่นนี่นั่นล่ะ พรุ่งนี้เช้าตรู่ก็จะเช่ารถขับออกไปบ้านนอกอีก 7 วันแล้ว ทีนี้ยิ่งหาธนาคารยากเข้าไปใหญ่ ที่นี่เค้าไม่รับยูโรด้วย รูดบัตรเครดิตกันกระจายแน่

photo credit: www.grettisborg.is
photo credit: www.grettisborg.is

ควบทางตรงดิ่งไปถึงแบงค์ชื่อว่า Landsbankinn ซึ่งอยู่ที่หัวมุมถนนทางขวามือ ขณะนั้นเหลือเวลาอีก 2 นาที แบงค์จะปิด ผมไปถึงเป็นคนแรก รีบเข้าไปกดบัตรคิวจองสิทธิ์ไว้ก่อนเลย ถ้าคนอื่นตามมาไม่ทันอย่างน้อยก็ยังพอแลก
ตังค์ไอซ์แลนด์ได้บ้าง ผลสรุปก็คือทุกคนมาถึงแบงค์ทันแบบยามปิดประตูแทบจะสนิทแล้ว 555 (ธนาคารเปิดวันจันทร์-ศุกร์ 09.00-16.00 น.)

27

แนะนำให้แลกเงินที่สนามบิน Keflavík ให้เรียบร้อยก่อนเข้าเมืองเลยครับ เรทต่างกันไม่มาก แต่อย่างที่บอกไปแล้วตั้งแต่แรกว่าเราบินมาลงที่สนามบินภายในประเทศซึ่งเป็นสนามบินเล็ก ไม่มีร้านหรือธนาคารให้แลกเงิน จึงต้องกระหืดกระหอบหน้าตั้งไปแลกที่ธนาคารให้ทันก่อนแบงค์ปิด

แลกเงินกันคนละ 200 ยูโร ได้เงิน íslensk króna (Icelandic króna) มาคนละประมาณ 24,200 ISK (อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 ยูโร = 121.18 ISK น้องสาวและน้องเขยที่มาถึงไอซ์แลนด์ก่อนแป๊บนึงแลกจากสนามบินมานิดหน่อยได้เรท 1 ยูโร = 120 ISK ครับ)

เคลียร์เรื่องเงินๆ ทองๆ จบแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเที่ยว Reykjavík ละ!

Reykjavík คือเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ  กรุงเรคยาวิกเป็น
เมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุดในโลก จริงๆ เมืองนี้ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอะไรมากมายครับ คนที่มาเที่ยวไอซ์แลนด์บางคนยังไม่เดินเที่ยวที่นี่เลย แลนด์มาร์คที่เด่นที่สุดก็คือโบสถ์ Hallgrímskirkja ที่เราแวะไปชมตั้งแต่แรกเลยครับ

photo credit: www.operationworld.org
photo credit: www.operationworld.org
photo credit: cruiseportwiki.com
photo credit: cruiseportwiki.com

ตอนนี้เรายืนอยู่ใจกลางเมืองที่สี่แยกจุดตัดกันของถนน Austurstræti และ Pósthússtræti

30

เราคงต้องปรับแผนเดินเที่ยวกันเล็กน้อยเพราะผิดแผนต้องรีบมาแลกเงินให้ทันเวลา หันซ้ายหันขวามองไปไม่ไกลก็เห็นอาคารสีขาวหลังคาสีเขียวอ่อน นั่นก็คือ Dómkirkjan í Reykjavík

31

เดินตามป้ายบอกทางไป City Hall ผ่านจัตุรัส Austurvöllur ซึ่งเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ก็ถึง Dómkirkjan í Reykjavík หรือ Reykjavík Cathedral โบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของเรคยาวิก

32

อาคารข้างโบสถ์คือ Alþingishúsið (The Parliament House) หรือ Alþingi อาคารรัฐสภาแห่งไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในรัฐสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกสร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1880-1881

33

เดินผ่านรัฐสภาไปอีกนิดก็เห็น Reykjavík 871±2 Landnámssýningin (The Settlement Exhibition Reykjavík 871±2) ที่ถนน Aðalstræti สถานที่นี้คือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโบราณคดีตั้งแต่ยุคไวกิ้ง
เปิดให้เข้าชมทุกวัน 09.00-20.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,400 ISK
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit The Settlement Exhibition Reykjavík 871±2

34

เดินย้อนนิดหน่อยแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Tjarnargata ตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึง Ráðhús Reykjavíkur (Reykjavík City Hall) หรือที่ว่าการเมืองเรคยาวิก

35

เลยไปนิดเดียวก็เห็น Tjörnin (The Pond) บึงใหญ่กลางเมืองซึ่งเป็นจุดชมวิวที่มองข้ามไปเห็น Fríkirkjan í Reykjavík (The Free Church in Reykjavik) และยอดโบสถ์ Hallgrímskirkja ภาพเอกลักษณ์หนึ่งของเรคยาวิกก็ถ่ายจากตรงนี้แหละครับ

36 37

5 โมงครึ่ง เริ่มจะมืดแล้ว หมดที่เที่ยวพอดี เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ใหญ่โตเลย เดินเที่ยวประมาณ 2 ชั่วโมงก็ทั่วละครับ

ความจริงยังเหลืออีกที่ที่วางแผนไว้แต่ต้องปล่อยข้ามไปก่อนเพราะมันอยู่ระหว่างทางจาก Tourist Information กับธนาคาร Landsbankinn ที่เราควบไปแลกเงิน แต่ต้องแยกขวาเล็กน้อยไปที่ถนน Hverfisgata นั่นคือ Safnahúsið (the Culture House) หรือเดิมเรียกว่า Þjóðmenningarhúsið คือศูนย์วัฒนธรรมของเรคยาวิกเป็นส่วนหนึ่งของ Þjóðminjasafn Íslands (National Museum of Iceland) และเป็นหอสมุดแห่งชาติด้วย

เวลาเปิด-ปิด ในฤดูร้อนช่วงวันที่ 1 พ.ค.-15 ก.ย. เปิดทุกวัน 10.00-17.00 น. ฤดูหนาวช่วงวันที่ 16 ก.ย.-30 เม.ย. เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชมราคา 1,200 ISK เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าฟรี
อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit the Culture House

38

จากจุดนี้ถ้าจะกลับเข้าไปใจกลางเมืองที่ถนน Laugavegur ก็แค่เดินย้อนกลับไปที่ Ráðhús Reykjavíkur แล้วเลี้ยวขวาเดินผ่านด้านข้างของที่ว่าการเมืองเลียบริมบึงพอถึงถนนใหญ่ก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Lækjargata ตรงไปจนถึงสี่แยกใหญ่ก็เลี้ยวขวาเดินตามถนน Bankastræti ตรงต่อเข้าถนน Laugavegur ซึ่งเป็นเส้นทางเดินกลับอพาร์ทเมนต์

แต่เราจะเดินไปกินฮอตดอกที่ Bæjarins beztu pylsur เจ้าของฉายา Town’s Best Sausages ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Tryggvatagata ร้านนี้เปิดขายมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1937 ได้ข่าวว่าคนต่อคิวซื้อเพียบตลอดทั้งวันเลย ชื่อเสียงโด่งดังมากแม้กระทั่งบิลคลินตันยังเคยมาลอง เส้นทางเดินไปก็ง่ายๆ ครับ แค่เดินกลับทางเดิมผ่าน Ráðhús Reykjavíkur หรือที่ว่าการเมือง เลี้ยวขวากลับที่ Alþingishúsið หรืออาคารรัฐสภา และ Dómkirkjan í Reykjavík (Reykjavík Cathedral) อีกที เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปทางธนาคาร Landsbankinn ที่เดิม และตรงไปอีก 100 เมตรก็เห็นแล้ว

39

ยืนต่อคิวไม่นานก็ได้กินแล้ว ผมว่าฮอตดอกที่นี่รสชาติเหมือนฮอตดอกทั่วๆ ไปนะครับ แถมอันนึงไม่ใหญ่ด้วย ราคาถือว่าแพงคืออันละประมาณ 140 บาท

40

เดินเข้าถนน Tryggvatagata ไปจนถึงสี่แยกใหญ่ มองไปทางซ้ายมือก็เห็นอาคารคอนเสิร์ตฮอลล์และศูนย์ประชุม Harpa เริ่มเปิดไฟสีชมพูต้อนรับความมืดที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

41

แต่ขอเดินตรงเข้าถนน Hverfisgata ไปถ่ายรูปอาคาร Safnahúsið (the Culture House) หรือศูนย์วัฒนธรรม
ของเรคยาวิกซึ่งข้ามไปตอนที่รีบไปแบงค์แลกเงินก่อน แล้วค่อยเดินกลับไปที่ด้านหน้าของอาคาร Harpa พอดีก่อนมืดสนิท

42 43

ถ่ายรูปเสร็จก็เดินย้อนทางที่เพิ่งจะเดินมาเมื่อกี๊ผ่านสวน Arnarhóll และสี่แยกเดิมตรงต่อไปเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกถัดไปเข้าถนน Bankastræti ตรงไปอีกนิดก็กลับเข้าสู่ถนน Laugavegur อีกเหมือนเดิม

photo credit: www.grettisborg.is
photo credit: www.grettisborg.is

จุดนี้เป็นเวลาอิสระ ต่างคนต่างเดินตามใจชอบ ใครใคร่ซื้อของที่ระลึกซื้อ ใครใคร่หาร้าน่านั่งหา ใครอ่อนล้าจากการ
เดินทางไกลก็กลับที่พักไปนอน

อย่างที่รู้กันว่าค่าครองชีพของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียนั้นสูงลิบ ไม่ว่าจะเป็น ค่าที่พัก ค่ารถต่างๆ ค่าของกิน ผมกับน้องชายจึงขอแยกไปเดินสำรวจราคาอาหารตามร้านหลากหลายระดับตั้งแต่บ้านๆ ฟาสต์ฟู้ด ไปจนถึงหรูหราดูแพง (ซึ่งก็แพงสมจริง 55) โดยเดินยาวตลอดตั้งแต่ถนน Bankastræti เข้าถนน Laugavegur ตรงไปจนถึงท่ารถเมล์ที่จัตุรัส Hlemmur

45 46

และวนกลับทางเดิมไปเข้าถนน Skólavörðustígur ที่ยังไม่ได้ลองเดินชมบรรยากาศเลย ถนนหลักสายนี้ก็คือเส้นทางจากถนน Laugavegur บริเวณใจกลางเมืองตรงไปยังด้านหน้าโบสถ์ Hallgrímskirkja ที่เราวางรูทไว้ว่าจะเดินทางนี้ แต่เปลี่ยนใจไปถามหาร้านแลกเงินที่ Tourist Information ซะก่อน

เอารูปที่ถ่ายถนน Skólavörðustígur จากถนน Laugavegur ก่อนที่จะมืดสนิทมาให้ชมกันครับ

47

ผลสำรวจจากการเดินดูเมนูของแต่ละร้านอย่างทั่วถึงพบว่าราคาอาหารในร้านบ้านๆ ธรรมดา เช่น ร้านอาหารไทย เวียดนาม จีน หรืออาหารพวกพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ main course หรืออาหารจานเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ข้าวผัด เมนูละ 1,500-2,200 ISK (430-630 บาท) ส่วนร้านชั้นดีแบบดูหรูเลยราคา main course เบาๆ ครับ เมนูละ 3,500-5,000 ISK (ประมาณ 1,000-1,500 บาท) แต่ถ้าซื้อวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ตที่หาได้ทั่วไปแล้วมาทำกินเองราคาต่อหัวแชร์กันจ่ายจะถูกกว่ารับประทานตามร้านอาหารแบบธรรมดาไม่ต่ำกว่า 50% ครับ ดังนั้นสมาชิกในทริปนอกจากจะต้องมีพลขับ 1-2 คนไว้ขับรถเที่ยวแล้ว ยังควรมีเชฟไปทำอาหารด้วยซึ่งจะช่วยเซฟมันนี่ได้ครึ่งต่อครึ่งเลยนาจา

สำหรับราคาน้ำ เอาหลักๆ ก็มีน้ำเปล่าซึ่งเป็นน้ำแร่ขวด 1.5 ลิตร ราคา 140 ISK (40 บาท) น้ำอัดลมขวด 0.5 ลิตร
เมืองไทย 17 บาท ที่นี่ 250-315 ISK (70-90 บาท) ถือว่าถูกกว่าที่นอร์เวย์และเดนมร์กนะครับ แต่น้ำประปาที่นี่สะอาดมากเปิดดื่มจากก๊อกได้เลย

หลังจากเดิน survey ตามถนนหลักจนทั่วแล้ว เราก็ตัดสินใจเดินวนกลับไปที่ร้าน Prikið ที่หัวมุมถนน Bankastræti กับ Ingólfsstræti ซึ่งเดินผ่านมาแล้วหลายรอบและเล็งๆ ไว้อยู่เพราะร้านนี้เป็นร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของไอซ์แลนด์เปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1951 นู่น หน้าร้านตกแต่งแบบเรโทรๆ โดดเด่นเห็นได้แต่ไกล

48

เข้าร้านขึ้นบันไดไปนั่งชั้น 2 สั่งซิกเนอเจอร์เมนูอย่าง Stóri Djöfull (Big Devil) หรือ Double BBQ burger ชุดนึง 2,690 ISK และ Fiskur (Fish) จานละ 2,200 ISK พร้อมเบียร์ Einstök แก้วเล็ก 890 ISK มานั่งจิบฆ่าเวลารออาหารมาเสิร์ฟ

49

เบอร์เกอร์ยักษ์และปลามาเสิร์ฟแล้วครัช

50 51

อิ่มแปล้เดินกลับอพาร์ทเมนต์เลย 55

วันแรกในไอซ์แลนด์เราจะค้างคืนที่เมืองหลวง 1 คืน พรุ่งนี้เช้าก็จะเริ่มเช่ารถขับเที่ยวรอบเกาะอีก 7 วันกัน

ติดตามรีวิวตอนต่อไปซึ่งจะบอกเส้นทางขับรถที่ชัดเจนสุดๆ ด้วยนะครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต