โร้ดทริป “Bretagne – Normandie” เที่ยวเอง 2 แคว้น 7 เมือง ทางตะวันตกของฝรั่งเศส

เที่ยวเอง รีวิว เบรอตาญน์ นอร์คมองดี มงต์แซงต์มิเชล ฝรั่งเศส tieweng review bretagne brittany normandie dinan saintmalo mont-saint-michel beuvron-en-auge cabourg honfleur etretat france

กลับมาเที่ยวฝรั่งเศสอีกครั้งในรอบ 4 ปี ต้องเก็บเพิ่มเมืองใหม่ให้คุ้มค่า

Grand France Trip ครั้งนี้เป็นทริปแรกในรอบเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่เจ้าวายร้ายแพร่ระบาดไปทั่วโลกครับ ช่วงปลายปี 2021 นี้ ไทยเราผ่อนคลายมาตรการลงจนแทบไม่ต้องกักตัวเลยจึงถือโอกาสทองออกนอกประเทศไปเที่ยวฝรั่งเศสก่อนที่จะไม่ได้ออกอีก

ทริปนี้เราไปเก็บเมืองและหมู่บ้านที่ยังไม่เคยไปเพิ่มถึง 14 แห่ง แบ่งเป็นทริปแคว้น Bretagne – Normandie ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 7 และ Occitanie ทางใต้อีก 7 ไม่รวม Paris ที่ต้องแวะเที่ยวอีกครั้งอยู่แล้ว

ทริป Bretagne และ Normandie เราเริ่มต้นจากกรุงปารีส มุ่งหน้าทิศตะวันตกไปยังเมือง Dinan ของแคว้น Bretagne (Brittany) ก่อน จากนั้นขึ้นเหนือไป Saint-Malo เมืองริมชายฝั่งช่องแคบอังกฤษ ขับรถวนกลับไปทางตะวันออกเข้าสู่แคว้น Normandie (Normandy) ซึ่งมีไฮไลต์คือมหาวิหารกลางทะเล Mont-Saint-Michel เดินทางต่อไปยังเมือง Honfleur ระหว่างทางแวะชมหมู่บ้านน่ารักๆ ชื่อ Beuvron-en-Auge และเมืองตากอากาศริมชายฝั่งชื่อ Cabourg และปิดท้ายทริปที่หมู่บ้าน Étretat ก่อนกลับปารีส ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน

Grand France Trip Map

สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เลยก็คือ “ประกันการเดินทาง” เพราะนอกจากจะต้องใช้เป็นหนึ่งในเอกสารยื่นขอวีซ่า Schengen แล้ว ยังต้องดูว่าคุ้มครองในส่วนค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ รวมถึงการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยหรือไม่

เราเลือกประกันเดินทาง SMART TRAVELLER PLUS PLAN แบบ Gold ของแอกซ่าประกันภัย (AXA) เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่ช่วยให้มั่นใจตลอดทริปครับ ไม่ว่าจะเป็น

  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ รวมถึงกรณีติดเชื้อโควิด-19 ในทุกแผนความคุ้มครอง
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องในประเทศไทยสูงสุด 7 วัน โดยการรักษาพยาบาลจะต้องเกิดขึ้นใน 12 ชั่วโมง หลังจากมาถึงประเทศไทย*
  • สามารถขอเลื่อนวันคุ้มครองได้ถ้ารับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิด-19 จนไม่สามารถเดินทางได้
  • มีบริการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายทางการแพทย์เพื่อรักษาพยาบาลฉุกเฉินตลอด 24 ชม. ทั่วโลก
  • แพคเกจแบบ Gold ให้วงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล 2,000,000 บาท ใช้ขอวีซ่า Schengen ได้แน่นอน

*จำนวนเงินสูงสุดที่แอกซ่าจะชดใช้สำหรับการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนี้ไม่เกินร้อยละสิบ (10) ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือไม่เกินเจ็ดวัน (7 วัน) ติดต่อกัน แล้วแต่จำนวนเงินใดจะน้อยกว่า

เราเดินทางบ่อยอยู่แล้วจึงเลือกทำแบบรายปีไปเลย แพคเกจ Gold ราคาเพียง 4,299 บาท คุ้มครองไม่จำกัดทริป สูงสุดถึง 180 วันต่อทริป เรียกว่าคุ้มครองครบทั้งชีวิตและทรัพย์สินเลยครับ

เข้าไปดูรายละเอียดและซื้อผ่านทางออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ https://u.axa.co.th/25hXbbB

หรือติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ผ่านทาง Line Official @AXATHAILAND หรือโทร 02-118-8111 วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.30-18.00 น.

เมื่อพร้อมแล้วก็ออกจากปารีสกันเลย

วันแรก เราต้องขับรถไกลหน่อยเพื่อไปเมืองที่อยู่ไกลที่สุดก่อน วันสุดท้ายจะได้ไม่ต้องขับไกลแล้ว

ออกจากปารีสตั้งแต่เช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย ขับรถไป Dinan เป็นเมืองแรก โดยใช้เส้นทางผ่านเมือง Rennes เมืองใหญ่ของ Bretagne (ระยะทางประมาณ 415 กม.) ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง

photo credit: vectorstock.com/23972288

นั่งรถไฟจากปารีสมา Dinan ก็ได้ เร็วกว่าขับรถด้วย ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง – 3 ชั่วโมง

รถไฟด่วนพิเศษ TGV จะออกจากสถานีรถไฟ Gare Montparnasse (Paris Montparnasse) ไปต่อรถไฟท้องถิ่น (TER) ที่สถานี Dol-de-Bretagne อีก 20 นาทีก็จะถึงสถานีรถไฟ Gare de Dinan

ค่าตั๋วรถไฟชั้น 2 ราคา 47.50 / 36.70 ยูโร (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แนะนำให้ซื้อออนไลน์ล่วงหน้านานหน่อยจะได้ราคาถูกกว่าไปซื้อที่สถานีรถไฟ)

เช็คตารางเวลารถไฟฝรั่งเศสได้ที่ www.sncf.com
ซื้อตั๋วรถไฟได้ที่ www.sncf.com/book-tickets

ถ้าจะเที่ยว Dinan และ Saint-Malo โดยรถสาธารณะควรเลือกพักค้างคืนที่เมือง Dol-de-Bretagne เพราะเป็นชุมทางรถไฟและรถบัสเชื่อมต่อเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ในแคว้น Bretagne และ Normandie ครับ

photo credit: www.gite-mont-st-michel.com

ก่อนจะข้ามสะพานเข้าเมืองที่เรียกว่า Viaduc de Dinan แวะจอดรถก่อนแล้วเดินไปตรงกลางสะพานเพื่อถ่ายรูปมุมสูงของเมืองที่เห็นบ้านเรือนทั้งบนเขาและริมแม่น้ำ

Dinan (ดีน็องต์) คือเมืองเล็กๆ ในจังหวัด Côtes-d’Armor แคว้น Bretagne (ในเขตสีชมพูของแผนที่ด้านบน)

ความโดดเด่นของเมืองนี้คือบ้านเรือนแบบท้องถิ่นยุคกลางบนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยป้อมกำแพงเมืองเก่าและริมแม่น้ำ Rance ที่ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนไปอยู่ในอังกฤษยุคโบราณ โดยมีถนน Rue du Jerzual ที่เชื่อมระหว่างท่าเรือริมแม่น้ำกับเขตเมืองเก่าซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเมืองเป็นไฮไลต์

ขับรถข้ามสะพาน Viaduc de Dinan ลงสะพานเลี้ยวซ้ายขับตามเส้นทางเข้าไปยังเมืองเก่า พอผ่าน Château de Dinan (Dinan Castle) ก็จอดรถที่ Place du marché (ใน Google Map) หรือ Place du Champ de Mars (ในรูปแผนที่ข้างล่างนี้) ค่าจอดรถชั่วโมงละ 0.40 ยูโร

photo credit: www.informagiovani-italia.com

เดิน 300 เมตรย้อนไปถ่ายรูป Château de Dinan (Dinan Castle) ปราสาทประจำเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1382 แป๊บนึง

เดินกลับไปที่รูปปั้น Bertrand du Guesclin ตรงลานจอดรถ ทางขวามือคือถนนคนเดินชื่อ Rue Sainte-Claire เดินเข้าไปนิดเดียวมองไปทางซ้ายก็เห็น Maison de la Harpe (Ti an Delenn) บ้านไม้ผสมปูนเก่าแก่ที่ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ประชุมของคณะกรรมการ International Celtic Harp และพิพิธภัณฑ์ ส่วนสิ่งก่อสร้างยอดแหลมนั้นคือ Tour de l’Horloge หรือหอนาฬิกาประจำเมือง

ฟ้าใสมีแดดอยู่ดีๆ เมฆฝนก็เริ่มปกคลุมเมือง ฝนตกๆ หยุดๆ ยาวอีกเป็นชั่วโมงหลังจากนี้เลย เศร้า
ป้องกันร่างกายให้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไว้ก่อนดีที่สุดครับ ถ้ามีอาการผิดปกติขึ้นมาจะแยกไม่ออกว่าเป็นหวัดธรรมดาหรือโควิดกันแน่

ก่อนถึงหอนาฬิกามีซอยแคบๆ ทางขวามือชื่อ Rue Saint Sauveur เดินเข้าไปนิดเดียวก็จะถึง Place Saint-Sauveur ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Basilique Saint-Sauveur แต่ยังไม่เดินไปเพราะหิวแล้ว ตรงตามถนน Rue de l’Horloge ผ่านหอนาฬิกาเข้าถนน Rue de la Poissonnerie นิดเดียวก็ถึง Crêperie Ahna ร้านเครปดังของเมืองที่เปิดเที่ยงถึงบ่ายสองและอีกทีตอนทุ่มนึงเลย

ร้านนี้ควรจองล่วงหน้าเพราะกลางวันร้านเปิดแค่ 2 ชั่วโมง คนเลยเยอะ แต่เราไปถึงร้านเที่ยงเป๊ะเข้าร้านเป็นคนแรกเลย

เครปคือเมนูขึ้นชื่อของแคว้นเบรอตาญน์ที่ต้องลองเลย มีทั้งเครปของคาวและของหวาน
สั่งแบบออริจินอลเรียกว่า Complète ที่ประกอบด้วยแฮม ไข่ และเนย ราคา 7.50 ยูโร และกาแฟเอสเปรสโซ่ถ้วยละ 2.20 ยูโร มาชาร์จพลังไว้เที่ยวต่อตอนบ่าย

เที่ยวกันต่อ

เดินกลับไปทางหอนาฬิกานิดนึงก็ถึงสี่แยกเล็กๆ เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue de l’Apport

เดินไปนิดเดียวก็เลี้ยวขวาไปยัง Place Saint-Sauveur ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Basilique Saint-Sauveur โบสถ์โรมันคาทอลิกที่เริ่มก่อสร้างในศตวรรษที่ 12 และต่อเติมส่วนต่างๆ ในปีค.ศ. 1480

เดินผ่านด้านข้างโบสถ์ไปก็ถึง Jardin Anglais สวนอังกฤษที่มีป้อม Tour Sainte-Catherine เป็นจุดชมวิวมุมสูงของเมือง Dinan ที่สวยงาม จุดนี้มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำ Rance สองสะพานคือ Viaduc de Dinan ที่ลงไปถ่ายรูปก่อนเข้าเมืองและ Le vieux pont สะพานหินเก่าที่อยู่ข้างล่าง

จากป้อม Tour Sainte-Catherine เดินลงเข้าถนน Rue de Rempart จนสุดทาง เลี้ยวขวาไปนิดมี Chemin de ronde สามารถขึ้นบันไดข้ามไปบนประตูเมือง Porte du Jerzual (ถนนข้างล่างทางซ้ายคือ Rue du Jerzual) และเลยต่อไปขึ้นป้อม Tour du Gouverneur ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปเมืองที่สวยงามอีกแห่ง แต่ประตู Chemin de ronde ปิด ไม่รู้ปิดชั่วคราวหรือถาวร เลยขึ้นไปยังป้อม Tour du Gouverneur ไม่ได้

เปลี่ยนเส้นทางเดินโดยย้อนกลับไปที่สามแยกเดิมตรงต่อเข้าถนน Rue Haute Voie แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนแคบๆ ชื่อ Rue Croix-Quart ลัดไปออกที่ Rue du Jerzual ถนนคนเดินชื่อดังในเขตเมืองเก่าซึ่งมีความลาดชันทำให้มีจุดถ่ายรูปสวยๆ หลายที่ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าท้องถิ่นและร้านอาหาร

เลี้ยวขวาเดินไปยังประตูเมือง Porte du Jerzual ออกประตูเดินลงทางลาดตามถนน Rue du Petit Fort ไปยังริมแม่น้ำ

เดินลงเนินประมาณ 300 เมตรก็ถึง Le vieux pont สะพานเก่าข้ามแม่น้ำ Rance

ตรงนี้เป็นท่าเรือของเมืองที่เรียกว่า Port de Dinan

เดินกลับทางเดิมขึ้นไปยัง Porte du Jerzual ลอดประตูเมืองเข้าถนน Rue du Jerzual อีกครั้ง เดินตามถนนชื่อดังของเมืองไปราว 200 เมตรก็สุดถนน

ตรงนี้เป็นจุดตัดกันของถนน 3 สาย ถ้าเดินตรงเข้าถนน Rue de la Lainerie และ Grand Rue ราว 200 เมตรก็จะถึง Église Saint Malo โบสถ์สวยงามอีกแห่งของเมืองที่ด้านในโดดเด่นด้วยกระจกหน้าต่างหลากสีที่บอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูและนักบุญต่างๆ

แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue de Grâce พอสุดถนนก็เลี้ยวซ้าย ข้างหน้ามีบ้านสไตล์ half-timbered เก่าแก่อยู่ที่ต้นถนน Rue de la Mittrie ตรงต่อไปตามถนน Rue de la Ferronnerie ราว 200 เมตรก็จะกลับถึงลานจอดรถที่ Place du marché

แต่ตอนนั้นใกล้จะครบเวลาจอดรถแล้วเลยไม่เดินไปโบสถ์ Saint Malo เลือกเลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Rue de la Poissonnerie ผ่านร้าน Crêperie Ahna ประมาณ 200 เมตรก็กลับไปที่หอนาฬิกา Tour de l’Horloge

เดินตามเส้นทางเดิมเข้าถนน Rue Sainte-Claire กลับลานจอดรถที่ Place du marché

ไป Saint-Malo

จาก Dinan ขับรถขึ้นไปทางเหนือประมาณ 30 กม.

photo credit: www.biking-france.com

ถ้าไม่ขับรถเที่ยวก็สามารถใช้รถสาธารณะได้แต่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ไปตามเส้นทางของทริปนี้อาจต้องเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 วัน

จาก Dinan ไป Saint-Malo มีรถเมล์สาย 10 ของ BreizhGO (Tibus เดิม) ให้บริการ

เริ่มต้นที่สถานีรถบัสของ Dinan ที่เรียกว่า Gare Routière (ที่เดียวกับสถานีรถไฟ Gare de Dinan) ขึ้นรถจากกลางเมืองก็ได้ที่ Place Duclos (แต่ไม่แน่ใจพิกัดป้าย) รถเมล์จะไปจอดสุดสายที่ป้าย L’Hôpital ตรงข้ามโรงแรม ibis budget Saint-Malo Centre นอกเมือง Saint-Malo ห่างจากประตูเมืองเก่า (Intra-Muros) ทางทิศใต้ชื่อ Porte de Dinan ประมาณ 1.8 กม. ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง

ถ้าไม่อยากเดินเข้าเมืองเก่าก็นั่งรถเมล์ไปเข้าอีกประตูเมืองได้โดยเดินต่อไปที่วงเวียนตรงไปที่ป้าย Maupertuis-Hôpital นั่งรถเมล์สาย 1 ผ่านสถานีรถไฟ Gare de Saint-Malo ไปลงที่ป้าย Intra-Muros แล้วเดินเข้าประตูเมืองเก่าทางทิศตะวันออกชื่อ Porte Saint-Vincent

เช็คตารางเวลารถเมล์ในแคว้น Bretagne ได้ที่ www.breizhgo.bzh เลือกข้อมูลตามรูปนี้เลยแต่เลือกวันที่ที่จะเดินทางของตัวเอง

หรือนั่งรถไฟไป Saint-Malo ก็ได้ แต่ต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Dol-de-Bretagne ใช้เวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ พอๆ กับนั่งรถเมล์สาย 10

ถ้าไปในฤดูอื่นที่พระอาทิตย์ตกสองทุ่มก็วางแผนแบบนี้ได้ แต่เราไปหน้าหนาว 5 โมงนิดๆ ก็เริ่มมืดแล้ว ขับรถเที่ยวลงตัวกว่าครับ

ถ้าไม่อยากไป Saint-Malo ก็นั่งรถไฟไปเมือง Pontorson (ต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี Dol-de-Bretagne) เพื่อไป Mont-Saint-Michel ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นได้เลย

เราจอดรถที่ Parking Saint-Malo Esplanade Bourse P4 – EFFIA (Esplanade de la Bourse) ใกล้ Porte de Dinan ประตูเมืองเก่าทางทิศใต้

photo credit: ontheworldmap.com

เดินเที่ยวเมือง Saint-Malo

แซงต์-มาโลคือเมืองท่าประวัติศาสตร์ริมทะเลช่องแคบอังกฤษแห่งแคว้น Bretagne เมืองเก่าที่เรียกว่า Intra-Muros ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองซึ่งได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดแนวกำแพงเมืองมีป้อมหรือหอคอยและประตูเมืองอยู่เป็นระยะๆ

ทุกวันนี้แซงต์-มาโลเป็นเมืองท่องเที่ยวและพักผ่อนริมทะเลของฝรั่งเศสและใช้เป็นท่าเรือข้ามไปยังเกาะ Jersey และ Guernsey และเมืองชายฝั่งทางใต้ของอังกฤษ

ตอนนี้เราอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเก่า ที่แรกที่จะเดินไปก็คือประภาคารตรงปลาย Môle Des Noires ที่ยืนไปกลางทะเล

จริงๆ กะจะมาปล่อยโดรนถ่ายรูปที่เห็นเมืองเก่าในกำแพงเมืองได้ทั้งหมด แต่วันนี้ลมแรงมาก 80 กม./ชม. โดรนปลิวหายแน่นอน เลยถ่ายรูปมาได้เท่าที่เห็นครับ

เดินกลับไปทางลานจอดรถแล้วเข้าประตูเมืองทิศใต้ชื่อ Porte de Dinan ซึ่งมีถนนหลักกลางเมืองเก่าชื่อว่า Rue de Dinan

ฝนตกพร้อมกับแดดออกไปเลยครับเมืองนี้ ปรับสภาพร่างกายแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว

ตรงตามถนน Rue de Dinan ไปราว 150 เมตร ก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue Saint-Sauveur ตรง Place Brevet แป๊บเดียวก็ถึงทางเดินขึ้น Bastion de la Hollande ป้อมปราการใหญ่ที่มีรูปปั้นของ Jacques Cartier อยู่ในสวนข้างบน

เดินไปทาง Porte Saint Pierre มุ่งหน้าทิศเหนือของเมืองเก่า

เดินตามเส้นทางบนแนวกำแพงเมืองไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงป้อม Tour Bidouane ตรงมุมทิศเหนือ

มองออกไปกลางทะเลเห็น Grand Bé เกาะเล็กๆ ที่มีป้อมปราการโบราณอยู่

เดินต่อตามทางเดินที่เรียกว่า Passage de la Poudrière เข้าไปยังใจกลางเมือง ตรงนี้เป็นมุมถ่ายรูปที่สวยที่สุดของเมืองก็ว่าได้

เดินเข้ากลางเมืองไปยัง Cathédrale Saint-Vincent-de-Saragosse de Saint-Malo (Saint-Malo Cathedral) วิหารคาทอลิกประจำเมืองที่โดดเด่นด้วยยอดแหลมสูง เส้นทางต้องเลี้ยวไปเลี้ยวมาหน่อย ดู Google Map ช่วยเล็กน้อย

ถ้าเดินอ้อมไปยังด้านหน้าโบสถ์ตรงเข้าถนน Rue Broussais ต่อไปเข้า Rue de Dinan ก็จะกลับไปออกที่ประตูเมือง Porte de Dinan เหมือนเดิม (ระยะทาง 400 เมตร)

แต่เราจะไปออกประตูเมืองหลักอีกทางหนึ่งคือ Porte Saint-Vincent เลยเดินลัดไปทางด้านหลังโบสถ์ เลี้ยวซ้ายเดินตามถนน Rue Porcon de la Barbinais แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Rue Saint-Vincent ก็เห็นประตูเมืองอยู่ไม่ไกล

ออกประตูไปเป็นลานโล่งกว้างและท่าเรือ Port Plaisance

เดินเลียบแนวกำแพงเมืองเก่าประมาณ 600 เมตร กลับไปที่ลานจอดรถ
จอดรถไป 2 ชั่วโมงนิดๆ เสียค่าจอด 1.40 ยูโร

คืนแรกนี้เราพักที่ Airbnb ไม่ไกลจากเมือง Pontorson ตอนเช้าจะได้ขับรถไป Mont-Saint-Michel ใกล้ๆ

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้นรีวิวว่าถ้าจะเที่ยว Dinan และ Saint-Malo โดยรถสาธารณะและไป Mont-Saint-Michel ต่อ ควรเลือกพักค้างคืนที่เมือง Dol-de-Bretagne เพราะเป็นชุมทางรถไฟและรถบัสเชื่อมต่อเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ในแคว้น Bretagne และ Normandie และอยู่ไม่ไกลจาก Mont-Saint-Michel หรือนั่งรถไฟท้องถิ่น (TER) อีก 16 นาที (ตั๋วรถไฟ 4.80 ยูโร) เลยไปค้างคืนที่เมือง Pontorson ซึ่งเป็นเมืองที่ใกล้ Mont-Saint-Michel ที่สุดก็ได้

ส่วนรถเมล์สาย 17a ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง น่าจะมีแค่รอบเช้าตอน 08.20 และ 11.00 น.

เช็คตารางเวลารถไฟฝรั่งเศสได้ที่ www.sncf.com
ซื้อตั๋วรถไฟได้ที่ www.sncf.com/book-tickets

photo credit: eddhostel.com

เช้าวันที่ 2

ไป Mont-Saint-Michel (Saint Michael’s Mount)

ใช้ทางหลวงสาย D275 ไปยังพิกัด Chambres d’hôtes Étoile des Grèves เพื่อถ่ายรูปฝูงน้องแกะกับฉากสุดอลังการของมหาวิหารกลางน้ำ Mont-Saint-Michel (จุดนี้เห็นมหาวิหารอยู่ไกลๆ ต้องใช้เลนส์ซูม 200mm เป็นอย่างน้อยถ่ายครับ)

ขับรถไปจอดที่ Mont-Saint-Michel Parking แล้วเดิน 300 เมตร ไปขึ้นรถ navette/shuttle ฟรีที่ Départ navette Passeur ค่าจอดรถทั้งวันช่วงที่เราไป 10 ยูโร ถ้าเป็นช่วง high season 15 ยูโร

ถ้าไม่ขับรถเที่ยวและค้างคืนที่ Pontorson ให้นั่งรถ navette/shuttle ตอน 09.02 น. (วันจันทร์-ศุกร์) / 13.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์) จากสถานีรถไฟ Gare de Pontorson – Mont-Saint-Michel ใช้เวลา 25 นาที ถึง Mont-Saint-Michel ค่ารถเที่ยวละ 3.10 ยูโร

ถ้าค้างคืนที่ Dol-de-Bretagne ให้นั่งรถเมล์สาย 17a จากสถานีรถไฟ Gare de Dol de Bretagne ตอน 08.20 น. (วันจันทร์-ศุกร์) / 11.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์) ไปต่อรถ navette/shuttle ตอน 09.02 / 13.00 น. ที่สถานีรถไฟ Gare de Pontorson – Mont-Saint-Michel

อ่านข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ eddhostel.com

จากเมือง Saint-Malo มีรถบัสของ Keolis ตอน 09.20 น. ไป Mont-Saint-Michel ได้เช่นกัน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที

ดูตารางเวลารถขาไปและกลับจากรูปข้างล่างนี้ประกอบครับ

ถ้าจะไป Mont Saint-Michel จาก Paris

ก่อน 9 โมงเช้ามีรถไฟธรรมดาออกจาก Gare Saint-Lazare (Paris St Lazare) ไปเมือง Caen ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เปลี่ยนขบวนอีก 2 ชั่วโมงครึ่งก็จะถึงสถานี Gare de Pontorson – Mont-Saint-Michel ตอนบ่าย ต่อรถ navette/shuttle ทันรอบบ่ายสอง (วันจันทร์-ศุกร์) ถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์จะมีรถ 18.37 น. เลย

หรือวิธีที่แพงกว่าแต่เร็วกว่าคือ รถไฟด่วนพิเศษ TGV จากสถานีรถไฟ Gare Montparnasse (Paris Montparnasse) ไปเมือง Rennes ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เปลี่ยนเป็นขบวนท้องถิ่น (TER) อีก 48 นาที ก็จะถึงสถานี Gare de Pontorson – Mont-Saint-Michel ตอนเที่ยงเศษ ต่อรถ navette/shuttle ทันรอบ 12.35 น. (วันจันทร์-ศุกร์) จะถึง Mont-Saint-Michel ก่อนบ่ายโมง ถ้าในวันที่ไปน้ำขึ้นสูงช่วงเช้าก็จะมาไม่ทัน ต้องค้างคืนรอวันรุ่งขึ้น

ถ้าขับรถตรงจาก Paris มาที่ Mont-Saint-Michel เลย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

อ่านวิธีการเดินทางจาก Paris ได้ที่ www.bienvenueaumontsaintmichel.com

รถ navette ไปส่งที่สะพาน Pont Passerelle du Mont Saint-Michel ที่สร้างเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะที่ตั้งของมหาวิหาร Abbaye du Mont-Saint-Michel

วันที่เราไปเช็คเวลาน้ำขึ้นสูงสุดคือบ่ายโมงนิดๆ และขึ้นสูงแค่ 7 เมตรเศษซึ่งแทบไม่ท่วมผืนทรายและเลนข้างล่างจนถ่ายภาพมหาวิหารสะท้อนอยู่บนผิวน้ำได้ (แนะนำให้เตรียมรองเท้าบู๊ทไปด้วยเผื่อลงไปเดินหามุมถ่ายรูปบนทรายเลน)

แต่ละวันเวลาน้ำขึ้นและลงแตกต่างกัน บางช่วงเดือนน้ำขึ้นสูงสุดตอนเช้า บางเดือนขึ้นตอนบ่าย เช็คเวลาล่วงหน้าได้แค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น

เช็คเวลาน้ำขึ้นน้ำลงได้ที่ www.tideschart.com

เดินเข้าประตูเมือง Porte de l’Avancée และ Porte et Logis du Roi

เดินตามถนนสายหลักชื่อ Grande Rue ซึ่งมีบ้านน่ารักๆ ตลอดสองข้างทาง

เดินแป๊บเดียวก็ถึงโบสถ์ Église Paroissiale Saint-Pierre ซึ่งมองเห็น Abbaye du Mont-Saint-Michel อยู่บนยอดของ Mont-Saint-Michel

ขึ้นเขาต่อไปยังทางเข้า Abbaye du Mont-Saint-Michel เสียค่าเข้าชม 11 ยูโร

อัพเดทราคาได้ที่ https://en.normandie-tourisme.fr

Mont-Saint-Michel อ่านว่า มงต์-แซงต์-มิเชล คือเกาะเล็กๆ ห่างจากชายฝั่ง 600 เมตร ในแคว้น Normandie ทางตะวันตกของฝรั่งเศส

บนยอดเขาของเกาะเป็นที่ตั้งของ Abbaye du Mont-Saint-Michel วิหารคริสตจักรสุดอลังการ

เกาะนี้มีประวัติเริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และ 7 โดยเป็นฐานที่มั่นของชาว Gallo-Roman ก่อนจะถูกชาว Francs ตีแตกเข้ายึดครองสำเร็จและเรียกชื่อเกาะว่า Mont Tombe

ตามตำนานเล่าว่าเทวทูตมิเชล (Saint Michael) ได้เข้าฝันนักบุญ Aubert บิชอปแห่งเมือง Avranches ในฝันองค์แซงต์มิเชลรับสั่งให้บิชอปสร้างวิหารขึ้นบนเกาะหิน แต่นักบุญ Aubert ไม่ได้ปฏิบัติตามเพราะนึกว่าปีศาจมาเข้าฝัน การเข้าฝันครั้งที่ 3 องค์แซงต์มิเชลใช้นิ้วชี้เผาตรงหน้าผากของนักบุญ Aubert เมื่อนักบุญตื่นขึ้นมาก็มีร่องรอยอยู่ที่หน้าผากจริง ท่าน Aubert จึงสั่งให้ทำการก่อสร้างวิหารตามที่ได้รับสั่งมาในฝัน

วิหารมงต์แซงต์มิเชลออกแบบก่อสร้างโดยผสมผสานสถาปัตยกรรมโกธิคกับโรมาเนสก์ ยอดวิหารสูง 155 เมตร บนยอดมีรูปปั้นเทวทูตมิเชลที่สร้างโดยประติมากรชื่อเสียงโด่งดังนามว่า Emmanuel Frémiet

การก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากต้องขนหินแกรนิตจำนวนมากมาจากพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนใหญ่นำมาจากเกาะ Chausey นอกชายฝั่งไปสิบกว่ากิโลเมตรและแถว Bretagne เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จวิหารแห่งนี้กลายเป็นที่แสวงบุญของนักบวชคริสต์และศาสนิกชนที่เคร่งครัดในศาสนาจำนวนมาก

ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นี่กลายเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง จนกระทั่ง Victor Hugo มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ยกเลิกการเป็นสถานที่คุมขังและทำการบูรณะจนกลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ

ด้วยความสวยงามยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน องค์การยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียน Mont-Saint-Michel เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม เมื่อปีค.ศ. 1979 นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกตะวันตก (Wonder of the Western World) อีกด้วย

วิหารมงต์แซงต์มิเชลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม 1 ใน 3 ของฝรั่งเศส รองจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์คซายส์

วิหารเปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันที่ 1 ม.ค., 1 พ.ค., 25 ธ.ค. ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. – 31 ธ.ค. เปิด 09.30-18.00 น.

เที่ยงครึ่งแล้ว เดินกลับออกจากเกาะไปหามุมถ่ายรูปรอน้ำขึ้นเต็มที่

รอจนถึงบ่ายโมงน้ำไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นท่วมพ้นทรายเลน เลยขึ้นรถ navette กลับไปลงที่หน้า Le Relais Saint-Michel ซึ่งมีจุดถ่ายรูป Mont-Saint-Michel ที่อลังการไม่แพ้จุดอื่นเหมือนกัน

ได้เวลาต้องไปเมืองอื่นต่อแล้ว

ขึ้นรถ navette กลับไปที่เดิมที่ Départ navette Passeur แล้วเดินกลับลานจอดรถ

ไป Honfleur

ระยะทางจาก Mont-Saint-Michel ถึงเมือง Honfleur ประมาณ 190 กม. ขับรถ 2 ชั่วโมงเศษ

photo credit: travelconcepts.us

ถ้าไม่ขับรถเที่ยวก็สามารถใช้รถไฟ+รถเมล์เชื่อมต่อระหว่าง Mont-Saint-Michel กับ Honfleur ได้ แต่ไม่สะดวกเลย อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาเดินทางรวมกว่า 4 ชั่วโมง

วิธีการคือนั่งรถ navette/shuttle จาก Mont-Saint-Michel กลับไปสถานีรถไฟ Gare de Pontorson – Mont-Saint-Michel วันจันทร์-ศุกร์มีรอบ 08.07, 11.40, 13.06, 18.12 น., วันเสาร์ 10.06, 17.42 น., วันอาทิตย์ 11.06, 17.42 น. ค่ารถ 3.10 ยูโร ใช้เวลา 20 นาที

ตารางเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ เช็คเวลาแต่ละช่วงได้ที่ www.bienvenueaumontsaintmichel.com เลื่อนมาคลิกลิ้งค์ด้านล่างเว็บ

จากนั้นนั่งรถไฟท้องถิ่น (TER) ไปลงที่สถานีรถไฟ Gare de Caen เมือง Caen ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ตั๋วรถไฟราคาไม่เท่ากัน ลอง search เล่นๆ มี 2 ราคา คือ 28 กับ 7 ยูโร ครับ

ต่อรถเมล์สาย 39 ที่สถานีรถบัส Gare Routière ด้านข้างสถานีรถไฟ Caen อีกราว 1 ชั่วโมงก็จะถึงสถานีรถบัส Gare Routière เมือง Honfleur ตั๋วรถเมล์สำหรับผู้ที่อายุ 26 ขึ้นไป 4.90 ยูโร

หาตารางเวลาและค่าตั๋วรถเมล์ในแคว้น Normandie ได้ที่ www.nomadcar14.fr

แพลนตอนแรกกะจะออกจาก Mont-Saint-Michel ประมาณบ่ายโมงครึ่ง ตีรวดไปเมือง Honfleur และเที่ยวตั้งแต่ตอนเย็นเลยเพราะเย็นนี้อากาศดี ฟ้าใส ฝนจะตกตอนดึก แต่เปลี่ยนใจปรับแผนเป็นแวะเที่ยวหมู่บ้าน Beuvron-en-Auge และกินมื้อเย็นที่เมือง Cabourg ที่อยู่ระหว่างทางก่อน เพราะพยากรณ์อากาศก็บอกว่าพรุ่งนี้เช้าฟ้าจะใสเหมือนกัน ขับรถเที่ยวเองอยู่แล้ว แวะเก็บเมืองเพิ่มดีกว่า

หมู่บ้าน Beuvron-en-Auge อยู่เลยเมือง Caen ไปไม่ไกลและห่างจาก Mont-Saint-Michel ประมาณ 155 กม.

จอดรถฟรีที่ลานจอดตรง Office de tourisme de Beuvron-en-Auge แล้วเดินเข้ากลางหมู่บ้านแค่ 150 เมตร

Beuvron-en-Auge (เบอ-วรง-น็อง-โน้ช) คือหมู่บ้านเล็กๆ ในแคว้น Normandie ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน Les Plus Beaux Villages de France (the most beautiful villages of France)

ตรงนี้เรียกว่า Place Michel Vermughen เป็นศูนย์กลางหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่

เรามาวันอาทิตย์ หมู่บ้านเงียบเหงาเลยแหละ ร้านอาหารเปิดไม่กี่ร้านเอง

ร้าน Michelin ชื่อ Le Pavé d’Auge ก็ปิด

เดินวนรอบ Place Michel Vermughen แป๊บเดียวก็หมดหมู่บ้านแล้วครับ 55

ยังมีเวลาอีกพอสมควรก่อนจะมืด แวะไปเดินเล่นที่เมือง Cabourg และกินมื้อเย็นก่อนแล้วค่อยเข้าไปค้างคืนที่ Honfleur

Cabourg (กาบูร์ค) คือเมืองพักผ่อนตากอากาศในฤดูร้อนของฝรั่งเศส แต่เรามาทะเลในหน้าหนาว เมืองก็จะเงียบเหงานิดหน่อย

จอดรถแถว Grand Hôtel Cabourg บริเวณนี้คือ Jardins du Casino สวนขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

เดินเข้า Grand Hôtel โรงแรมหรูกลางเมือง ออกประตูด้านหลังไปก็ถึงชายหาด Plage de Cabourg

ด้านข้างโรงแรมคือ Casino de Cabourg

5 โมงนิดๆ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว นั่งจิบชาในโรงแรมรอร้านเครปดังเปิดตอน 6 โมงเย็น

ได้เวลามื้อเย็นที่ร้าน Crêperie des Oursons ที่ Avenue de la Mer ถนนการค้าสายหลักของเมือง

สั่งเครปมาลอง 2 เมนู คือ Sud Ouest (เป็ด) 12.30 ยูโร กับ Fermière (ไก่สับและไข่) 11.50 ยูโร
อร่อยกว่าเครปออริจินอลของเบรอตาญน์ที่เมือง Dinan นะ

ขับรถอีกประมาณ 45 นาทีก็ถึงที่พักของเราในคืนนี้ ibis budget Honfleur Centre (ตรงข้าม Gare Routière de Honfleur) จอดรถหน้าโรงแรมได้เลย ถ้าเลือกพักกลางเมืองจะต้องจอดรถที่ลานจอดสาธารณะและเสียค่าจอด

วันสุดท้าย

เที่ยว Honfleur

อ็องเฟลอร์คคือเมืองท่าเล็กๆ บริเวณปากแม่น้ำ Seine อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับเมือง Le Havre ในแคว้น Normandie ทางเหนือของฝรั่งเศส

ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าทาสในยุคอาณานิคม แต่ตอนนี้กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากบ้านเรือนเก่าแก่ที่ตั้งเรียงกันตามแนวยาวของท่าเรือ วิวบริเวณนี้เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาศิลปินชื่อดังของแดนน้ำหอม เช่น Gustave Courbet, Eugène Boudin, Claude Monet และ Johan Jongkind นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวแนวคิดศิลปะแบบ Impressionist ในประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

photo credit: www.cnh-honfleur.net

8 โมงกว่า พระอาทิตย์ยังขึ้นไม่เต็มที่ ออกจากโรงแรม (ตัว B ในแผนที่) เดินผ่านลานจอดใหญ่ตรงไปแป๊บเดียวก็ถึง Avant Port ท่าเรือเล็กๆ ที่บริเวณปากแม่น้ำ Morelle

เดินไปทาง Hôtel de Ville (Mairie) หรือที่ทำการเมือง และ La Lieutenance (The lieutenancy) ประตูน้ำเก่า

เวิ้งน้ำบริเวณนี้เรียกว่า Vieux Bassin (Port de Honfleur ใน Google Map) เป็นจุดถ่ายรูปไฮไลต์ของเมืองที่จะเห็นเงาบ้านริมน้ำสะท้อนอยู่บนผิวน้ำอย่างชัดเจนในวันที่แดดดี ท้องฟ้าสดใส

ตอนนี้แสงยังไม่พอให้เกิดเงาสะท้อน เดี๋ยวค่อยเดินกลับมาอีกที

ข้ามสะพานสั้นๆ เดินผ่านอาคารหินไม่สูงที่เรียกว่า La Lieutenance และทางเดินเลียบ Vieux Bassin ไปนิด มองไปทางซ้ายก็เห็น Église Sainte Catherine (Church of St. Catherine) โบสถ์ไม้เก่าแก่ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของเมือง

ขึ้นบันไดเดินไปด้านหน้าโบสถ์ที่ Place Sainte-Catherine ตรงข้ามทางเข้าโบสถ์คือ Clocher Sainte Catherine หอระฆังของโบสถ์

เดินวนไปอีกด้านของโบสถ์แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Rue du Dauphin ตรงไปไม่ไกลก็เลี้ยวซ้ายเดินลงไปที่ถนน Rue de la République มองไปทางซ้ายก็คืออีกด้านหนึ่งของ Vieux Bassin (Port de Honfleur)

เดินเล่นถ่ายรูปรอบๆ ท่าเรือนี้ซึ่งสวยงามมากในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แถวนี้บางมุมก็คล้ายอัมสเตอร์ดัม บางมุมคล้าย Nyhavn ที่โคเปนเฮเกน

เดินกลับไปถ่ายรูปมุมแรกอีกครั้งตอนแสงดีแล้ว ได้เงาสะท้อนน้ำวิบวับเลย

เดินกลับโรงแรมและขับรถไปสถานที่สุดท้ายของทริปคือ Étretat

ขับรถไปทางทิศเหนืออีก 46 กม.

photo credit: www.thetimes.co.uk

เส้นทางนี้มีรถสาธาณะเชื่อมถึงกัน จากสถานีรถบัส Gare Routière de Honfleur นั่งรถเมล์สาย 20, 39, 50 ประมาณครึ่งชั่วโมงไปที่สถานีรถบัส Gare Routière เมือง Le Havre (ที่เดียวกับสถานีรถไฟ Gare du Havre หรือ Gare Le Havre) ต่อรถเมล์สาย 13 ไปลงที่ป้าย Mairie d’Etretat ใช้เวลาอีกราว 1 ชั่วโมง ตั๋วรถเมล์แบบ 1 ชม. 1.80 ยูโร ตั๋ววัน 4.20 ยูโร

หาตารางเวลาและค่าตั๋วรถเมล์ในแคว้น Normandie ได้ที่ www.nomadcar14.fr และเวลารถเมล์สาย 13 ที่ www.transports-lia.fr

ก่อนเที่ยง จอดรถที่ลานจอดใกล้ร้าน L’Huitrière แล้วเดินไป Promenade d’Etretat ริมทะเล

เราจะเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวบนเขาทั้งทางซ้ายและขวาจากตรงนี้ โดยเดินไปทางซ้ายก่อนแล้วค่อยเดินไปทางขวาขึ้นไปยังโบสถ์ที่เห็นอยู่ไกลๆ บนยอดเขาครับ

Étretat (เอเทรอตาต์) คือเมืองเล็กๆ ริมชายฝั่งช่องแคบอังกฤษ ไม่ไกลจากเมือง Le Havre

ที่นี่มีชื่อเสียงจากแนวหน้าผาตรงชันริมทะเลที่เรียกว่าชายฝั่ง Pays de Caux ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะชะง่อนผาชื่อดัง 3 แห่ง ได้แก่ Porte d’Aval, Porte d’Amont และ Manneporte ศิลปินคนดังของฝรั่งเศส Claude Monet ชอบมานั่งวาดรูปริมหน้าผาแห่งนี้

เดินตามถนนเลียบชายหาด Promenade d’Etretat ขึ้นบันไดและเดินตามเส้นทางขึ้นเขาผ่านจุดชมวิวแรกชื่อ Bunker ไปยังพิกัด Porte d’Aval ก็เห็นตัวเมือง Étretat ชายฝั่ง Pays de Caux และแนวหน้าผาตรงชันมุมกว้างแล้ว

มองไปอีกทางจะได้วิวแบบนี้

เดินขึ้นเขาต่ออีกไม่ไกลมากก็ถึงจุดชมวิวมุมหลักของที่นี่ นั่นคือ Falaise La Manneporte (ระยะทางเกือบ 1.1 กม. จาก Promenade d’Etretat)

เดินลงเขาตามเส้นทางเดิมกลับไปที่ Promenade d’Etretat ตรงต่อตามถนน Rue Adolphe Boissaye จนสุดทางก็เลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายเดินขึ้นถนนชันชื่อ Rue Jules Gerbeau แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นไปที่ Les Jardins d’Étretat ก็เห็นโบสถ์ Chapelle Notre-Dame-de-la-Garde (ระยะทางจาก Promenade d’Etretat ประมาณ 800 เมตร ขับรถขึ้นมาก็ได้)

ตรงนี้เป็นจุดชมวิวเมือง Étretat ชายฝั่ง Pays de Caux และแนวหน้าผาริมชายฝั่งที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง

เดินลงเขากลับไปที่ลานจอดรถ ตีรวดตรงกลับปารีสอีก 200 กว่ากิโล ตอนเย็นๆ เส้นทางเข้าเมืองปารีสรถติดแทบทุกวัน ควรรีบกลับหรือไม่ก็กลับดึกๆ ไปเลยครับ

photo credit: egroupevip.com

ถ้าเดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องนั่งรถเมล์สาย 13 จาก Mairie d’Etretat ประมาณ 1 ชั่วโมง กลับไปที่เมือง Le Havre และต่อรถไฟกลับปารีสอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง – 3 ชั่วโมง แล้วแต่ขบวนช้าหรือเร็ว

นอกจากประกันการเดินทางที่เราทำแบบรายปี แพคเกจ Gold แล้ว อีกประกันที่น่าสนใจในช่วงสถานการณ์แบบนี้ก็คือ “ประกันสุขภาพของแอกซ่าประกันภัย” ที่มีแผนความคุ้มครองหลากหลายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์เนชั่นแนลเอ็กซ์คลูซีฟ, สมาร์ทแคร์ ออพติมั่ม, สมาร์ทแคร์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ

แต่ละแผนให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขณะเดินทางอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก โดยรายละเอียดความคุ้มครองจะแตกต่างกันไปในแต่ละแผน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเช็คราคาแต่ละแผนได้ที่ https://u.axa.co.th

*เงื่อนไขและความคุ้มครองเป็นไปตามที่แอกซ่ากำหนด
เราในฐานะลูกค้าควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขการรับบริการต่างๆ ก่อนว่าแผนความคุ้มครองไหนที่ตรงกับความต้องการของเรา ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ทริปแรกหลังจากห่างหายไปนาน 600 กว่าวันนี้ครบทุกรสจริงๆ ทั้งเมืองเก่ากลิ่นอายอังกฤษย้อนยุค เมืองท่าเก่าขลัง ปราสาทเทพนิยายสุดอลังการกลางน้ำ เมืองท่าเล็กๆ ฟีลอบอุ่น ไปจนถึงหน้าผาริมชายฝั่งทะเลวิวปัง ถือเป็นอีกเส้นทางเที่ยวฝรั่งเศสที่เราอยากแนะนำเลยครับ

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต