นั่งรถบัส + ขับรถ เที่ยวเอง 6 เมืองรอบเกาะ “IRELAND” สัมผัสวิถีแบบไอริชและใกล้ชิดธรรมชาติริมชายฝั่ง

เที่ยวเอง รีวิว ดับลิน กัลเวย์ คอร์ก คินเซล ค็อบ ไอร์แลนด์ review dublin galway cliffs of moher cork kinsale cobh ireland

ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีชื่อ “ไอร์แลนด์” อยู่ในลิสต์เที่ยวเลย

ไอร์แลนด์คือประเทศที่ 52 ในยุโรปที่เรามาเที่ยวเอง (นับรวมดินแดนกึ่งอิสระด้วย)
เหตุผลที่ประเทศนี้อยู่ในลิสต์เที่ยวอันดับท้ายๆ ของเราก็เพราะเรื่องวีซ่าครับ คนที่จะมาเที่ยวไอร์แลนด์จะต้องขอวีซ่า Ireland ซึ่งค่อนข้างยากและใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ไม่สามารถใช้วีซ่าเชงเก้นเข้าได้ แต่! ใช้วีซ่าท่องเที่ยว United Kingdom หรือวีซ่าอังกฤษนี่แหละเข้าได้ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ว่าจะต้องผ่านตม. ของอังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์ หรือไอร์แลนด์เหนือ ก่อนเดินทางเข้าไอร์แลนด์ แค่นี้เองครับ

อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.inis.gov.ie/irish short stay visa waiver programme และ www.inis.gov.ie/visa waiver programme oct 2016.pdf

เมื่อรู้แบบนี้แล้วเราจึงไม่พลาดที่จะมาเยือนไอร์แลนด์สักที โดยจัดทริปเที่ยวอังกฤษ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือก่อน แล้วค่อยเดินทางเข้าไอร์แลนด์ทางบกตามแผนที่ของทริปนี้

อ่านรีวิว อังกฤษ สก็อตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ ได้ตาม link ข้างล่างนี้
เที่ยวเองไกด์ England, UK ตอนที่ 1 “London” 20 ชั่วโมงเที่ยวเมืองหลวงแดนผู้ดีอังกฤษ
เที่ยวเองไกด์ England, UK ตอนที่ 2 “Bibury – Castle Combe” ไม่เช่ารถขับก็เที่ยวหมู่บ้านสุดน่ารักใน Cotswolds ได้
เที่ยวเองไกด์ Scotland, UK ตอน “Edinburgh” มนต์ขลังแห่งดินแดนสก็อต
เที่ยวเองไกด์ Northern Ireland, UK “ไอร์แลนด์เหนือ” มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง

Ireland (Éire) เป็นประเทศเกาะแต่มีดินแดนตอนเหนือเป็นอาณาเขตของไอร์แลนด์เหนือซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ United Kingdom ดังนั้นวิธีการเดินทางมาไอร์แลนด์จากประเทศไทยจึงมี 3 วิธีหลักๆ คือ

  • เครื่องบินจากเมืองหลักในยุโรปและตะวันออกกลางไปลงที่ Dublin Airport (DUB)
  • เรือเฟอร์รีจากท่าเรือเมือง Bootle ใกล้เมือง Liverpool ของอังกฤษ, เมือง Douglas ของ Isle of Man เกาะใหญ่ในทะเลไอริช, เมือง Holyhead ของเวลส์ และเมือง Cherbourg-Octeville ของฝรั่งเศส ไปยังกรุง Dublin หรือไปท่าเรือ Rosslare Harbour ทางใต้ของดับลินจากท่าเรือ Fishguard และ Pembroke ของเวลส์ เป็นต้น
  • รถบัสจากกรุง Belfast ของไอร์แลนด์เหนือ
photo credit: www.discoveringireland.com

ไป Dublin

จากรุง Belfast ของไอร์แลนด์เหนือ เรานั่งรถบัสของ Dublin Coach ลงใต้ไปยังกรุง Dublin เมืองหลวงของประเทศไอร์แลนด์

photo credit: en.wikipedia.org

เส้นทาง Belfast – Dublin มีรถบัสหลายบริษัทออกจากสถานีรถบัส Belfast Glengall Street ด้านข้างสถานีรถบัส Belfast Europabus Centre และ Grand Opera House ตลอดทั้งวัน ซื้อตั๋วในสถานีรถบัสได้เลย

แต่รถบัสของ Dublin Coach ซื้อตั๋วจากคนขับรถเลย ตั๋วรถบัสราคาเที่ยวละ 8 GBP หรือ 10 EUR

เช็คตารางเวลาและค่าตั๋วรถบัสได้ที่ Dublin Coach

เราขึ้นรถบัสรอบ 12.35 น. นั่งยาวรวดเดียว ไม่ต้องผ่านด่านตม. 1 ชั่วโมง 50 นาทีก็ถึงป้าย Custom House Quay ริมแม่น้ำ Liffey หน้าอาคาร Custom House

สถานีรถบัสกลาง BusÁras อยู่ด้านหลังอาคาร Custom House

photo credit: www.darkstreamstudios.com

เดินตามถนนเลียบแม่น้ำลอดใต้สะพานรถไฟไปไม่ไกลก็ถึงเชิงสะพานข้ามแม่น้ำชื่อ Rosie Hackett Bridge เลี้ยวขวาเดินตามถนน Marlborough อีกราว 300 เมตรก็เห็น St Mary’s Pro Cathedral เลยไปหน่อยคือที่พักแบบ Airbnb ของเราที่ใช้ชื่อว่า Entire Cozy 1- Bedroom Flat!!

หาและจองที่พักใน Ireland ได้ที่ www.airbnb.com

โรงแรมใน Dublin แพงมาก ห้องเล็กๆ คืนนึง 150 ยูโรขึ้นไปทั้งนั้นถ้าอยู่ในบริเวณศูนย์กลางเมือง ที่พักใกล้ๆ อาคาร Custom House ก็มีไม่เยอะ แต่มี Airbnb ทำเลดีอยู่ 2 แห่ง เดินจากป้ายรถบัสไม่ไกลและเดินเข้าใจกลางเมืองนิดเดียวเอง แต่ห้องไม่ได้กว้างทั้งคู่ สภาพโอเค พักแค่คืนเดียวไม่ซีเรียสครับ

เที่ยว Dublin

Duibhlinn (Dublin) หรือ Baile Átha Cliath ซึ่งมีความหมายว่า “town of the hurdled ford” คือเมืองหลวงและเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไอร์แลนด์

กรุงดับลินเป็นเมืองสำหรับอยู่อาศัยและทำงานมากกว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยว สถานที่ส่วนใหญ่เป็นอาคารราชการและโบสถ์ แต่เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่คนมาดับลินควรได้สัมผัสคือชีวิตยามค่ำคืนของชาวไอริชและนั่งดื่มเบียร์ Guinness ในไอริชผับชื่อดังที่มีหลายแห่งในเมือง เพราะฉะนั้นจึงควรค้างที่นี่อย่างน้อย 1 คืนครับ

photo credit: www.lahistoriaconmapas.com

ออกจากที่พัก เดินตาม Marlborough Street กลับไปที่ริมแม่น้ำ Liffey ตรงข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปถ่ายรูป Teach an Chustaim (Custom House) จากอีกฝั่งแม่น้ำก่อนเลย

อาคารขนาดมหึมาสไตล์นีโอคลาสสิกในศตวรรษที่ 18 นี้ตั้งอยู่ที่ Dublin quays (Custom House Quay) ปัจจุบันคือ An Roinn Comhshaoil, Pobail agus Rialtais Áitiúil (The Department of the Environment, Community and Local Government)

เดินกลับไปข้ามสะพาน Rosie Hackett ลงสะพานเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็เห็น O’Connell Monument

เลี้ยวขวาเข้า O’Connell Street (Sráid Uí Chonaill) ถนนสายหลักของกรุงดับลิน แป๊บเดียวก็เห็นรูปปั้นของ Jim Larkin อยู่หน้าอาคาร Ard-Oifig an Phoist หรือ General Post Office (GPO) ไปรษณีย์กลางของไอร์แลนด์คือหนึ่งในอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศมีอายุเกือบ 200 ปี และ An Túr Solais (The Spire) หรือ Monument of Light อนุสาวรีย์สเตนเลสรูปทรงเข็มขนาดใหญ่มีความสูงถึง 121.2 เมตร ออกแบบโดยบริษัท Ian Ritchie Architects ของอังกฤษ

ที่ถนนทางขวาของ The Spire มีรูปปั้น James Joyce นักเขียนนวนิยายคนดังชาวไอริชที่เกิดที่เมืองดับลิน

เดินกลับไปที่ O’Connell Monument ตรงข้าม Droichead Uí Chonaill (O’Connell Bridge) สะพานข้ามแม่น้ำ Liffey ไปยังฝั่งใต้ของกรุงดับลิน

ตรงเข้าถนนทางขวามือชื่อ Westmoreland Street ประมาณ 300 เมตร ผ่าน Banc na hÉireann (Bank of Ireland) แยกซ้ายไปก็ถึงทางเข้า Coláiste na Tríonóide (Trinity College) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า College of the Holy and Undivided Trinity of Queen Elizabeth near Dublin

วิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1592 เป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยสมัยใหม่โดยอาศัยมหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge เป็นแม่แบบ

เดินเข้ารั้วประตูของวิทยาลัยทะลุอาคาร Regent House ไปยัง Parliament Square จุดศูนย์กลางของวิทยาลัย

เดินกลับออกประตูเดิมไปที่ถนน Westmoreland เลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปเข้า Sráid Grafton (Grafton Street) ถนนช้อปปิ้งสำคัญกลางเมืองดับลิน

ก่อนเข้าถนน Grafton ถ้าเลี้ยวขวาเดินตาม Suffolk Street นิดเดียวก็จะถึง St Andrew’s Church โบสถ์ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเมือง

แต่เรามีเวลาอีกเยอะกว่าจะมืดแล้วไปย่านไอริชผับ เลยเดินเข้าถนน Grafton ตรงไปอีกราว 400 เมตรก็เห็น Fusiliers’ Arch ประตูชัยไอร์แลนด์ที่ด้านหน้าทางเข้า St Stephen’s Green park

เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน St Stephen’s Green แล้วเลี้ยวซ้ายเข้า Kildare Street (Sráid Chill Dara) ที่ติดป้ายว่า Trinity Ward ระยะทางราว 500 เมตรก็ถึง National Library of Ireland และ Ard-Mhúsaem na hÉireann (National Museum of Ireland) พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไอร์แลนด์ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1877

เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าประตูไปยัง Teach Laighean (Leinster House) คือ seat of the Oireachtas หรืออาคารรัฐสภาแห่งชาติไอร์แลนด์ ซึ่งในอดีตเคยเป็นวังของ Dukes of Leinster

เดินผ่านหอสมุดแห่งชาติไปราว 200 เมตร เลี้ยวขวาที่สามแยกเข้า Leinster Street South ตรงเข้า Clare Street เดินผ่านด้านข้าง National Gallery of Ireland ตรงต่อไปยังสวน Cearnóg Mhuirfean (Merrion Square) เดินเข้าสวนไปถ่ายรูปกับรูปปั้นของ Oscar Wilde นักเขียนบทละครชื่อดังชาวไอริช

เยื้องทางเข้าสวนคือด้านหน้าของ Gailearaí Náisiúnta na hÉireann (National Gallery of Ireland) สถานที่เก็บรวบรวมภาพเขียนชิ้นสำคัญๆ ของไอร์แลนด์ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี

เดินกลับทางเดิมผ่านด้านข้าง National Gallery of Ireland ตรงตาม Clare Street, Leinster Street South และ Nassau Street ประมาณ 500 เมตรก็วนกลับมาที่ต้นถนน Grafton ที่เมื่อกี๊เราเดินตรงไปประตูชัย ตรงเข้า Suffolk Street นิดเดียวก็ถึง St Andrew’s Church (Church of Ireland) ที่หน้าโบสถ์มีรูปปั้นของ Molly Malone หรือที่รู้จักกันในนาม “Cockles and Mussels” หรือ “In Dublin’s Fair City” อีกหนึ่งรูปปั้นสัญลักษณ์ของดับลิน

เดินผ่านโบสถ์แล้วเลี้ยวขวาเข้า Trinity Street (Sráid na Tríonóide) ตรงไปเลี้ยวซ้ายที่ถนนใหญ่ เดินตาม Dame Street ประมาณ 350 เมตรก็ถึง Halla na Cathrach (City Hall) อาคารที่ว่าการเมืองดับลินที่สร้างขึ้นในระหว่างปีค.ศ. 1769-1779 เดิมเคยเป็น Royal Exchange ของประเทศมาก่อน

เลี้ยวซ้ายเดินไปยังทางเข้า Caisleán Bhaile Átha Cliath (Dublin Castle) ปราสาทดับลินสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1204 มีพื้นที่กว่า 44,000 ตารางเมตร โดยในศตวรรษที่ 18 เป็นที่ประทับของพระเจ้าจอห์นซึ่งเป็นท่านลอร์ดคนแรกของไอร์แลนด์ ปัจจุบันเป็นศูนย์ราชการของประเทศ

ภายในและรอบๆ บริเวณประกอบด้วยอาคารหลายหลัง เช่น Bedford Hal, Chapel Royal, Chester Beatty Library State Apartments และส่วนต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวัน 09.45-17.45 น. ยกเว้นวันที่ 25-27 ธ.ค. และ 1 ม.ค. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 8 ยูโร, ค่าไกด์ทัวร์ 60 นาทีสำหรับผู้ใหญ่ราคา 12 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Dublin Castle

นั่งรถเมล์ Dublin Bus สาย 49, 56a และ 77a มาได้
ข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมที่ www.dublincastle.ie

ออกประตูเดิมแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตาม Castle Street ราว 200 เมตร ก็เห็น Christ Church Cathedral (Cathedral of the Holy Trinity) มหาวิหาร Anglican เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1028

ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 7 ยูโร

เช็คเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Christ Church Cathedral opening hours
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ visit Christ Church Cathedral

ด้านหลังโบสถ์ Christ Church เป็นที่ตั้งของ Dublinia พิพิธภัณฑ์นันทนาการที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยุคไวกิ้งและยุคกลางของดับลิน

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ในเดือนมี.ค.-ก.ย. 10.00-18.30 น., เดือนต.ค.-ก.พ. 10.00-17.30 น. ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 10 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ visit Dublinia

เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกใหญ่ตรงรูปปั้น Millennium Child เดินตาม Nicholas Street ตรงไปราว 400 เมตรก็ถึง Árd Eaglais Naomh Pádraig (St. Patrick’s Cathedral) หรือที่รู้จักกันในนาม The National Cathedral and Collegiate Church of Saint Patrick มหาวิหารขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศแห่งนี้สร้างในสไตล์โกธิคเมื่อปีค.ศ. 1191 โดยอาร์ชบิชช็อปแห่งดับลินที่บริเวณ St. Patrick’s Park เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญ Patrick โดยมียอดหอคอยสูงถึง 43 เมตร โบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดพิธีศพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะปูชนียบุคคลทางการเมือง

สามารถเข้าชมภายในมหาวิหารได้ในช่วงเดือนมี.ค.-ต.ค. วันจันทร์-ศุกร์ 09.30-17.00 น., วันเสาร์ 09.00-18.00 น., วันอาทิตย์แบ่งเวลาเปิดเป็น 3 ช่วง เดือนพ.ย.-ก.พ. วันจันทร์-ศุกร์เปิด 09.30-17.00 น., วันเสาร์ 09.00-17.00 น., วันอาทิตย์แบ่งเวลาเปิดเป็น 2 ช่วง ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 8 ยูโร

เช็คเวลาเปิด-ปิดและค่าเข้าชมได้ที่ visit St. Patrick’s Cathedral

เดินกลับทางเดิมไปที่ Dublinia ตรงลอดใต้สะพานเชื่อมอาคารไปทางแม่น้ำ Liffey ประมาณ 250 เมตร ถ่ายรูปจากสะพาน O’Donovan Rossa ไปยัง Na Ceithre Cúirteanna (The Four Courts) อาคารศาลยุติธรรมกลางของไอร์แลนด์ตั้งอยู่ที่บริเวณ Inns Quay ประกอบด้วย Supreme Court, High Court และ Dublin Circuit Court
แต่ตอนนี้ซ่อมแซมโดมของอาคารอยู่ครับ

ไม่ต้องข้ามสะพาน เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Merchant’s Quay เลียบริมแม่น้ำไปเลี้ยวซ้ายที่เชิงสะพาน ทางขวามือไปยัง The Brazen Head ผับที่เก่าแก่ที่สุดของไอร์แลนด์ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1198

เข้าไปดูบรรยากาศความคึกคักของชาวไอริชที่มานั่งดื่มเบียร์คุยกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกเลย

เดินกลับทางเดิมเลียบแม่น้ำตรงไปจนถึงสะพานคนเดิน Millennium Bridge เลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกแรกเข้า Essex Street East ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านไอติม คาเฟ่ ผับ บาร์ เดินอีกนิดก็ถึงร้าน Barra an Teampaill (The Temple Bar) ผับชื่อดังอีกแห่งของกรุงดับลิน

จะสามทุ่มแล้วยังไม่มืดเลย เดินลัดซอยซ้ายมือออกไปที่แม่น้ำเพื่อถ่ายยรูป Droichead na Leathphingine (Droichead na Life) หรือ Ha’penny Bridge หรือชื่อทางการคือ Liffey Bridge สะพานเหล็กแห่งแรกของประเทศสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1816 สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำ Liffey นี้มีความยาว 43 เมตร ตรงโค้งสะพานกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองและเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองที่ผู้คนนิยมมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

เดินหาร้านที่มีถ่ายทอดสดฟุตบอลแถวนี้ รับประทานมื้อค่ำที่ The Lotts Cafe Bar สั่ง Pork Chops จานละ 12 EUR และเบียร์ Guinness แก้วละ 5.30 EUR มาดื่มไปดูบอลไป มื้อนี้แชร์กันจ่าย 2 คน 35 EUR ครับ

ค่าครองชีพโดยรวมของไอร์แลนด์ถือว่าอยู่ในกลุ่มแพงมากในยุโรป ส่วนตัวรู้สึกว่าถูกกว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียเล็กน้อยและน่าจะสูงกว่าอังกฤษนิดหน่อยด้วย อาหารในร้านดีๆ เมนูจานหลักราคา 12-25 ยูโร ควรแพลนเงินค่าอาหารมื้อละ 15 ยูโรเป็นอย่างน้อยครับ

ใช้ชีวิตกลางคืนแถว Temple Bar ที่ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก

เดินข้าม Ha’penny Bridge เลี้ยวขวาเดินเลียบแม่น้ำอีกราว 300 เมตร ผ่าน O’Connell Monument ตรงต่อไปเลี้ยวซ้ายเข้า Marlborough Street เดินกลับที่พัก

ค้างคืนที่ Dublin 1 คืน

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางมา Dublin โดยเครื่องบิน

สนามบินนานาชาติกรุงดับลินคือ Aerfort Bhaile Átha Cliath (Dublin Airport) ตัวย่อคือ DUB ตั้งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากศูนย์กลางเมืองประมาณ 11 กิโลเมตร

เดินทางเข้าศูนย์กลางเมืองโดย

  • รถเมล์ Airlink Express สาย 747 ไปที่สถานีรถบัสกลาง BusÁras ใช้เวลา 30 นาที, O’Connell Street (Sráid Uí Chonaill) ใช้เวลา 40 นาที และสถานีรถไฟ Heuston ใช้เวลา 60 นาที / Airlink Express สาย 757 ไปที่ Custom House Quay และ O’Connell Bridge ตั๋ว Airlink Single สำหรับผู้ใหญ่ราคา 7 ยูโร (ซื้อออนไลน์ 6 ยูโร), ตั๋ว Airlink Return ราคา 12 ยูโร (ซื้อออนไลน์ 11 ยูโร) ซื้อจากคนขับรถได้

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Airlink Express
เช็คแผนที่รถเมล์ได้ที่ Dublin Bus map

  • aircoach สาย 700 ไปที่ O’Connell Street (Gresham Hotel) ใช้เวลา 25 นาที, Coláiste na Tríonóide (Trinity College) / Grafton Street ใช้เวลา 30 นาที

ตั๋วรถโค้ชสำหรับผู้ใหญ่อายุ 13 ปีขึ้นไป ราคาเที่ยวละ 7 ยูโร (ซื้อออนไลน์ 6 ยูโร) ตั๋วไป-กลับสำหรับผู้ใหญ่ราคา 12 ยูโร (ซื้อออนไลน์ 11.50 ยูโร)

เช็คเส้นทางรถโค้ชและตารางเวลาได้ที่ aircoach route & timetable
อัพเดทค่าตั๋วได้ที่ aircoach fare

กรุงดับลินมีสถานีรถไฟหลัก 2 สถานี

  1. Connolly คือสถานีรถไฟสำหรับเดินทางไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ชายฝั่งตะวันออก ไปเมือง Sligo (Sligeach) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และไปกรุง Belfast เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ สถานีนี้อยู่ห่างจากสถานีรถบัสกลาง BusÁras 300 เมตร
  2. Stáisiún Iarnróid Heuston (Heuston) คือสถานีรถไฟสำหรับเดินทางไปภาคตะวันตกและใต้ของประเทศ เช่น Galway, Cork

การรถไฟไอร์แลนด์คือ Iarnród Éireann หรือ Irish Rail
ค้นหาตารางเวลารถไฟได้ที่ www.irishrail.ie

รถเมล์ในเมืองคือ Dublin Bus
ค่าตั๋วระยะสั้น Stage 1-3 คือ City Centre Zone (Parnell Square, O’Connell Street, the Quays and the IFSC to Merrion Square, St. Stephen’s Green, South. Great Georges Street and Parliament Street) ราคา 2.15 ยูโร (จ่ายเป็นเงินสด) ทุกสาย ยกเว้น Nitelink, Airlink, Xpresso services, flat fare services, Ferry services

อัพเดทค่าโดยสารได้ที่ Dublin Bus fares

ถ้าใช้บัตรเติมเงิน Leap Card จ่ายค่าตั๋ว Stage 1-3 ราคา 1.55 ยูโร

รายละเอียด Leap Card เพิ่มเติมที่ Dublin Bus Leap Card เลือก Fares และ Visitor Leap Card 1 วัน (24 ชั่วโมง) ราคา 10 ยูโร

วันที่ 2 ในไอร์แลนด์

ไป Galway

photo credit: stepmap.com

ตอนแรกเรากะจะเช่ารถขับตั้งแต่ Dublin ไปเลย แต่เช็คราคาค่าเช่าแล้วแพงกว่าค่ารถบัส Dublin – Galway 2 คนรวมกัน แถมยังมีค่าน้ำมันและประกันที่คิดตามจำนวนวันอีกด้วย เราวางแผนจะไปคืนรถที่ Rosslare Harbour แล้วนั่งเรือข้ามทะเลไปเมือง Fishguard ของเวลส์ จึงต้องเลือกเช่ารถของ Budget Car Rental เจ้าเดียว แต่สถานที่รับรถของบริษัทอยู่ไกลออกไปชานเมืองหรือไปรับรถที่ Dublin Airport เลย สรุปเราเลือกใช้รถบัสซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าเยอะครับ

ออกจากที่พัก เดินตาม Marlborough Street ไปที่แม่น้ำ Liffey ตรงข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ป้ายรถบัส Dublin City South, Burgh Quay ฝั่งหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ

เราเลือกขึ้นรถบัสของ Gobus รอบ 10.15 น. (ตั้งแต่ 09.15-20.15 น. มีรถบัสทุก 1 ชั่วโมง) ซื้อตั๋วจากคนขับรถได้เลย ค่ารถคนละ 15 EUR ถ้าซื้อออนไลน์ล่วงหน้าราคา 13 EUR

เช็คตารางเวลาและซื้อตั๋วรถบัสได้ที่ www.gobus.ie

หรือจะขึ้นรถไฟไปก็ได้ ใช้เวลาเดินทางพอๆ กัน แต่ตั๋วรถไฟแพงกว่ารถบัสประมาณ 5 EUR
ค้นหาตารางเวลารถไฟได้ที่ www.irishrail.ie

12.45 น. เดินทางถึงสถานีรถบัส Áras Cóistí (New Coach Station) เมือง Galway ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง

ออกจากอาคารสถานีรถบัส เดินผ่านอาคาร Discover Ireland Centre ที่หัวมุมถนน แค่ 200 เมตรก็ถึง Eyre Square บาร์ตรงมุมจัตุรัสมีที่พักชื่อ Garveys Inn – Eyre Square ด้วย

ห้องไม่กว้างแต่มีห้องน้ำในตัว ราคาไม่ถือว่าถูกเป็นไปตามค่าครองชีพมาตรฐานของไอร์แลนด์ครับ ห้องพักคืนนี้ราคา 85 ยูโร ไม่รวมอาหารเช้า

บ่าย เดินเที่ยว Galway

Gaillimh หรือ Galway คือเมืองใหญ่อันดับที่ 6 ของไอร์แลนด์ตั้งอยู่ริมอ่าว Galway ทางตะวันตกของประเทศ กัลเวย์กำลังจะได้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปีค.ศ. 2020

ที่มุมจัตุรัสเป็นที่ตั้งของ Hotel Meyrick โรงแรมเก่าแก่ที่สุดของเมืองที่ยังเปิดให้บริการอยู่

ด้านหลังโรงแรมคือสถานีรถไฟ Galway (Ceannt)

เดินทแยงมุมลัด An Fhaiche Mhór (Eyre Square) หรือ John F. Kennedy Memorial Park จัตุรัสใจกลางเมืองไปทางประติมากรรมโครงเหล็ก

เลี้ยวซ้ายเข้า Williamsgate Street ตรงไปราว 200 เมตรก็ถึง Lynch’s Castle บ้านเก่าในยุคกลางบน Shop Street ตอนนี้กลายเป็นสาขาหนึ่งของ Allied Irish Banks (AIB Bank)

ตรงไปไม่ไกลก็ถึงจุดถ่ายรูปมุมหลักของเมืองที่ต้นถนน High

ยังไม่เดินเข้า High Street แต่เดินไปทาง St. Nicholas’ Collegiate Church โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1320 เพื่ออุทิศแด่ Saint Nicholas of Myra คือโบสถ์ยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดของไอร์แลนด์ซึ่งยังใช้งานมาจนทุกวันนี้

เลี้ยวขวาเดินผ่านหน้าโบสถ์ไปเลี้ยวซ้ายที่สามแยก เดินตรงไปข้ามสะพานข้าม Abhainn na Gaillimhe หรือแม่น้ำ Corrib ไปยัง Ard-Eaglais Mhaighdean na Deastógála agus Naomh Nioclás (Cathedral of Our Lady Assumed into Heaven and St Nicholas) หรือ Galway Cathedral

โบสถ์โรมันคาทอลิกที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1965 เพื่ออุทิศแด่ Our Lady Assumed into Heaven และ St. Nicholas สถาปัตยกรรมของแต่ละส่วนของวิหารออกแบบโดยใช้แนวคิด Eclecticism หรือคตินิยมสรรผสาน เช่น โดมสไตล์เรอเนสซองส์ประยุกต์ ทางเดินเข้าประตูวิหารแบบโรมาเนสก์ประยุกต์ ซึ่งโดดเด่นแตกต่างจากโบสถ์ทั่วไปในไอร์แลนด์

ลงสะพานเดินไปทางขวา ข้ามสะพานข้ามคลอง 2 สะพาน เดินเลยทางเข้า OÉ Gaillimh (NUI Galway) แรกไปก่อนแล้วค่อยเลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณของ National University of Ireland Galway

มหาวิทยาลัยกัลเวย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1845 เป็น 1 ใน 3 วิทยาลัยของ Queen’s University of Ireland ในบริเวณออกแบบที่เรียกว่า quadrangle คือตรงกลางเป็นสนามหญ้าที่มีอาคารล้อมรอบทุกด้าน

เดินกลับทางเดิมไปที่ต้นถนน High

ตรงเข้า High Street ถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารตลอดสองข้างทาง ต่อเข้า Quay Street ออกไปที่ริมแม่น้ำ

เลี้ยวซ้ายเดินอีกไม่ไกลก็เห็น An Póirse (Spanish Arch) และ An Póirse Caoċ (Caoċ Arch) ประตูกำแพงเมืองโบราณที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1584 เพื่อป้องกันท่าเรือของเมืองที่บริเวณปากแม่น้ำ Corrib หน้า Músaem Cathrach na Gaillimhe (Galway City Museum)

เดินลอดประตูกำแพงเมืองไปเดินเล่นชิลล์ๆ ที่บริเวณ The Long Walk ตรงปากแม่น้ำ Corrib

เดินกลับไปที่ Quay Street หาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นและใช้ชีวิตกลางคืนสไตล์ไอริชแถว High Street ก่อนกลับที่พัก

ค้างคืนที่ Galway

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติม

ห่างจากเมือง Galway ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 78 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ Mainistir na Coille Móire (Kylemore Abbey) สำนักบวชสถาปัตยกรรมสไตล์วิคตอเรียนริมทะเลสาบ Pollacapall Lough (Kylemore Lough)

วิธีการเดินทางไปโดยรถสาธารณะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ จาก Galway ต้องนั่งรถบัสของ Citylink ไปลงที่หมู่บ้าน Letterfrack แล้วเดินหรือนั่งแท็กซี่อีก 4.3 กม. รถบัสออกจากสถานีรถบัส Áras Cóistí (New Coach Station) เวลา 08.30 น. ถึงป้าย Letterfrack, The Country Shop 10.20 น. คันต่อไปที่จอดป้ายนี้คือ 16.00 น. และ 17.30 น. เลย ตั๋วรถบัสราคาเที่ยวละ 11.50 EUR ถ้าซื้อออนไลน์ลดเหลือ 10.35 EUR

เช็คตารางเวลารถบัสได้ที่ www.citylink.ie

วิธีการที่ดีที่สุดถ้าไม่เช่ารถขับ (ค่าเช่า 1 วัน 60-80 EUR ไม่รวมน้ำมันและค่าประกันต่างๆ) คือ ซื้อ Day Tour ซึ่งมีให้เลือก 3 บริษัท ได้แก่ Lally Tours, Galway Tour Company, Wild Atlantic Way ทัวร์เริ่ม 10 โมงเช้า (เจ้าสุดท้ายออก 9 โมงครึ่ง) แวะให้เที่ยวจุดอื่นๆ ระหว่างทางด้วย เช่น Leenane, Killary Fjord, An Spidéal กลับถึง Galway ประมาณ 6 โมงเย็น ค่าทัวร์ 1 วัน ราคาผู้ใหญ่ 30 EUR

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแต่ละบริษัท หรือ ไปสอบถามที่ Discover Ireland Centre ตรงข้ามกับสถานีรถบัส Áras Cóistí (New Coach Station)

วันที่ 3 ในไอร์แลนด์

วันนี้เราจะเริ่มเช่ารถขับกัน เราจองรถ Toyota เกียร์ออโต้ 5 ประตู กับ Budget Car Rental ล่วงหน้าหลายเดือน ค่าเช่า 2 วัน 127 EUR + ภาษี 141.88 EUR = 268.88 EUR

8 โมงครึ่ง เดินไม่กี่ก้าวไปติดต่อรับรถ

ตอนจองในเว็บไม่มีให้ซื้อประกันภัยเพิ่ม ไม่มีบอกว่าถ้าไปคืนรถที่เมืองอื่นคิดเพิ่มอีกเท่าไหร่ พอถึงหน้างาน พนักงานถามว่าจะซื้อประกันมั้ย? คิดเป็นวัน วันละ 35 EUR ถ้าไม่ซื้อแล้วเกิดอุบัติเหตุจะต้องจ่ายกี่พันยูโรไม่รู้ จำไม่ได้ เราจะไปคืนรถที่ Rosslare Harbour ซึ่งอยู่ไกลจาก Galway ประมาณ 265 กิโลเมตร ต้องเสียค่าคืนรถต่างที่อีก 120 EUR เบ็ดเสร็จโดนค่าเช่ารถบวกค่าต่างๆ ไป 443.45 EUR ชาร์จบัตรเครดิตออกมา 16,346 บาท แพงมากกกกกก!

เดินไม่ไกลไปเอารถเองที่ลานจอดรถตามแผนที่ที่พนักงานให้มา

ไป Cliffs of Moher

ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร

photo credit: stepmap.com

09.40 น. ขับรถออกจากเมือง Galway ดู GPS นำทางไปเลย เส้นทางไม่ยาก รถไม่เยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นถนนแคบๆ 2 เลนสวนกัน บางช่วงโค้งไปโค้งมาตามแนวชายฝั่ง ทำให้ต้องใช้ความเร็วต่ำครับ

ระหว่างทางแวะไปถ่ายรูป Dún Guaire (Dunguaire Castle) ริมทะเล แป๊บนึง บางคนแวะเข้าหมู่บ้าน Dúlainn (Doolin) ก่อนถึง Cliffs of Moher ไม่ไกลด้วย

ขับต่ออีก 47 กิโลก็ถึงลานจอดรถของ Cliffs of Moher ต้องจ่ายค่าเข้า 8 EUR ซึ่งรวมค่าจอดรถไว้แล้วเลย

จาก Galway ถึง Cliffs of Moher ขับรถทั้งหมดรวมแวะเที่ยว 1 ที่ 2 ชั่วโมงครับ

ถ้าไม่เช่ารถขับก็สามารถนั่งรถบัสของ Bus Éireann สาย 350 จากสถานีรถบัส Galway ได้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที วิธีการนี้ควรกลับไปที่ Galway แล้วค่อยเดินทางไปเมืองอื่นโดยรถบัสหรือรถไฟ ตั๋วรถบัสสำหรับผู้ใหญ่ราคาเที่ยวละ 17 ยูโร ตั๋วไป-กลับในวันเดียวกันราคา 25 ยูโร

เช็คตารางเวลาและค่าตั๋วรถบัสได้ที่ www.buseireann.ie

เดินไปที่อาคาร Visitor Centre ซึ่งอยู่ตรงกลาง จากตรงนี้สามารถเลือกเดินไปทางขวา (ทิศเหนือ) หรือทางซ้าย (ทิศใต้) ก็ได้

เราเลือกเดินไปทางขวาก่อนเพราะดูแล้วถ้าเดินไปตอนบ่ายๆ ถ่ายรูปไปทางทิศใต้จะย้อนแสงมากกว่า รูปถ่ายตอนเที่ยงยังไม่ย้อนแสงครับ

Aillte an Mhothair หรือ Cliffs of Moher คือแนวหน้าผายาว 8 กิโลเมตรริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในเขตหมู่บ้าน Lios Ceannúir (Liscannor) ทางตะวันตกของไอร์แลนด์ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากถึงราว 1.5 ล้านคน ตำแหน่งที่สูงที่สุดของแนวหน้าผาอยู่ใกล้กับ O’Brien’s Tower โดยสูงจากระดับน้ำทะเลด้านล่างถึง 214 เมตร

ช่วงเวลาที่เหมาะจะมาคือก่อน 11 โมง กับหลัง 4 โมงเย็น เพราะคนจะไม่เยอะมาก

ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 8 ยูโร ถ้าซื้อออนไลน์ช่วง 08.00-10.59 น. และหลัง 16.00 น. ราคา 4 ยูโร ส่วนช่วง 11.00-16.00 น. 8 ยูโร

อัพเดทข้อมูลได้ที่ Cliffs of Moher entrance fee
เช็ควันเวลาเปิด-ปิดได้ที่ Cliffs of Moher opening time

เดินไปทาง O’Brien’s Tower หาจุดถ่ายรูปสวยๆ ไปเรื่อยๆ

แถวนี้อากาศหนาวเลย ลมแรงมากด้วย ขนาดมาเดือนพฤษภาแล้ว วันนี้แดดดีด้วย อุณหภูมิยังไม่เกิน 12 องศา ดังนั้นจึงควรเตรียมแจ็คเก็ตกันลมที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลาไปด้วย

pacsafe เค้ามีแจ็คเก็ตด้วยนะ ไม่ได้มีแค่กระเป๋า เสื้อตัวนี้ออกแบบมาเพื่อใส่กันลมโดยเฉพาะ เนื้อผ้าหนาแต่น้ำหนักเบา แถมมีฮู้ดไว้ช่วยกันฝนหรือหิมะด้วย เหมาะสำหรับการใส่เที่ยวสไตล์เอาท์ดอร์ชมธรรมชาติมากๆ

หาซื้อได้ที่ร้าน URBAN AKTIVE ชั้น 2 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า, สาขาเซ็นทรัลบางนา, ลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ และร้าน pacsafe เซ็นทรัลพระราม 3 นะครับ

เดินเลยฟาร์มแกะไปไม่ไกลก็พอแล้ว จริงๆ มีทางเดินต่ออีกไกลเลยแหละ

เดินกลับไปกินข้าวกลางวันที่ Visitor Centre แล้วเดินไปชมหน้าผาอีกทางด้วย

หน้าผาทางทิศใต้ เดินใกล้กว่าฝั่งแรกพอสมควร จริงๆ มีทางเดินต่ออีกไกลอยู่ แต่จุดถ่ายรูปสวยๆ เดินไม่ไกลมากก็ได้ภาพโอเคแล้วครับ

บ่ายสามครึ่ง เดินกลับไปที่ลานจอดรถ

ไป Cork

ระยะทางประมาณ 175 กิโลเมตร

photo credit: stepmap.com

บางคนเลือกไปเมือง Cill Airne (Killarney) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะไอร์แลนด์ อาจจะเลยไปถึงเมือง Daingean Uí Chúis (Dingle) ด้วย ถ้าจะไปต้องเพิ่มวันเที่ยวอีก 1 วัน

เกือบ 4 โมงเย็น ขับรถออกจาก Cliffs of Moher มุ่งหน้าไปทางเมือง Luimneach (Limerick)

จาก Cliffs of Moher ไม่มีรถบัสไปเมือง Limerick และ Cork ต้องนั่งรถบัสกลับไปที่เมือง Galway แล้วนั่งรถบัสของ Expressway สาย 51 จากสถานีรถบัส Galway ไปลงที่ท่ารถ Parnell Place เมือง Cork ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง 20 นาที ตั๋วรถบัสราคา 19 ยูโร

หรือ นั่งรถบัสของ Bus Éireann สาย 350 ที่มาจาก Galway ไปลงสุดทางที่สถานีรถบัส Ennis แล้วต่อรถบัสของ Expressway สาย 51 อีกประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะถึงท่ารถ Parnell Place ตั๋วรถบัสราคา 18.05 ยูโร แต่เวลาไม่ลงตัวให้สามารถเดินทางต่อได้ในวันเดียวกัน ต้องค้างคืนที่เมือง Ennis ก่อน

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วรถบัสได้ที่ www.buseireann.ie

ถ้านั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Galway (Ceannt) ไปที่สถานีรถไฟ Cork (Kent) จะใช้เวลาเดินทาง 4-5.30 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟ 1-2 ครั้ง ตั๋วรถไฟแพงกว่ารถบัสเล็กน้อย

ค้นหาตารางเวลารถไฟไอร์แลนด์ได้ที่ www.irishrail.ie

เส้นทาง Cliffs of Moher – Cork ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ช่วงผ่านเมือง Limerick ต้องเสียค่าผ่านทาง (Toll) โดยหยอดเหรียญจ่ายเงินที่เครื่องอัตโนมัติ 1.90 EUR

6 โมงครึ่ง จอดรถที่ลานจอดสาธารณะที่ Grattan Street ซึ่งจอดฟรีตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเย็น – 9 โมงเช้า ลานจอดนี้อยู่ใกล้ที่พักของเราไม่ถึง 200 เมตร

ที่พักใน Cork ที่ทำเลดี เดินเที่ยวในเมืองได้ง่าย และราคาไม่แพงมาก มีไม่เยอะครับ เราจึงเลือกพัก Airbnb ที่ใช้ชื่อว่า Bijoux by the lee apartments 7 ที่อยู่คือ 20 North Main Street

 ทางเข้าแคบๆ แต่ข้างบนตึกกว้างอยู่ แบ่งเป็นห้องพักได้หลายห้องเลยครับ แต่แต่ละห้องก็ไม่ได้กว้าง มีห้องน้ำในตัว มีครัวส่วนกลาง สามารถหยิบขนมและเครื่องดื่มในตู้เย็นกินได้ตลอด มีอาหารเช้าเป็นขนมปัง โยเกิร์ต และผลไม้ แบบอาหารเช้าฝรั่ง

ช่วงต้นเดือนพฤษภา พระอาทิตย์ตกประมาณ 3 ทุ่ม ยังมีเวลาเดินเล่นในเมืองสบายๆ

เดินเที่ยวเมือง Cork

Corcaigh หรือ Cork คือเมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของไอร์แลนด์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของประเทศ ตัวเมืองอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Lee คอร์กเคยเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปีค.ศ. 2005 และ 2009 รวมทั้งติด top 10 “Best in Travel 2010” ของ Lonely Planet ด้วย

photo credit: www.johnthemap.co.uk

ออกจากที่พักบนเกาะกลางแม่น้ำ Lee เดินไปทางขวาตามถนน North Main กลับไปทางแม่น้ำ

ข้ามสะพานตรงขึ้นเนินไปไม่ไกลแล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยแคบๆ ที่มองเห็น St. Anne’s Church (ระยะทางราว 700 เมตร) โบสถ์สำคัญของเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1726 บนเนินเขาเตี้ยๆ ในเขต Shandon ฝั่งเหนือแม่น้ำ Lee ความโดดเด่นของโบสถ์อยู่ที่หอนาฬิกาสูง 36.5 เมตร ซึ่งเป็นจุดชมวิวเมืองจากมุมสูง

เลี้ยวซ้ายเข้าถนนแคบๆ หน้าประตูทางขึ้นหอนาฬิกาโบสถ์ไปยัง Ardeaglais Naomh Muire agus Naomh Áine (Cathedral of St Mary and St Anne) โบสถ์โรมันคาทอลิกที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1808 ในสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิคประยุกต์ หอคอยสูงเหนือประตูทางเข้าโบสถ์ถูกต่อเติมภายหลังในปีค.ศ. 1860

เดินลงเขาข้ามแม่น้ำ Lee กลับที่พัก ตรงต่อตามถนน North Main ไปราว 300 เมตรก็เจอถนนใหญ่ชื่อ Washington Street เลี้ยวซ้ายเดินไปอีกนิดก็สุดถนน เลี้ยวซ้ายและขวาเข้า Sráid Naomh Pádraig (St Patrick’s Street) ถนนช้อปปิ้งหลักใจกลางเมือง

เดินอีก 100 เมตรแล้วเลี้ยวขวาเข้า Princes Street ก็ถึง An Margadh Sasanach (English Market) ตลาดท้องถิ่นขายอาหาร ของสด และวัตุดิบต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นที่เที่ยวหนึ่งของเมืองไปแล้ว

ตรงต่อไปออกที่ Oliver Plunkett Street ถนนช้อปปิ้งอีกสายของเมือง เลี้ยวขวาเดินไปที่น้ำพุ Berwick Fountain แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Grand Parade ผ่าน National Monument ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ Lee ไปยังฝั่งใต้ของเกาะเมือง

บนสะพานเป็นจุดถ่ายรูป Ardeaglais Naomh Fionnbarra (Saint Fin Barre’s Cathedral) โบสถ์โกธิคอันงดงามที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1879 โดยการออกแบบของ William Burges สถาปนิกชาวอังกฤษ

เดินไปยังไม่ถึงโบสถ์ พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำและสาดแสงสีส้มทั่วฟ้า พระอาทิตย์ที่นี่ตกเร็วกว่าทางตะวันตกของประเทศประมาณครึ่งชั่วโมง

ตอนแรกกะจะเดิน 400 เมตรไปที่โบสถ์และเดินกลับทางเดิมผ่านสะพานเดิมไปเลี้ยวขวาเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Mary Street ที่เชิงสะพานข้างหน้า ตรงไปเลี้ยวซ้ายที่สามแยกที่ 2 ไป Red Abbey โบสถ์ Augustinian ในศตวรรษที่ 14 ที่ใช้หินทรายแดงในการก่อสร้าง ปัจจุบันหลงเหลือแค่โครงสร้างหอระฆังของโบสถ์เท่านั้น ทางการเมืองได้อนุรักษ์ซากหอระฆังนี้ให้เป็น national monument

จากนั้นเดินเลียบแม่น้ำอีกราว 500 เมตรไปยัง Cork City Hall ข้ามสะพานกลับไปบนเกาะเมือง ตรงไปที่ริมแม่น้ำ Lee อีกฝั่ง เลี้ยวซ้ายเดินเลียบแม่น้ำไม่ไกลพอเห็นรูปปั้น Father Mathew ที่หัวถนน St Patrick’s Street ก็เลี้ยวขวาข้ามสะพานและเดินขึ้นเนินชันประมาณ 600 เมตรไปยังจุดชมวิว Richmond Hill ใน google map

แต่ถ้าทำตามแผนจะเดินขึ้นเขาไปจุดชมวิวไม่ทันพระอาทิตย์ตก เลยต้องปรับแผนโดยเดินผ่าน National Monument ตรงไปเลี้ยวขวาเดินตาม St Patrick’s Street ไปจนสุดถนนที่รูปปั้น Father Mathew ตรงข้ามสะพานเดินต่อขึ้นทางชันไปยังจุดชมวิวมุมสูงของเมือง

เราเดินมั่วๆ เอาให้มันไปที่ริมแม่น้ำให้ได้พอจึงได้ภาพสวยๆ ช่วงดวงอาทิตย์สาดแสงทองแบบบังเอิญครับ 555

นี่คือภาพมุมสูงของเมืองที่มองเห็นหอนาฬิกาสูงเด่นของ St. Anne’s Church และ Cathedral of St Mary and St Anne สองโบสถ์แรกที่เดินไปมา

เดินลงเขากลับทางเดิมไปที่รูปปั้น Father Mathew

เลี้ยวซ้ายเดินเลียบแม่น้ำไปเลี้ยวขวาตรงท่ารถบัสของ Bus Éireann ตรงอีกราว 300 เมตร มองข้ามแม่น้ำไปก็เห็น Halla na Cathrach (Cork City Hall) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Corcaigh ที่ว่าการเมืองคอร์กที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการในปีค.ศ. 1936 หลังถูกทำลายเสียหายในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพของไอร์แลนด์เมื่อปลายปีค.ศ. 1920

ขากลับ เดินเข้าถนน Maylor ลัดไปออกที่ St Patrick’s Street และเดินกลับที่พัก

ค้างคืนที่ Cork

วันที่ 4 ในไอร์แลนด์

ไป Kinsale และ Cobh

photo credit: www.townmaps.ie

9 โมงครึ่ง ขับรถไปทางทิศใต้ประมาณ 28 กม. ไปเมือง Kinsale

จากเมือง Cork สามารถนั่งรถบัสของ Bus Éireann สาย 226 จากท่ารถบัส Parnell Place ไปลงที่ท่ารถบัส Kinsale (Town Car Park) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ตั๋วรถบัสราคา 9 ยูโร

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วรถบัสได้ที่ www.buseireann.ie

จอดรถที่ Kinsale (Town Car Park) หรือ Kinsale (Pier Road Amenity Area) ก็ได้

เราจอดที่ Kinsale (Town Car Park) ใกล้ Kinsale Tourist Information Office จอดได้วันจันทร์-เสาร์ตั้งแต่ 10.30-18.00 น. ค่าจอดชั่วโมงละ 1.50 EUR เศษย่อยของชั่วโมงอ่านป้ายไม่เข้าใจครับ เหมือนจะจอดได้นานสุดแค่ 2 ชั่วโมง หยอดตู้ไป 2 EUR เลย บิลออกมาจะบอกเองว่าจอดได้ถึงกี่โมง

Cionn tSáile หรือ Kinsale คือเมืองท่าและเมืองประมงทางภาคใต้ของไอร์แลนด์ เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่นิยมทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไอริชและชาวต่างชาติ

ตัวเมืองคินเซลเล็กมากกก เอาจริง! เดินชั่วโมงเดียวหมด 55

photo credit: familyhistorybymaryellen.blogspot

เดินผ่าน Kinsale Tourist Information Office เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวซ้ายเข้า Main Street เดินไปทาง Town Park ในแผนที่ก่อน

ตรงนั้นเป็นสามแยกที่มีบ้านสีม่วงอ่อนหวานแหวว เวลา search google จะเห็นภาพนี้เป็นประจำ แต่ตอนนี้ทาสีขาวแทนแล้วอ่ะ 55

เดินกลับตามถนน Main ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านหลากสีฉูดฉาด

ตรงไปแป๊บเดียวก็ออกไปที่ St. Multose Church

วนขวากลับเข้าเมืองไปยัง Market Place เลี้ยวซ้ายไปที่ Market Square ตรงเข้าถนนเล็กๆ ที่มีบ้านสีแสบตาอยู่ข้างหน้า

เลี้ยวขวาหน้าร้านขายหนังสือไปถ่ายรูปย้อนกลับเข้ามาซึ่งเป็นมุมเอกลักษณ์ของเมืองคินเซล

พิกัดคือร้าน the Milk Market Café ที่ Market Street (ห่างจากลานจอดรถ 250 เมตร)

หมดแล้วครับ 555 บอกแล้วว่าเมืองเล็กกะจิ๋ว

ยังไม่หมดเวลาจอดรถ ไปเดินเล่นที่ท่าเรือ Kinsale Harbour Cruises ที่ Pier Road ไม่ไกลจากลานจอดรถนิดนึงก็ได้

ก่อนเที่ยง ขับรถไป Cobh

ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร

photo credit: www.townmaps.ie

ถ้าไม่ได้ขับรถก็นั่งรถบัสของ Bus Éireann สาย 226 จากท่ารถบัส Kinsale (Town Car Park) กลับไปลงที่ท่ารถบัส Cork Parnell Place ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ตั๋วรถบัสราคา 9 ยูโร

เช็คตารางเวลาและราคาตั๋วรถบัสได้ที่ www.buseireann.ie

แล้วเดินข้ามแม่น้ำ Lee ประมาณ 700 เมตรไปสถานีรถไฟ Cork (Kent) นั่งรถไฟท้องถิ่นอีก 24 นาที ไปสถานีรถไฟ Cobh ห่างจากตัวเมือง 450 เมตร ตั๋วรถไฟราคา 5.50 ยูโร

ค้นหาตารางเวลารถไฟไอร์แลนด์ได้ที่ www.irishrail.ie

ตามถนนสายหลักเลียบทะเลของเมือง Cobh สามารถจอดรถได้แต่ต้องเสียเงิน ถ้าจอดแถว Lusitania Memorial จะดีมาก

เราเลือกจอดฟรีที่ลานจอดรถใหญ่บนเขาใกล้ St Colman’s Cathedral ซึ่งเป็นที่จอดสำหรับคนมาโบสถ์อยู่แล้ว

เที่ยว Cobh

An Cóbh หรือ Cobh คือเมืองท่าเรือท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของไอร์แลนด์

photo credit: www.holidaycork.com

เดินลงไปยังด้านหน้า Ardeaglais Naomh Chólmáin (St Colman’s Cathedral) หรือ Cobh Cathedral มหาวิหารสถาปัตยกรรมนีโอโกธิคที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 47 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1868-1916 หอคอยของโบสถ์คือหอคอยที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 บนเกาะไอร์แลนด์ รองจาก Ardeaglais Eoin (St. John’s Cathedral) ที่เมือง Limerick โดยมีความสูงถึง 91.4 เมตร

เข้าชมภายในโบสถ์ได้ฟรีครับ

เดินลงเขาตามถนนด้านข้างมหาวิหาร

แวะถ่ายรูปลงไปที่ท่าเรือ cruise ซะหน่อย

หาทางลงทางขวาแล้วเดินลงอีกแป๊บก็ถึง Casement Square ที่มี Lusitania Memorial อยู่กลางจัตุรัส

เดินเล่นที่ถนนสายหลักริมทะเลของเมืองที่ชื่อ West Beach และหาร้านอาหารแถวนี้

เดินกลับไปที่ Casement Square

เดินลอดโค้งประตูด้านหลังอนุสาวรีย์ขึ้นเนินชันของ Radharc an Iarthair หรือถนน West View ซึ่งเรียงรายด้วยบ้านสไตล์วิคตอเรียน 3 ชั้นที่สร้างในช่วงปีค.ศ. 1850 จำนวน 23 หลัง ลดหลั่นตามระดับความลาดเอียงของพื้นที่ คนท้องที่เรียกบ้านเหล่านี้ว่า “Deck of Cards”

แถวนี้คล้ายซานฟรานซิสโกอยู่น้า

ขึ้นไปถึงถนนข้างบน ยูเทิร์นซ้ายลงเนินหาตำแหน่งเหมาะๆ ปีนกำแพงบ้านชาวบ้านสูงประมาณ 2 เมตรขึ้นไปถ่ายรูปบ้านหลากสีที่มี St Colman’s Cathedral เป็นฉากหลัง ขอบกำแพงไม่กว้างและตะปุ่มตะป่ำ บางช่วงฝังเศษแก้วไว้ด้วย การปีนไปยืนถ่ายรูปวิวเอกลักษณ์ของเมืองนี้อันตรายพอสมควรเลย แต่ต้องยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม ถ้าไม่ปีนก็จะไม่ได้รูปนี้ครับ

เดินกลับไปลานจอดรถใกล้มหาวิหาร

ก่อนบ่าย 3 ขับรถไป Rosslare Harbour

ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร

photo credit: toolonkadunpysakointilaitos.com

ถ้าไม่เช่ารถขับ จาก Cobh ต้องนั่งรถไฟท้องถิ่นกลับไปที่สถานีรถไฟ Cork (Kent) แล้วนั่งรถไฟไปเมืองอื่นของไอร์แลนด์ต่อ เช่น Dublin (สถานี Heuston) แต่ไม่มีรถไฟจาก Cork ไป Rosslare ถ้าจะนั่งรถบัสไป Rosslare จะต้องนั่งรถบัสไปที่ Waterford Bus Station หรือรถไฟไปที่สถานี Plunkett เมือง Waterford แล้วเดินประมาณ 500 เมตรไปสถานีรถบัส Waterford ต่อรถบัสของ Bus Éireann สาย 40 อีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งไปยัง Rosslare Harbour Rosslare Europort

ค้นหาตารางเวลารถไฟไอร์แลนด์ได้ที่ www.irishrail.ie
เช็คเวลารถบัสสาย 40 ได้ที่ bustimes.org/services/40

เราไป Cuan Ros Láir (Rosslare Harbour) เพื่อคืนรถและข้ามเรือเฟอร์รีไปเมือง Fishguard ของเวลส์ ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

ถ้าไม่ได้วางแผนจะกลับเกาะอังกฤษทางเรือในเส้นทางนี้ แผนที่ทำกันคือขับรถกลับ Dublin แล้วจะบินหรือข้ามเรือไปเมือง Bootle ใกล้เมือง Liverpool ของอังกฤษก็แล้วแต่จะเลือกทำครับ เส้นทางระหว่างเมือง Cork และ Cobh กับ Dublin สามารถแวะเที่ยวเมือง Cill Chainnigh (Kilkenny) ได้ด้วย

เส้นทางจาก Cobh ไป Rosslare Harbour มีด่าน Toll ต้องเสียค่าผ่านทาง 2 EUR ครับ

ก่อนไปคืนรถที่ออฟฟิศของ Budget Car Rental ในอาคารท่าเรือ แวะเข้าไปเช็คอินและเก็บของเข้าห้องพักของ Rosslare Port Lodge ก่อน

ห้องพักกว้างดี ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ห้องนี้ราคา 68.60 EUR รวมอาหารเช้า

เติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนขับไปคืนรถ ระยะทางขับรถรวมเกือบ 520 กิโลเมตร ค่าน้ำมัน 36 EUR (1,350 บาท)

ขับไปคืนรถในท่าเรือ Rosslare Europort ให้ทันทุ่มนึง

แถวนี้เงียบมาก ไม่มีแท็กซี่เลย ต้องเดินกลับที่พักประมาณ 1.3 กิโล

พนักงานของที่พักใจดีมากครับ เค้าบอกเราว่าจะขับรถพาไปร้านอาหารที่มีฟุตบอลพรีเมียร์ลีกให้ดู และตอนเช้าก่อนเข้างานจะมารับเราไปส่งที่ท่าเรือด้วย จะได้ไม่ต้องเรียกแท็กซี่หรือเดินลากกระเป๋าไปเอง

ค่ำนี้กินไปดูบอลไปที่ร้านฮิตชื่อ Culletons of Kilrane ห่างจากที่พักประมาณ 1 กิโล

มื้อนี้จัด Ribeye Steak จานละ 21.50 EUR ไปเลย พร้อมเบียร์ Guinness แก้วละ 4.30 EUR

ค้างคืนที่ Rosslare

8 โมงเช้า เรือ Stena Europe ออกเดินทางข้ามช่องแคบ St George’s

การข้ามเรือระหว่างประเทศไอร์แลนด์กับอังกฤษและเวลส์ไม่มีการตรวจคนเข้าเมืองครับ ผู้ที่ทำวีซ่าไอร์แลนด์ก็สามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้ถ้าวีซ่ายังไม่หมดอายุ เช่นเดียวกับผู้ที่มีวีซ่าสหราชอาณาจักรสามารถเดินทางเข้าไอร์แลนด์ได้เลย

11.15 น. เดินทางถึงท่าเรือ Fishguard ของ Wales ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 15 นาที

ค่าเรือ Rosslare Harbor – Fishguard ราคา 33 GBP

เช็คตารางเวลาและซื้อตั๋วเรือได้ที่ www.stenaline.co.uk เลือกเส้นทาง วันที่ต้องการเดินทาง จำนวนผู้เดินทาง และ On foot with no vehicle ถ้าไม่ได้เอารถลงเรือ

สถานีรถไฟอยู่ติดกับท่าเรือเลย มีร้านอาหารด้วย

นั่งรถไฟเข้ากรุง Cardiff เมืองหลวงของเวลส์ ตอน 12.40 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง  

เช็คตารางเวลารถไฟไปเมืองต่างๆ ของสหราชอาณาจักรและซื้อตั๋วได้ที่ www.nationalrail.co.uk และ https://tfwrail.wales

ถ้าไม่เอารถลงเรือ ไม่แนะนำให้เลือกเรือรอบเย็นที่ไปถึง Fishguard ดึกเพื่อค้างคืนนะครับ เพราะไม่สามารถเดินจากท่าเรือเข้าตัวเมืองได้ ต้องนั่งรถไฟ 1 ป้ายซึ่งตอนดึกไม่มีรถไฟแล้ว

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต