เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ “เที่ยวเอง” ในยุโรป

ก่อนการเดินทางไป “เที่ยวเอง” ในทวีปยุโรป เรามักจินตนาการรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอระหว่างการเดินทางไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยสิ่งที่ตนเองคุ้นชินมาเป็นตัวกำหนด แต่ความจริงแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดซึ่งเราก็ควรรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไว้เพื่อให้ไปเที่ยวเองได้อย่างราบรื่นมากที่สุด รวมทั้งเป็นการประดับความรู้ก่อนไปเที่ยวไปในตัวอีกด้วย

ซื้อตั๋วโดยสารกับคนขับรถได้

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าสามารถซื้อตั๋วรถเมล์และรถรางได้จากคนขับรถหรือกระเป๋ารถเมล์ (ในยุโรปไม่มีนะ) แต่แท้จริงแล้ว มีเพียงบางเมืองเท่านั้น (ส่วนมากในยุโรปตะวันออกและเมืองขนาดเล็ก) ที่จะซื้อตั๋วโดยสารบนรถเมล์ได้ โดยทั่วไปแล้วจะต้องซื้อจากตู้กด เคาน์เตอร์ขายตั๋ว หรือร้าน kiosk ต่างๆ ก่อนขึ้นรถ เพราะหากขึ้นไปโดยไม่มีตั๋ว แล้วโชคร้ายเจอเจ้าหน้าที่ตรวจพอดีก็จะโดนปรับหนักกว่า 10 เท่าของราคาตั๋วทันที

ห้องน้ำเข้าฟรีทุกที่

ในเมืองไทย ห้องน้ำตามที่สาธารณะต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรมที่พัก เข้าได้ฟรีแทบทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับในยุโรปเพราะห้องน้ำตามสถานที่เหล่านี้ส่วนมากต้องเสียเงินเพื่อเข้าไปใช้แทบทั้งสิ้น ราคาก็แตกต่างตามค่าครองชีพของแต่ละประเทศ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.5 ยูโร โดยบางแห่งต้องใช้บริการก่อนซึ่งอาจเป็นการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ถึงอนุญาตให้เข้าฟรีได้

ซุปเปอร์มาร์เก็ตมีถุงพลาสติกให้ใส่ของ

ถุงพลาสติกนับเป็นขยะอย่างหนึ่ง การซื้อสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตจึงไม่ให้ถุงมาใส่สินค้าที่เราซื้อ ทางเลือกคือพกกระเป๋าผ้าหรือถุงของเราเองติดตัวไปด้วยหรือซื้อถุงพลาสติกของเขา ราคาประมาณ 0.3 ยูโร แต่ถ้าเป็นการซื้อของจากร้านค้าจำพวกโชห่วยต่างๆ ส่วนมากจะให้ถุงพลาสติกใส่ของมาด้วย

จ่ายค่าอาหารเกินแล้วพนักงานจะทอนเงินทุกครั้ง

ข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมเนียมการทิปเงิน ร้านอาหารส่วนมากในยุโรปที่มีพนักงานเสิร์ฟบริการมักมีธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องการทิปเงินเป็นปกติ บางครั้งถ้าเราจ่ายเงินเกินราคาอาหาร พนักงานที่เก็บเงินไปจะเข้าใจว่าเป็นการให้ทิปแก่เขาและจะไม่กลับมาทอนเงินให้เรา ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ธนบัตรมูลค่ามากจ่ายเงินเพื่อเป็นการแตกแบงค์ แต่ควรจ่ายให้เกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อรักษาธรรมเนียมการทิปนั่นเอง แต่ถ้าอยากทิปหนักก็แล้วแต่ความพอใจส่วนตัว

ขึ้นรถไฟตู้ไหนก็ได้

เมื่อรถไฟมาเทียบชานชาลาแล้วเราจะขึ้นไปนั่งตู้ใดก็ได้ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดและทำให้ถูกปรับเงินหรือเสียเงินเพิ่มมานักต่อนักแล้ว เพราะระบบรถไฟในยุโรปไม่ว่าจะของประเทศใดส่วนมากจะมีการแบ่งตู้ตามคลาสเป็นรถไฟชั้น 1 และชั้น 2 ซึ่งมีราคาและความสะดวกสบายแตกต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าไปนั่งให้ถูกตู้โดยสังเกตตัวเลข 1 หรือ 2 ที่เขียนไว้ด้านนอกรถ รวมไปถึงบางครั้งอาจมีการระบุที่นั่งเฉพาะซึ่งก็จำเป็นต้องนั่งให้ตรงตามหมายเลขในตั๋วด้วย

shutterstock_193417787

ช้อปปิ้งในยุโรปถูกกว่าเมืองไทยเยอะ

เชื่อว่าวัตถุประสงค์ของหลายคนที่อยากไปเที่ยวยุโรปเพราะต้องการไปช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ เพราะเข้าใจว่ามีราคาถูกกว่าเมืองไทยมาก แต่ความจริงแล้วถ้าไม่ได้เป็นแบรนด์ของประเทศนั้นๆ และไม่ได้เป็นช่วง SALE ราคาสินค้าตามช็อปต่างๆ ก็ไม่ได้ถือว่าถูกกว่าเมืองไทยเท่าไหร่ มิหนำซ้ำบางครั้งอาจจะแพงกว่าด้วย ยกเว้นแต่กรณีไปช้อปที่ outlet ต่างๆ ซึ่งย่อมมีราคาถูกกว่าเมืองไทยมากพอสมควรอยู่แล้ว

พวกลักขโมยดูน่ากลัว

ภาพจำเรื่องโจรหรือหัวขโมยของคนเรามักเป็นคนที่ดูน่ากลัว ซอมซ่อ และแต่งตัวสกปรก แต่ก็อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยเฉพาะในยุโรปพวกแก๊งล้วงกระเป๋าส่วนมากมักแต่งตัวดูดี สะอาดสะอ้าน บางคนมาเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป บางคนใส่สูทเหมือนหนุ่มสาวออฟฟิศด้วยซ้ำเพื่อหลอกตาไม่ให้เราระวังตัว ดังนั้นไม่ควรตัดสินใครจากภายนอกและควรระวังตัวคอยตรวจสอบทรัพย์สินของตนตลอดเวลาเมื่ออยู่ในสถานการณ์คนแน่นเบียดเสียด

อาหารท้องถิ่นมีราคาถูก

ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทย อาหารไทยทั่วไป (ไม่นับอาหารตามร้านหรู) จะมีราคาถูกกว่าอาหารต่างชาติอื่นๆ แตกต่างจากยุโรปที่อาหารท้องถิ่นของแต่ละประเทศนั้นๆ (ส่วนมากจะเป็นร้านอาหารดีๆ ไม่ได้เป็นตึกแถวโทรมๆ) จะมีราคาแพงกว่าอาหารที่เป็นของชาติอื่นๆ โดยอาหารจีนและเตอร์กิช (จำพวกเคบับ) ซึ่งจัดได้ว่ามีราคาถูกที่สุด ดังนั้นหากต้องการสัมผัสอาหารฉบับท้องถิ่นจริงๆ ก็อาจต้องจ่ายหนักกว่ามื้ออื่นสักหน่อย

รถไฟใต้ดินอยู่ใต้ดิน

ระบบรถไฟใต้ดินในเมืองใหญ่ของยุโรปที่ส่วนมากเรียกว่า “metro” (หรือ tube ในกรุงลอนดอน) นั้น ไม่ได้วิ่งใต้ดินตลอดทั้งสาย โดยจะมีบางช่วงขึ้นมาวิ่งบนดินเหมือนรถไฟทั่วไปซึ่งส่วนมากจะเป็นช่วงที่พ้นออกมาจากเขตศูนย์กลางเมืองแล้ว ดังนั้นจงอย่าสับสนระหว่าง “รถไฟใต้ดิน” กับ “รถไฟบนดิน” เพราะอาจทำให้ขึ้นลงผิดสถานีได้

น้ำเปล่าเหมือนกันหมด

น้ำเปล่าที่เมืองไทยรสชาติเหมือนกันหมด อาจต่างแค่ว่าเป็นน้ำแร่หรือน้ำเปล่าปกติ แต่ในยุโรปน้ำเปล่าแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ น้ำแร่กับน้ำเปล่าแบบมีแก๊ส หรือ sparkling water ซึ่งรสชาติจะคล้ายกับโซดา ออกแนวเฝื่อนหน่อยๆ ถ้าใครไม่ชอบก็อาจต้องโยนทิ้งทั้งขวด ดังนั้นก่อนซื้อควรถามพนักงานขายให้แน่ใจก่อนว่า gas? หรือ no gas? นอกจากนี้น้ำประปาในประเทศยุโรปตะวันตกสามารถดื่มได้ทันทีแต่ถ้าไม่มั่นใจก็ให้นำไปต้มดื่มก็ดี

อากาศเย็นแล้วไม่ต้องทาครีมกันแดด

ในวันที่ท้องฟ้าเปิดไร้เมฆมาบดบัง แดดในยุโรปขึ้นชื่อว่าโหดร้ายใช่ย่อย ถึงแม้อากาศจะเย็นก็ตามที บางครั้งเดินเที่ยวทั้งวันแทบไม่รู้สึกว่าร้อน มาเห็นอีกทีผิวไหม้ไม่รู้ตัว ดังนั้นหากอยากรักษาผิวให้สวยหล่อ แนะนำให้พกครีมกันแดดติดตัวไว้เพราะสภาพอากาศนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งช่วงเช้าดูเหมือนไม่มีแดดแต่พอตกบ่ายแล้วแดดจ้าแบบไม่ทันตั้งตัว

shutterstock_120401317