ซาฟารีแบบฉ่ำๆ ที่ Ngorongoro Crater แอ่งภูเขาไฟมรดกโลกแห่งแทนซาเนีย

ทริปแรกของปี 2024 ขอลุยป่าซาฟารี ทำ game drive ตามล่าหา Big 5 ที่แทนซาเนีย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบของซาฟารีซึ่งออริจินอลแบบสุดๆ โดยเราบินมาลงที่ Kilimanjaro International Airport แล้วใช้เมือง Arusha เมืองหน้าด่านสู่ซาฟารีเป็นฐาน

แน่นอนว่าหนึ่งในจุดหมายห้ามพลาดของการมาซาฟารีที่แทนซาเนียก็คือ Ngorongoro Crater ที่สามารถเดินทางแบบ day trip ได้

เราออกเดินทางจากเมือง Arusha ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง – 4 ชั่วโมง โดยเราเลือกจองของบริษัท Swahili Paradise Tours ราคาเริ่มต้น 230 USD ต่อคน ถือว่าคุ้มมากเพราะค่าเข้าอุทยานสูงมากและระยะทางค่อนข้างไกล รวมทั้งต้องใช้ความชำนาญในเส้นทางพอสมควร ภาพรวมถือว่าบริการดี น่าเชื่อถือ มีความเป็นมืออาชีพ

Ngorongoro Crater คือปากปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมาพื้นที่ถึง 260 ตารางกิโลเมตร บนระดับความสูงกว่า 1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเกิดจากการระเบิดและยุบตัวลงเมื่อสองล้านปีก่อน

พื้นที่รอบบริเวณ Ngorongoro Crater ล้อมรอบด้วยแนวภูเขาความสูง 610 เมตร ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าตามธรรมชาติจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น สิงโต วิลเดอร์บีส ม้าลาย ควายป่า ช้าง ยีราฟ ฮิปโป รวมถึงแรดสีดำที่พบเห็นได้ค่อนข้างมาก โดยได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติขององค์การ UNESCO ตั้งแต่ปี 1979

ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของสรรพสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์และหนาแน่นที่สุดในทวีปแอฟริกาเพราะบรรดาสัตว์ป่าจะไม่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อตามหาแหล่งน้ำเหมือนที่อื่น เหตุผลคือที่นี่ได้รับความชุ่มชื้นจากผืนป่าโดยรอบที่ฝนตกชุกตลอดทั้งปีโดยตรง เมื่อรวมกับทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่ป่า ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำมากมายสะสมอยู่ภายในปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้

หลังเดินทางมาหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ลงมาถึงปากปล่อง Ngorongoro สักที พอรถจี๊ปลงมาถึงด้านล่างไม่ทันไรก็เจอฝูงช้างป่าแอฟริกันก่อนเลย

ผ่านมาสักพักก็เจอสิงโต้ตัวผู้ เจ้าป่าผู้น่าเกรงขามแบบเต็มๆ

ไปทางแหล่งน้ำก็เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ชอบอยู่ในน้ำทั้งหลาย เห็นฝูงฮิปโปหลายตัวกำลังแช่น้ำเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน รวมถึงฝูงนกฟลามิงโกด้วย ตอนแรกเข้าใจว่ามีแค่ที่ Lake Manyara ของจริงคือสวยมาก สีชมพูสะพรั่งเต็มไปหมด สง่างามมาก

จากนั้นขับไปสักพักก็เจอหมูป่า หรือเจ้า Pumbaa ในการ์ตูน Lion’s king ด้วย เพิ่งไปเล่นโคลนมา น่ารักสุดๆ

ในบริเวณ Ngorongoro เห็นเจ้านก Crowned Crane ได้เต็มไปหมด สีสันสวยงามจริงๆ

นกพันธุ์นี้คือนกที่อยู่ในธงชาติของประเทศ Uganda ด้วย สามารถพบเห็นได้ในแอฟริกาฝั่งตะวันออก

ในที่สุดก็ตามล่าหา Big 5 (สิงโต เสือดาว ช้าง ควายป่า และแรด) ได้จนครบ เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยไปซาฟารีมาที่แอฟริกาใต้และเคนยายังไม่เคยเห็นแรดตัวเป็นๆ ตามธรรมชาติเลย (ความจริงเคยเห็นที่แอฟริกาใต้แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยธรรมชาติ ออกแนวสวนสัตว์เปิดไปหน่อยครับ)

อย่างที่บอกว่าเราใช้เมือง Arusha เป็นเบสในช่วง 2 คืนแรก โดยเลือกพักที่ Arusha Coffee Lodge by Elewanaที่พักที่อยู่ท่ามกลางไร่กาแฟเพราะแทนซาเนียคืออีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟคุณภาพชั้นยอด เมื่อมาถึงแล้วต้องห้ามพลาด

Arusha Coffee Lodge by Elewana คือรีสอร์ทสุดหรูชานเมือง Arusha เมืองต้นทางสู่ซาฟารีของแทนซาเนีย ซึ่งรายล้อมด้วยไร่กาแฟที่กลมกลืนอยู่กับที่พักฟีลอบอุ่นกลิ่นอายยุคต้นศตวรรษที่ 20 เรียกว่าให้ความรู้สึกเหมือนพักผ่อนอยู่ที่บ้านที่ทำไร่กาแฟ สัมผัสถึง aroma ของกาแฟเต็มๆ ฟีลกู๊ดมากๆ

ราคาห้อง Double/Twin รวมอาหารเช้าในช่วง high season แบบที่เรามา เริ่มต้น 638 USD ต่อคืน รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Arusha Coffee Lodge

ที่นี่อยู่ห่างจากจากสนามบินนานาชาติ Kilimajaro ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที และห่างจากสนามบิน Arusha เพียงแค่ 5 นาที

พอเข้ามาถึงก็เจอด้านหน้ารีสอร์ทมีเอกลักษณ์จากบ่อน้ำลวดลายสวยงามก่อนเลย

บรรยากาศด้านในร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ รวมทั้งไร่กาแฟรอบบริเวณ มองไปทางไหนก็เป็นสีเขียว กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ

เราพักที่นี่ 2 คืน โดยเลือกห้องแบบ Plantation Room ที่ตกแต่งแนวบ้านพักสไตล์ตะวันตกย้อนยุค ด้านหน้าห้องมีพุ่มไม้ประดับตกแต่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว

ด้านในตกแต่งแนวบ้านพักสไตล์ตะวันตกย้อนยุค ให้ความรู้สึกคลาสสิคด้วยการใช้ไม้และอิฐเป็นหลัก สิ่งที่ชอบมากคือเตาผิงกับปล่องไฟตรงกลางห้องที่ให้ฟีล cozy มากๆ แถมห้องยังมี complimentary พวกของหวาน รวมทั้งกาแฟให้พร้อม

อีกอย่างที่โดดเด่นคือห้องน้ำที่กว้างมาก แบ่งสัดส่วนแห้งเปียกชัดเจน รวมถึง toiletry ที่เน้นส่วนผสมของน้ำมันอาร์แกนซึ่งมีกลิ่นหอมและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดีมาก

ส่วนร้านอาหารมีทั้งที่นั่งด้านในและด้านนอก โดยเราทานอาหารเย็นที่ร้าน The Grill Room ในโรงแรมทั้ง 2 วันเลย เมนูมีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารท้องถิ่นและอาหารตะวันตก

อาหารกลางวันและเย็นไม่รวมอยู่ในราคาที่พักนะครับ ต้องจ่ายเพิ่มเอง ราคาอาหารจานหลักถือว่าไม่แรงเมื่อเทียบกับระดับของโรงแรม คือประมาณ 30,000 – 36,000 TSH (ราว 430 – 510 บาท)

บรรยากาศด้านในร้านอาหาร The Grill Room ให้ฟีลอบอุ่นแนวย้อนยุคดีมาก อาหารเช้าก็ทานที่นี่เช่นกัน โดยมีไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ให้เลือกตักเองได้ เช่น ซีเรียล ขนมปัง ผลไม้ และสามารถสั่งจานหลักมาได้ด้วย จานนี้เป็น Eggs Benedict อร่อยมาก ทานพร้อมกาแฟเย็นคือดีเว่อร์

ในภาพรวมถือว่าชอบที่นี่มากครับ อย่างงานบริการบอกเลยว่าดีงามตามมาตรฐานการบริหารของ Elewana ในเครือ Minor Hotels พนักงานทุกคนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกอย่างจริงๆ ประทับใจสุดๆ ครับ 😀