ล่องเรือสำราญ 7 คืน 5 เกาะ เที่ยวเองหมู่เกาะทะเล Caribbean และ Puerto Rico

เที่ยวเอง รีวิว เปอร์โตริโก ล่องเรือสำราญ ทะเลแคริบเบียน tieweng review san juan puerto rico cruise st. maarten st. kitts antigua st. lucia barbados royal caribbean sea

ความฝันหนึ่งของการเที่ยวเองคือได้ล่อง Cruise ไปตามประเทศเกาะต่างๆ ในทะเลแคริบเบียน

การล่องเรือสำราญเป็นการเที่ยวเองแบบใหม่ที่เราเพิ่งเคยลองเป็นครั้งแรกครับ ซึ่งแน่นอนว่าเส้นทางทะเลแคริบเบียนต้องเป็นตัวเลือกแรกของเรา เพราะเป็นวิธีการไปเที่ยวประเทศเกาะเล็กเกาะน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าทีละประเทศ ใช้แค่วีซ่าสหรัฐฯ วีซ่าเดียวเพราะต้องเริ่มต้นที่เมืองต่างๆ ในรัฐ Florida เช่น Miami, Fort Lauderdale, Tampa, Key West หรือ San Juan เมืองหลวงของ Puerto Rico เกาะอาณานิคมของสหรัฐฯ

ทริปนี้เราไปเที่ยว New York ก่อนแล้วบินไปเริ่มต้นล่องเรือจาก San Juan ซึ่งมีสายการบินให้เลือก เช่น United Airlines ออกจากสนามบิน Newark (EWR), JetBlue ออกจากสนามบิน John F. Kennedy (JFK)

เราเลือกโปรแกรมล่องเรือ 7 Night Southern Caribbean Cruise ของ Royal Caribbean โดยเรือชื่อ Freedom of the Seas ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือ San Juan เมืองหลวงของเปอร์โตริโก เวลา 20.30 น. ไปถึงเมืองหลวงของประเทศเกาะต่างๆ ตอนเช้าและออกเดินทางต่อตอนเย็นของทุกวัน ดังนี้ Philipsburg ของ St. Maarten, Basseterre ของ St. Kitts and Nevis, St. John’s ของ Antigua and Barbuda, Castries ของ St. Lucia และ Bridgetown ของ Barbados แล้วล่องเรือทั้งวันกลับ San Juan

photo credit: www.researchgate.net

รายละเอียดโปรแกรมตามนี้ (โปรแกรมจะปรับเปลี่ยนทุกปีอาจไม่พบข้อมูลจาก link นี้) www.royalcaribbean.com/cruises/itinerary/7-night-southern-caribbean

ลองเข้าไปเลือกเส้นทางเรือในช่วงเดือนต่างๆ จากเว็บทางการของ Royal Caribbean ก่อนที่ www.royalcaribbean.com ชอบเส้นทางไหนก็ติดต่อเอเยนต์เรือของ Royal Caribbean ในเมืองไทยคือบริษัท Travel Elements เข้าไปพูดคุยรายละเอียดที่ในเว็บทางการให้คำตอบไม่ชัดเจนเพิ่มเติม จองเรือ และชำระเงินผ่านได้เลยครับ

โทร 02 634 8080 หรือ ติดต่อทางเพจ Royal Caribbean Cruises Thailand ได้ที่ www.facebook.com/RoyalCaribbeanCruisesThailand/

หลายคนอาจคิดว่าการซื้อผ่านเอเยนต์จะได้ราคาแพงกว่าการซื้อโดยตรงทางเว็บไซต์ดีลต่างๆ แต่จริงๆ แล้วราคาในนั้นก็มาจากระบบเดียวกันและเป็นราคาเริ่มต้นที่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษีท่าเรือ ค่าธรรมเนียม และค่าทิป (gratuities) เป็นต้น สุดท้ายแล้วรวมไปรวมมาราคาก็อาจไม่ต่างกันอยู่ดี

การซื้อผ่านเอเยนต์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้และอาจได้ราคาโปรโมชั่นถูกกว่าการซื้อผ่านเว็บด้วย เราได้ลดราคาค่าห้อง Ocean View สำหรับแขกคนที่ 2 รวมแล้วกว่า 60% เลย

จ่ายเงินทีเดียวจบเลย ไม่ต้องจ่ายค่านู่นนี่นั่นอีกแล้ว ยกเว้นจะซื้ออะไรเพิ่มบนเรือ เช่น อินเตอร์เน็ต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และเมนูอาหารพิเศษ ราคานั้นรวมค่าห้องพัก อาหารอย่างดีครบทุกมื้อ สิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงทั้งหมดบนเรือ

เนื่องจากการเที่ยวโดยเรือสำราญเป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและคนที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบนั้น เพราะฉะนั้นจึงควรวางแผนล่วงหน้าก่อนออกเดินทางไม่น้อยกว่าครึ่งปี เส้นทางเรือจะออกล่วงหน้าร่วมปีเลย เราซื้อห้องล่วงหน้า 4 เดือนเต็ม ห้อง Ocean View เหลือห้องสุดท้ายแล้วครับ

เมื่อชำระเงินเรียบร้อย เอเยนต์เรือก็จะส่งเอกสารการจองเรือ ได้แก่ ตั๋วเรือ (e-Document), ป้ายชื่อ (Tag) ติดกระเป๋าใบใหญ่ให้พนักงานขนขึ้นเรือให้ คู่มือสำหรับการเตรียมตัวเที่ยวเรือสำราญ และ SetSail Pass ซึ่งเอเยนต์เรือทำ Pre check in ให้แล้ว

ก่อนวันเดินทางควรเช็คอินออนไลน์ทาง www.royalcaribbean.com อย่างน้อย 3 วัน เมื่อทำเสร็จแล้วให้ปรินท์ SetSail Pass ที่มีบาร์โค้ทของแต่ละเคบิน นำไปแสดงตอนเช็คอินขึ้นเรือด้วยนะครับ ที่สำคัญต้องมีบัตรเครดิตสำหรับลงทะเบียนเผื่อมีการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มเติมบนเรือ

สำหรับช่วงเวลาที่ควรเที่ยวเรือสำราญในทะเลแคริบเบียนคือตั้งแต่เดือนพ.ย.-มี.ค. เพราะผ่านพ้นฤดูพายุเฮอริเคน (ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเดือนก.ย.-ต.ค.) ไปแล้ว อากาศร้อนไม่มาก ท้องฟ้าสดใส

ได้เวลาไปเที่ยวกันแล้ว

เราบินไฟลท์เช้าของสายการบิน United Airlines จากสนามบิน Newark Liberty เกือบ 4 ชั่วโมงไปถึงสนามบิน Luis Muñoz Marín หรือ San Juan Airport (SJU), Puerto Rico ตอนเที่ยงเศษ

เวลาเปอร์โตริโกเร็วกว่านิวยอร์ค 1 ชั่วโมง

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.united.com

พอถึงสนามบิน San Juan ก็เดินไปรับกระเป๋าเดินทางได้เลยโดยไม่ต้องผ่านตม. เพราะไฟลท์นี้เหมือนเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ คนที่มีวีซ่าอเมริกาสามารถเดินทางเข้า Puerto Rico ได้เลย

Puerto Rico (เปอร์โตริโก) คือเกาะขนาดกลางในทะเลแคริบเบียนซึ่งยังคงเป็นดินแดนในปกครองของสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ใช่ 1 ใน 50 รัฐของสหรัฐฯ เหมือนฮาวายและอลาสก้า

photo credit: www.mapsofworld.com

เปอร์โตริโกไม่ได้มีสถานะเป็นประเทศเต็มตัว แต่มีการเลือกตั้งรัฐบาลของตัวเอง และในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ รวมถึงเวทีประกวดนางงามระดับโลก ดินแดนนี้ก็ส่งตัวแทนเข้าแข่งขันในนามประเทศเช่นกัน

คนเปอร์โตริโกใช้ภาษาสเปนและอังกฤษเพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของสเปนมาก่อนอย่างยาวนาน

สำหรับคนที่แพลนจะแวะมาเที่ยวเปอร์โตริโกแบบไม่ค้างคืนแล้วบินต่อไปประเทศอื่นเลย ที่สนามบินมีที่รับฝากกระเป๋าชื่อ CSE นะครับ อยู่ที่ชั้น Departure ของสายการบิน United Airlines เปิดบริการตั้งแต่ 07.00-21.00 น. ค่าฝากกระเป๋าใบเล็ก 6 USD ใบใหญ่ 10 USD

ออกจากอาคาร Arrival Hall ไปเรียกแท็กซี่เข้าเมือง San Juan ไป Pan American Pier ซึ่งเป็นท่าเรือของ Royal Caribbean อยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลกับ Viejo San Juan (Old San Juan) ระยะทางประมาณ 10 กิโล ค่ารถ 26 USD ถ้าเรียก Uber น่าจะถูกกว่า นั่งเข้าเมืองเก่าซานฮวน ระยะทาง 11.5 กิโล ไม่น่าเกิน 20 USD

จากสนามบินมีรถเมล์ AMA สาย 50 เข้า Old San Juan วันจันทร์-ศุกร์ ค่ารถ 0.50 USD แต่ไม่ให้เอากระเป๋าใหญ่ขึ้น และ Pan American Pier อยู่คนละฝั่งกับ Old San Juan เลยต้องนั่งแท็กซี่ไป

ข้อมูลจาก www.san-juan-airport.com

ถ้าไม่สะดวกเดินทางไปท่าเรือเอง ทาง Royal Caribbean มีบริการรถไปรับ-ส่ง โดยควรจองล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ก่อนวันเดินทาง

ถึงท่าเรือ Pan American

เอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ติดป้ายชื่อ (Tag) เรียบร้อยไปให้พนักงานที่ Bags Drop Area เพื่อขนขึ้นเรือไปไว้ที่ห้องก่อน จากนั้นเดินไปเช็คอินขึ้นเรือ โดยสามารถเช็คอินได้ตั้งแต่ 12.30-19.00 น. ก่อนเวลาเรือออก 1 ชั่วโมงครึ่ง (จริงๆ ควรไปเช็คอินก่อน 2-3 ชั่วโมง) เพราะคนเยอะมากและเจ้าหน้าที่เรือต้องแจ้งข้อมูลผู้เดินทางให้ตม.ของแต่ละเกาะที่จะเดินทางไปล่วงหน้า

พอเช็คอินเสร็จก็จะได้ SeaPass Card หรือบัตรประจำตัวใช้สำหรับเปิดห้องพัก สแกนตอนเข้า-ออกเรือ และเป็นบัตรแทนเงินสดเมื่อมีการใช้จ่ายบนเรือก็จะบันทึกข้อมูลลงไปในบัตร ควรพกติดตัวไว้ตลอดเวลา

ห้องพักแบบ Ocean View ของเราอยู่ชั้น 2 ครึ่งท้ายเรือ เดินหานานเหมือนกันเพราะเรือลำใหญ่มากกก

เรือสำราญ Freedom of the Seas มีห้อง 3 ประเภทให้เลือก คือ Inside ไม่มีหน้าต่าง ราคาถูกที่สุด, Ocean View มีหน้าต่าง ราคากลางๆ และ Balcony ห้องแพงที่สุด มีระเบียงส่วนตัว

บนเรือสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้โดยต้องซื้อแพ็คเกจครบทุกวัน ราคาแบบ Surf + Stream สำหรับ 1 device 17.99 USD ต่อวัน x 7 วัน = 125.93 USD หรือประมาณ 4,000 บาท ราคา 2 device ลดเหลือ device ละ 15.99 USD ต่อวัน

ถ้าจะเล่น Facebook อัพรูปต้องซื้อแบบ Surf + Stream ถ้าซื้อแบบ Surf เฉยๆ ราคาวันละ 12.99 USD เหมาะสำหรับใช้แค่เช็คอีเมลที่รูปไม่ใหญ่และคุยไลน์แบบไม่ส่งรูปเท่านั้น

ถ้าซื้อเป็นรายวันคือ Single Day Pass ใช้ได้ 24 ชั่วโมง ราคาแบบ Surf + Stream 27.99 USD / แบบ Surf ราคา 19.99 USD

ถ้าไปกัน 2 คนพักห้องเดียวกันซื้อแค่ 1 device ก็พอ เพราะผลัดกันใช้ได้ พอมีคนต่อเน็ต ระบบก็จะถามว่าจะ switch เปลี่ยนผู้ใช้งานรึเปล่า? ใช้คอมต่อเน็ตด้วยก็ได้ เน็ตแรงดีมากทั่วเรือครับ

พอเก็บข้าวของที่ห้องเสร็จก็ไปกินอาหารกลางวันที่ห้อง Windjammer ชั้น 11 ได้เลย ห้องนี้เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ทั้งอาหารฝรั่ง จีน แขก เปิดทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

เดินไปดูสระว่ายน้ำที่ชั้นเดียวกัน

ขึ้นดาดฟ้าไปถ่ายรูปเมือง San Juan ที่อยู่อีกฝั่ง อาคารหลังคาโดมอลังการที่เห็นคือ Capitolio de Puerto Rico (The Capitol of Puerto Rico) หรือ El Capitolio คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติเปอร์โตริโก

บ่าย 3 โมง ยังมีเวลาพอให้เข้าไปเที่ยวในเมืองเก่า San Juan และกลับมาขึ้นเรือก่อนทุ่มนึง

ออกจากเรือไปขึ้นแท็กซี่เข้าไปยัง Viejo San Juan (Old San Juan) ไปลงที่ Plaza Colón จัตุรัสหลักของเมืองเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของ Teatro Tapia จ่ายค่าแท็กซี่ไป 15 USD  

เมืองเก่าของซานฮวนเป็นพื้นที่เก่าแก่ที่สุดของเปอร์โตริโก มีผู้คนมาตั้งรกรากตั้งแต่ปีค.ศ. 1508 ภายหลังสเปนเข้ายึดครองหมู่เกาะในแถบทะเลแคริบเบียน บ้านเรือนในบริเวณนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนทั้งหมด ปัจจุบันเขตเมืองเก่านี้มีชื่อเสียงจากทางเดินหินที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย รวมไปถึงบ้านเรือนตามเนินเขาที่สร้างด้วยหินและปูหลังคาด้วยอิฐสีแดงแบบสเปน ทุกวันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าและร้านอาหารเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศ

ทางการเปอร์โตริโกอนุรักษ์ให้ Old San Juan เป็น National Historic Landmark District นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่มรดกโลกขององค์การยูเนสโกจากความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมอีกด้วย

photo credit: sandinmysuitcase.com

จาก Plaza Colón มองเห็นด้านข้างของอาคาร Antiguo Casino de Puerto Rico และ Castillo San Cristóbal (San Cristóbal Fortress) อยู่ไม่ไกล เดินไปที่ป้อมปราการซึ่งเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (San Juan National Historic Site) แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนป้อมเพราะต้องเสียค่าผ่านประตู 7 USD

เดินกลับไปที่ Plaza Colón ตรงตามถนน Calle San Francisco ด้านหลังรูปปั้น ระหว่างทางเรียงรายด้วยบ้านเรือนสไตล์สแปนิชโคโลเนียลหลากสีให้บรรยากาศแบบละตินแท้ๆ

ตรงไปราว 500 เมตรก็ถึง Plaza de Armas จัตุรัสสำคัญกลางเมืองเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของ Casa AlcaldíaMunicipio San Juan (Ayuntamiento) หรืออาคารที่ทำการกรุงซานฮวน

เดินผ่านหน้าที่ทำการเมืองตรงไปนิดก็มีทางแยกซ้ายขวา ถ้าเดินตรงไปก็จะออกประตูเมือง Puerta de San Juan ไปริมทะเลแล้วเลี้ยวซ้ายไปยัง La Fortaleza (The Fortress) แต่ทางอยู่ระหว่างซ่อมปรับปรุงเลยปิดไม่ให้เดินไป

เลือกเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Calle del Cristo ก่อน เดินไปนิดก็ถึงจุดตัดกับถนน Calle de la Fortaleza ตรงต่อไปยัง Capilla del Santo Cristo de la Salud หรือ Capilla del Cristo (Chapel of Christ) โบสถ์บาโรคเล็กๆ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18

เดินไปสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็เห็น Casa Estrecha บ้านหลังเล็กที่สุดในเปอร์โตริโก

เดินกลับทางเดิมตรงเลยไปยัง Plaza de la Catedral ที่ตั้งของ Catedral Metropolitana Basílica de San Juan Bautista (Metropolitan Cathedral Basilica of Saint John the Baptist) หรือ San Juan Bautista Cathedral วิหารหลักของเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1540

เดินขึ้นเนินไปสุดทางก็เลี้ยวซ้ายเดินผ่าน Plaza del Quinto Centenario ไปยังลาน Jardín Paseo de Ballajá

เดินไปยัง Castillo San Felipe del Morro (San Felipe del Morro Fortress) ป้อมปราการป้องกันข้าศึกตรงปลายแหลมของเมืองเก่าซานฮวนที่ชาวเมืองเรียกว่า El Morro

ป้อม El Morro คือแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดของซานฮวน ถ้าอยากเข้าชมป้อมต้องเสียค่าเข้า 7 USD

เดินผ่านสนามหญ้าไปทางสุสาน Capilla del Cementerio Santa María เพื่อถ่ายรูปบ้านเรือนหลากสีริมทะเลและป้อม San Cristóbal

จบการเดินเที่ยวชมเมืองเก่าซานฮวนที่นี่ รอชมพระอาทิตย์ตก

เรียกแท็กซี่กลับท่าเรือ Pan American Pier ค่ารถขากลับเท่ากับขามาคือ 15 USD

กลับขึ้นเรือไปรับประทานอาหารเย็น เราพักที่ชั้น 2 จึงเลือกห้องอาหารที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มได้ 2 ห้อง คือ Leonardo’s ซึ่งเป็นเมนู À la carte อยู่ที่ชั้น 3 และ Windjammer เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ชั้น 11

ห้อง Leonardo’s ให้บริการอาหารเช้าด้วย ถ้ามารับประทานอาหารเช้าแต่งตัวฟรีสไตล์ เสื้อยืด กางเกงขาสั้นได้ แต่มื้อค่ำควรใส่เสื้อสุภาพ กางเกงขายาว ไม่ใส่รองเท้าแตะ นะครับ

20.30 น. เรือสำราญสุดหรู Freedom of the Seas ออกเดินทางล่องทะเลแคริบเบียน

ค่อยๆ เดินสำรวจเรือตามชั้นต่างๆ

ชั้นที่คึกคักที่สุดคือชั้น 5 ซึ่งมีเคาน์เตอร์ Guest Services ให้บริการลูกค้า ซื้อ WiFi และทัวร์ต่างๆ ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ เช่น Café Promenade เปิดให้บริการของว่างพวกเบเกอรี่ ชา กาแฟ ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง, Sorrento’s ร้านพิซซ่าเปิด 24 ชั่วโมง กินฟรีเช่นกัน, Cupcake Cupboard, R Bar, Bull & Bear Pub

ชั้น 4 มีห้องอาหาร Isaac’s, Casino Royale, Photo Gallery และ Boleros Lounge

ชั้น 11-13 เป็นดาดฟ้าสำหรับนอนอาบแดดและชมพระอาทิตย์ตก สั่งเครื่องดื่มคลายร้อน เล่นน้ำสระ ฟิตเนส ซาวน่า เล่นเกมและกีฬาต่างๆ เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล กอล์ฟ ปีนหน้าผาจำลอง กระดานโต้คลื่น

วันที่ 2

หลับสนิทตลอดคืนจนตื่นตอนเช้าที่เกาะแรกตามโปรแกรม นั่นคือ Sint Maarten (St. Maarten) ดินแดนโพ้นทะเลอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ครึ่งล่างของเกาะถูกปกครองโดยเนเธอร์แลนด์ ส่วนครึ่งบนเรียกว่า Saint Martin เป็นเขตปกครองของฝรั่งเศส เกาะแห่งนี้จึงเป็นเกาะขนาดเล็กที่สุดในโลกที่ถูกปกครองโดย 2 ประเทศ

photo credit: www.britannica.com
photo credit: www.stmartinisland.org/

วิวจากห้องของเราครับ

หลังเบรคฟาสต์เสร็จก็ขึ้นดาดฟ้าไปถ่ายรูปเมือง Philipsburg เมืองหลวงของ St. Maarten

เซนต์มาร์เทนมีชื่อเสียงจากสนามบินที่อยู่ใกล้ชายหาดมาก เวลาเครื่องบินจะร่อนลงจอดจึงลดระดับลงมาใกล้กับหาดทรายมากๆ นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปรอถ่ายรูปกัน

ช่วงเช้า เข้าไปเดินเล่นในเมือง Philipsburg และชายหาดหน้าเมืองก่อน กลับมากินข้าวเที่ยงบนเรือ แล้วตอนบ่ายค่อยออกไปรอถ่ายรูปเครื่องบินลงจอดที่ Maho Beach เพราะมีเครื่องลำใหญ่ลงมากกว่า

เดินออกจากเรือไปก็เจอป้ายชื่อเกาะ St. Maarten

บริเวณท่าเรือมีร้านค้า Duty Free ขายสินค้าแบรนด์เนม เช่น นาฬิกาหรู ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและบาร์สำหรับนั่งดื่มชิลล์ๆ

เดินออกนอกเขตท่าเรือปุ๊บก็มีแท็กซี่มารอเรียกลูกค้าว่าไป Airport Beach มั้ย? ค่ารถ 25 USD เรายังไม่ไปตอนนี้เลยปฏิเสธไปก่อน

เดินไปทางซ้ายท่ามกลางแดดเปรี้ยงประมาณ 15 นาทีก็ถึงทางเข้าศูนย์กลางเมือง Philipsburg

ตรงเข้าถนนทางซ้ายชื่อ Front Street ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งหลักกลางเมือง

เดินไปนิดก็เห็นป้าย Old Street แวะเข้าไปดูหน่อย

เดินตาม Front Street ต่อไปจนถึงอาคาร Courthouse ก็เลี้ยวซ้ายออกไปยังชายหาด

ตรงนี้คือ Captain Hodge Wharf ท่าเรือที่มี Water Taxi ให้บริการรับ-ส่งระหว่างเรือสำราญกับตัวเมือง Philipsburg

เดินเล่นบนหาดทรายบริเวณ Boardwalk ที่เริ่มมีคนมาเล่นน้ำและนอนอาบแดดแล้ว

ลัดซอยกลับไปที่ Front Street เดินกลับไปกินข้าวเที่ยงบนเรือ

ช่วงบ่าย เรียกแท็กซี่ไป Maho Beach (Airport Beach) ต่อราคาได้เหลือ 20 USD นั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงก่อนเวลาเครื่องลำใหญ่จะมาถึง

ยืนรอถ่ายเครื่องของ Air France, JetBlue, Delta แลนด์ดิ้ง แต่เครื่อง AF ไม่มาตามนัดครับ

พอบ่ายแก่ๆ น้ำเริ่มขึ้นและคลื่นแรงมาก นักท่องเที่ยวจึงค่อยๆ ทยอยกลับ

ขากลับ จ่ายค่าแท็กซี่อีก 25 USD นั่งรถกลับไปขึ้นเรือก่อนเวลาเรือออกชั่วโมงนึง

5 โมงเย็น เรือออกเดินทางต่อไปยังเกาะที่ 2 คือประเทศ St. Kitts and Nevis

photo credit: www.pinterest.se

วันที่ 3

8 โมงเช้า เรือมาจอดเทียบท่าที่ Port Zante กรุง Basseterre เมืองหลวงของ St. Kitts and Nevis

เดินออกจากท่าเรือ ตรงไปยังอาคาร National Museum of St. Kitts

ลอดโค้งประตูไปก็เห็น Berkeley Memorial อยู่ตรงวงเวียนกลางถนน

เดินไปทางหอนาฬิกา

ตรงเข้า Fort Street แล้วเลี้ยวขวาเดินตามถนน Central ก็ถึง Independence Square ตรงลัดสวนไปยังโบสถ์เก่าแก่ประจำเมืองที่เรียกว่า Immaculate Conception Co-Cathedral

เดินกลับไปยัง Berkeley Memorial และท่าเรือ

เที่ยว St. Kitts แค่ในกรุง Basseterre พอ ถ้าอยากออกไปเที่ยวนอกเมืองต้องนั่งเหมารถออกไป เช่น Brimstone Hill Fortress (17 กม.), เดินขึ้นภูเขาไฟ Mount Liamuiga (23 กม.) และชายหาด The Strip (5.5 กม.) แต่จริงๆ ก็ไม่ได้สวยงามอะไร

ช่วงบ่าย ทำกิจกรรมสนุกๆ บนเรือดีกว่า

ลาก่อน St. Kitts

วันที่ 4

ตื่นเช้า ณ เกาะที่ 3 ของการล่องเรือสำราญ ตอนนี้เราอยู่ที่ Heritage Quay Pier ซึ่งมองเห็นตัวเมือง St. John’s ที่มีวิหาร St. John’s Cathedral โดดเด่นอยู่บนเนิน

เดินเที่ยวกรุง St. John’s เมืองหลวงของประเทศ Antigua & Barbuda

photo credit: www.operationworld.org

เดินผ่านร้านค้าในบริเวณท่าเรือตรงเข้า St Mary’s Street ถนนหลักกลางเมือง เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Market จนสุดทางก็เลี้ยวขวาเดินไปยัง St. John’s Cathedral หรือ St. John the Divine วิหารเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1683 และได้รับการบูรณะใหม่เมื่อปีค.ศ. 1746 และ 1845

บ้านเมืองของแอนติกัวดูโทรมที่สุดเท่าที่ไปมา

เข้าไปชมภายในโบสถ์ซึ่งสวยดีเหมือนกัน

ออกจากเขตโบสถ์ก็มีคนขับแท็กซี่เข้ามาถามว่าไปชายหาดมั้ย? พร้อมโชว์รูป Dickenson Bay Beach ให้ดู เราถามว่าเท่าไหร่? เค้าตอบว่าค่ารถคนละ 4 USD แพงไปหน่อยแต่ก็หยวนๆ ขึ้นไปนั่งรอบนรถตู้

ขับรถไม่ถึง 5 กิโลก็ถึงชายหาดแล้ว

คนขับนัดเวลาแต่ละคนว่าจะกลับกี่โมง

แอนติกัวมีชื่อเสียงเรื่องหาดสวยน้ำใสเป็นแหล่งพักผ่อนฮิตของคนละแวกนี้ เราจึงต้องไม่พลาดมาชื่นชมซะหน่อย

เดินไปที่ Siboney Beach Club ซึ่งใกล้ๆ รีสอร์ทมีตู้โทรศัพท์แบบอังกฤษเป็นจุดถ่ายรูปที่ใครๆ ก็มาถ่ายกัน

เดินชมชายหาดยาวเหยียดก่อนลงเล่นน้ำทะเลแคริบเบียนใสแจ๋ว

ที่นี่ไม่มีที่อาบน้ำนะครับ ต้องกลับทั้งเปียกๆ นี่แหละ แล้วค่อยไปอาบบนเรือ

นั่งรถตู้คันเดิม จ่ายค่ารถอีก 4 USD (ฝรั่งข้างๆ บอกเค้าจ่ายแค่ 3 เอง) กลับท่าเรือ

เวลาที่เหลือก็นั่งๆ นอนๆ และกิน 555

Good Bye! Antigua

วันที่ 5

9 โมงเช้า เรือเดินทางไกลมาถึง เกาะที่ 4 คือประเทศ St. Lucia

photo credit: asocolpat.co

เรือจอดเทียบท่าที่ Pointe Seraphine Pier ท่าเรือสำราญของ Castries อยู่ไกลจากศูนย์กลางเมืองพอสมควรครับ

กินๆ นอนๆ มาหลายวันติดละ อ้วนแย่ เลยขึ้นดาดฟ้าเรือมาวิ่งออกกำลังกายซะหน่อย

St. Lucia คือประเทศที่เราอยากมาที่สุดเพราะเป็นเกาะภูเขาไฟ อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้เขตร้อนชื้น โดยมีไฮไลต์ที่ต้องไม่พลาดคือวิวของภูเขาไฟ 2 ลูกที่เรียกว่า Gros Piton และ Petit Piton ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเล็กๆ ริมทะเลชื่อ Soufrière และห่างจากเมืองหลวง Castries ประมาณ 44 กม.

photo credit: www.caribbean-tour.com

วิธีการไปชมภูเขาไฟ Gros Piton และ Petit Piton คือเหมาแท็กซี่แต่ราคาน่าจะแพงอยู่ เราจึงเลือกไปกับทัวร์กรุ๊ปเล็กๆ ที่กำลังหาลูกค้าเพิ่มอยู่หน้าทางออกเรือพอดี ค่าทัวร์คนละ 40 USD ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

11 โมง นั่งรถออกจากท่าเรือผ่านกลางเมือง Castries ไปทางใต้ของเกาะ แป๊บเดียวคนขับก็แวะจอดให้ลงไปถ่ายรูป Tunnel of Love หรือ Lady’s Slipper (Lady’s Shoe) ลุงชาวบ้านจะเป่าปากส่งเสียงหวีดให้คนกระโดดจากหน้าผาลงทะเลและขอค่าทิปเล็กน้อย

นั่งรถตามเส้นทางภูเขาคดเคี้ยวยาวไปจอดที่จุดชมวิวภูเขาไฟ Petit Piton ซึ่งอยู่ข้างหน้า และ Gros Piton ที่อยู่ด้านหลัง แถวหมู่บ้าน Palmiste

นั่งรถลงเขาผ่านกลางเมือง Soufrière ไป Diamond Botanical Gardens สวนพฤกษศาสตร์ที่มีน้ำตก Diamond อยู่ข้างใน เราไม่ได้เข้าไปชมเพราะไม่มีอะไรมากและต้องเสียค่าเข้า 7 USD หรือ 17.50 Eastern Caribbean Dollar (EC$)

ขากลับ Castries ขอลงที่ Castries Central Market ตลาดกลางเมืองเพื่อเดินเล่นดูเมืองหลวงของเซนต์ลูเซียหน่อย

photo credit: www.caribbean-on-line

เดินย้อนเข้าไปทางตัวเมืองนิดเดียวก็ถึง Constitution Park ด้านหน้า City Hall

ตรงไปอีกหน่อยก็เห็น Cathedral Basilica of the Immaculate Conception โบสถ์ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในแถบแคริบเบียน

ออกประตูด้านข้างโบสถ์เดินเข้าไปยังสวนของ Derek Walcott Square ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เดินกลับไปที่ตลาด เลยไปตามถนนเลียบทะเลอีกราว 15 นาทีกลับท่าเรือ

6 โมงเย็น เรือออกเดินทางไปยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้

วันที่ 6

มาถึง Barbados ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายของการล่องเรือ

บาร์เบโดสเป็นเกาะเดียวอยู่ทางตะวันออกสุดในบรรดากลุ่มเกาะในทะเลแคริบเบียน หลายคนรู้จักประเทศนี้จากการเป็นบ้านเกิดของ Rihanna นักร้องดังซุปตาร์ระดับโลก

photo credit: www.kids-world-travel-guide.com

เรือจอดเทียบท่า Port of Bridgetown (Bridgetown Harbour Cruise Pier ใน google map)

ท่าเรือ Bridgetown อยู่ค่อนข้างไกลจากศูนย์กลางเมืองหลวงของบาร์เบโดส ตอนแรกจะนั่งรถ shuttle เข้าตัวเมืองซึ่งในเอกสาร Cruise Compass ที่แจกให้ทุกเย็นบอกว่าค่ารถ $2 ไม่แน่ใจว่าเป็นสกุลเงิน USD หรือ BSD (Barbados dollar) ซึ่งถูกกว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ครึ่งนึง แต่ไม่รู้ว่าเป็นรถคันไหน เลยตัดสินใจเดินประมาณ 1.7 กิโลเข้ากลางกรุงบริดจ์ทาวน์  

photo credit: firstdrop.nl

ออกจากเขตท่าเรือ เดินตามถนนเลียบริมทะเลชื่อ Princess Alice ตรงยาวไปเลี้ยวซ้ายเข้า Prince Alfred Street

เลี้ยวขวาเดินตามถนน Broad ผ่านห้าง Colonnade ตรงนี้คือถนนการค้าหลักใจกลางกรุงบริดจ์ทาวน์

เท่าที่ไปเที่ยวชมเมืองหลวงมาทั้งหมด 6 เกาะ รู้สึกว่าเมืองหลวงของ Barbados นี้เจริญที่สุด ตึกรามบ้านช่องเป็นแนวตะวันตกเรียงรายอยู่ในเขตดาวน์ทาวน์และมีช็อปแบรนด์ดังหลายแบรนด์

ตอนนี้เราเดินมาประมาณ 1.5 กิโลละ ตรงต่อไปอีกนิดก็ถึง Barbados Parliament อาคารรัฐสภาสไตล์บริทิช

เดินไปยัง Chamberlain Bridge ที่อยู่ตรงข้ามกัน ข้ามสะพานไปมี Independence Arch เป็นอีกแลนด์มาร์คของเมือง

ตรงนี้เป็นท่าเรือของแม่น้ำ Constitution

ถ่ายรูปรัฐสภาจากอีกฝั่งแม่น้ำ

เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Independence Square

เลี้ยวขวาที่สี่แยกเชิงสะพานข้ามแม่น้ำ เดินตามถนน Probyn โค้งไปจนสุดทางก็เลี้ยวซ้ายเดินอีก 5 นาทีก็ถึง Brownes Beach ชายหาดยอดนิยมของคนเมืองหลวง

เดินเล่นชมความคึกคักของชายหาดแห่งนี้เล็กน้อย

จุดนี้ร้อนมาก เดินกลับไม่ไหวแล้ว เรียกแท็กซี่กลับไปส่งที่ท่าเรือดีกว่า จ่ายค่ารถไป 5 USD

5 โมงเย็น เรือ Freedom of the Seas ออกเดินทางกลับเปอร์โตริโก

พรุ่งนี้ต้องอยู่บนเรือกลางทะเลทั้งวัน แต่ไม่น่าเบื่อเลยเพราะมีกิจกรรมให้ทำตั้งเยอะ เรียกว่าแป๊บเดียวหมดวันแล้ว 555

6 โมงเช้าของวันที่ 8 กลับถึงท่าเรือ San Juan, Puerto Rico

ลงจากเรือ นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน Luis Muñoz Marín ค่ารถ 23 USD ถูกกว่าขามานิดนึง

รอไฟลท์บินกลับ New York ตอนบ่าย

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.jetblue.com

ครั้งแรกกับการเที่ยวเรือสำราญรู้สึกสนุกและประทับใจมาก ถ้ามีโอกาสจะต้องกลับมาล่องเส้นทางไกลขึ้นไปเกาะ Aruba, Curaçao, Bonaire แน่นอนครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต