ทริปตระเวนไหว้พระทำบุญเพื่อสิริมงคลรับปีใหม่ที่ “พม่า” แบบสบายตัว..สบายใจ

ใกล้จะสิ้นปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่กันอีกแล้วครับ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ช่วงปลายปีแบบนี้ “เที่ยวเอง” จึงขอแบ่งเวลาจากภารกิจการท่องเที่ยวยุโรปและประเทศไกลบ้านมาเข้าวัดทำบุญ ไหว้พระ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
รับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราคือ “พม่า” งานนี้จึงไม่พลาดที่จะนำบุญและเรื่องราวน่ารู้มาฝากแฟนเพจทุกท่านครับ 🙂

การไปพม่า (Myanmar) ของเราจะเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางเพราะวิธีการเดินทางและเส้นทางในประเทศเค้าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เราสามารถไปเที่ยวเองได้โดยไม่ต้องไปกับทัวร์และไม่ต้องขึ้นรถบัสโหนรถเมล์ในพม่าด้วยครับ จะเที่ยวยังไงตามอ่านรีวิวไหว้พระทำบุญที่พม่า 3 เมือง คือ ไจโท พะโค ย่างกุ้ง กันเลยครับ

1

ความสะดวกสบายเริ่มตั้งแต่ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินไทยสมายล์ที่มีไฟลท์บินจากกรุงเทพฯ สู่กรุงย่างกุ้งทุกวัน โดยจะออกเดินทางในเวลา 10.10 น. ไม่เช้าตรู่จนต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 รีบไปสนามบินให้ทัน
ไทยสมายล์ไม่ใช่สายการบิน low cost จึงสามารถโหลดกระเป๋าเดินทางได้ 20 กิโล มีอาหารเสิร์ฟบนเครื่องทุกคลาส และสามารถเลือกที่นั่ง พร้อมสะสมไมล์ ROP ได้ด้วยครับ และถ้าเลือกซื้อตั๋วชั้น Smile Plus ก็จะได้น้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเป็น 30 กิโลและสามารถใช้บริการ Royal Silk Lounge ของการบินไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิและ Royal Jade Lounge ที่สนามบินย่างกุ้งได้ด้วยครับ

ส่วนขากลับเมืองไทย ไฟลท์จะออกจากสนามบินย่างกุ้งในเวลา 11.50 น. ตื่นเช้ารับประทานอาหารที่โรงแรมสบายๆ ก่อนแล้วค่อยเดินทางไปสนามบินแบบไม่ต้องเร่งร้อน

2

ไฟลท์บินใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที นั่งรับประทานอาหารสบายๆ บนเครื่องแป๊บเดียวก็ถึงแล้วครับ

3 4 5 6

วันแรกของทริป เราจะยังไม่เที่ยวกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของประเทศพม่า แต่จะเดินทางไปนมัสการพระธาตุ
อินทร์แขวนอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนเป็นอันดับแรก

วิธีการไปโดยรถสาธารณะค่อนข้างทุลักทุเลและใช้เวลานาน เราจึงเลือกใช้บริการรถตู้นำเที่ยวของ John Tour ติดต่อได้นะครับ บริการดี ราคาไม่แพง เราใช้บริการ 2 วัน เหมาจ่ายรวมทุกอย่าง 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ  โดยให้คนขับรถและไกด์ชาวพม่ามารับที่สนามบินและขับพาเราไปยังท่ารถที่หมู่บ้าน Kin Pun เหนือเขตเมืองไจโท (Kyaikhtiyo) ในรัฐมอญ ซึ่งใช้เวลา 3 ชั่วโมงเศษ

7 8

จาก Kin Pun Sakhan จำเป็นต้องให้คนขับรถและไกด์พักค้างคืนรออยู่ข้างล่างแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยมารับเรากลับย่างกุ้งเพราะมีวิธีการเดียวที่ได้รับอนุญาตในการขึ้นเขาไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวน นั่นก็คือ การนั่งรถบรรทุกซึ่งเราขอเรียกมันว่า “รถขนหมู” ละกัน 555

รถขนหมูมีตั้งแต่เช้าและรอบเย็นสุดคือ 6 โมงเย็น รถเต็มเอี้ยดเมื่อไหร่ก็ออกครับ ค่ารถบรรทุกขึ้น-ลงพระธาตุ
อินทร์แขวน ถ้าเลือกนั่งด้านหน้าคนละ 3,000 จั๊ต นั่งด้านหลังคนละ 2,000 จั๊ต ต่อเที่ยว แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากไปเบียดเสียดแก่งแย่งที่นั่งท้ายรถ หรือมาถึง Kin Pun ไม่ทันรถรอบสุดท้าย สามารถเหมารถขึ้นเขาได้ในราคาคันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,500 บาทครับ

9

นั่งรถขนหมูขึ้นเขาคดเคี้ยวไต่ทางชันขึ้นไปประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงท่ารถบนเขาครับ
ไม่ได้ถ่ายสภาพความจอแจวุ่นวายแถวนั้นมาเพราะรีบเดินหนีพลเสลี่ยงและลูกหาบที่เข้ามารุมขอให้ใช้บริการแบกหาบข้าวของไปส่งที่ที่พักเต็มรอบไปหมดครับ ระยะทางมันไม่ไกลเลย กระเป๋าก็ไม่ได้หนักด้วย เดินยกไปเองได้ Just Say No! ลูกเดียวสิครับ

พระธาตุอินทร์แขวนควรขึ้นไปนมัสการตอนกลางคืนโดยเลือกค้างคืนบนเขาซึ่งมีโรงแรมให้เลือก 3 โรงแรม ราคา
คืนละประมาณ 2,500-4,000 บาทต่อห้อง ได้แก่ Kyaik Hto Hotel ที่เราเลือกพัก Yoe Yoe Lay และ Mountain Top สภาพห้องเหมือนโรงแรมต่างจังหวัดไกลๆ บ้านเราหมดครับ จะเลือกโรงแรมไหนอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลเลย

10 11

ก่อนจะเดินถึงโรงแรม Kyaik Hto ต้องเข้าไปซื้อตั๋วหรือบัตรผ่านประตูเข้าพระธาตุอินทร์แขวนเสียก่อน ค่าเข้าราคา 6,000 จั๊ต หรือประมาณ 165 บาท ใช้เข้าตอนกลางคืนและตอนเช้ารุ่งขึ้นได้โดยต้องพกติดตัวไว้ตลอด

12

เข้าโรงแรมเช็คอินเรียบร้อย เดินไปพระธาตุอินทร์แขวน หรือ Kyaiktiyo Pagoda (ကျိုက်ထီးရိုးဘုရား) หรือ
พระธาตุไจทีโย (Golden Rock-Kyaiktiyo) ซึ่งมีลักษณะเป็นเจดีย์บนก้อนหินสีทองขนาด 5.5 เมตร ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูงกว่า 1,200 เมตรเหนือเขตเมืองไจโท ภาพที่เห็นดูคล้ายก้อนหินตั้งอยู่หมิ่นเหม่ใกล้จะตกลงมาเต็มที

13 14

ตามตำนานเล่าว่าฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะเมื่อครั้งมาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ฤๅษีติสสะกลับซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร จึงตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้าย “ศีรษะของเขา” ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยแสวงหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้มหาสมุทร และนำมาวางไว้บนภูเขาหินจึงเป็นที่มาของชื่อ “พระธาตุอินทร์แขวน”

นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อกันว่าผู้ที่มากราบไหว้จะสามารถสั่งสมบารมีไปเกิดร่วมยุคพระศรีอาริยเมตตรัยและยังเป็น
พระธาตุประจำปีจออีกด้วย

15

หลังผ่านทางเข้าที่ต้องถอดรองเท้า (ให้พกถุงผ้าหรืออะไรไปใส่รองเท้าหิ้วติดตัวไปด้วยครับ) ทางขวามือมีศาลซึ่งสามารถเข้าไปเขียนกระดาษขอสิ่งที่ปรารถนาและม้วนธนบัตรพม่าหรือบาทก็ได้เสียบไว้ที่มือขวาของพระพุทธรูปหรือที่พานพุ่มสีทอง จากนั้นก็เอามือแตะน้ำในบ่อด้านข้างมาแปะตามศีรษะและใบหน้าเพื่อเป็นสิริมงคล

16 17

เดินไปจนถึงลานกว้างซึ่งมีชาวพม่าที่ตั้งใจเดินทางมากราบไหว้พระธาตุนั่งเล่นและนอนค้างแรมอยู่ที่นี่เต็มไปหมดเลย

18

สำหรับการไหว้พระธาตุอินทร์แขวนจะต้องทำการบูชาด้วยระฆังใบเล็กสุดราคา 3,000 จั๊ต เขียนชื่อของตัวเอง และทองคำเปลวมี 5 แผ่น ในราคา 1,500 จั๊ต โดยสามารถซื้อได้ที่บริเวณนี้ครับ จากนั้นก็ไปไหว้บูชาถวายระฆังและปิดทององค์พระธาตุ หากเป็นผู้หญิงก็ต้องฝากผู้ชายลงไปปิดแทน

19

ทำบุญเรียบร้อยก็เดินชมรอบๆ ก้อนหินและองค์พระธาตุ

20 21 22

ว่ากันว่าถ้าจะได้บุญมากจะต้องมาไหว้พระธาตุ 3 รอบ แต่คืนนี้เอาแค่รอบเดียวก่อน ขอกลับไปนอนอิ่มบุญเก็บแรงไว้ตื่นเช้ามาไหว้ใหม่พรุ่งนี้ครับ

23

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และชมพระธาตุอินทร์แขวนยามเช้าจากจุดชมวิวของโรงแรม

24 25

ต่อด้วยการเดินไปไหว้พระธาตุอีกครั้ง ช่วงเช้านี่คนเยอะกว่ากลางคืนอีกครับ

26 27

เช้านี้ท้องฟ้าแจ่มใสต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีครับ

28 29

ถึงเวลาลงเขากลับไปที่ท่ารถหมู่บ้าน Kin Pun เพราะเรานัดคนขับรถให้มารอรับตอน 9 โมงเช้า

ออกจากโรงแรม เดินไปที่ท่ารถเดิมที่เมื่อคืนลงรถซึ่งมีฝูงชนยืนออขึ้นรถขนหมูมหาศาล สภาพที่พบเจอคือความวุ่นวาย แก่งแย่งกันขึ้นรถ พ่อค้าแม่ขายเร่ขายของสารพัดสิ่ง ต่างคนต่างตะโกนดังโหวกเหวก ไร้การจัดระเบียบในการขึ้นรถ ใครดีใครได้ ว่างั้น! 555 ได้อารมณ์วิถีชาวบ้านจริงๆ ครับ 🙂

30 31

ขากลับลงเขานี่เบียดอัดแน่นเป็นปลากระป๋องเลยครับ แต่จำเป็นเพราะเป็นวิธีการเดินทางมาทำบุญที่พระธาตุอินทร์แขวนเพียงวิธีเดียวเท่านั้น จ่ายตังค์ค่ารถขนหมูคนละ 2,000 จั๊ต และนั่งลงเขาอีกประมาณชั่วโมงนึง โชคดีที่เราเลือกมาช่วงฤดูหนาว อากาศรอบตัวจึงไม่ร้อนเท่าไหร่ครับ

กลับถึง Kin Pun เลตกว่าเวลานัดเล็กน้อย คนขับรถและไกด์ยืนรอเราอยู่แล้ว

32

เอาล่ะ! ต่อไปเราก็จะเที่ยวแบบสบายๆ กันแล้ว ที่หมายต่อไปของวันนี้คือเมือง Bago ซึ่งอยู่ห่างจาก Kin Pun ไปทางตะวันตกประมาณ 100 กิโลเมตร และอยู่ในเส้นทางกลับย่างกุ้งพอดี ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว

Bago (ပဲခူးမြို့) หรือ พะโค หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ “หงสาวดี” หรือ Hanthawaddy (ဟံသာဝတီ) คือเมืองเล็กๆ ห่างจากศูนย์กลางกรุงย่างกุ้งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร ในอดีตพะโคเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมอญอันเกรียงไกรมาก่อนตั้งแต่ยุคกษัตริย์บินยาอู (King Byinnya U) เมื่อประมาณพ.ศ. 1908 จนกระทั่งเมืองหลวงของมอญแห่งนี้เริ่มหมดความสำคัญลงหลังจากย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อังวะ (Inwa, Ava) เมื่อปีพ.ศ. 2178 โดยกษัตริย์เมืองพะโคหรือหงสาวดีที่รู้จักกันดีของชาวไทยก็คือพระเจ้าบุเรงนองนั่นเอง

photo credit: www.goldenmyanmar.org
photo credit: www.goldenmyanmar.org

สถานที่แรกที่เราไปถึงก็คือ Kanbawzathadi Palace โดยต้องซื้อ Bago Pass ราคาใบละ 10,000 จั๊ต หรือประมาณ 275 บาท สำหรับเข้าชมสถานที่สำคัญของเมืองได้ 4 แห่ง คือ พระราชวังบุเรนอง พระธาตุมุเตา พระนอนชเวตาเลียว และเจดีย์ไจ๊ปุ่น

Kanbawzathadi Palace (ကမ္ဘောဇသာဒီရွှေနန်းတော်) พระราชวังกัมโพชธานี หรือ พระราชวังหงสาวดี หรือ
พระราชวังบุเรงนอง (Bayint Naung) ซึ่งแต่เดิมสร้างด้วยทองคำ แต่ได้ถูกเผาทำลายโดยชาวมอญและชาวยะไข่เมื่อปีพ.ศ. 2142 ในสมัยพระเจ้านันทบุเรงนองจนหมดสิ้น พระราชวังที่เห็นในปัจจุบันจึงเกิดจากการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยไม้เมื่อปีพ.ศ. 2533 ทั้งหมด

34

ภายในบริเวณประกอบด้วยอาคารหลัก 2 แห่ง ส่วนแรกคือพระตำหนักที่ประทับบรรทมของพระเจ้าบุเรงนองที่ทาสีทองเหลืองอร่ามในแบบสถาปัตยกรรมพม่า อีกส่วนคือพระราชวังกัมโพชธานีซึ่งเป็นพระตำหนักในการออกว่าราชการแผ่นดินและพระราชพิธีสำคัญในอดีต

35 36 37

เที่ยงนิดๆ ได้เวลาพักรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านดังประจำเมืองที่ชื่อ Hanthawaddy Restaurant ที่ถนน Hintha ร้านนี้มีอาหารตามสั่งราคาปกติคือจานละ 2,500-4,500 จั๊ต หรือราว 70-120 บาท แต่ถ้าเป็นเมนูปลาก็จะแพงกว่าเกือบเท่าตัว และมีบุฟเฟ่ต์หัวละ 8,000 จั๊ตให้จัดเต็มด้วย

จานนี้คือข้าวราดไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์+ไข่ดาว ราคาแค่ 3,500 จั๊ต หรือไม่ถึง 100 บาท รสชาติเข้มข้นดีงามสมชื่อครับ

38 39

เที่ยวต่อกันเลย สถานที่ต่อไปก็คือ Shwemawdaw Pagoda (ရွှေမောဓော ဘုရား) พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ หรือ พระธาตุมุเตา หรือ พระธาตุจมูกร้อนที่มีอายุเก่าแก่กว่าพันปี สร้างขึ้นในศิลปะแบบมอญตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

40

ชื่อพระธาตุมุเตาเป็นภาษามอญแปลว่า “จมูกร้อน” เนื่องจากพระมหาธาตุองค์นี้สูงถึง 114 เมตร ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในพม่า ทำให้เวลาชมถึงยอดเจดีย์ต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดดนั่นเอง ส่วน “ชเวมอดอ” เป็นชื่อในภาษาพม่า ภายหลังที่พม่าได้เข้ามาปกครองบริเวณหงสาวดี โดย “ชเว” แปลว่า “ทองคำ” และ “มอดอ” แปลว่า “จมูกร้อน”

41

พระธาตุเจดีย์แห่งนี้นับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมากเพราะใช้เป็นสถานที่ทำพระราชพิธีเจาะพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ รวมทั้งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าบุเรงนองทรงมานมัสการก่อนออกศึกทุกครั้ง นอกจากนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยกทัพมาตีเมืองพะโคก็ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุนี้
เช่นกัน

พระธาตุมุเตาได้รับเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2473 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้องค์ระฆังและเครื่องบนยอดเจดีย์หักตกลงมาทั้งหมด ส่วนพระเจดีย์องค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นการบูรณะใหญ่เมื่อปีพ.ศ. 2497 ซึ่งมีความสูงถึง 125 เมตร

ก่อนเข้าวัดก็ต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าเช่นเคยและต้องจ่ายค่ากล้องถ่ายรูป 300 จั๊ตด้วย

เมื่อผ่านประตูไปถึงเจดีย์ต้องจุดเทียนและธูป 8 ดอก ไหว้อธิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด ปักเทียนและธูปไว้ในอุโบสถ และนำธูปอีกดอกไปเสียบไว้ที่ร่องหรือซอกอิฐด้านข้างโดยเสียบข้างหนึ่งและโค้งงอปลายอีกข้างไปเสียบไว้อีกร่องหนึ่งโดยไม่ให้ธูปหัก แล้วก้มหน้าผากไปที่ก้อนอิฐไหว้และอธิษฐานขอพรตามใจหวัง

42 43

จากนั้นก็เดินวนรอบเจดีย์ 1 รอบ เจดีย์สูงจริงและแดดก็แรงจริงจนไม่ใช่แค่จมูกที่ร้อน แต่มันร้อนทั้งร่างเลยครับ 555

44 45

นั่งรถตู้ไปไหว้พระต่อที่ Shwethalyaung Buddha (ရွှေသာလျှောင်းဘုရား) พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวหรือ
พระนอนชเวตาเลียวที่คนไทยรู้จักกันอีกชื่อว่า “พระนอนยิ้มหวาน” เนื่องจากพระพักตร์ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยรอยยิ้มหวาน พระนอนนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับพระธาตุมุเตาในศิลปะแบบมอญ องค์พระมีความยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร

46 47

เดิมทีวัดถูกปล่อยทิ้งร้างในป่ารก ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกค้นพบในระหว่างการสร้างทางรถไฟ ทางการพม่าจึงทำการสร้างโครงหลังคา ลักษณะเด่นขององค์พระคือบริเวณพระบาทจะไม่วางเสมอกันเหมือนอย่างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ทั่วไป คาดว่าน่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในขณะยังมีพระชนม์ชีพอยู่ซึ่งเป็นอากัปกิริยาก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่ปรินิพพานในวันถัดมา

48

ไปวัดสุดท้ายของเมืองพะโคครับ Kyaikpun Pagoda (ကျိုက်ပွန်ဘုရား) หรือพระเจดีย์ไจ๊ปุ่นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุกว่า 500 ปีที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์เมื่อปีพ.ศ. 2019 โดยคำว่า “ไจ๊” แปลว่าพระหรือเจดีย์ ส่วน “ปุ่น” หมายถึงสี่ จึงแปลความได้ว่าเป็นวัดพระ 4 ทิศ ได้แก่ สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทางทิศเหนือ พระพุทธเจ้าโกนาคมโนทางทิศใต้ พระพุทธเจ้ากกุสันโธทางทิศตะวันออก และพระพุทธเจ้ามหากัสสปะในทิศตะวันตก

49

ก่อนเข้าวัดต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าเช่นกันและเสียค่ากล้องถ่ายรูปชิ้นละ 300 จั๊ตด้วย

จากตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นโดยพระราชธิดาพี่น้องทั้ง 4 องค์ที่เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาและสาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับบุรุษเพศ แต่แล้วพระราชธิดาองค์ที่ 4 กลับผิดคำสาบาน ทำให้พระพุทธรูปองค์ที่น้องสาวคนสุดท้ายสร้างพังทลายลงมาและมีการบูรณะใหม่เป็นศิลปะแบบพม่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก พระพุทธรูปองค์นี้จึงมีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่นๆ ที่เป็นศิลปะแบบมอญ รวมทั้งพระพักตร์จะเศร้ากว่าองค์อื่นอีกด้วย

เดินชมพระพักตร์รอบทั้ง 4 ทิศครับ

50 51 52

บ่ายสามโมงครึ่ง ได้เวลาเข้าเมืองหลวงเดิมของพม่าคือ Yangon (ရန်ကုန်) แล้ว คงไม่ต้องเล่าถึงประวัติศาสตร์และชื่อเสียงของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอันงดงามของเมืองนี้กันแล้วนะครับ ไปเที่ยวชมความศักดิ์สิทธิ์และวิจิตรอลังการของกรุงย่างกุ้งกันเลยดีกว่าครับ

เย็นนี้เรามาถึงเขตเมืองย่างกุ้งก่อนมืดครับจึงพอมีเวลาเหลือไปกราบพระตาหวานซึ่งเป็นวัดสำคัญที่อยู่ไกลจากบริเวณศูนย์กลางเมืองมากที่สุด เราจึงขอใช้บริการพาเที่ยวของ John Tour เป็นที่สุดท้ายของวันนี้

53

วัดพระตาหวานหรือ Chauk Htat Gyi Buddha Temple (ခြောက်ထပ်ကြီးဘုရားကြီး) คือที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์เจาทัตจี พระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ที่มีความยาวกว่า 70 เมตรแห่งนี้นับเป็นพระนอนที่ใหญ่และงดงามที่สุดของประเทศพม่า ชาวไทยเรียกกันว่า “พระตาหวาน” เพราะดวงตาของท่านเป็นแก้วที่สั่งผลิตมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ อีกทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงามไม่แพ้กัน รวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริ้วไหวสมจริง โดยองค์พระที่เห็นทุกวันนี้เป็นองค์ใหม่ที่สร้างแทนองค์เดิมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว (องค์เดิมไม่ได้ตาหวานด้วย)

54 55

คืนนี้เราจะพักที่ Panda Hotel ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางกรุงย่างกุ้งนักจะได้เดินทางเที่ยวชมเมืองได้อย่างสะดวก

56 57

วันที่ 3 และเป็นวันสุดท้ายที่มีโปรแกรมเที่ยวครับ

วันนี้เราจะเที่ยวเองในกรุงย่างกุ้ง วิธีการเดินทางในย่างกุ้งที่สะดวกสบายและไม่แพงคือใช้บริการแท็กซี่ที่โบกเรียกได้ตลอดเวลา แท็กซี่ที่นี่ไม่ถึงขั้นโกงผู้โดยสารนะครับ อาจมีเรียกราคาแพงไปหน่อย แนะนำให้ต่อรองพอสมควร ลองคำนวณระยะทางโดยใช้ google map ช่วยนะครับ เฉลี่ยแล้วค่าแท็กซี่ระยะทาง 1 กิโลเมตร ประมาณ 750 จั๊ต หรือราว 20 บาท

เริ่มที่แรกกันเลยที่ Botataung Pagoda สถานที่นี้ควรไปตั้งแต่เช้าเพราะยิ่งสายคนยิ่งเยอะครับ จากโรงแรมนั่งแท็กซี่ประมาณ 15 นาที ค่ารถคือ 3,500 จั๊ต หรือประมาณ 95 บาท

58

Botataung Pagoda (ဗိုလ်တထောင်ဘုရား) หรือพระเจดีย์โบตะตาวตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นที่สถิตของ “เทพทันใจ” ที่คนไทยนิยมมาขอพรให้ประสบความสำเร็จ

59

ก่อนเข้าไปยังใต้ฐานเจดีย์ต้องเสียค่าผ่านประตู 6,000 จั๊ต หรือประมาณ 165 บาท ถ่ายรูป และถอดรองเท้าถุงเท้าฝากไว้ตรงทางเข้า

เมื่อเข้าไปในอาคารใต้เจดีย์ก็ตรงไปที่ห้องกระจกใสกรุผนังทองคำอย่างสวยงามสำหรับให้ผู้มาเข้าชมได้สักการะ
พระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าและสิ่งของมีค่าอื่นๆ อาทิ พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทองคำ เงินสำริด และแผ่นจารึก ซึ่งล้วนค้นพบในช่วงระหว่างบูรณะครั้งใหญ่จากความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

จากตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งตปุสสะและภัลลิกะนำพระเกศธาตุ 8 เส้นกลับจากอินเดียได้มาขึ้นฝั่งบริเวณที่ตั้งเจดีย์ปัจจุบัน ตอนนั้นพระเจ้าโอกะลัปได้ส่งทหาร 1,000 นายมาเฝ้ารักษาพระเกศธาตุไว้ ต่อมาจึงได้สร้างเจดีย์โบตะตาวไว้เป็นอนุสรณ์และประดิษฐานพระเกศธาตุไว้ 1 เส้น ก่อนจะนำที่เหลือไปไว้ยังเจดีย์ชเวดากอง จึงเป็นที่มาของชื่อเจดีย์เพราะ “ตะตาว” แปลว่า 1,000 “โบตะตาว” จึงหมายความว่าทหาร 1,000 นาย

60 61

เดินออกนอกใต้ฐานเจดีย์ไปชมรอบๆ องค์เจดีย์สีทองอร่ามสูง 40 เมตร

62 63

จากนั้นเดินไปที่ศาลาบริเวณริมน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของศาล Bo Bo Gyi (ဘိုးဘိုးကြီး)

64

ภายในศาลคือที่ประดิษฐานนัตโบโบยีหรือเทพทันใจที่มีชื่อเสียงจากเสียงเลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มาขอพรมักสมปรารถนาในทันทีทันใด

“นัต” คือเทพ เจ้าที่เจ้าทาง หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือเป็นที่พึ่งทางใจกันมาช้านาน โดยทำหน้าที่เป็นเทพผู้พิทักษ์วัดวาอาราม รวมถึงดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน เราจึงพบเห็นนัตตามวัดและเจดีย์ทุกแห่ง

65

วิธีขอพรเทพทันใจคือเริ่มจากสักการะด้วยดอกไม้และผลไม้ต่างๆ เช่น กล้วย มะพร้าวอ่อน และดอกไม้ ซึ่งมีขายที่ศาลในราคา 3,000-4,000 จั๊ต อธิษฐานขอพรโดยกราบแบบแบมือ (ต้องขอพรเพียงเรื่องเดียวและเป็นเรื่องที่เป็นไปได้) จากนั้นนำธนบัตรดอลลาร์ จั๊ต หรือบาท ม้วนเป็นรูปกรวยใส่ในมือโบโบยี 2 ใบ แล้วไหว้ขอพรอีกครั้ง เสร็จแล้วให้แตะหน้าผากกับนิ้วชี้ของโบโบยีและจับไม้เท้าของโบโบยีแตะหน้าผาก แล้วค่อยดึงธนบัตร 1 ใบ นำกลับไปเก็บไว้เป็นสิริมงคล ส่วนธนบัตรอีกใบใส่ในตู้บริจาค และปิดท้ายด้วยนำผ้าไปคล้องคอเทพทันใจเป็นอันจบพิธี

66

เสร็จพิธีสมความตั้งใจเรียบร้อย เดินกลับไปที่ฝากรองเท้า

ตรงข้ามฝั่งถนนมีศาลนัตอีกองค์หนึ่งที่ชาวพม่าเรียกว่า Amadaw Mya Nan Nwe (အစ်မတော် မြနန်းနွယ်)
อ่านว่า “อะมาดอว์เมียะ” หรือที่คนไทยรู้จักกันว่า “เทพกระซิบเมี๊ยะนานหน่วย” เป็น 1 ในนัตหรือผีหลวง 37 ตนที่ชาวพม่าเคารพนับถือมาก มีตำนานเล่าว่านางเป็นธิดาของพญานาคที่เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ หลังจากนางสิ้นชีพเมื่อปีค.ศ. 1957 จึงได้กลายเป็นนัตหรือเทพซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมาเนิ่นนาน ตอนแรกก็ไม่มีใครมากระซิบอธิษฐานขอพรกับท่านเลยจนนักท่องเที่ยวชาวไทยนี่เองแหละที่เป็นคนเริ่ม โดยหัวหน้าทัวร์ไทยพาลูกทัวร์มาไหว้เทพทันใจที่วัดนี้ แล้วเห็นผู้คนมุงกันหนาแน่นหน้าศาลของนัตองค์นี้ และมองเห็นป้ายภาษาพม่าเขียนบอกอะไรสักอย่างจึงถามไกด์คนพม่าว่าป้ายเขียนว่าอะไร ไกด์ตอบว่าป้ายเขียนว่า “ห้ามพูดส่งเสียงดัง” เพราะแถวๆ นั้นมักมีแม่ค้ามาร้องขายชุดเครื่องเซ่นไหว้องค์เทพเอะอะเสียงดังทั้งที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางวัดจึงติดป้ายเตือนไว้ แต่กลับกลายเป็นว่าหัวหน้าทัวร์ไทยคนนั้นเข้าใจว่าถ้าจะไปอธิษฐานขอเทพองค์นี้ห้ามพูดเสียงดัง จึงอธิบายลูกทัวร์ว่าถ้าจะอธิษฐานขออะไรกับเทพองค์นี้ต้องกระซิบ แล้วก็เล่าลือกันต่อๆ ไปจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมา โดยมีคนได้รับผลอธิษฐานสมปรารถนากลับมาแก้บนและบอกต่อๆ กันจนรายการไหว้เทพกระซิบถูกบรรจุเข้าไปในรายการทัวร์ไทยทุกบริษัท คนพม่าเห็นคนไทยทำแล้วได้ดีก็เริ่มเอาอย่างทำตามบ้างแล้ว

67

ต่อไปเราจะเข้าไปยังใจกลางเมืองที่ Sule Pagoda ซึ่งอยู่ไกลจากวัดโบตะตาวประมาณ 2.5 กิโล นั่งแท็กซี่อีก 2,000 จั๊ต หรือ 55 บาท

Sule Pagoda (ဆူးလေဘုရား) หรือพระเจดีย์สุเลคือศาสนสถานหลักใจกลางกรุงย่างกุ้งอายุหลายร้อยปีที่ว่ากันว่าสร้างขึ้นมาก่อนเจดีย์ชเวดากองอีกด้วย ในยุคอาณานิคมอังกฤษถือเอาจุดนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองในครั้งสร้างเครือข่ายถนนเมื่อกลางศตวรรษที่ 19

68

สุเลเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมตั้งแต่องค์ระฆังขึ้นไปจนถึงชั้นบาตรคว่ำ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สุเลนัต หนึ่งในสี่นัตที่เกี่ยวข้องกับตำนานของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางหรือวงเวียนหลักของเมืองเท่านั้น แต่ชาวพม่ายังให้ความเคารพนับถือเดินทางมาสักการะที่เจดีย์แห่งนี้โดยตลอด โดยมีค่าเข้าคนละ 2,000 จั๊ต

69

อาคารสีขาวที่เห็นคือศาลาว่าการเมืองย่างกุ้ง (ရန်ကုန်မြို့တော်ခန်းမ) ส่วนเสาสูงเด่นที่อยู่ใน Maha Bandula Park (မဟာဗန္ဓုလ ပန်းခြံ) คืออนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพ

70 71

มาย่างกุ้งทั้งทีก็ต้องขอเสพวิถีชีวิตแบบชาวบ้านๆ เล็กน้อย สายนี้เราจะไปเดินตลาดกัน

จากพระเจดีย์สุเล เดินผ่านด้านข้างของศาลาว่าการเมืองตรงไปราว 600 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายที่โรงแรม Sule Shangri-La Yangon เดินอีกไม่ไกลก็ถึง Bogyoke Aung San Market (ဗိုလ်ချုပ်အောင်ဆန်းဈေး) ตลาดโบโจ๊กหรือชื่อเดิมคือตลาดสก็อต (Scott’s Market) ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า มีสินค้าของฝากของที่ระลึกราคาถูกมากมาย ตลาดแห่งนี้สร้างโดยชาวสก็อตเมื่อครั้งพม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

72 73

พักรับประทานมื้อเที่ยงแถวนี้ก่อน รอเวลาแดดเบาลงหน่อยค่อยไปทะเลสาบครับ

ช่วงบ่าย นั่งแท็กซี่ไปทะเลสาบกันดอว์จี ต่อราคาเหลือ 3,000 จั๊ต เพราะระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร บอกคนขับให้เข้าประตูสวนทางทิศเหนือนะครับ

74

Kandawgyi Lake (ကန်တော်ကြီး) หรือชื่อเดิมคือ Royal Lake หรือทะเลสาบหลวงคือสถานที่เดินเล่น ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจของชาวพม่าโดยเฉพาะกลุ่มคู่รัก จากทะเลสาบยังสามารถมองไปเห็นเจดีย์ชเวดากองและภัตตาคารการะเวกริมน้ำได้อย่างชัดเจน

75 76 77

เราอยากได้ภาพภัตตาคารการะเวกอีกด้านหนึ่งที่เห็นอาคารลักษณะคล้ายเรือขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงจึงต้องอ้อมไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ โดยต้องออกไปข้างนอกรั้วสวนทางเดิมกับขาตอนเข้าสวน เลี้ยวขวาวนอ้อมรอบนอกสวนไป ถ้าเดินก็ประมาณครึ่งชั่วโมง เลยเรียกแท็กซี่อีก 1,500 จั๊ต ไปส่งที่หน้าทางเข้าภัตตาคารซึ่งต้องเสียค่าผ่านทาง 300 จั๊ต และค่ากล้องถ่ายรูปอีก 500 จั๊ต

Karaweik Hall (ကရဝိက် ဖောင်) ปัจจุบันคือภัตตาคารการะเวกตั้งอยู่ริมทะเลสาบกันดอว์จีทางฝั่งตะวันออก อาคารมีลักษณะคล้ายเรือขนาดใหญ่ที่มีส่วนหัวเป็นนกการะเวกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือพระที่นั่งของกษัตริย์พม่าในอดีต โดยสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2513 เพื่อไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารและสถานที่ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของพม่า เช่น หุ่นกระบอกพม่า ซึ่งเรียกว่า “โยก เตป แหว่ (Yok-Thei Pwe)” ภัตตาคารเปิดตั้งแต่ 18.00-21.00 น.

78

เดินหาจุดถ่ายรูปรอบทะเลสาบย้อนไปยังภัตตาคารการะเวกและเจดีย์ชเวดากองครับ

79 80

เดินต่อไปอีกนิดเพื่อหาจุดที่สามารถถ่ายรูปภัตตาคารได้เต็มลำซึ่งต้องออกนอกประตูและตรงไปเข้าอีกประตูหนึ่ง เดินผ่านเข้าไปเลยโดยไม่แน่ใจว่าต้องเสียค่าเข้าเพิ่มรึเปล่า เห็นมีป้อมอยู่แต่ไม่มีคนอยู่ข้างใน จากข้อมูลที่หามาบอกว่าต้องเสียค่าเข้าแยกต่างหากอีก 2,000 จั๊ต

เดินบนสะพานไม้เก็บภาพอลังๆ รอจนแดดร่มลมตกแล้วค่อยเดินทางไปชเวดากองครับ

81 82

ปิดท้ายทริปไหว้พระทำบุญที่ Shwedagon Pagoda (ရွှေတိဂုံဘုရား) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Shwedagon Zedi Daw (ရွှေတိဂုံစေတီတော်) พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า คำว่า Shwe หมายถึง ทองคำ ส่วนคำว่า Dagon มาจากตะเกิงซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง ดังนั้น “ชเวดากอง” จึงแปลว่าเจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง นั่นเอง

83

จากจุดนี้ของทะเลสาบกันดอว์จี นั่งแท็กซี่อีกประมาณ 2.5 กิโลเมตรก็จะถึงทางเข้าที่ใกล้ที่สุด จ่ายค่าแท็กซี่อีก 3,000 จั๊ต ซึ่งถือว่าแพง ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าทางเข้าที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนจึงไม่ได้ต่อราคาเลยครับ แหะๆ จริงๆ แค่ 2,000 จั๊ตก็พอแล้ว

เจดีย์ชเวดากองมีทางเข้า 4 ทิศ ทางเข้าใหญ่คือทางทิศตะวันตก ส่วนทางเข้าที่ใกล้ที่สุดคือทางทิศตะวันออกครับ

84

ขึ้นบันไดไปที่องค์เจดีย์ ที่นี่ก็ต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าเช่นกัน จึงควรมาตอนที่แดดไม่ร้อนแล้ว เท้าจะได้ไม่สุกครับ 55 จ่ายค่าผ่านประตูคนละ 8,000 จั๊ต หรือประมาณ 220 บาท

85

ให้ข้อมูลประวัติความเป็นมาพอสังเขปครับ แรกเริ่มเจดีย์แห่งนี้เป็นเพียงเจดีย์เล็กๆ สูงเพียง 18 เมตร แต่กาลเวลาและแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวพม่าและกษัตริย์ทุกพระองค์จึงได้ทำนุบำรุง ต่อเติม และซ่อมแซม ทำให้ทุกวันนี้กลายเป็นมหาเจดีย์ที่มีความสูงถึง 99 เมตร มียอดที่ประดับเพชร 72 กะรัต และองค์เจดีย์ที่หุ้มด้วยทองคำกว่า 1,100 กิโลกรัม

ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นในปีเดียวกับที่กำเนิดพระพุทธศาสนา แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวมอญ ระหว่างศตวรรษที่ 6-10 โดยชาวพม่ามีความเชื่อว่าด้านในพระเจดีย์เป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุจำนวน 8 เส้นของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สำหรับการนมัสการเจดีย์ชเวดากอง เริ่มต้นด้วยการไหว้พระพุทธเจ้าตรงวิหารทิศใดทิศหนึ่ง สวดมนต์ภาวนา จุดธูปเทียน และถวายดอกไม้ประดับธงไหว้พระ

86

เดินวนรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา ตั้งจิตอธิษฐานขอพรหนึ่งรอบ สรงน้ำพระประจำวันเกิดซึ่งประดิษฐานอยู่รอบๆ เจดีย์ทั้ง 8 ทิศ ให้สรงน้ำพระจำนวนครั้งเท่าอายุแล้วบวกอีกหนึ่งครั้ง สักการะพระพุทธเจ้าให้ครบทั้ง 4 ทิศ และถวายปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงองค์เจดีย์และพระศาสนาตามกำลังศรัทธา รวมทั้งสักการะต้นศรีมหาโพธิ์ทั้งสองต้น และปิดท้ายด้วยการตีระฆังใบใดใบหนึ่งที่ตั้งอยู่โดยรอบเจดีย์เพื่อให้เทพยดาบนสรวงสวรรค์อนุโมทนารับส่วนบุญ

87 88

เสร็จสิ้นภารกิจครบถ้วน รอเวลาพระอาทิตย์ตกเพื่อเก็บภาพเจดีย์ทองคำเหลืองอร่ามงามงดเป็นที่สุดครับ

89 90

อีกสถานที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกับเจดีย์ชเวดากองคือ Maha Wizaya Pagoda (မဟာဝိဇယစေတီ) หรือ Māha Vijaya Cetiya มหาวิชยเจดีย์คือเจดีย์โดมทองที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2523 ซึ่งโดดเด่นจากความอลังการของโถงตรงกลางที่ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า 8 องค์ และภาพพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าบริเวณรอบผนังด้านใน แต่เราไม่ได้ไปชมความงามครับ

ขากลับโรงแรม นั่งแท็กซี่อีก 2,000 จั๊ตกับระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

จบทริปอิ่มบุญรับปีใหม่ 2560 แบบสบายตัวและสบายใจเต็มเปี่ยมเลยครับ

คืนนี้จะค้างที่ย่างกุ้งอีก 1 คืน พรุ่งนี้ 8 โมงกว่าก็ต้องไปสนามบินเตรียมตัวบินกลับเมืองไทยตอนเกือบเที่ยงแล้ว
ค่าแท็กซี่จากบริเวณกลางเมืองไปสนามบินอยู่ที่ 8,000-10,000 จั๊ตครับ

วันเดินทางกลับ หลังผ่านพิธีการต่างๆ แล้วก็ไปนั่งรอไฟลท์ชิลล์ๆ ที่ Royal Jade Lounge พร้อมหาอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลายอย่างรองท้องก่อนขึ้นเครื่องครับ

91 92 93