MOROCCO เที่ยวเองได้ ไม่ต้องเช่ารถขับ ตอนที่ 1 “Casablanca – Marrakech” ชมมัสยิดอลังการ เดินตลาดเมืองแขก ก่อนเข้าทะเลทรายซาฮารา

เที่ยวเอง รีวิว คาซาบลังกา มาร์ราเคช ซาฮารา โมรอคโค โมร็อกโก tieweng review casablanca marrakesh marrakech sahara morocco

ประเทศที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สุดแห่งหนึ่งในโลกคือ “โมร็อกโก”

เมื่อกว่า 4 ปีก่อน ผมเคยไปเที่ยวเองที่ Morocco มาแล้ว แต่ตอนนั้นมีเวลาน้อยเพราะไปในทริปเดียวกับสเปนและโปรตุเกส เลยวางแผนไปได้แค่ 3 เมือง คือ Casablanca, Rabat, Marrakech รู้สึกว่ามันยังไม่สมบูรณ์พอที่จะเขียนรีวิว

คราวนี้ไปใหม่อีกรอบจึงจัดโปรแกรมที่รู้สึกว่า “ถึงโมร็อกโกจริงๆ แล้ว” ได้แก่ Casablanca, Marrakech, Aït Benhaddou, Merzouga (Sahara), Fez (Fès), Chefchaouen, Tangier และกลับกทม. จาก Casablanca รวม 9 วัน 8 คืน

photo credit: moroccowhynot.com

ก่อนเดินทางไปโมร็อกโกต้องขอวีซ่าจากสถานทูตโดยตรงที่อาคารสาทรซิตี้ ทาวเวอร์ ชั้น 12 ในแบบฟอร์มขอวีซ่ามีข้อมูลภาษาไทยให้อ่านรายละเอียดครับ ขอไม่ยาก แต่มีเอกสารบางอย่างที่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ใช้เวลาประมาณ 5 วันทำงานได้วีซ่า เจ้าหน้าที่จะนัดวันมารับตอนวันที่ไปขอเลย

ค่าวีซ่าแบบเข้า 1 ครั้ง (Single Entry) 687 บาท (ค่าวีซ่าจะปรับเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะที่ยื่นขอ)

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอวีซ่าเช็คเอกสาร วันเวลาทำการ ได้ที่ www.moroccoembassybangkok.org

เราเดินทางมา Casablanca โดยสายการบิน Gulf Air ซึ่งต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Bahrain และบินอีก 8 ชั่วโมง 20 นาที ไปถึง Aéroport international Mohammed V หรือ Matar Muhammad al-Khamis ad-Dowaly 7 โมงครึ่งเวลา Casablanca

เวลาโมร็อกโกช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมง และช้ากว่าบาห์เรน 2 ชั่วโมง

แลกเงินที่สนามบินก่อนแค่พอใช้

ทริปนี้เราแพลนจะใช้เงินสดประมาณ 1,600 dirham (درهم) หรือ MAD โดยเอาเงิน 150 ยูโรไปแลก + เตรียมเงินสดสำหรับจ่ายค่าทัวร์ทะเลทรายซาฮาราอีกคนละ 96 ยูโร

อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณคือ 1 EUR = 10.30-10.50 MAD, 1 MAD = 3.20 บาท

ลงไปชั้นล่างของอาคารเพื่อขึ้นรถไฟเข้าตัวเมือง Casablanca กดตู้ซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถไฟหรือจะซื้อออนไลน์มาล่วงหน้าเลยก็ได้ ตั๋วชั้น 1 ราคา 70 MAD ตั๋วชั้น 2 ราคา 50 MAD แนะนำให้ซื้อชั้น 1 ไปเลย เพราะครั้งก่อนขึ้นชั้น 2 คนแน่นมาก ได้ยืนตลอดทาง กลัวโดนขโมยของด้วย

เช็คตารางเวลารถไฟและซื้อตั๋วได้ที่ www.oncf.ma Search Departure station ว่า AEROPORT Med V และ Arrival station ว่า Casa Voyageurs

ครึ่งชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึง Gare de Casa Voyageurs (محطة الدار البيضاء المسافرين) หรือสถานีรถไฟ Casa Voyageurs ในเมือง Casablanca

ตอนนี้ลงที่อาคารใหม่แล้ว ออกจากชานชาลาให้เดินไปทางซ้าย ลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง ออกประตูไปก็เห็นอาคารสถานีรถไฟเก่าซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว

สถานีรถไฟไม่มีที่ฝากกระเป๋านะครับ เพราะกลัวปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัย

ถ้าใครไม่อยากเข้าตัวเมือง Casablanca ก่อน แต่อยากไปเมือง Marrakech เลยก็ทำได้ แต่ก็ต้องนั่งรถไฟจากสนามบินมาทางเข้าเมือง Casablanca แต่ลงที่สถานีชานเมืองชื่อ Gare de l’Oasis (The Oasis) รอต่อรถไฟที่ออกจากสถานี Casa Voyageurs ในเมืองอยู่ดี แล้วนั่งย้อนกลับไปทางสนามบิน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ตั๋วรถไฟชั้น 2 ราคา 99 MAD, ชั้น 1 ราคา 190 MAD

อีกวิธีที่ไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมาคือใช้บริการรถพร้อมคนขับผ่าน www.marrakechairporttransfer.com ออกจากสนามบินปุ๊บ นั่งรถตรงดิ่งไปถึงที่พักเลย แต่ถ้ามาแค่ 2 คนก็แพงกว่านั่งรถไฟเยอะเลย

จากด้านหน้าอาคารเก่าของสถานีรถไฟ Casa Voyageurs เดินผ่านป้ายรถรางไปก็เห็นตึกของ Al Walid Hôtel แล้ว ครั้งที่แล้วก็พักที่นี่เพราะสะดวก ใกล้สถานีรถไฟ ห้องพักราคา 67.30 ยูโร รวมอาหารเช้า

มองจากห้องลงไปก็เห็นสถานีรถไฟเลย

วันนี้มีเวลาถมเถครับ จะไปเที่ยว Rabat เมืองหลวงของโมร็อกโกแบบไปเช้าบ่ายกลับก็ทัน นั่งรถไฟไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่ครั้งก่อนเคยไปแล้วและนั่งเครื่องบินไกลมาหลายชั่วโมงขอพักผ่อนรอเย็นๆ ให้แดดร้อนน้อยหน่อยแล้วค่อยออกไปเที่ยว Casablanca เป็นครั้งที่ 2 ดีกว่า

Casablanca (الدار البيضاء) คาซาบลังกาคือเมืองใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก เป็นศูนย์กลางการบินของประเทศ และเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของทวีปแอฟริกา

แม้จะเป็นเมืองใหญ่มาก แต่คาซาบลังกากลับมีที่เที่ยวน้อย หลักๆ ที่ไปกันตามที่วงไว้ให้ในแผนที่ครับ

photo credit: Alfred Henz

เริ่มต้นจากโรงแรม นั่งแท็กซี่ไป Place des Nations-Unies (ساحة الأمم المتحدة) หรือ United Nations Square (ระยะทางราว 3 กม.)

พยายามโบกแท็กซี่คันเล็กสีแดงที่เรียกว่า petit taxi (โมร็อกโกใช้ภาษาฝรั่งเศสด้วย) บางคันรับผู้โดยสาร 3 คน บางคัน 4 คน ถ้ามีคนนั่งอยู่ในรถแล้วก็เรียกได้เพราะเป็น shared taxi ถ้าเราจะไปทางเดียวกับลูกค้าที่นั่งอยู่ก่อน คนขับก็จะบอกราคามา ให้ถามให้ดีว่าเป็นราคาต่อคนหรือคิดรวมมาแล้ว โบกตั้งหลายคันกว่าจะได้ 20 MAD (ต่อคัน) ถือว่าราคาปกติ ไม่โดนโขก

จริงๆ แล้วนั่งรถรางสาย T1 จากป้าย Casa Voyageurs หน้าอาคารเก่าของสถานีรถไฟ Casa Voyageurs 5 ป้าย ไปที่ลงที่ป้าย United Nations Square ก็ได้ ค่าตั๋ว 6 MAD (เกือบ 20 บาท) แต่น่าจะต้องกดตู้ที่ป้ายเพื่อซื้อบัตรก่อนอีก 2 MAD บัตรใช้ได้ 2 ครั้ง ถ้าจะใช้ครั้งที่ 2 ก็เติมเงินเข้าไป 6 MAD

เช็คเส้นทางรถรางได้ที่ Casablanca tram routes
อัพเดทค่าตั๋วได้ที่ Casablanca tram fares

ไปแท็กซี่แพงกว่านิดเดียว แต่สะดวกกว่าถ้ารถไม่ติด

บอกคนขับให้จอดหน้า Tour de l’horloge de Casablanca (برج الساعة بالدار البيضاء) หรือ Casablanca Clock Tower เลย

เดินเข้าประตูไปยังเขต Ancienne Médina (المدينة العتيقة) หรือเมืองเก่าคาซาบลังกา เดินดูตลาดกลางของเมืองที่มีสารพัดสิ่งขาย ทั้งของกิน ของใช้ ของสด อาหารทะเล

เดินเล่นแป๊บนึงแล้วก็ออกประตูข้ามถนนไปที่ Place des Nations-Unies เดินตามทางรถรางไม่ไกลก็ถึง Place Mohammed V (ساحة محمد الخامس.بيت محمد خالص) หรือ Mohammed V Square จัตุรัสศูนย์กลางเมืองเป็นที่ตั้งของอาคารหน่วยงานราชการสำคัญของเมือง เช่น ที่ทำการเมือง (Hôtel de Ville), ศาลยุติธรรม (Palais de Justice), ไปรษณีย์กลาง (Poste Centrale), สถานทูตฝรั่งเศส (Consulat de France)

เดินตามถนนระหว่างอาคาร Hôtel de Ville กับ Commune de Casablanca แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกเข้าถนน Boulevard Rachidi ราว 600 เมตรไป Église du Sacré-Cœur de Casablanca (كاتدرائية الدار البيضاء) ซึ่งมองจากจัตุรัสไปก็เห็นแล้ว

Cathédrale de Casablanca (Casablanca Cathedral) คือโบสถ์ที่สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1930 ในสไตล์ผสมผสานระหว่างยุโรปกับโมร็อกโก ปัจจุบันเป็นศูนย์วัฒนธรรม

เดินกลับไปที่ Place Mohammed V เรียกแท็กซี่ไป Grande Mosquée Hassan II ริมมหาสมุทรแอตแลนติก (ระยะทางราว 3 กม.) ค่าแท็กซี่ขานี้ 30 MAD โดนโก่งราคานิดหน่อยเพราะคนเรียกเยอะ

Grande Mosquée Hassan II (مسجد الحسن الثاني) หรือ Hassan II Mosque คือมัสยิดใหญ่อันดับที่ 2 ของทวีปแอฟริกาและที่ 10 ของโลก ออกแบบโดย Michel Pinseau สถาปนิกชาวฝรั่งเศส มีหอ minaret สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกโดยมีความสูงถึง 210 เมตร สามารถเข้าชมมัสยิดได้ในวันเสาร์-พฤหัสบดี เวลา 09.00, 10.00, 11.00, 12.00, 15.00 น. วันศุกร์ 09.00, 10.00, 15.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 130 MAD

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Hassan II Mosque

ครั้งแรกเคยเข้าชมแล้ว ครั้งนี้เลยไม่ได้เข้าครับ

เดินออกมาถ่ายรูปมัสยิดจากมุมไกลหน่อย

เดินกลับไปตรงจุดที่ลงแท็กซี่ เรียกแท็กซี่ไปร้าน Rick’s Café (ระยะทาง 1.2 กม.) เที่ยวนี้โดนโขกค่าไป 30 MAD เพราะรถไม่ค่อยมีและใกล้ถึงเวลาที่จองโต๊ะไว้ เลยต้องยอมๆ ไป

ร้านนี้ดังมาก ต้องจองโต๊ะล่วงหน้าทาง www.rickscafe.ma และต้องแต่งตัวสุภาพ (จนถึงขั้นหรูหราไปงานกาลาดินเนอร์) ถ้าใส่เสื้อยืด เสื้อกล้าม สายเดี่ยว กางเกงขาสั้น นี่โดนเชิญกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามาใหม่เลย

Rick’s Café มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาก็เพราะว่าสถานที่นี้เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์คลาสสิกเรื่องดังของ Hollywood ชื่อ Casablanca เมื่อปีค.ศ. 1942 ภายหลัง Kathy Kriger ชาวอเมริกันผู้ชื่นชอบหนังเรื่องดังกล่าวจึงได้รีโนเวทจนกลายเป็นร้านเหมือนในปัจจุบัน ครั้งแรกที่มาได้ถ่ายรูปกับนางด้วย

เมนูอาหารมีทั้ง Moroccan Touch, อาหารตะวันตก และอาหารทะเล ราคาเฉลี่ย 150-180 MAD มื้อนี้แชร์กันจ่ายคนละประมาณ 800 บาท ถือว่าไม่แพงนะ อร่อยทุกอย่างจริงๆ

เรียกแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าร้านกลับโรงแรม แต่ละคันโขกร่วม 100 MAD จะบ้าหรอ แค่ 3.4 กม. 300 กว่าบาทเลย เดินออกมาหน่อยเรียกได้ 50 MAD ก็ยังแพงอยู่ดี ครั้งที่แล้วก็โดนแบบนี้ แต่ต่อจนเหลือ 20 MAD เลย 555

ค้างคืนที่ Casablanca

วันที่ 2

ไป Marrakech

เช็คเอาท์และเดินไปสถานีรถไฟ Casa Voyageurs

08.30 น. รถไฟขบวน Atlas N° 104 ออกจาก Casablanca

11.14 น. เดินทางถึงสถานีรถไฟ Gare de Marrakech ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 14 นาที

ตั๋วรถไฟชั้น 2 ราคาใบละ 90 MAD, ชั้น 1 ราคา 170 MAD

เช็คตารางเวลารถไฟและซื้อตั๋วได้ที่ www.oncf.ma

ข้ามถนนไปถ่ายรูป Théâtre Royal (Royal Theatre) ก่อน

เรียกแท็กซี่ไปส่งที่ Place des Ferblantiers (ระยะทางราว 3.7 กม.) ต่อราคาได้เหลือ 30 MAD

แล้วเดินเข้าถนน Rue Riad Zitoun el Kdim ตาม Google map หาที่พักในคืนนี้คือ Riad Africa ซึ่งอยู่ในซอยย่อยๆ แถวนี้

ที่พักแบบท้องถิ่นของโมร็อกโกจะเรียกว่า Riad หรือ Dar

ถ้าไม่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ก็สามารถขึ้นรถเมล์ ALSA สาย 5, 10, 14, 66 จากป้ายด้านข้างสถานีรถไฟ ข้ามถนนไปอีกฝั่ง (ป้าย Gare Oncf ใน Google map) ไปลงที่ป้าย Jamaa El Fna ชุมทางรถเมล์ใจกลางเมือง ตรงสวน Arset El Bilk เยื้องกับมัสยิด Koutoubia ตั๋วรถเมล์ราคา 4 MAD (ประมาณ 13 บาท) แล้วเดินราว 700 เมตร ไป Riad Africa ก็ได้

เช็คสายรถเมล์ต่างๆ เส้นทาง และค่าตั๋วได้ที่ www.alsa.ma

ถ้ามาโดยเครื่องบิน อ่านวิธีการเดินทางเข้าเมืองได้ที่ Marrakech Airport

ห้องเราอยู่ชั้นล่างเลย ไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นบันได ค่าห้องพักคืนนี้ 95 ยูโร มีอาหารเช้า

ถ่ายรูปเล่นในบ้านหน่อย

กินอาหารโมร็อกโกที่ร้านตรงปากถนน Riad Zitoun el Kdim อาหารท้องถิ่นที่นี่ เช่น Tajine de poulet (ทาฌีนคือหม้อดินเผา ปูเล่ต์คือไก่) ราคาไม่แพงครับ จานนึง 40-50 MAD แต่ portion ค่อนข้างเล็ก กินไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่

พร้อมเดินเที่ยว Marrakech แล้ว

Marrakech หรือ Marrakesh (مراكش) คือเมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของโมร็อกโกและเมืองท่องเที่ยวชื่อดังที่สุดของประเทศก็ว่าได้

มาร์ราเคชมีที่เที่ยวหลายแห่ง เรียงลำดับที่ไปไว้ให้ในแผนที่นะครับ

photo credit: Riad Doby

วงเวียนเล็กข้างหน้าคือ Place des Ferblantiers ที่ลงจากแท็กซี่

เดินไปทางซ้ายตามถนน Rue Bahia Bab Mellah แป๊บเดียวก็เห็นประตูทางเข้า Palais Bahia (พิกัดใน Google map คือ Bahia Palace – Historical Visits) ซื้อตั๋วเข้าชมพระราชวังคนละ 70 MAD (7 ยูโร)

Bahia Palace คือพระราชวังที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Grand Vizier of Marrakesh ที่นี่ควรเข้าชมด้านในเพราะมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเพียบ เข้าชมได้ทุกวัน 09.00-18.00 น.

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Bahia Palace

เดินกลับไปที่ Place des Ferblantiers เลี้ยวซ้ายไปออกประตูเมืองแล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Rue de Berrima ไม่ไกลก็เห็นป้ายทางเข้า Palais Badii (قصر البديع) หรือ Badii Palace (El Badi Palace) ซึ่งมีความหมายว่า The incomparable palace พระราชวังที่หาที่เปรียบมิได้

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อสุลต่าน Ahmad I al-Mansur ตั้งแต่ปีค.ศ. 1603 ปัจจุบันหลงเหลือเป็นซากปรักหักพังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติให้ชนรุ่นหลังชม เข้าชมได้ทุกวัน 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 70 MAD เท่ากับพระราชวัง Bahia

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Badii Palace

ข้างในเป็นซากกำแพงพระราชวัง ไม่ได้สวยอะไรมากมาย เราเลยไม่เข้าชม

ด้านหลังของ Badii Palace เป็นที่ตั้งของ Dar el-Makhzen หรือ Palais Royal (Royal Palace) อดีตพระราชวังของกษัตริย์โมร็อกโก แต่ปัจจุบันเป็นทรัพย์สินของนักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวฝรั่งเศสนามว่า Dominique du Beldi ซึ่งไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม เราจึงไม่เดินไปครับ

จากพระราชวัง Badii เดินกลับทางเดิมเข้าประตูเมืองแล้วเดินตามถนนแคบๆ ทางซ้ายตรงผ่านตลาดไปเรื่อยๆ ไกลเล็กน้อย พอเลี้ยวซ้ายไปก็เห็น Mosquée Moulay el Yazid (مسجد المنصور الموحدي) Moulay el Yazid Mosque หรือ Kasbah Mosque มัสยิดสำคัญอีกแห่งที่สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1185-1190

เลยมัสยิดไปนิดมีทางเข้าไปยัง Tombeaux Saadiens (ضريح السعديين) หรือ Saadian tombs ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวัน 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชมแพงอยู่ครับ จำราคาไม่ได้

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Saadian tombs

เดินกลับไปที่หอคอยของมัสยิด เลี้ยวซ้ายไปออกประตูเมืองชื่อ Bab Er Robb เลี้ยวซ้ายที่ถนนใหญ่เดินไปรอรถเมล์สาย 6 ที่ป้าย Bab Rab แล้วขึ้นรถเมล์ไปลงที่ป้าย Jamaa El Fna ตั๋วรถเมล์ 4 MAD

ถ้าขึ้นสาย 20, 25, 251 จะต้องลงที่ป้าย Sidi Mimoun ที่มองเห็นยอดหอของ Mosquée Koutoubia (Koutoubia Mosque) อยู่ไม่ไกล

ข้ามถนนเดินไปยัง Mosquée Koutoubia (جامع الكتبية) Koutoubia Mosque หรือ Kutubiyya Mosque มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของมาร์ราเคชมีหลายชื่อเรียก เช่น Jami’ al-Kutubiyah, Kutubiyyin Mosque, Mosque of the Booksellers มีหอ minaret สูงถึง 77 เมตร

มัสยิดเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่ 09.00-18.00 น.

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Koutoubia Mosque

ข้ามถนนเดินเลียบสวน Arset El Bilk ตรงไปยัง Jemaa el-Fnaa (ساحة جماع الفناء) หรือ Jamaa el Fna ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Place Jemaa el-Fna (Place des trépassés) จัตุรัสสำคัญใจกลาง médina (المدينة العتيقة) หรือเมืองเก่าของมาร์ราเคช เป็นตลาด (souk) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโกและทวีปแอฟริกา

ตอนกลางวันยังไม่คึกคักมาก แต่พอแดดร่มลมตกแล้ว พ่อค้าแม่ขายจะมาแบกะดินขายของกันเพียบ

ถ้าเห็นแขกโชว์งู ห้ามถ่ายรูปนะครับเพราะเค้าจะคิดเงินแพงเลย ตอนไปครั้งแรกมีจังหวะเลยแอบถ่ายมาได้ แต่ไอ้หมองูดันเห็นตอนถ่ายเสร็จพอดีและตะโกนเรียก Heyๆๆๆๆ แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วรีบเดินเร็วหนีหายเข้าไปในฝูงชนสิคร้าบ รอดไปได้หวุดหวิดเลย บางคนแอบถ่ายแล้วถูกจับได้ โดนพรรคพวกมันมารุมและไถเงินเลยก็มี ครั้งนี้ไม่มีจังหวะเพราะคนอยู่ใกล้ๆ ไม่เยอะ อาศัยความชุลมุนหนีไม่ได้ 555

เดินต่อไปทางทิศเหนือของจัตุรัสก็เห็นร้านดังซึ่งเป็นจุดชม Jemaa el-Fnaa และมัสยิด Koutoubia จากมุมสูงชื่อว่า Café de France

เดินไปทางซ้ายก่อน จากจุดนี้ต้องอาศัย Google map ช่วยนำทางแล้วเพราะทางช่วงต่อไปเป็นซอกเล็กซอยน้อย search ทางไป Musée de Marrakech (Marrakech Museum) เลย หยิบมือถือขึ้นมาดูแผนที่บ่อยๆ หน่อยเพราะทางแยกเยอะ ถ้าเลี้ยวผิดอาจหลงทางไปไกลได้ครับ

เดินผ่านตลาด (souk) หลายแห่ง เช่น Souk Semmarine, Souk Laksour ซึ่งมีสินค้าพื้นเมืองและงานฝีมือขายเยอะมาก

มาที่นี่ควรหาซื้อกระเป๋าหนังแท้แฮนด์เมดสวยๆ ติดไม้ติดมือไว้สักใบนะครับ อย่างใบนี้เห็นแล้วปิ๊งเลย ต่อราคาได้เหลือ 400 MAD หรือ 1,200 บาทนิดๆ ซื้อเลย ไม่ต้องคิดเยอะ 55

เดินผ่าน Mosquée Mouassine (Mouassine Mosque) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Al Ashraf Mosque แต่ไม่ได้แวะ แล้วตรงต่ออีกราว 450 เมตรก็เห็นหอคอยของ Mosquée Ben Youssef (Ben Youssef Mosque) มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของมาร์ราเคช

เลยไปหน่อยมีทางเข้าแบบไม่นึกว่าใช่ มันเป็นเหมือนทางตัน ถามคนแถวนั้นอีกทีก็ได้ว่าใช่ทางไปโรงเรียนรึเปล่า? ถามว่า école (เอกอล) หรือ Madrasa ก็ได้ครับ มัสยิดอยู่ในเขตของโรงเรียนสอนศาสนา

Médersa Ben Youssef (Ben Youssef Madrasa) คือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่เก่าแก่กว่า 450 ปี สถาปัตยกรรมและศิลปะภายในสวยงามมาก มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะจึงเป็นที่เที่ยวยอดนิยมหนึ่งของมาร์ราเคชเลย น่าจะต้องเสียค่าเข้านิดหน่อย แต่โชคไม่ดีที่ตอนเราไปกำลังปรับปรุงก่อสร้างเละเทะ ถ่ายรูปมาไม่ได้เลยจริงๆ TT

ถ่ายได้แค่ทางเข้า Bibliothèque Ben Youssef หรือห้องสมุดของโรงเรียนเอง

เยื้องกันคือ Musée de Marrakech (Marrakech Museum) พิพิธภัณฑ์ศิลปะแขกมัวร์ตั้งอยู่ใจกลาง médina หรือเมืองเก่ามาร์ราเคช เดิมทีเคยเป็นวังของ Mehdi Menebhi ก่อนจะปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปีค.ศ. 1997 ต้องเสียค่าเข้าชม 50 MAD ถ้าจำไม่ผิดนะครับ

โมร็อกโกขึ้นชื่อเรื่องเครื่องเทศมาก หาซื้อได้ง่ายตามตลาดทุกแห่ง แถวนี้ก็มีร้านสวยๆ คือ Herboriste du paradis

เดินตามเส้นทางเดิมเพื่อป้องกันการหลงกลับไปที่จัตุรัสเมืองเก่า Jemaa el-Fnaa (ระยะทางราว 1.1 กม.)

ร้านเครื่องเทศนี้ก็เจ๋งโคตร

ตอนมาที่นี่ครั้งแรกได้ลองชิมลูกกระบองเพชรสดๆ รสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ เนื้อมีเม็ดขรุขระๆ คล้ายแก้วมังกร พอแลบลิ้นออกมา สีม่วงติดเต็มลิ้นเต็มปากยังกะกินแฟนต้าองุ่นเลย 55

เดินไปร้าน Café de France ก่อนจะถึงเห็นร้านพิซซ่ามีชั้นดาดฟ้าโล่งๆ อยู่ในตำแหน่งที่น่าจะถ่ายรูปจัตุรัส Jemaa el-Fnaa ได้ดีกว่า เลยลองขึ้นไปดูที่จริงก่อน ปรากฏว่ามุมโอเคเลย ราคาอาหารก็ไม่แพงมาก มาโมร็อกโกเตรียมค่าอาหารไว้มื้อละ 80-100 MAD ก็กินร้านดีๆ ได้แล้วครับ

เดินเข้าประตูของถนน Rue Riad Zitoun el Kdim ประมาณ 600 เมตร กลับที่พัก

ค้างคืนที่ Marrakech

พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลทรายซาฮาราแล้ว

photo credit: travelistheonlyconstant.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต