เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 15 “Paris, FRANCE” มหานครที่ไม่มีวันหลับ

เที่ยวเอง รีวิว ปารีส แวร์ซายส์ ฝรั่งเศส paris versailles france
เที่ยวเอง ย้อนรอยทริป “เบเนลักซ์ – เยอรมัน – ฝรั่งเศส” อีกครั้ง
เดสทิเนชั่นสุดท้ายก่อนจบทริปนี้คือประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่า Paris เป็นเมืองสำคัญที่จะพลาดไม่ได้

แม้เราจะเคยมาปารีสหลายครั้งและเคยตระเวนไปแทบทุกเขตทั้งในเขตตัวเมืองชั้นในและชานกรุงปารีสทุกทิศ แต่ยังไม่เคยเขียนรีวิวเที่ยวฉบับเต็มเลยเพราะเที่ยวมั่วไปหมด ซื้อตั๋ววันเหมาจ่ายค่ารถในเมืองแล้วอยากไปไหนก็นั่งรถไฟใต้ดินไปเลย ย้อนไปย้อนมาบ้าง ทั้งที่จริงๆ เดินต่ออีกนิดก็ถึงแล้ว คือถ้ามีเวลาเยอะอยู่ในปารีสมากกว่า 3 วันจะเที่ยวสะเปะสะปะยังไงก็คงไม่เป็นไร แต่สำหรับคนที่มีเวลาไม่มาก แต่อยากไปชมความสวยงามอลังการของสถานที่ต่างๆ ของปารีสหลายแห่ง (สถานที่สำคัญๆ แต่ละแห่งตั้งอยู่กระจัดกระจายทั่วเมือง) เราจึงจัดโซนเที่ยวปารีสและเรียงลำดับสถานที่ในรูปแบบเชิง Travel Guide สำหรับให้ใช้เลือกไปเที่ยวตามความชอบส่วนตัวของแต่ละคนไว้ในรีวิวนี้ครับ

photo credit: ontheworldmap.com

ย้อนกลับไปอ่านรีวิวทั้ง 14 ตอนของประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ลักเซมเบอร์ก และฝรั่งเศส ได้ตามนี้ครับ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 1 “Dinant, BELGIUM” เมืองริมน้ำอันงดงามดุจภาพวาด
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 2 “Brussels, BELGIUM” เมืองแห่งจัตุรัสกลางเมืองที่สวยที่สุดในโลก
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 3 “Brugge, BELGIUM” เมืองคูคลองสุดสวยจนต้องมาซ้ำ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 4 “Gent, BELGIUM” เดินคูลๆ ในเมืองคูคลอง
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 5 “Amsterdam, NETHERLANDS” เสพสุขสีสันแห่งการใช้ชีวิต
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 6 “Giethoorn, NETHERLANDS” หมู่บ้านริมคลองน่ารักระดับโลก
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 7 “West GERMANY” เที่ยวตามแนวแม่น้ำไรน์: Cologne – Bonn – Bacharach
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 8 “West GERMANY” เที่ยวตามแนวแม่น้ำโมเซล: Burg Eltz – Cochem
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 9 “West GERMANY” ชมเมืองเก่า Heidelberg สุดคลาสสิกตลอดกาล
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 10 “Strasbourg, FRANCE” ฝรั่งเศสน้อย ณ อัลซาซ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 11 “Eguisheim – Riquewihr – Colmar, FRANCE” ชมเมืองสีลูกกวาด..ฉูดฉาด..หยาดเยิ้ม
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 12 “LUXEMBOURG” เปิดเมืองแปลกของประเทศเล็กอันดับ 7 ของยุโรป
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 13 “Metz, FRANCE” เมืองชุมทาง 3 ประเทศ..ของดีที่ไม่มีใครสนใจ
เที่ยวเอง BENELUX – GERMANY – FRANCE ตอนที่ 14 “Semur-en-Auxois, FRANCE” เสมือนย้อนกลับไปในยุคอัศวิน

การเดินทางในกรุงปารีสส่วนมากจะใช้รถไฟใต้ดิน (Métro) เป็นหลัก ที่เหลือใช้รถไฟ RER (แอร์ค เออ แอร์ค) คือรถไฟที่วิ่งระหว่างชานกรุงปารีสกับตัวเมืองชั้นใน รถเมล์ไม่จำเป็นต้องใช้ครับ

เข้าไปดูแผนที่รถไฟใต้ดินของปารีสได้ที่ Paris Metro map

photo credit: www.paris-metro-map.info

การเดินทางโดยรถสาธารณะในปารีสจำเป็นต้องซื้อตั๋วหรือบัตรโดยสารประเภทเหมาจ่ายซึ่งมีราคาถูกกว่าการซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียวหลายๆ ครั้ง คือ Ticket T+ ซึ่งมีราคาเที่ยวละ 1.90 ยูโร

อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้ตั๋วได้ที่ Paris single one-way ticket

โดยตั๋วประเภทที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการเข้าชมสถานที่ต่างๆ หรือเลือกเข้าชมเป็นบางสถานที่ คือ
ตั๋ววันที่เรียกว่า Mobilis (บอกคนขายตั๋วว่า Day Ticket, 2 Days Ticket etc. ก็ได้) ซื้อแค่โซน 1-2 ราคา 7.50 ยูโรก็พอแล้วครับ แต่ถ้าวันไหนจะไปพระราชวังแวร์ซายส์ก็ให้ซื้อแบบโซน 1-4 ราคา 12.40 ยูโร

ตั๋วประเภทนี้ใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน (métro), รถเมล์, รถรางไฟฟ้า, รถรางขึ้นเขา Montmartre, รถไฟ RER ภายในเขตเมืองชั้นในและชานเมืองของปารีส ได้ไม่จำกัดครั้งภายในระยะเวลาที่ระบุในตั๋ว เช่น 1 วัน, 2 วัน (1 jour, 2 jours) และภายในจำนวนโซนที่เลือกซื้อคือ โซน 1-3 และ 1-5 ถ้าเลือกซื้อมากกว่า 1 วันจะต้องใช้ตั๋วติดต่อกันทุกวัน วันที่ไม่มีการใช้ตั๋ว จำนวนวันก็จะถูกตัดออกไปด้วย ตั๋วนี้มีอายุเป็นวันโดยจะหมดอายุเวลา 23.59 น. ของแต่ละวัน ไม่ใช่มีอายุ 24, 48 หรือ 72 ชั่วโมง

แต่ไม่สามารถใช้ตั๋วประเภทนี้เดินทางไปสนามบิน Charles de Gaulle (Roissy CDG) และ Paris Orly โดยรถไฟ RER, Orlybus, Orlyval และ Roissybus แต่สามารถใช้โดยสารรถเมล์สาย 183 และ 285 ไปสนามบิน Orly (ต้องเลือกซื้อตั๋ววันแบบโซน 1-4) และสาย 350, 351 ไปสนามบิน Charles de Gaulle (ต้องเลือกซื้อตั๋ววันแบบโซน 1-5)

ราคาตั๋ว Mobilis 1 วัน ล่าสุดตั๋วปี 2017 ตามรูปด้านล่างเลยครับ

อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.ratp.fr/en/titres-et-tarifs/mobilis

ส่วน Paris Visite travel pass ใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน (métro), รถเมล์, รถรางไฟฟ้า, รถรางขึ้นเขา Montmartre, รถไฟ RER และ SNCF ภายในเขตเมืองชั้นในและชานเมืองของปารีส ได้ไม่จำกัดครั้งภายในระยะเวลาที่ระบุในตั๋ว ได้แก่ 1, 2, 3, 5 วัน และภายในจำนวนโซนที่เลือกซื้อคือ โซน 1-3 และ 1-5 ถ้าเลือกซื้อมากกว่า 1 วันจะต้องใช้ตั๋วติดต่อกันทุกวัน วันที่ไม่มีการใช้ตั๋ว จำนวนวันก็จะถูกตัดออกไปด้วย ตั๋วนี้มีอายุเป็นวันโดยจะหมดอายุเวลา 23.59 น. ของแต่ละวัน ไม่ใช่มีอายุ 24, 48 หรือ 72 ชั่วโมง

Paris Visite travel pass มีราคาแพงกว่าตั๋ววัน Mobilis เพราะจะได้รับส่วนลดค่าเข้าชมหลายแห่ง ได้แผนที่ปารีส (Paris Tourisme) และแผนที่รถไฟ SNCF และถ้าซื้อแบบโซน 1-5 จะสามารถใช้เดินทางไปสนามบิน Charles de Gaulle โดยรถไฟ RER ได้ด้วย

อ่านรายละเอียดค่าตั๋ว Paris Visite travel pass และอัพเดทข้อมูลได้ที่ Paris Visite travel pass

อัพเดทข้อมูลตั๋วรถสาธารณะชนิดต่างๆ ของปารีสได้ที่ www.ratp.fr

เช็คเขตโซนของปารีสและอัพเดทราคาได้ที่ Paris Visite travel pass and Paris zone map

จัดแผนเที่ยว Paris

การเดินทางในปารีสถือว่าสะดวก สถานที่สำคัญๆ แต่ละแห่งอยู่ใกล้หรือไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินและรถไฟ RER นัก ทำให้วางแผนเที่ยวเรียงลำดับก่อนหลังยังไงก็ได้หรือไม่วางแผนก็เที่ยวไปเรื่อยๆ ได้ แต่ก็อาจเสียเวลาพอสมควร

ถ้าไม่ได้วางแผนจะเข้าชมแลนด์มาร์คทุกแห่งของปารีสซึ่งต้องเสียเวลาต่อคิวนานแทบทุกแห่งและต้องใช้เวลาในการเดินชมภายในอาคารและอาณาบริเวณมาก แนะนำให้จัดโปรแกรมเที่ยวปารีสเป็นโซนทั้งหมด 3 วัน หรือจะมาก/น้อยกว่านี้ก็ตามใจชอบครับ

วันที่ 1 เที่ยวโซนเหนือแม่น้ำ Seine

ไม่ว่าที่พักของคุณจะอยู่ตรงไหนของปารีส แนะนำให้มาเริ่มต้นที่ชุมทางหลักของเมือง เช่น สถานีรถไฟ Gare du Nord (การ์ ดู นอร์), สถานีรถไฟ Châtelet Les Halles (ชัตเล่ต์ เลส์ ซาลส์), สถานีรถไฟใต้ดิน Châtelet (ชัตเล่ต์) ใจกลางเมืองซึ่งมีรถไฟ RER และรถไฟใต้ดินหลายสายผ่าน

photo credit: ontheworldmap.com

เริ่มต้นที่สถานีรถไฟ Châtelet Les Halles ออกจากสถานีเดินไปทางขวาตรงผ่านประตูที่ถนน Rue des Innocents ไม่ไกลก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน (M) Châtelet ตรงต่อผ่านอาคารไปรษณีย์ (La Poste) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue de Rivoli บริเวณรอบๆ แถวนี้เรียกว่า “ชัตเล่ต์” ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของกรุงปารีส เป็นชุมทางของรถไฟใต้ดินถึง 5 สาย และรถไฟอีก 2 สาย เป็นแหล่งรวมพบปะของวัยรุ่น มีร้านค้าขายของมากมายเหมือนสยามสแควร์บ้านเรา

ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Châtelet 800 เมตร เป็นที่ตั้งของ Centre Georges Pompidou หอสมุดปอมปิดู (ครั้งนี้เราไม่ได้เดินไปครับ)

เดินตามถนน Rue de Rivoli ตรงผ่านหอคอยสูงชื่อ Tour Saint-Jacques และสถานีรถไฟใต้ดิน Hôtel de Ville ไปยัง Hôtel de Ville อาคารสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ใหม่อันอลังการหลังนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 แทนที่อาคารหลังเก่าตั้งแต่ปีค.ศ. 1357 ซึ่งถูกไฟไหม้ไปเมื่อปีค.ศ. 1871 ปัจจุบัน โอเตล เดอ วีลล์ เป็นที่ทำการของฝ่ายบริหารนครปารีสหรือที่ว่าการกรุงปารีสนั่นเอง

เลี้ยวขวาเดินผ่านหน้าอาคารที่ทำการกรุงปารีสไปไม่ไกลก็จะถึงแม่น้ำ Seine ถ้าข้ามสะพาน Pont d’Arcole ไปก็จะถึง Cathédrale Notre-Dame de Paris หรือมหาวิหารโนทเทรอดามอันโด่งดัง

ยังไม่ข้ามสะพานไป แต่เลี้ยวขวาเดินเลียบริมแม่น้ำประมาณ 300 เมตรไปยัง Place du Châtelet จัตุรัสซึ่งเป็นที่ตั้งของ Théâtre de la Ville หรือโรงละครประจำเมือง และ Fontaine du Châtelet หรือน้ำพุแห่งชัตเล่ต์ซึ่งตกแต่งด้วยรูปปั้นสฟิงซ์สูงสง่าเป็นจุดนัดพบของวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวปารีเซียง

อาคารอลังการฝั่งตรงข้ามแม่น้ำบน Île de la Cité หรือเกาะกลางแม่น้ำแซนซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่สุดของปารีสคือพระราชวังหลวงและคุกเดิมของปารีสที่เรียกว่า la Conciergerie (ลา ก็องเซียชเชอรี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารศาลยุติธรรม Palais de Justice ในปัจจุบัน

เลยไปอีกไม่ไกลคือ Pont Neuf (ปงต์ เนิฟ) สะพานข้ามแม่น้ำแซนที่เก่าแก่ที่สุดของปารีสที่เริ่มก่อสร้างในปีค.ศ. 1578 และแล้วเสร็จเมื่อปีค.ศ. 1607

นั่งรถไฟใต้ดินสาย 7 (สีชมพู) จากสถานี Pont Neuf มุ่งหน้าทาง La Courneuve 8 Mai 1945 (1 สถานี) ไปที่สถานี Palais Royal Musée du Louvre ขึ้นจากสถานีไปที่ถนน Rue de Rivoli เดินตามป้ายบอกทางไป Musée du Louvre หรือจะเดินเลียบแม่น้ำต่อไปแล้วเลี้ยวขวาเข้าประตูอาคารอลังการ (ระยะทางราว 700 เมตร) ก็ได้

photo credit: metromap.fr

Musée du Louvre (มูเซ่ ดู ลูฟวร์) หรือพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์คือพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียง เก่าแก่ และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1793 เดิมทีตัวอาคารเป็นพระราชวังหลวง ต่อมาในปีค.ศ. 1672 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ย้ายราชสำนักไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ กระทั่งปีค.ศ. 1793 ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสลูฟวร์จึงได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์และได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมวลหมู่อาคารหลายหลัง

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง แต่ละอาคารแบ่งประเภทงานศิลปะไว้อย่างชัดเจน ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าระดับโลกถูกจัดแสดงและเก็บรักษาไว้ที่นี่เป็นจำนวนมาก อาทิ ภาพเขียนโมนาลิซา ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชีที่วาดในระหว่างปีค.ศ. 1503-1505 รูปแกะสลักหินอ่อนของกรีกที่ชื่อ Venus de Milo ผลงานของอเล็กซานดรอสแห่ง Antioch โบราณวัตถุของอียิปต์ กรีก และโรมันมากมาย เป็นต้น

ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์สร้างเป็นพิระมิดกระจกใสครอบไว้เมื่อปีค.ศ. 1988 พิระมิดนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของลูฟวร์ที่ผู้มาเยี่ยมเยือนจะต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เรากลับมาที่นี่ตอนค่ำอีกวันเพื่อถ่ายรูปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ตอนเปิดไฟเป็นสีทองอร่ามครับ

เข้าไปในพิระมิดกระจกใสเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ซึ่งเปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร โดยวันจันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 09.00-18.00 น. วันพุธและศุกร์เปิด 09.00-21.45 น. วันที่ 1 ม.ค., 1 พ.ค., 15 ส.ค. และ 25 ธ.ค. พิพิธภัณฑ์ปิดให้บริการ

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ราคา 15 ยูโร ผู้ที่มีอายุไม่เกิน18 ปี เข้าชมฟรี ทุกวันศุกร์ตั้งแต่ 18.00-21.45 น. ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 26 ปี เข้าชมฟรี

ตั้งแต่เดือนต.ค.-มี.ค. เข้าชมส่วน permanent collections ฟรีทุกวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน วันชาติฝรั่งเศส 14 ก.ค. เข้าชมฟรี

Pyramid และ Galerie du Carrousel เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร โดยวันจันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 09.00-19.30 น. วันพุธและศุกร์เปิด 09.00-22.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Louvre Museum opening hour
อัพเดทค่าเข้าชมได้ที่ Louvre Museum entrance fee

เราเคยเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์แล้วและไม่ได้อินกับศิลปะเท่าไหร่ ครั้งนี้จึงขี้เกียจต่อคิวยาวเป็นชั่วโมงแล้วครับ ^^

พักรับประทานมื้อเที่ยงที่ Café Marly (กาเฟ่ มัคร์ลี่) ร้านอาหารฝรั่งเศสดั้งเดิมหรูหราแต่ราคาไม่แพงมาก นั่งตรงระเบียงด้านนอกจิบไวน์ไปชมวิวพิระมิดแห่งลูฟวร์ไป บรรยากศโคตรคูลครับ

ทริปนี้เราพกบัตรเครดิต Citi Royal Orchid Plus Select MasterCard ของซิตี้แบงก์มาสำหรับใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าอาหารมื้อหรูเลิศ ค่าช้อปปิ้งไอเท็มต่างๆ ที่ลิสต์ไว้ มื้อนี้จึงรูดปรื๊ดๆ ไปเลย สะสมพ้อยต์ไว้แลกไมล์การบินไทยสำหรับแลกตั๋วไปเที่ยวทริปหน้าต่อ โดยทุกยอดใช้จ่าย 20 บาท จะได้ 1 พ้อยต์ = 1 ไมล์ นั่นเอง คะแนนสะสมนี้ไม่มีวันหมดอายุด้วย คุ้มมากกก!

ลืมบอกไป สำหรับใครที่แลกไมล์แล้วได้ตั๋วยากหรืออยากมีทางเลือกอื่นๆ ในการใช้ไมล์ บัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ มาสเตอร์การ์ด บัตรคู่ใจในทริปนี้ยังมีโปรแกรม Citi Royal Orchid Plus Pay with Points” ให้คุณสามารถใช้คะแนนสะสมในบัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ทุกประเภท แลกเป็นส่วนลดเมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินการบินไทยและไทยสมายล์ได้ทุกช่องทาง แลกง่ายๆ 4 คะแนนจะแลกส่วนลดได้ 4 บาท หรือที่เค้าโฆษณาว่า ทุกๆ 4,000 คะแนน จะได้รับส่วนลด 1,000 บาท หรือคิดง่ายๆ ถ้าแลกคะแนนเท่ายอดที่ซื้อไปจะเท่ากับได้ส่วนลดถึง 25% เลยครับ นับว่าคุ้มค่ายิ่งกว่าแลกคะแนนเป็นส่วนลดให้ห้างซึ่งจะได้ส่วนลดอยู่ประมาณ 12.5%

ส่วนตัวผมลองมาแล้ว หลังรูดซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์การบินไทยไม่เกิน 1 นาที ก็จะได้รับ SMS สำหรับทำรายการแลกคะแนนสะสมเป็นส่วนลดครับ กดไปตามลิ้งค์ก็จะสามารถแลกคะแนนผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วย สะดวกรวดเร็วจริงๆ อันนี้ขอแนะนำ เพราะสะดวกสบาย แลกง่ายมากๆ

ใครสนใจเรื่องอาหารฝรั่งเศสเป็นพิเศษ ลองอ่านบทความนี้และเลือกตามรอยไปกินได้เลยครับ
แนะนำ 8 ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดเลิศในปารีส

เดินต่อไปทาง Arc de Triomphe du Carrousel หรือประตูชัยการ์รูเซล

แถวนี้มีร้านชาชื่อดังที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในปารีสซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1903 ชื่อ Angelina Café อยู่ที่ 226 Rue de Rivoli

จากประตูชัย Carrousel เดินเข้า Jardin des Tuileries หรือสวนตุยเลอรีส์ แล้วเลี้ยวขวาออกนอกสวนไปที่ถนน Rue de Rivoli เลี้ยวซ้ายเดินผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน Tuileries แค่ 150 เมตรก็จะถึงร้าน ถ้ามีเวลาก็ลองแวะไปชิมช็อกโกแลตร้อนรสเข้มข้นกันได้ แล้วค่อยเดินต่ออีก 500 เมตรไปยัง Place de la Concorde

ระหว่างทางเดินไป Place de la Concorde ตามถนน Rue de Rivoli มีร้านอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมชื่อ Flottes อยู่ที่ถนน Rue Cambon ทางขวามือก่อนถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Concorde เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับมื้อกลางวันด้วย

แต่เราเพิ่งจะอิ่มมาเลย ขอนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีเหลือง) มุ่งหน้าทาง La Défense จากสถานี Palais Royal Musée du Louvre 2 สถานีไปที่สถานี Concorde

ขึ้นจากสถานีเดินไปยังเสา Obélisque กลาง Place de la Concorde (ปลาซ เดอ ลา ก็องกอร์) จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดของปารีสสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอองตัวเน็ต นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ประหารชีวิตพระนางด้วยเครื่องประหารกิโยตินอีกด้วย “ลานแห่งสันติภาพ” นี้เป็นจุดเริ่มต้นของถนน Champs-Elysées

ตรงกลางจัตุรัสมีเสา Obélisque de Luxor สูง 22.83 เมตร หนัก 230 ตัน ซึ่งผู้ปกครองนครอียิปต์มอบให้แก่ฝรั่งเศสตั้งสูงเสียดฟ้าอย่างโดดเด่น และน้ำพุ Fontaine de la Concorde อันงดงาม

เดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Concorde นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีเหลือง) มุ่งหน้าทาง La Défense อีก 1 สถานีไปที่สถานี Champs-Élysées – Clemenceau ขึ้นจากสถานีมาก็คือ Avenue des Champs-Elysées หรือถนนชองป์ส-เซลีเซส์ชื่อก้องโลกที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในโลกซึ่งเริ่มต้นถนนจาก Place de la Concorde ไปสุดที่จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ บริเวณประตูชัยฝรั่งเศส รวมระยะทางยาว 1,910 เมตร

จากตรงนี้มองเห็นอาคารขนาดใหญ่สวยงาม นั่นคือ Grand Palais des Champs-Élysées หรือเรียกสั้นๆ ว่า Grand Palais (Great Palace) อาคารทางประวัติศาสตร์ สถานที่จัดนิทรรศการ และพิพิธภัณฑ์ที่สร้างในสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ในปีค.ศ. 1897

อาคารตรงข้ามกันคือ Petit Palais (Small Place) ซึ่งปัจจุบันเป็น Musée des beaux-arts de la ville de Paris (Paris Museum of Fine Arts)

นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีเหลือง) มุ่งหน้าทาง La Défense จากสถานี Champs-Élysées – Clemenceau ต่อไปอีก 2 สถานีไปที่สถานี George V ไป window shopping ที่ช็อปแบรนด์เนมระดับโลกอย่าง Louis Vuitton ที่ถนน Champs-Elysées ไม่ไหวจะต่อคิวจริงๆ 😉

ถ้าคอแห้งอยากแวะจิบชาและชิมมาการองที่ร้านขนมชื่อดัง Ladurée (ลาดูเร) ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน George V ไปคนละทางกับประตูชัยประมาณ 200 เมตร ก็ได้ครับ

จากสถานีรถไฟใต้ดิน George V เดินประมาณ 500 เมตรไปยัง Arc de Triomphe de l’Étoile (อาร์ค เดอ ทรียอมฟ์ เดอ เลตวล) หรือประตูชัยฝรั่งเศสตั้งตระหง่านอยู่ที่ Place Charles de Gaulle หรือชื่อเดิมคือ Place de l’Étoile หรือจัตุรัสเอตวลซึ่งมีความหมายว่าจัตุรัสแห่งดวงดาวเพราะมีถนนถึง 12 สายมาบรรจบกันที่นี่

ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1806 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน ปัจจุบันเป็นสุสานของทหารนิรนาม ประตูชัยมีความสูง 50 เมตร กว้าง 45 เมตร และลึก 22 เมตร นับเป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก

สามารถขึ้นไปบนประตูชัยเพื่อชมถนน 12 สายที่มาบรรจบกันที่จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ โดยช่วงเดือนเม.ย.-ก.ย. เปิดตั้งแต่ 10.00-23.00 น. เดือนต.ค.-มี.ค. เปิดตั้งแต่ 10.00-22.30 น. ปิดขายตั๋วก่อนเวลาปิด 30 นาที ค่าขึ้นชมสำหรับผู้ใหญ่อายุ 26 ปีขึ้นไป 8 ยูโร ผู้ที่อายุไม่เกิน 17 ปี เข้าชมฟรี

การขึ้นชมประตูชัยให้ใช้อุโมงค์ที่ถนน Avenue de la Grande Armée ซึ่งอยู่ที่ทางออก Wagram ของสถานีรถไฟใต้ดิน Charles de Gaulle Étoile

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Triumphal Arch of Paris

จากสถานีรถไฟใต้ดิน Charles de Gaulle Étoile ถ้าอยากไป Grande Arche de la Défense ก็สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีเหลือง) ไปสุดสายที่สถานี La Défense ได้เลย

Grande Arche de la Défense (กร็องด์ อาร์ค เดอ ลา เดฟองส์) คือประตูชัยแห่งใหม่ตั้งอยู่ในย่านเก่าทางตะวันตกชานกรุงปารีส (โซน 3) ชื่อ La Défense นี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสู้รบปกป้องบริเวณกรุงปารีสแถบนี้ในราวปีค.ศ. 1870 ปัจจุบันย่านนี้กลายเป็นย่านธุรกิจการค้าแห่งใหม่ของปารีส ตึกลาเดฟองส์เป็นตึกสมัยใหม่ที่คนปารีสและนักท่องเที่ยวจะอดแวะมาไม่ได้เพราะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มีซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarché) ขายสินค้าราคาถูก มีร้านขายของ (Boutiques) 180 ร้าน ขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า มีโรงภาพยนตร์ถึง 9 โรง ร้านอาหารอีก 17 แห่ง และยังมีศูนย์จัดแสดงนิทรรศการซึ่งมีผู้เข้าชมปีละ 4 ล้านคนเลยทีเดียว

ถ้าไม่อยากไปก็เดินลงสถานีรถไฟใต้ดิน Charles de Gaulle Étoile นั่งรถไฟ RER สาย A (สีแดง) 1 สถานีไปที่สถานีรถไฟ Auber แล้วเดินตามถนน Rue Auber ราว 100 เมตรไปยัง Théâtre National de l’Opéra (เตอาร์ท นาซิอองนาล เดอ โลเปรา) หรือ Palais Garnier (ปาเล่ส์ กัคร์นิเย่ร์) ที่มีชื่อเดิมว่า Académie Nationale de Musique อาคารสไตล์นีโอบาโรคซึ่งออกแบบอย่างวิจิตรอลังการโดย Charles Garnier นี้เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีที่นั่งเพียง 2,200 ที่เท่านั้นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้สร้างเป็นเวทีอันยิ่งใหญ่ ห้องใต้ดินสำหรับแต่งตัว และห้องอื่นๆ อีกมากมาย

ภายในโรงโอเปร่ามีจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือชานพักของบันไดกลางสร้างจากหินอ่อนหลากสีแยกเป็นบันไดเวียนออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งนำไปสู่ห้องพักนักแสดง ส่วนอีกทางจะทอดสู่ชั้นถัดไป สำหรับห้องชมการแสดงนั้นตกแต่งด้วยสีแดงและสีทองแสนโอ่อ่า ประดับด้วยโคมไฟระย้าเจิดจรัสด้วยคริสตัลหนักถึง 8 ตัน

โรงโอเปร่าแห่งปารีสเปิดให้เข้าชมทุกวัน 10.00-17.00 น. (ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 30 นาที) วันที่ 1 ม.ค., 1 พ.ค. และวันที่มีการจัดงานพิเศษ ปิดให้บริการ ค่าเข้าชมราคา 8-12 ยูโร

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Paris Opera House

เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue Scribe ด้านข้างของโอเปร่า ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดัง Galeries Lafayette (กัลเลอรีส์ ลาฟาแยตต์) ที่ถนน Boulevard Haussmann ถนนช้อปปิ้งดังอีกแห่งหนึ่งของกรุงปารีส (ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Chaussée d’Antin La Fayette)

อีกห้างดังบนถนน Boulevard Haussmann คือ Printemps ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 300 เมตร  (ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Havre Caumartin)

เดินช้อปปิ้งของแบรนด์เนมให้สมกับที่มาปารีสหน่อย เปล่าหรอก! คนรอบข้างฝากซื้อทั้งน้าน 555 ลิสต์มาหลายสิ่งอยู่ รูดบัตรเครดิตคู่ใจ บัตรฯ ซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ มาสเตอร์การ์ด ไปก่อนเลยครัช สะสมไมล์จากทุกๆ 20 บาทที่รูด ได้ 1 คะแนน เพื่อแลก 1 ไมล์ งานนี้ได้ไมล์เพียบเลย อิอิ

เดินกลับไปที่ด้านหน้าโรงโอเปร่า ลงสถานีรถไฟใต้ดิน Opéra นั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 (สีน้ำตาล) ไปทาง Pont de Levallois – Bécon 2 สถานีไปที่สถานี Saint-Lazare ต่อสาย 12 (สีเขียวเข้ม) ทิศทาง Porte de la Chapelle 4 สถานีไปที่สถานี Pigalle ต่อสาย 2 (สีน้ำเงิน) มุ่งหน้าทาง Nation อีก 1 สถานีก็ถึงสถานี Anvers

photo credit: www.smashingmagazine.com

เดินเข้าถนน Rue de Steinkerque ขึ้นบันไดไปยัง Basilique du Sacré-Cœur (Basilica of the Sacred Heart) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Sacré-Cœur

ซาเครเกอร์คคือโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งของปารีสตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดของเมืองบนเขา Montmartre จากจุดนี้สามารถมองวิวทิวทัศน์ของกรุงปารีสได้อย่างทั่วถึง จะเห็นหอไอเฟลสูงเด่นอยู่ไกลลิบๆ

โบสถ์เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 06.00-22.30 น. ขึ้นบันได 300 ขั้นสู่ยอดโดมได้ตั้งแต่ 08.30-20.00 น. ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. และ 09.00-17.00 น. ระหว่างเดือนต.ค.-เม.ย. ค่าเข้าชมสอบถามที่ช่องขายตั๋ว

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Sacré-Cœur

ย่าน Montmartre (มงต์มัคร์) นี้ควรระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเพราะเป็นย่านของแขกขาวจากแอฟริกาเหนือ ถ้าอยากซื้อของที่ระลึก แถวนี้ราคาจะถูกกว่าที่อื่นพอสมควรเลยครับ

เดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Anvers นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 (สีน้ำเงิน) มุ่งหน้าทาง Porte Dauphine 2 สถานีย้อนกลับไปที่สถานี Blanche ขึ้นจากสถานีมาก็เห็น Moulin Rouge โรงละครคาบาเร่ต์ชื่อดังระดับโลกที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1988 โดย Joseph Oller มูแล็งรูจโด่งดังจากการเป็นแหล่งต้นกำเนิด Can-Can Dance คือการเต้นที่ผู้เต้นจะสวมใส่ชุดกระโปรงยาวๆ คลุมส้นสูง ผู้เต้นจะยกกระโปรงขึ้นและเตะขาสูงๆ เพื่อยั่วยวนผู้ชม

เดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Blanche นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 (สีน้ำเงิน) มุ่งหน้าทาง Nation 4 สถานีไปลงที่สถานี La Chapelle แล้วเดินไปสถานีรถไฟ Gare du Nord ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟ RER และรถไฟใต้ดินหลายสาย สามารถเดินทางไปยังสถานีต่างๆ ทั่วปารีสได้ง่ายที่สุดครับ

วันที่ 2 เที่ยวโซนใต้แม่น้ำ Seine

นั่งรถไฟ RER สาย B (สีน้ำเงิน), C (สีเหลือง) ไปที่สถานีรถไฟ Saint-Michel Notre-Dame หรือรถไฟใต้ดินสาย 4 (สีม่วง) ไปที่สถานีรถไฟ Saint-Michel

photo credit: metromap.fr

เริ่มต้นวันที่ Cathédrale Notre-Dame de Paris หรือ Cathedral of Our Lady of Paris

คำแนะนำในการเข้าชมมหาวิหารโนทเทรอดามคือควรมาตั้งแต่เช้า 9 โมงก็ได้

จาก Place du Parvis-Notre Dame ที่มีแผ่นทองเหลืองฝังอยู่ ตรงจุดนี้เป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของฝรั่งเศสในการวัดระยะทางไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ หันหน้าเข้าหาโบสถ์เดินไปทางซ้ายเพื่อกดบัตรคิวขึ้นหอระฆังโบสถ์โดยเลือกเวลาที่ต้องการ เสร็จแล้วกลับมาต่อคิวเข้าชมภายในโบสถ์ก่อน ถ้ามาสายคิวจะยาวขึ้นเรื่อยๆ เป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าชมโบสถ์ได้

Cathédrale Notre-Dame (กาเตดราล โนทเทรอดาม) สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1345 บน Île de la Cité เกาะกลางแม่น้ำแซน มหาวิหารศิลปะโกธิคอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสก็ว่าได้ โบสถ์สูงใหญ่คล้ายตึก 3 ชั้นสร้างด้วยหินที่ตัดเป็นชิ้นและวางเรียงกัน มีรูปแกะสลักบอกเรื่องราวของพระเยซูที่ซุ้มประตู เหนือส่วนโค้งของประตูขึ้นไปเรียงรายด้วยประติมากรรมหินสลักเป็นรูปนักบุญต่างๆ ในคริสตศาสนาขนาดเท่าตัวจริงประมาณ 27 รูป องค์เด่นที่สุดคือนักบุญแซงต์ เดอนีส์ ที่ยืนถือหางตัวเองอยู่ ภายในโบสถ์มีหน้าต่างที่ประกอบขึ้นจากกระจกหลากสีบอกเล่าเรื่องราวตามพระคัมภีร์โบราณ

มหาวิหาร Notre-Dame เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 07.45-18.45 น. วันเสาร์และอาทิตย์เปิดถึง 19.15 น.

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Cathédrale Notre-Dame

ออกจากโบสถ์ เดินกลับไปต่อคิวขึ้นหอระฆังตรงจุดที่กดบัตรคิว ขึ้นบันไดไปตามรอย The Hunchback of Notre Dame ไอ้ค่อมจอมอาภัพ และปีศาจร้าย Gargoyle ที่อยู่บนหลังคาโบสถ์ ได้ทุกวันตั้งแต่ 10.00-17.30 น. วันที่ 1 เม.ย. – 30 ก.ย. เปิดถึง 18.30 น. ปิดทุกวันที่ 1 ม.ค., 1 พ.ค. และ 25 ธ.ค. โดยเสียค่าขึ้นชม 10 ยูโร

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Cathédrale Notre-Dame entrance fee

จุดนี้เป็นจุดชมวิวพาโนรามาของกรุงปารีสที่ดีที่สุดจุดหนึ่งของเมืองเลยครับ วันนี้ฟ้าใสด้วย ถ่ายภาพได้เยี่ยมสุดๆ เลย

ตึกสูงโดดเด่นที่เห็นคือ Tour Maine-Montparnasse (Maine-Montparnasse Tower) ซึ่งเป็นอีกจุดถ่ายรูปวิวปารีสจากมุมสูงตอนกลางคืน เดี๋ยวค่ำนี้จะไปที่นั่นครับ

ถ่ายไปทางขวาจะเห็นหอคอยชมวิว Tour Saint-Jacques ใกล้ย่าน Châtelet และวิหาร Sacré-Cœur ที่ไปมาแล้วเมื่อวานอยู่ไกลลิบๆ

ลงจากหอระฆัง เดินกลับไปข้ามสะพาน Pont au Double แล้วเลี้ยวขวากลับไปที่สถานีรถไฟ RER Saint-Michel Notre-Dame เดินเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน (M) Cluny – La Sorbonne นั่งรถไฟใต้ดินสาย 10 (สีเหลือง) ไปทาง Gare d’Austerlitz 1 สถานีแล้วลงที่สถานี Maubert – Mutualité ตรงเข้าถนน Rue des Carmes ราว 450 เมตรก็ถึง Panthéon วิหารสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกที่ดูจากภายนอกคล้ายกับวิหาร Pantheon ที่กรุงโรมของอิตาลี วิหารป็องเตองสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 หลังจากคำอธิษฐานของพระองค์ที่ขอให้หายจากการประชวรเป็นจริง โดยหลังจากยุคปฏิวัติฝรั่งเศสสถานที่นี้ได้กลายเป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Voltaire, Jean-Jacques Rousseau, Victor Hugo, Alexandre Dumas เป็นต้น

เดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน Maubert – Mutualité นั่งรถไฟใต้ดินสาย 10 (สีเหลือง) กลับไปต่อรถไฟ RER สาย C (สีเหลือง) ที่สถานี Saint-Michel Notre-Dame

นั่งรถไฟเลียบแม่น้ำไปที่สถานี Musée d’Orsay ขึ้นจากสถานีมาก็ถึง Musée d’Orsay (มูเซ่ ด็อร์คเซย์) พิพิธภัณฑ์ที่ดัดแปลงจากสถานีรถไฟเก่า Gare d’Orsay มาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่สมัยอิมเพรสชั่นนิสต์แห่งนี้เกิดจากความคิดของประธานาธิบดีฟรังซัวร์ มิตเตอร์รองด์ ที่ต้องการขยับขยายสถานที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะนอกเหนือจากที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ภายในพิพิธภัณฑ์ออร์เซย์เก็บรวบรวมผลงานชิ้นโบว์แดงของศิลปินเอกของโลกไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนชื่อก้องโลกของ Pablo Picasso, Claude Monet, Édouard Manet รวมถึงรูปปั้นของ Auguste Rodin ให้ดูกันจนละลานตา ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ไม่ควรพลาดเข้าชม

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 09.30-18.00 น. วันพฤหัสบดีเปิดถึง 21.45 น. ต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง วันที่ 1 พ.ค. และ 25 ธ.ค. ปิดให้บริการ

เช็ควันและเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Musée d’Orsay opening hours

ค่าเข้าชมราคาเต็ม 12 ยูโร ผู้ที่มีอายุ 18-25 ปี 9 ยูโร ถ้าเข้าชมหลัง 16.30 น. ทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดีที่ต้องเข้าชมหลัง 18.00 น. ลดราคาเหลือ 9 ยูโร ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีเข้าชมฟรี วันอาทิตย์แรกของทุกเดือนเข้าชมฟรี

อ่านรายละเอียดค่าเข้าชมประเภทอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Musée d’Orsay entrance fee

คนต่อคิวยาวเป็นหางว่าวเช่นกันครับ เดินดูรอบๆ พิพิธภัณฑ์ก็พอแล้วแหละ

ลงสถานีรถไฟ RER Musée d’Orsay นั่งรถไฟ RER สาย C (สีเหลือง) เลียบแม่น้ำต่ออีก 1 สถานีไปที่สถานี Invalides ต่อรถไฟใต้ดินสาย 8 (สีม่วงอ่อน) มุ่งหน้าทาง Balard 1 สถานีแล้วลงที่สถานี Tour-Maubourg ด้านข้างอาคารขนาดมหึมาคือ Hôtel des Invalides (Les Invalides) แอ็งวาลีดส์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อใช้เป็นที่พักรักษาพยาบาลทหารผ่านศึก ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทหารของฝรั่งเศส ภายในประกอบด้วยหลายพิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์ทหาร (Musée de l’Armée) จัดแสดงชุดทหารออกศึกในสมัยก่อน อุปกรณ์ที่ใช้ในการรบ ฯลฯ พิพิธภัณฑ์จำลองสภาพทางภูมิประเทศของเมืองและสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ทหาร (Musée des Plans-Reliefs)

เดินไปยังจัตุรัสกว้างที่ Place des Invalides ด้านหน้าอาคารซึ่งมีปืนใหญ่หลายสิบกระบอกเรียงหน้ากระดานต้อนรับอยู่

เข้าประตูอาคาร Les Invalides เดินทะลุไปอีกด้านหนึ่งก็เห็น Église du Dôme (เอกลิส กู โดม) หรือ Église Saint-Louis-des-Invalides โบสถ์หลังคารูปโดมยอดแหลมสีทองอร่ามที่ห้องใต้ดินของโบสถ์ (la crypte) เป็นสถานที่เก็บโลงศพของจักรพรรดินโปเลียน (le Tombeau de Napoléon) นอกจากนี้ยังมีโลงศพของจอมพลสำคัญๆ ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิที่ 1 (ค.ศ. 1804-1814) และสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เก็บรักษาไว้ที่นี่เช่นกัน

เดินย้อนทางเดิมออกไปที่ Place des Invalides กลับสถานี Tour-Maubourg นั่งรถไฟใต้ดินสาย 8 (สีม่วงอ่อน) กลับไปที่สถานีรถไฟ Invalides อีกครั้ง

กลางวันนี้เราจองโต๊ะของร้าน Les Ombres ว่าจะรับประทานอาหารฝรั่งเศสไปชมวิวหอไอเฟลไป ร้านดังนี้อยู่ระหว่างสถานีรถไฟ Invalides กับ Champ de Mars Tour Eiffel โดยห่างจากสถานี Champ de Mars Tour Eiffel ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดประมาณ 1 กิโลเมตร

นั่งรถไฟ RER สาย C (สีเหลือง) เลียบแม่น้ำต่อไปที่สถานี Champ de Mars Tour Eiffel ซึ่งจะถึงสะพาน Pont de Bir-Hakeim แล้ว เดินไปคนละทางกับหอไอเฟลเพื่อถ่ายรูปหอไอเฟลจากสะพานข้ามแม่น้ำแซนแห่งนี้ก่อน

จากนั้นเดินย้อนกลับไปที่หอไอเฟล

ตรงผ่านยาวไปจนถึง Musée du quai Branly – Jacques Chirac (Quai Branly Museum) ก็มีป้ายบอกทางเข้าร้าน Les Ombres (เลส์ ซอมบร์) ร้านอาหารหรูวิวอลังการบนชั้นดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์ Quai Branly

เมนูเด็ดที่ต้องไม่พลาดคือนกพิราบ แต่ถ้าลังเลก็สั่งฟิเล่ต์เนื้อและฟัวกราส์แทนก็ได้นะ 55

ปิดท้ายด้วยของหวานตามสูตรมื้ออาหารสไตล์ฝรั่งเศส

มื้อจัดเต็มแบบนี้ไม่มีปัญหาเรื่องตังค์ไม่พอจ่ายเพราะมีบัตรซิตี้รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ รูดจ่ายไปเลย สะสมพ้อยต์เอาไว้แลกรับส่วนลดค่าตั๋วการบินไทยทริปหน้า

อิ่มอร่อยฟินแล้ว เดินกลับไปที่ Tour Eiffel (ตูร์ค แอฟเฟล) หรือหอไอเฟล สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสและหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก หอคอยโครงสร้างเหล็กนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยบริษัทของ Gustave Eiffel เริ่มสร้างในปีค.ศ. 1887 แล้วเสร็จในอีก 2 ปีถัดมาเพื่อต้อนรับการจัดงาน Exposition Universelle of 1889

หอไอเฟลจัดเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเลิศที่ผสานความแข็งแกร่ง สง่างาม และความวิจิตรของความเป็นปารีสไว้ได้อย่างชาญฉลาด โดยแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศสทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หอคอยที่มีความสูง 324 เมตร เทียบเท่ากับตึก 81 ชั้น และมีบันไดถึง 1,665 ขั้นนี้สร้างด้วยเหล็กกล้าร่วม 10,000 ตัน โดยความสูงของหอไอเฟลนั้นสามารถยืดได้หดได้ตามสภาพอากาศในแต่ละวันด้วยความที่สร้างจากเหล็กจึงทำปฏิกิริยากับอุณหภูมิร้อนหนาวที่เข้ามากระทบ

ในระหว่างปีค.ศ. 1889-1930 หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างโครงสร้างเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลกก่อนถูกทำลายสถิติโดยตึก Chrysler ในนครนิวยอร์ค แต่หลังจากมีการต่อเติมเสาโทรคมนาคมที่ยอดหอคอยในปีค.ศ. 1957 ทำให้หอไอเฟลมีความสูงกว่าตึก Chrysler เล็กน้อย

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นลิฟท์หรือบันไดไปชมวิวกรุงปารีสได้ทุกวันตั้งแต่ 09.00 น. ถึงเที่ยงคืน

ค่าขึ้นลิฟท์สู่จุดสูงสุดสำหรับผู้ใหญ่อายุ 25 ขึ้นไป 25 ยูโร ลิฟท์ขึ้นชั้นที่ 2 ราคา 16 ยูโร บันไดขึ้นสู่ชั้นที่ 2 ราคา 10 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Eiffel Tower entrance fee

เดินผ่านสวน Champ de Mars ไปอีกด้านของหอไอเฟลเพื่อถ่ายรูปหอไอเฟลแบบสมมาตรจากบริเวณ Place Joffre

เดินกลับไปข้ามสะพาน Pont d’Iéna ไปอีกฝั่งแม่น้ำแซนขึ้นเนินไปยังพิพิธภัณฑ์ Palais de Chaillot (ปาเลส์ เดอ ชายล์โยต์) จากจุดนี้มองย้อนกลับไปจะเห็นหอไอเฟลแบบเต็มๆ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปหอไอเฟลจากจุดนี้กันมากๆ เลยครับ

ตอนมืดวันรุ่งขึ้นเรากลับมาถ่ายรูปหอไอเฟลจากจุดนี้อีกครั้งครับ

เดินทะลุอาคาร Palais de Chaillot แล้วเลี้ยวขวาเดินลงสถานีรถไฟใต้ดิน Trocadéro (โตรกาเดโร) นั่งรถไฟใต้ดินสาย 6 (สีเขียวอ่อน) มุ่งหน้าทาง Nation 8 สถานีไปที่สถานี Gare Montparnasse ออกจากสถานีก็จะถึง Tour Maine-Montparnasse (Maine-Montparnasse Tower) หรือ Tour Montparnass ตึกสูง 210 เมตรที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1973 นี้เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดของฝรั่งเศสจนถึงปีค.ศ. 2011

ขึ้นตึกมงต์ปาร์คนาสไปชมวิวทั่วกรุงปารีสได้ทุกวัน โดยระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. เปิดตั้งแต่ 09.30-23.30 น. วันที่ 1 ต.ค.-31 มี.ค. วันอาทิตย์-พฤหัสบดี 09.30-22.30 น., วันศุกร์ เสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิด 09.30-23.00 น.

ข้อมูลจาก www.tourmontparnasse56.com

ค่าขึ้นชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 15 ยูโร ถ้ามี Paris Visite travel pass จะได้ลด 25%

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Montparnasse Tower entrance fee

จากสถานี Gare Montparnasse นั่งรถไฟใต้ดินสาย 4 (สีม่วง) มุ่งหน้าทาง Porte de Clignancourt 14 สถานีกลับสถานีรถไฟ Gare du Nord ต่อรถไฟ RER หรือรถไฟใต้ดินได้หลายสายไปยังสถานีต่างๆ ทั่วปารีสสะดวกที่สุดครับ

ขอจัดโปรแกรมเที่ยวโซนใต้แม่น้ำ Seine ตามนี้ครับ แต่ช่วงที่เราไปท้องฟ้ามืดประมาณ 2 ทุ่ม จาก Palais de Chaillot ยังเหลือเวลาอีกเกือบ 4 ชั่วโมงกว่าจะมืด เราเลยยังไม่ไปตึก Tour Montparnasse ครับ แต่นั่งรถไฟใต้ดินสาย 6 (สีเขียวอ่อน) จากสถานี Trocadéro (เหนือแม่น้ำ) 3 สถานีไปสุดสายที่สถานี Charles de Gaulle Étoile แล้วเดินไป Arc de Triomphe de l’Étoile หรือประตูชัยฝรั่งเศสอีกครั้ง

จากนั้นนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีเหลือง) 6 สถานีไปที่สถานี Palais Royal Musée du Louvre แล้วเดินไปยังพิระมิดแห่งลูฟวร์เพื่อถ่ายภาพก่อนมืดและตอนเปิดไฟทองอร่ามแล้ว (เหมือนที่เขียนบอกตอนไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์วันแรกครับ)

มื้อเย็นวันนี้เราวางคิวไว้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนท้องถิ่นบอกว่าเจ๋งที่สุดในปารีสเพราะจัดอาหารฝรั่งเศสมาหลายมื้อแล้ว ร้านที่ว่านั้นมีชื่อว่า Aki ตั้งอยู่ที่ถนน Rue Sainte-Anne แถวนั้นเป็นดงอาหารเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลี ถ้าใครเบื่ออาหารฝรั่งก็มาหาร้านดีๆ ราคาไม่แพง รอบๆ ย่านนี้ได้นะครับ

จากสถานี Palais Royal Musée du Louvre เดินเข้าถนน Avenue de l’Opéra แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Rue Sainte-Anne (ระยะทางราว 400 เมตร)

ร้านอร่อย คนก็จะยืนต่อคิวนานหน่อยๆ แต่พออาหารเข้าปากแค่นั้นความเมื่อยล้าก็หายเกลี้ยงไปเลยจริงๆ โคตรอร่อยอ่ะ พูดเลย!

ปิดท้ายวันด้วยการขึ้นตึก Tour Montparnass ไปถ่ายรูปวิวพาโนรามาอีกมุมหนึ่งของปารีสยามค่ำคืน โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย 7 (สีชมพู) จากสถานี Pyraides ไปต่อสาย 4 (สีม่วง) ที่สถานี Châtelet ตรงไปยังสถานี Gare Montparnasse เหมือนแผนที่เขียนบอกไว้ก่อนหน้าครับ

วันที่ 3 ไปพระราชวัง Versailles

Château de Versailles (ชาโต เดอ แวร์ซายส์) หรือพระราชวังแวร์ซายส์อยู่ในโซน 4 ของปารีส การเดินทางจากเขตเมืองชั้นในควรซื้อตั๋ววัน Mobilis แบบ 1 วัน โซน 1-4 ราคา 12.40 ยูโร เพื่อใช้โดยสารรถสาธารณะประเภทต่างๆ ในตัวเมืองและเขตชานเมืองปารีสด้วย

วิธีการเดินทางไปที่ง่ายที่สุดคือนั่งรถไฟ RER สาย C (สีเหลือง) จากสถานี Saint-Michel Notre-Dame หรือจะขึ้นจากสถานีอื่น เช่น Gare d’Austerlitz, Musée d’Orsay ก็ได้ นั่งรถไฟไปทางทิศตะวันตกไปสุดทางที่สถานี Gare de Versailles Château – Rive Gauche ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้พระราชวังแวร์ซายส์มากที่สุด

(จากสถานีรถไฟ Saint-Michel Notre-Dame ถึง Gare de Versailles Château – Rive Gauche ใช้เวลาประมาณ 35 นาที)

ออกจากสถานีรถไฟ เดินไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกถนน Rue de Paris ก็จะเห็น Grille d’Honneur (Gate of Honour) ประตูทางเข้าหลักของพระราชวังแวร์ซายส์ (ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร)

Château de Versailles (Palace of Versailles) พระราชวังแวร์ซายส์สร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยใช้คนงานก่อสร้างราว 35,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 31 ปี

อาณาเขตของแวร์ซายส์ 11.1 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่อาคาร 110,000 ตารางเมตร นอกนั้นเป็นอุทยานและสวน อาคารพระราชวังประกอบด้วยตำหนักเอกและตำหนักเหนือ-ใต้ แบ่งเป็นห้องต่างๆ ประมาณ 500 ห้อง แต่ละห้องวิจิตรพิสดาร มีทั้งรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพสีน้ำมัน และโบราณวัตถุล้ำค่าต่างๆ หลากหลาย ห้องที่มีลักษณะพิเศษคือห้องกระจกซึ่งเป็นท้องพระโรงเก่า บนเพดานเป็นภาพเขียนสีน้ำมันขนาดยักษ์

แวร์ซายส์ใช้หินอ่อนก่อสร้างถึง 60 ชนิด ใช้ทองคำหลายสีหลายชนิดเพราะเป็นทองคำที่ขุดมาจากหลายหลุมแต่ละหลุมมีสีแตกต่างกัน มีการคำนวณกันว่า “ทุกๆ 10 ฟรังก์ที่เก็บภาษีมาจากประชาชนฝรั่งเศส 6 ฟรังก์จะจมหายไปกับความสุรุ่ยสุร่ายในแวร์ซายส์”

หลังจากมีการปฏิวัติฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซายส์ถูกหลงลืมไปเป็นเวลานานทำให้ทรุดโทรมลงอย่างมาก เครื่องตกแต่งถูกขนย้ายกระจัดกระจาย ต่อมามีการบูรณะขึ้นใหม่โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากอัครมหาเศรษฐี จอห์น ดิ ร็อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์ และบุตรชาย

พระราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และวันที่ 1 ม.ค., 1 พ.ค., 25 ธ.ค. ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-31 ต.ค. เปิด 09.00-18.30 น. ปิดขายตั๋ว 17.50 น.

อ่านข้อมูลวันเวลาเปิด-ปิดและวิธีการเดินทางไปได้ที่ visit Palace of Versailles

ค่าเข้าชมมีหลายแบบ เช่น Passport ราคา 20 ยูโร ส่วนแบบ Palace Ticket ราคา 18 ยูโร ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าชมฟรี

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Palace of Versailles entrance fee

ถ้าจะเข้าชมแค่สวน ในเว็บไซต์บอกว่าเข้าฟรีทุกวันตั้งแต่ 07.00-20.30 น. ส่วนช่วงวันที่ 1 พ.ย.-31 มี.ค. เปิด 08.00-18.00 น. แต่ถ้าจำไม่ผิดจะต้องเสียค่าเข้าสวน 8.50 ยูโรนะครับ

เดินลงไปยังน้ำพุ Bassin de Latone และสวนด้านล่าง แล้วเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ Gare de Versailles Château – Rive Gauche

บ่าย นั่งรถไฟ RER สาย C เหมือนเดิมกลับเข้าตัวเมืองปารีส โดยจะเลือกลงที่สถานีใดก็แล้วแต่ว่าต้องการไปที่ไหนต่อ ถ้าต้องการไปจุดกลางเมืองก็ลงที่สถานีรถไฟ Saint-Michel Notre-Dame แล้วเดินผ่าน Île de la Cité ไปยัง Place du Châtelet ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมไปยังจุดต่างๆ ของปารีส

photo credit: metromap.fr

หรือจะไปเดินเล่นในย่านฮิปอย่าง Saint-Germain-des-Prés ที่มีคาเฟ่ดังหลายแห่ง และแวะไปชิมมาการอง ขนมเค้ก และขนมอบนานาชนิด ที่ร้านเบเกอรี่โคตรดังอย่าง Pierre Hermé ก็ตามใจชอบครับ (พิกัดห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Saint-Sulpice ราว 200 เมตร)

วันเดินทางกลับไทย

วิธีการเดินทางไปสนามบิน Aéroport de Paris-Charles-de-Gaulle (Paris Charles de Gaulle Airport) ซึ่งอยู่ในโซน 5 ที่สะดวกรวดเร็วที่สุดคือใช้รถไฟ RER สาย B (สีน้ำเงิน) จากสถานีรถไฟกลางเมืองได้หลายสถานี เช่น Gare du Nord, Châtelet, Saint-Michel Notre-Dame ตั๋วรถไฟราคาเที่ยวละ 10.30 ยูโร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

อ่านข้อมูลวิธีการเดินทางและค่ารถไปสนามบินต่างๆ ได้ที่ Train and Bus to Charles de Gaulle Airport

ไฟลท์ TG 931 ของสายการบินไทยจะออกเดินทางในเวลา 13.40 น. เราไปถึงสนามบินชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ล่วงหน้าเกือบ 3 ชั่วโมงเผื่อเวลาไว้ทำ Tax Refund ขอภาษีจากข้าวของต่างๆ ที่ช้อปมาคืนครับ

งานนี้ต้องขอบคุณตัวช่วยชั้นยอดอย่างบัตรซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ มาสเตอร์การ์ด ที่ทำให้ทริปนี้ไม่ต้องพกเงินสดไปเยอะซึ่งอาจไม่ปลอดภัยนัก ร้านค้าส่วนใหญ่รูดบัตรจ่ายได้ สะดวกและง่ายสำหรับคนเดินทางบ่อยๆ อย่างเรา เข้าเลาจน์ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้แบบฟรีๆ มีเกียรติ แถมยังสะสมไมล์ได้เร็วเอาไว้แลกตั๋วการบินไทยหรือได้ส่วนลด ช่วยประหยัดงบเที่ยวเองได้อีกด้วย เรียกว่าบัตรเดียวจบครบทุกเรื่องการเดินทางจริงๆ ครับ 🙂

นั่งดูหนัง สลับกินและงีบหลับ 11 ชั่วโมงเศษก็กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 05.55 น. ของเช้าวันรุ่งขึ้นโดยสวัสดิภาพครับ 😀

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต