เมืองชวนฝันของนอร์เวย์ที่ไม่ควรพลาด

ประเทศ “นอร์เวย์” ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนซึ่งมีชื่อเสียงจากชายฝั่งเว้าแหว่งของฟยอร์ดทางด้านตะวันตกและธรรมชาติป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ แต่อีกด้านหนึ่งนอร์เวย์ก็มีมุมความเป็นเมืองน่ารักๆ ที่แนบชิดกลมกลืนอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน (นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง Oslo, Bergen และ Stavanger) ถ้าหากใครชอบบรรยากาศเมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บแล้ว ประเทศนี้ถือเป็นจุดหมายในฝันเลยทีเดียว เพราะอะไรไปชมกันเลย

Flåm

หมู่บ้านที่อ่านออกเสียงตามภาษาท้องถิ่นว่า “โฟลม” แห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 500 คน โฟลมได้ชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางของฟยอร์ดที่ยาวและลึกที่สุดในโลก นั่นคือ Sognefjord ซึ่งมีความยาวถึง 204 กิโลเมตรจากทะเลลึกเข้ามาถึงแผ่นดิน ด้านหลังเขตหมู่บ้านโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ส่วนด้านหน้าเป็นเวิ้งน้ำในฟยอร์ดอันใสสะอาดเนียนตา และมีแม่น้ำสายเล็กๆ ชื่อ Flåmselvi ไหลผ่าน โฟลมจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอันบริสุทธิ์ตามแบบฉบับนอร์เวย์ขนานแท้

Flam

Ålesund

เมืองฟยอร์ดงามหยดที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในเขตเทศมณฑล Møre og Romsdal ทางตะวันตกของประเทศ เมืองนี้ได้รับการกล่าวขานว่ามีบ้านเรือนที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Art Nouveau ที่มีสีสันสดใสอย่างมาก โดยบ้านเรือนเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นใหม่ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 หลังได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ อีกทั้งยังเป็นเมืองสำคัญทางการเดินเรือต่อเรือของทวีปยุโรปอีกด้วย โดยมีไฮไลต์อยู่ที่บริเวณที่เรียกว่า Brosundet หรือท่าเรือเก่าแก่ ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือส่งออก klippfisk หรือปลาคอดตากแห้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

Alesund

Tromsø

เมืองใหญ่ทางตอนเหนือสุดของประเทศที่อยู่บนเกาะ Tromsøya ซึ่งเชื่อมเขตเมืองด้วยสะพาน Tromsøbrua เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบกึ่งขั้วโลกทำให้เมืองนี้น่าจะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แต่เมืองนี้กลับมีความอบอุ่นมากกว่าเมืองอื่นๆ ในบริเวณนี้เพราะมีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่านชายฝั่งแทบจะตลอดทั้งปี อีกทั้งในเมืองยังมีสิ่งน่าที่น่าสนใจคือบ้านไม้ตามแบบฉบับนอร์วีเจียนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1789

Tromso

Trondheim

เมืองเก่าแก่ยุคไวกิ้งที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ในเทศมณฑล Sør-Trøndelag ทางตอนกลางของประเทศ จุดเด่นของเมืองอยู่ที่บริเวณ Bryggene ซึ่งรายล้อมด้วยบ้านเรือนสไตล์นอร์วีเจียนสีสันสดใสที่เรียงรายขนาบเลียบแม่น้ำ Nidelva ทั้งสองฝั่ง อาคารต่างๆ นี้บางส่วนเป็นบ้านชาวประมงที่ตั้งรกรากมาอย่างยาวนานและบางส่วนก็เป็นคลังเก็บสินค้าโบราณ จากจุดนี้สามารถเห็นวิว Nidaros Cathedral โบสถ์ใหญ่ประจำเมือง รวมทั้งสะพานข้ามแม่น้ำที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองได้อย่างชัดเจน

Trondheim

Longyearbyen

เมืองที่ได้ชื่อว่าตั้งอยู่เหนือสุดของโลกบนกลุ่มเกาะ Svalbard กลุ่มเกาะโพ้นทะเลในเขตอาร์คติกทางตอนเหนือของประเทศ เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าว Isfjorden ทางตะวันตกของชายฝั่ง Spitsbergen แห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรกเมื่อปี 1926 ในนาม Longyear City โดยตั้งชื่อตาม John Munroe Longyear เจ้าของธุรกิจเหมืองแร่ในเขตอาร์คติกซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเกาะนี้เป็นคนแรก เมืองดังกล่าวถูกใช้ทำเหมืองแร่เป็นเวลาหลายทศวรรษจนมีผู้อยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทุกสิ่งทุกอย่างของกลุ่มเกาะแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น สาธารณูปโภค การศึกษา วัฒนธรรม การคมนาคมทั้งทางบก ทะเล และอากาศ

Longyearbyen

Gudvangen

หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาแห่งฟยอร์ด Nærøyfjord ในเขตเทศมณฑล Sogn og Fjordane ทางตะวันตกของประเทศ หมู่บ้านที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งระหว่างเส้นทางไปหมู่บ้าน Flåm แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของ
ฟยอร์ดซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของแม่น้ำ Nærøydalselvi โดยโดดเด่นด้วยขุนเขาฟยอร์ดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังและบรรยากาศชนบทนอร์เวย์อันน่ามหัศจรรย์ หมู่บ้านดังกล่าวสามารถเข้าถึงจากทางหลวงสาย E16 โดยละแวกใกล้เคียงยังมีน้ำตก Kjelfossen น้ำตกชื่อดังอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านอีกด้วย

Gudvangen

Røros

เมืองที่มีชื่อในภาษาท้องถิ่นว่า Plassje ในเขตเทศมณฑล Sør-Trøndelag ทางตอนกลางของประเทศ เมืองมรดกโลกขององค์การยูเนสโกที่รายล้อมด้วยบ้านไม้สไตล์นอร์วีเจียนกว่า 80 หลังแห่งนี้เป็น 1 ใน 2 เมืองของนอร์เวย์ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้เป็นเมืองทำเหมืองอย่างแท้จริง โดยมีอีกชื่อหนึ่งว่า “Bergstaden” ที่มีความหมายว่า “เมืองแห่งเหมือง” นั่นเอง ทุกวันนี้ผู้คนภายในเมืองดังกล่าวก็ยังคงประกอบอาชีพทำเหมืองทองแดงซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 รวมทั้งบ้านเรือนภายในเมืองก็ยังคงรูปแบบของศตวรรษที่ 17 ต่อศตวรรษที่ 18 อย่างสมบูรณ์อีกด้วย

Roros

Undredal

หมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งฟยอร์ดชื่อว่า Aurlandsfjord ในเขตการปกครอง Aurland ในเทศมณฑล Sogn og Fjordane ทางตะวันตกของประเทศ หมู่บ้านที่มีประชากรเพียงประมาณ 100 คนแห่งนี้ในอดีตสามารถเข้าถึงได้ทางเรือเท่านั้น แต่หลังจากมีการตัดถนนสาย E16 และเจาะอุโมงค์ทะลุช่องเขาเมื่อปี 1988 ทำให้รถยนต์เป็นอีกทางเลือกในการเข้าสู่เขตเมือง หมู่บ้านดังกล่าวมีวิถีชีวิตชีวิตที่เรียบง่ายโดยทำฟาร์มเลี้ยงแพะเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตที่ได้จึงเป็นชีสจากนมแพะสีน้ำตาลที่เรียกว่า “Geitost” และไส้กรอกเนื้อแพะซึ่งเป็นเหมือนจุดขายสำคัญของหมู่บ้าน

Undredal

Reine

หมู่บ้านชาวประมงพื้นที่ 0.33 ตารางกิโลเมตร ส่วนหนึ่งของกลุ่มเกาะ Lofoten ในเขตการปกครอง Moskenes
เทศมณฑล Nordland ทางเหนือของประเทศ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเกาะ Moskenesøya บริเวณนอกชายฝั่งนอร์เวย์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศเพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสาย European route E 10 ทำให้สามารถเข้าถึงได้ไม่ลำบากมากนัก โดยเมื่อช่วงปลายทศวรรษ 1970 นิตยสาร Allers ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่ยอดขายสูงสุดของประเทศได้ยกย่องให้เป็นหมู่บ้านที่งดงามที่สุดของนอร์เวย์

Reine

Bugøynes

หมู่บ้านชาวประมงในเขตการปกครอง Sør-Varanger แคว้น Finnmark ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของประเทศ ไม่ไกลจากชายแดน Finland และ Russia หมู่บ้านที่อยู่เหนือเส้น Arctic Circle ไปประมาณ 500 กิโลเมตรแห่งนี้ตั้งขนานไปกับแนวฟยอร์ด Varangerfjorden บริเวณโค้งอ่าวทะเล Barents โดยมีบ้านเรือนทั้งหมดราว 230 ครัวเรือนซึ่งส่วนมากใช้ภาษาฟินแลนด์ในการสื่อสาร ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น Lille-Finland หรือ Little Finland หมู่บ้านดังกล่าวโดดเด่นด้วยบ้านไม้สีสดใสตามฉบับชาวประมงนอร์วีเจียน รวมทั้งอาหารทะเลสด ไม่ว่าจะเป็น แซลมอน ปูเรดคิง และปลาเขตอาร์คติก

Bugoynes

Odda

เมืองในเขตการปกครอง Hardanger แห่งเทศมณฑล Hordaland ในแคว้น Western Norway ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของฟยอร์ด Sørfjorden แห่งนี้มีอาณาเขตทั้งหมดเพียงประมาณ 2.85 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนมากอยู่บนที่ราบแคบๆ ระหว่างทะเลสาบ Sandvinvatnet กับภูเขาสูงด้านหลังเขตเมือง
เมืองดังกล่าวมีสถานะเป็นเมืองเมื่อปี 2004 มีประชากรประมาณ 5,000 คน และสามารถเข้าถึงได้จากทางหลวงสาย 13

Odda

Svolvær

เมืองศูนย์กลางเขตชุมชน Vågan ในเขตการปกครอง Lofoten แห่งเทศมณฑล Nordland ทางตอนเหนือของประเทศ เมืองที่มีพื้นที่ทั้งหมดราว 2.33 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ตั้งอยู่บนโค้งอ่าวทางใต้สุดของเกาะ Austvågøya ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเกาะ Lofoten อันโด่งดัง โดยมีผู้คนตั้งรกรากมายาวนานกว่า 1,200 ปี รอบเขตเมืองดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำ ทำให้กลายเป็นแหล่งจับปลาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ การเดินทางมาสามารถทำได้ทั้งทางอากาศที่สนามบิน Svolvær Airport และทางน้ำที่มีเรือเฟอร์รี่เชื่อมต่อจากหลายจุดโดยมีเมืองใหญ่อย่าง Bodø เป็นท่าเรือหลัก

Svolvaer

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต