ไป “ดูไบ” ไปดูอะไร – Things to do in Dubai

ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อนผมได้ไปเยือนนครดูไบเป็นครั้งแรก ยอมรับเลยว่าเป็นเมืองสุดมหัศจรรย์ที่ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิตเพราะเขตเมืองทั้งหมดเนรมิตขึ้นกลางผืนทะเลทรายอันว่างเปล่าที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความเป็นที่สุดของโลกในหลายแง่มุม แม้ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ดูไบก็เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่อาศัยมากที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ U.A.E. รวมทั้งเป็นแหล่งรวมความเจริญก้าวหน้าทุกด้านจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของโลก

ในครั้งนี้ผมมีโอกาสได้กลับมาเยือนประเทศนี้อีกครั้งกับสายการบิน flydubai ที่เพิ่งเปิดเส้นทางการบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับนครดูไบ 2 เที่ยวบินต่อวันเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงเหมือนได้มารีวิวทบทวนความเป็นดูไบให้กับตัวเองอีกรอบ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ 2 ปี การเปลี่ยนแปลงของเมืองจะมากมายขนาดนี้ ครั้งนี้เลยขอสรุปสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวดูไบให้ชมกันครับ

20170304_101850

20170304_120702 20170304_133753

ดูวิวมุมสูงจาก Burj Khalifa

ความเป็นที่สุดเติบโตพร้อมกับเมืองดูไบ แน่นอนว่าตึกสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่เมืองนี้เช่นกัน Burj Khalifa คือสิ่งก่อสร้างระฟ้ากลางเมืองที่เป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานด้านวิศวกรรมแห่งหนึ่งของโลกสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อต้นปี 2010 โดยมีความสูงทั้งหมดถึง 828 เมตร ประกอบด้วย 163 ชั้น ใช้งบประมาณการก่อสร้างรวม 1.5 พันล้านดอลล่าร์ ความพิเศษของตึกนี้อยู่ที่รูปทรงโมเดิร์นยอดแหลมที่ดูเป็นเอกลักษณ์ โดยสามารถขึ้นลิฟท์เร็วที่สุดในโลกที่มีความเร็ว 18 เมตรต่อวินาทีเพื่อไปชมวิวมุมสูงของเมืองได้ที่ชั้น 124 และ 148 ซึ่งส่วนมากนักท่องเที่ยวจะขึ้นไปที่ชั้น 124 เพราะราคาถูกกว่าคืออยู่ที่ 300 AED (ราว 3,000 บาท) แม้ราคาจะหนักพอตัวแต่มาถึงดูไบทั้งทีก็ไม่ควรพลาดเห็นวิวมุมสูงจริงๆ

Burj Khalifa2

Burj Khalifa1

ดูความยิ่งใหญ่ของ Jumeirah Mosque

เช่นเดียวกับการไปชมโบสถ์ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์หรือเข้าวัดในประเทศพุทธ การไปชมสุเหร่าก็นับเป็นอีกกิจกรรมที่ควรทำเมื่อไปเยือนดูไบ สุเหร่าแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองของดูไบมาช้านาน ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังถึงขนาดได้ชื่อว่าเป็นสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในแถบตะวันออกกลาง ด้านนอกว่างดงามยิ่งใหญ่แล้ว ด้านในยิ่งอลังการไม่แพ้กัน ถ้ามีเวลามากพอก็สามารถแวะเข้าไปชมและถ่ายรูปบันทึกควาทรงจำกลับออกมาได้อีกด้วย

Jumeirah Mosque1 Jumeirah Mosque2

ดูวิว Dubai Creek สัมผัสกลิ่นอายอาหรับ

อีกมุมของดูไบที่ให้ความรู้สึกแบบดั้งเดิม คลองเก่าแก่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติสายนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกลายเป็นเส้นทางคมนาคมหลักที่แบ่งเขตเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมยังคงพบเห็นได้ในบริเวณนี้ โดยสิ่งที่ห้ามพลาดคือนั่งเรือ Abra ข้ามฟากเพื่อชมวิวบ้านเรือนสองฟากฝั่งคลองที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุค 60 อีกครั้ง ตลาดเครื่องเทศและขายผ้าตามซอกซอยเล็กๆ บวกกับเรือบรรทุกสินค้าที่เข้ามาเทียบท่าช่วยเพิ่มบรรยากาศความเป็นเมืองอาหรับริมทะเลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Dubai Creek1 Dubai Creek2

ดูความอร่ามของตลาดทอง Deira Gold Souk

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เต็มไปด้วยร้านขายทองและอัญมณีอันเลอค่ามากมายเพราะตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือ “Gold Souk” เริ่มต้นตั้งแต่ทศวรรษ 1940 ที่บรรดาพ่อค้านักลงทุนจากอินเดียและอิหร่านเดินทางเข้ามาค้าขายในแถบนี้ ตลาดแห่งนี้พัฒนากลายเป็นจุดหมายหลักของผู้คนมากมายที่หลงใหลสิ่งของสวยงามในราคาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็น กำไล สร้อยคอ แหวน เพชร มรกต ทับทิบ และไพลิน โดยไฮไลต์ที่ควรได้เห็นคือแหวนทองวงใหญ่ที่สุดในโลกที่ชื่อ Najmat Taiba หรือ Star of Taiba มูลค่ากว่า 3 ล้านดอลล่าร์ซึ่งตั้งโชว์อยู่ที่ร้าน Kanz Jewellers

Deira Gold Souk1 Deira Gold Souk2

ดูวิวทะเลและความเท่ของ Burj Al Arab

โรงแรมสุดหรูระดับ 7 ดาวซึ่งตั้งอยู่บนเกาะที่เกิดจากการถมทะเลอันน่าอัศจรรย์ แม้โรงแรมรูปทรงเรือใบสุดทันสมัยแห่งนี้จะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าไปด้านในได้เพราะต้องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของแขก แต่บริเวณใกล้กันก็มีสถานที่น่าสนใจที่สามารถชมวิวโรงแรมหรูนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ชายหาด Jumeirah ที่เป็นชายหาดสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจเล่นน้ำทะเล หรือ Madinat Jumeirah รีสอร์ทสไตล์อารบิกระดับ 5 ดาวที่มีส่วนของห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินเล่นและล่องเรือ Abra ชมรอบๆ บริเวณได้

Burj Al Arab1 Burj Al Arab2

ดูเรื่องราวและเรียนรู้อดีตที่ Dubai Museum

ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากสัมผัสความเป็นมาของเมือง และเรียนรู้ความเป็นดูไบให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แนะนำให้เข้าชม Dubai Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดเป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดในตะวันออกกลาง ด้านบนสร้างขึ้นโดยจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองโบราณ ส่วนด้านล่างที่เป็นชั้นใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่และซับซ้อน โดยมีทั้งภาพวาดสีน้ำในอดีตและการจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง

Dubai Museum1 Dubai Museum2

ดูความมหัศจรรย์ของโครงการ The Palm

หนึ่งในภาพจำของนครดูไบที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่ง โปรเจ็คเดอะปาล์มมีลักษณะเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บนกลุ่มเกาะรูปต้นปาล์มที่ถมเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เมื่อมองจากด้านบนจะแลดูยิ่งใหญ่เหมือนอยู่ในโลกสมมติ พื้นที่แต่ละส่วนประกอบด้วยแหล่งที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า และรีสอร์ทสุดหรูที่รองรับบรรดามหาเศรษฐีจากทั่วโลกโดยเฉพาะ ตำแหน่งไกลสุดของโครงการเป็นที่ตั้งของ Atlantis รีสอร์ทสุดอลังการที่มีทั้งสวนน้ำ อควาเรียม และกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เลือกทำ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งก่อสร้างกลางทะเลเหล่านี้ถูกเนรมิตด้วยฝีมือของมนุษย์

The Palm1 The Palm2ดูความเวิ้งว้างและตะลุยทัวร์ทะเลทราย Safari Desert

ถ้ามาถึงประเทศตะวันออกกลางแล้วไม่ได้เหยียบทะเลทรายของแท้คงเรียกว่ามาไม่ถึงแน่นอน แต่หากจะไปเองก็ไม่สะดวกเพราะต้องใช้ความชำนาญในการขับขี่ การเลือกใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม ตามปกติทัวร์ชมทะเลทรายในดูไบจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะต้องขับรถออกไปจากเมืองเป็นระยะทางไกลพอสมควร
โดยมีไฮไลต์อยู่ที่กิจกรรมขับรถลุยทะเลทรายที่ขึ้นลงไปตามแนวเนินทราย สายแอดเวนเจอร์คงได้มันกันเต็มที่ อีกทั้งยังมีแคมปิ้งกลางทะเลทราย ดื่มด่ำวิวดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า รับประทานบาร์บีคิวพร้อมชมการแสดงระบำหน้าท้องท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ

Safari Desert1 Safari Desert2

ดูน้ำพุเต้นระบำที่ Dubai Mall

อีกความเป็น “ที่สุด” แห่งนครดูไบที่กลายเป็นจุดขายหลักของนักท่องเที่ยว แม้จะดูเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงการตลาดแบบสุดๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกที่ห้ามพลาดของดูไบ ความพิเศษของการแสดงน้ำพุเต้นระบำสุดอลังการแห่งนี้คือการแสดงแสงสีเสียงประกอบที่จัดว่ายิ่งใหญ่สมราคาดูไบจริงๆ ในการแสดงแต่ละครั้งที่ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีจะใช้ไฟทั้งสิ้น 6,600 ดวง โปรเจ็คเตอร์สี 50 ตัวที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยน้ำพุพ่นน้ำได้ครั้งละ 83,000 ลิตร และความสูงของการพ่นน้ำในแต่ละครั้งสูงถึงประมาณ 240 ฟุต หรือเทียบเท่ากับตึกสูงประมาณ 50 ชั้น ถ้าจะมาชมต้องมาช่วงหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เปิดให้ชมฟรี โดยแสดงทุกๆ 30 นาทีไปจนถึงเวลาเที่ยงคืน

Dubai Fountain1 Dubai Fountain2

สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปเที่ยว “ดูไบ” ตอนนี้สายการบิน flydubai กำลังมีตั๋วราคาโปรโมชั่นอยู่นะครับ ราคาชั้น Economy เริ่มต้นไป-กลับที่ 9,000 บาท ส่วนชั้น Business ราคาไปกลับรวมทุกอย่างแล้วอยู่ที่ 17,000 บาท โปรโมชั่นนี้มียาวไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนี้ flydubai ยังสามารถใช้เดินทางเชื่อมต่อไปถึงหลายเมืองในยุโรปตะวันออก รัสเซีย แอฟริกาฝั่งตะวันออก รวมทั้งในตะวันออกกลางได้อีกด้วย เมื่อเทียบคุณภาพที่เหนือกว่า low cost ทั่วไปกับราคาที่เท่าๆ กัน แถมด้วยเวลาต่อเครื่องที่ดีมาก จึงจัดว่าเป็นอีกสายการบินตัวเลือกที่น่าสนใจมากจริงๆ

20170304_120651 20170304_132706

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ flydubai.com