เที่ยวภูเขาเชียงราย ใกล้ชิดธรรมชาติ สัมผัสลมหนาว ไอหมอก ดอกไม้บาน

เที่ยวเอง รีวิว ภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว ผาฮี้ ผาหมี เชียงราย tieweng review chiangrai

หน้าหนาวทีไรไม่เคยไปเที่ยวในเมืองไทยเลย ปีนี้มีโอกาสได้ไปพิสูจน์ว่าบ้านเรามีฤดูหนาวจริงหรือไม่ LOL

ปลายปีแบบนี้ไม่ต้องเลือกเยอะ จัดแผนเที่ยวเชียงราย 4 วัน 3 คืน ไปเลย

วันแรก: กรุงเทพฯ – เชียงราย – ภูชี้ฟ้า

วันที่ 2: ภูชี้ดาว – ภูชี้เดือน

วันที่ 3: กลับเชียงราย

วันที่ 4: เชียงราย – ผาฮี้ – สวนคุณปู่ – ผาหมี กลับกทม.

วันแรก

ออกเดินทางจากกทม. โดยสายการบิน VietJet ไฟลท์ VZ138 เวลาประมาณ 10 โมงเช้า
11 โมงนิดๆ ก็ถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

ที่สนามบินเชียงรายมีรถ CR Bus ให้บริการเข้าตัวเมืองครับ ค่ารถ 20 บาท ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถึงสถานีรถบขส.เก่าเชียงราย (บขส.1) กลางเมือง หรือจะเรียก Grab ก็ได้
เช็คตารางรถได้ที่ CR CITYBUS

ไปภูชี้ฟ้า

ที่สถานีรถบขส.เก่าเชียงราย (บขส.1) มีรถตู้ไปภูชี้ฟ้าเวลาเดียว 2 คัน คือ 13.30 น.
แต่ช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อย แค่คันเดียวรถยังไม่เต็มเลย ถ้าลูกค้าไม่ถึง 5 คน รถก็อาจจะไม่ออก เพื่อความชัวร์แนะนำให้โทรไปถาม บ. สหกิจเดินรถ โทร 053 -742-429 หรือ 084-804-3546

ซื้อตั๋วหน้างานเลย ค่ารถคนละ 200 บาท ถ้าเหมารถไปราคา 1,300-1,500 บาท

นั่งรถตู้ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงศูนย์นักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าไทย
ช่วงใกล้ถึงเป็นทางขึ้นเขาชัน โค้งไปโค้งมา เตรียมยาดมไปด้วยช่วยบรรเทาอาการเมารถได้

รถของม่านฟ้าฮิลล์จอดรอรับอยู่แล้ว นั่งรถไปเช็คอินเก็บของเข้าห้องพัก
ค่าห้องพัก 2,000 บาท มีอาหารเช้าและเย็นให้

ลุงคนเดิมขับรถขึ้นเขาไปยังทางขึ้นรองเพื่อเดินต่อขึ้นภูชี้ฟ้า
จากจุดนี้ต้องเดินเท้าขึ้นเขาประมาณ 400 เมตร

เส้นทางขึ้นรองนี้ไม่ไกลแต่ชันกว่าเส้นทางหลัก
เดินไม่นานพอถึงกระท่อมนี้ก็เลี้ยวซ้าย

เดินต่อไปอีกจะเจอทางแยก เลี้ยวขวาแรกเลย

ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงไปยังยอดภูชี้ฟ้าเพื่อชมพระอาทิตย์ตกที่นั่น จะเห็นวิวแบบนี้

ขึ้นทางชันต่อจนถึงจุดสูงสุดของภูชี้ฟ้าที่ระดับความสูง 1,628 เมตร

ทุกๆ ทริป ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ไปนานหรือไปแค่ไม่กี่วัน เราก็จะทำประกันการเดินทาง Smart Thailand Traveller ของแอกซ่าไปด้วยเสมอ มีประกันคุ้มครองไว้จะได้เที่ยวอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลหากเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 2

เช้ามืด ขึ้นภูชี้ดาว ต่อด้วยภูชี้เดือน

การขึ้นภูชี้ดาวและภูชี้เดือนต้องใช้รถท้องที่เท่านั้น ไม่สามารถขับรถขึ้นไปเองได้
ทั้งสองภูอยู่คนละหมู่บ้านกัน ถ้าจะขึ้นทั้งคู่ต้องจ่ายค่ารถขึ้น-ลง ภูละ 100 บาทต่อคน แต่ถ้าไปไม่ถึง 5 คน จะต้องเหมาคันละ 500 บาท รวมเป็นคนละ 200 บาท หรือ 1,000 บาทกรณีเหมาคัน

จากที่พักต้องหารถมาส่งที่ท่ารถขึ้นภูริมทางหลวงหมายเลข 1093 เอง ให้ทางที่พักช่วยมาส่งหรือช่วยคุยราคาเหมารับส่งรวมขึ้นภูทั้งหมดกับคนท้องที่ก็ได้ ส่วนการเดินทางระหว่างภูชี้ดาวกับภูชี้เดือน ขอให้รถที่ไปส่งขึ้นภูแรกไปส่งอีกภูได้เพราะอยู่ไม่ไกลกัน

เราจะขึ้นภูชี้ดาวก่อน
จากท่ารถขึ้นภู เหมารถขึ้นคันละ 500 บาท ชาวบ้านขับรถลุยทางป่าขึ้นเขา โยกเยกไปมาตลอดทางทั้งชันทั้งโค้ง ระยะทาง 3 กโล ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงจุดเริ่มต้นเดินเขา

เอารูปถนนขาลงตอนที่สว่างแล้วมาให้ดู ขาขึ้นยังมืดอยู่
ทางขึ้นลงมีทางเดียว แคบๆ คนขับต้องวอคุยกันเพื่อจัดระเบียบรถไม่ให้มาเจอกันกลางทาง พอดี

วันนี้โชคไม่ดี หมอกลอยขึ้นสูงปกคลุมยอดเขา แต่ขึ้นมาแล้วก็ต้องเดินอีก 350 เมตรขึ้นต่อไปให้ถึงยอดภูเผื่อหมอกจะบางลงบ้าง

แต่พระอาทิตย์ขึ้นซึ่งเป็นไฮไลต์ของภูชี้ดาวคงไม่มีลุ้นจะได้ชมแล้ว

ภูชี้ดาวคือยอดเขาที่สวยงามอีกแห่งของเชียงราย อยู่บนความสูงประมาณ 1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล ห่างจากภูชี้ฟ้า 9 กิโลเมตร

ถ้าหมอกไม่ลอยขึ้นสูงและฟ้าโปร่งจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอยู่ด้านล่าง สวยงามไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่วันนี้หมองมัวไปหมดเลยครับ เซ็งไปตามระเบียบ

รออยู่ข้างบนชั่วโมงนิดๆ ไม่มีวี่แววว่าหมอกจะจางลง

เดินลงเขากลับไปที่รถและนั่งกลับไปที่ท่ารถ ตอนแรกจะให้คนขับไปส่งที่ทางขึ้นภูชี้เดือนแล้วต่อรถของอีกท้องที่ขึ้นภู แต่หมอกลงขนาดนี้ขึ้นภูชี้เดือนไปก็ไม่เห็นวิวอะไร จะเสียค่ารถเพิ่มอีก 500 ทำไม

โทรบอกที่พักให้ขับรถมารับกลับม่านฟ้าฮิลล์ไปกินข้าวเช้าเลยดีกว่า

ถ้าจะขึ้นภูชี้เดือน นั่งรถจากท่ารถขึ้นภูชี้ดาว 5 นาที ต่อรถท้องที่ขึ้นเขาอีก 2.5 กิโล ไปยังจุดเริ่มต้นเดิน ถ้ามา 5 คนขึ้นไป ค่ารถขึ้นลงคนละ 100 บาท หรือถ้าไม่อยากรอคนเต็มก็เหมาได้ในราคา 500 บาท จากจุดเริ่มเดิน เดินเท้าขึ้นไปอีกแค่ 50 เมตรก็ถึงยอดภูแล้ว

เปลี่ยนบรรยากาศไปพักแคมป์บ้าง

ช่วงบ่าย ย้ายที่พักไปนอนเต๊นท์ที่ภูทองแคมป์บนเนินเขาเหนือหมู่บ้านร่มฟ้าไทย ไม่ไกลจากทางขึ้นหลักของภูชี้ฟ้า

เต๊นท์ที่เราพักคือแบบ VIP ราคาคืนละ 2,000 บาท ห้องน้ำส่วนตัวอยู่ข้างเต๊นท์ มีอาหารเช้าและรถรับส่งไปขึ้นภูชี้ฟ้าฟรี แต่อาหารเย็นเป็นหมูกระทะต้องซื้อเพิ่ม ชุดเล็ก 399 บาท ชุดใหญ่ 499 บาท

หามุมถ่ายรูปและชมดอกไม้สวยๆ ในบริเวณแคมป์

ตอนเย็นกินหมูกระทะ แล้วรีบอาบน้ำนอน พรุ่งนี้ต้องขึ้นรถไปภูชี้ฟ้าอีกรอบตอนตี 5

คืนนี้ได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นในเต๊นท์ ถึงกับต้องใส่เสื้อกันหนาว กางเกงผ้าฟลีซ และถุงเท้าหนาๆ นอนเลยครับ

วันที่ 3

ฟ้ายังไม่สว่าง นั่งรถของที่พักไปยังลานจอดรถซึ่งเป็นทางขึ้นหลักของภูชี้ฟ้า

รูปถ่ายตอนเดินลงมาแล้ว

เช้านี้เราขึ้นภูชี้ฟ้าอีกรอบเพราะจะมาชมพระอาทิตย์ขึ้น หลังจากวันก่อนได้ภาพแสงเย็นสวยๆ ไปแล้ว

เส้นทางเดินขึ้นภูชี้ฟ้าหลักนี้ไกลกว่าเส้นทางรองเท่าตัว ทางไม่ชันเท่าแต่ขรุขระกว่า

ขาเดินขึ้นเขา ทางยังมืดอยู่และมีหมอกบางๆ ไม่ทันเห็นว่าเป็นทางสูงต่ำ เลยก้าวพลาดเสียหลัก ข้อเท้าพลิก ตอนแรกเจ็บปรี๊ดๆ พ่นสเปรย์ให้ชาแล้วเดินต่ออีกหน่อยจนถึงยอดภู

ขากลับ ข้อเท้าต้องรับน้ำหนักเยอะกว่าจึงต้องรัดข้อเท้าประคองให้ลงไปถึงข้างล่าง แล้วค่อยเข้าเมืองเชียงรายไปโรงพยาบาล

ถึงจะเจ็บแต่มีประกันการเดินทางของแอกซ่าก็อุ่นใจ เพียงสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วส่งเอกสารต้นฉบับใบเสร็จใบรับรองแพทย์ไปตั้งเบิก เคลมง่าย รวดเร็ว ช่วยให้เที่ยวได้อย่างสบายใจและมั่นใจทุกย่างก้าวตลอดทั้งทริป

การใช้ประกันจากอุบัติเหตุต้องพบแพทย์ภายใน 24 ชม. นะครับ ไม่งั้นจะเลยเวลาครอบคลุม

เช็คค่าเบี้ย ความคุ้มครอง และซื้อประกันเดินทางในประเทศได้ที่ AXA Travel Insurance

ศึกษาข้อมูลความคุ้มครองและแผนความคุ้มครองต่างๆ ได้ที่ www.axa.co.th/en/smartthailand-traveller-domestic

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0-2118-8111

กลับที่พัก กินข้าวเช้า และเก็บของเตรียมตัวกลับเข้าเมืองเชียงราย

ปกติจะมีรถตู้จากภูชี้ฟ้ากลับเชียงรายของบ. สหกิจเดินรถ เจ้าเดียวกับขามา ทุกวัน
รถจะออกจากศูนย์นักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าไทย ที่เดิมเวลา 9 โมงเช้า ไปสุดทางที่สถานีรถบขส.เก่าเชียงราย (บขส.1) ค่ารถคนละ 200 บาท

รถตู้ขากลับคือคันเดียวกับที่มาถึงภูชี้ฟ้าตอนเย็นของวันก่อน ช่วงนักท่องเที่ยวน้อยแบบนี้รถอาจจะไม่ออกจากต้นทางเพราะลูกค้าน้อยเกินไป ทำให้ไม่มีรถขากลับด้วย

บ่ายเมื่อวานเราโทรหาคนขับรถและรู้แล้วว่ารถไม่ออกจากเชียงราย แปลว่าเช้าวันนี้ไม่มีรถกลับเข้าเมือง คนขับรถตู้ช่วยหารถเหมาให้ ตกลงราคากันที่ 1,200 บาท

ค้างคืนที่ตัวเมืองเชียงราย

วันสุดท้าย

ขึ้นดอยอีกครั้ง ไปบ้านผาฮี้

เราใช้บริการเหมารถพร้อมคนขับพาเที่ยวดอยทางเหนือของจังหวัดเชียงราย ราคาวันละ 2,000 บาท รวมน้ำมัน

นั่งรถประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงดอยช้างมูบ แวะลงไปดูบังเกอร์ทหารตรงแนวเขตชายแดนไทย-เมียนมาพักนึง

นั่งรถขึ้นเขาต่ออีกไม่นานก็ถึงหมู่บ้านชาวเขาเผ่าอาข่าบนดอยสูงที่ชื่อว่า “ผาฮี้” ในเขตอำเภอแม่สาย

ผาฮี้มีชื่อเสียงเรื่องกาแฟ ใครมาที่นี่ก็ต้องมานั่งจิบกาแฟหอมกรุ่นพร้อมชมทะเลหมอกไปด้วย ถือเป็นเดสทิเนชั่นหน้าหนาวของเมืองไทยที่ควรมาสัมผัสจริงๆ

ร้าน “กาแฟภูผาฮี้” หรือกาแฟห้อยขา หรือร้านร่มเขียวที่เรียกกัน เค้าว่าวิวดีที่สุด

เตรียมเสื้อกันหนาวและพร็อพจัดเต็มมาใส่ถ่ายรูปคูลๆ กันได้เลย

ปัจจุบันผาฮี้มีที่พักแบบโฮมสเตย์มากขึ้น แต่ในช่วงหน้าหนาวมักจะเต็มยาว เพราะแต่ละแห่งเปิดให้เข้าพักได้ไม่กี่ห้องเท่านั้น ถ้าวางแผนจะมาค้างคืนบนนี้ควรจองที่พักล่วงหน้า 2-3 เดือนนะครับ

อีกไฮไลต์หนึ่งของที่นี่คือ “สะพานไม้ไผ่ไร่ผาฮี้” ซึ่งต้องนั่งรถกระบะท้องถิ่นลงไปจนสุดทาง ค่ารถไป-กลับคนละ 60 บาท

ลงจากผาฮี้ไปยังสวนคุณปู่ คาเฟ่ชิคๆ อยู่ท่ามกลางภูเขา วิวดีงาม

ลงเขาต่อไปกินข้าวที่ร้านอาหารอาข่าชื่อ “กาแฟดอยผาหมี”

เมนูแนะนำ เช่น ลาบหมูอาข่า รากชูผัดใส่หมู แกงเผือก น้ำพริกอาข่า ราคาสูงอยู่แต่ได้ลองอาหารพื้นบ้านที่ไม่เคยลองมาก่อน

ทริปนี้เราเดินทางไป-กลับโดยสายการบิน VietJet ที่มีเส้นทางบินไปยังจังหวัดหลักทั่วประเทศ เฉพาะไฟลท์กรุงเทพฯ – เชียงราย มีถึง 5 ไฟลท์ต่อวัน