ล่องเรือสำราญสุดคึกคัก Mariner of the Seas ลุยสิงคโปร์ – มาเลเซีย

หากคุณกำลังวางแผนช่วงเวลาพักผ่อนสุดพิเศษที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถแบ่งปันความสุขร่วมกันได้ ทริปล่องเรือสำราญก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะบนเรือมีกิจกรรมสำหรับทุกเพศทุกวัยครบจบในที่เดียว ไม่ต้องวางแผนให้วุ่นวายและเหมาะแก่การผ่อนคลายอย่างแท้จริง ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้สูงจนเกินไป จ่ายครั้งเดียวครอบคลุมทั้งค่าที่พัก อาหารบุฟเฟ่ต์ สิ่งอำนวยความสะดวก โชว์การแสดง และกิจกรรมต่างๆ มากมาย

เรือที่เราใช้บริการในทริปล่าสุดมีชื่อว่า Mariner of the Seas เป็นเรือสำราญของบริษัท Royal Caribbean ซึ่งแบ่งออกเป็น 15 ชั้น ความจุผู้โดยสารรวม 3,807 คน มีลูกเรือที่คอยนำเสนอบริการสุดประทับใจเกือบ 1,200 คน เส้นทางที่เริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์จะมีทริปให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ 3 คืนไปจนถึง 10 คืน ทริปที่เราเข้าร่วมในครั้งนี้คือ 3 Night Malaysia Explorer Cruise วันที่สองจะแวะจอดที่ท่าเรือ Klang ประเทศมาเลเซีย โดยสามารถซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยวชมเมืองกัวลาลัมเปอร์ได้

20170328_07234320170328_072051 20170328_072135

วันแรกเราจะต้องไปเช็คอินและขึ้นเรือที่ท่าเรือ Mariner Bay Cruise Center ประเทศสิงคโปร์ ช่วงเวลา 11.00-15.00 น. เพื่อรับบัตร Seapass ซึ่งสำคัญมากต้องพกติดตัวตลอดเวลาเพราะนอกจากจะมีไว้เพื่อแสดงตัวตนและใช้แทนเงินสดเวลาอยู่บนเรือแล้ว ในบัตรยังระบุตัวเลขจุดรวมพลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและชื่อห้องอาหารในการดินเนอร์ของเราเอาไว้ด้วย

เมื่อเข้าไปในห้องพักจะเจอตารางกิจกรรมวางอยู่บนเตียง แจกแจงรายละเอียดว่าตลอดทั้งวันมีไฮไลต์น่าสนใจตรงจุดไหนของเรือบ้าง โดยทุกคืนจะมีการแสดงโชว์สไตล์บรอดเวย์ แสง สี เสียง เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีขบวนพาเหรดการ์ตูน DreamWorks โชว์มายากล และโชว์ไอซ์สเก็ตให้ชมฟรี บางโชว์มีทั้งรอบบ่ายและค่ำสามารถจัดสรรเวลาได้ตามสะดวก ถ้าอยากได้ที่นั่งดีๆ ควรไปก่อนเวลาที่ระบุไว้ในกำหนดการเล็กน้อย ไฮไลต์เด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ
‘โชว์ไอซ์สเก็ต’ จากนักแสดงมืออาชีพ สนุกครบรส อลังการโดนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่แน่นอน นอกจากดูโชว์สนุกๆ แล้ว เรายังสามารถเล่นสเก็ตตามรอบที่กำหนดไว้ได้ หากอยากเล่นอย่าลืมเตรียมกางเกงขายาวใส่สบายคล่องตัวติดกระเป๋าไปด้วย


โชว์ไอซ์สเก็ต(1) โชว์ไอซ์สเก็ต โชว์การแสดง โชว์การแสดง-2 โชว์มายากล

ขบวนพาเหรด

ในส่วนของกิจกรรมกลางแจ้งบนดาดฟ้าเรือแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆ โซนแรกอยู่บริเวณชั้น 11-12 เป็นที่ตั้งของจุดชมวิว ทางวิ่งจ็อกกิ้ง สระว่ายน้ำ อ่างน้ำวน และมีจอสกรีนยักษ์สำหรับนอนชมภาพยนตร์รอบดึกใต้แสงดาว ผู้ที่ชื่นชอบสายลมแสงแดดสามารถมานอนอาบแดดรับลมทะเล ชมวิวมหาสมุทรกว้างสุดลูกหูลูกตา เอนหลังพักผ่อนสบายๆ ได้ตลอดเวลา โซนสระว่ายน้ำจะอยู่ใกล้กับฟิตเนส ห้องซาวน่า และมีของกินเล่นอย่างซอฟท์ครีม ฮอตด็อกให้กินได้ไม่อั้น ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพ็คเกจแล้ว ยกเว้นบริการพิเศษบางอย่าง เช่น สปา นวด ทำผม คลาสโยคะ ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนอีกโซนอยู่บริเวณชั้น 13 เป็นพื้นที่เล่นกีฬาประกอบด้วยหน้าผาจำลอง สนามบาสเก็ตบอล โต๊ะปิงปอง และสนามมินิกอล์ฟ ใช้บริการฟรีเช่นกัน

2017-03-27-07.08 20170327_170916 20170327_172723

ดาดฟ้าโซนสระว่ายน้ำ

ปีนหน้าผาบนเรือ

มินิกอล์ฟ

สระว่ายน้ำ

ฟิตเนส

กิจกรรมกีฬา

เรื่องอาหารการกินสบายใจหายห่วง รับประกันว่าอิ่มหนำสำราญแน่นอน ตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืน เราจะได้รับบริการอาหารทั้งหมด 9 มื้อหลัก กินได้ไม่อั้น ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ยกเว้นว่าเราจะจองห้องอาหารพิเศษหรือดื่มแอลกอฮอล์ ขึ้นเรือปุ๊บมีอาหารกลางวันมื้อแรกให้อิ่มอร่อยทันที ห้องอาหารหลักของเรือจะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 3-5 และจัดเสิร์ฟอาหารตามช่วงเวลา มื้อเย็นเราสามารถไปดินเนอร์ตามรอบที่ระบุไว้ในบัตร Seapass โดยจะได้รับอาหาร 3 คอร์ส ประกอบไปด้วยจานเรียกน้ำย่อยพร้อมขนมปัง จานหลัก ของหวาน และมีพนักงานบริการอย่างดี อาหารมีให้เลือกหลากหลายพอสมควร

ห้องอาหาร(1) ห้องอาหาร

ดินเนอร์ฟรี-1 ดินเนอร์ฟรี-2 ดินเนอร์ฟรี-3

หรือจะยกระดับความหรูหราไปอีกขั้นด้วยการจองห้องอาหารพิเศษสำหรับดินเนอร์ (มีค่าบริการเพิ่ม) ทางเรือก็มีให้เลือกหลากหลายประเภท เราได้ลอง 2 ร้านคือ Giovanni’s Table Italian เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนรสชาติดี และ Chops Grille ที่มีไฮไลต์เด็ดคือสเต๊กเนื้อ แต่ถ้าไม่กินเนื้อวัวก็เลือกเป็นเมนูเนื้อสัตว์อื่นๆ ได้ อาหาร บรรยากาศ และบริการถือว่าสมราคาน่าประทับใจทั้งคู่

อาหารอิตาเลียนบนเรือ-1 อาหารอิตาเลียนบนเรือ-2

นอกจากนี้ยังมี Windjammer Café บุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ไลน์อาหารยาวเฟื้อยมาก จึงคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยผู้คนตลอดทั้งวัน เราอยู่บนเรือ 4 วันยังชิมได้ไม่ถึงครึ่งของเมนูทั้งหมด ระหว่างวันถ้าหิวก็มี Café Promenade ที่เสิร์ฟอาหารว่างพวกพิซซ่า เค้ก ขนมปัง ผลไม้ เยลลี่ ชา กาแฟ น้ำเปล่าฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หยิบกลับไปกินต่อที่ห้องพักก็ยังได้ หลายคนลงจากเรือน้ำหนักขึ้นกันเป็นแถวเพราะอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มากจริงๆ 😉

คาเฟ่เปิด-24-ชม

บุฟเฟ่ต์บนเรือ-1 บุฟเฟ่ต์บนเรือ-2 บุฟเฟ่ต์บนเรือ-3

ของว่างเสิร์ฟ-24-ชม

ส่วนอาหารเช้าถ้าใครพักห้องแบบมีระเบียงชมวิวทะเล (Balcony Staterooms) จะสั่งรูมเซอร์วิสมาเสิร์ฟถึงห้องก็เป็นการเปิดประสบการณ์ที่เก๋ไก๋ดี ในห้องพักจะมีใบ Breakfast Menu ให้เราเลือกอาหาร เครื่องดื่ม และระบุเวลาที่ต้องการรับ จากนั้นนำไปแขวนไว้หน้าประตูห้องก่อนเวลาตีสาม เช้ามาก็จะได้อิ่มอร่อยแบบฟินๆ เราเลือกสั่งรูมเซอร์วิสมาแค่วันเดียวเพราะรู้สึกว่าอาหารเดินทางมาไกลกว่าจะถึงห้องก็ไม่ค่อยร้อนแล้ว อีกอย่างคือเราสนุกกับการไปเดินเลือกอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์มากกว่า ซึ่งถ้าอยากอิ่มไม่อั้นแต่ไม่บุฟเฟ่ต์จ๋ามากนัก แนะนำให้ตรงดิ่งไปยังห้องอาหาร Rhapsody in Blue ชั้น 3 ที่นั่นคุณจะได้กินอาหารเช้าร้อนๆ หอมกรุ่นในบรรยากาศหรูหรา โดยมีพนักงานคอยเติมชา กาแฟ ขนมปังให้ตลอด และมีมุมบุฟเฟ่ต์เล็กๆ ให้เราเลือกตักอาหารเพิ่มได้

ห้องนอน

20170329_080249 อาหารเช้า

จัดการเรื่องปากท้องเรียบร้อยเราก็มาสำรวจเรือกันต่อ แหล่งรวมความคึกคักหลักของเรือคือพื้นที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Café Promenade และจุดบริการลูกค้า อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมร้านขายสินค้าปลอดภาษี มีกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา น้ำหอม เครื่องประดับ ของฝาก ของที่ระลึกต่างๆ ให้เลือกซื้อมากมาย โดยมีช่วงซูเปอร์เซลที่คนแย่งกันรับบัตรคิวสนุกสนาน แต่พอตกดึกลาน Royal Promenade ก็จะกลายร่างเป็นพื้นที่แดนซ์กระจายแทน และวันที่ 3 ประมาณ 5 โมงเย็นจะมีกิจกรรม Captain’s Farewell Reception เป็นงานเลี้ยงส่งที่มีวงดนตรีเล่นเพลงคึกคักสนุกสนาน แถมยังแจกแชมเปญและน้ำพันช์ฟรีไม่อั้น คืนที่อากาศปลอดโปร่งก็มีการฉายหนังและปาร์ตี้ริมสระบนดาดฟ้าเรือด้วย ถ้าไม่อยากพลาดความบันเทิงเหล่านี้ ก่อนจะออกมาลั้นลารอบเรือตลอดทั้งวันอย่าลืมพกตารางกิจกรรมติดตัวเอาไว้ด้วย

ช้อปปิ้ง

น้ำหอมปลอดภาษีนอกจากกิจกรรมกลางแจ้งและโชว์ต่างๆ ที่แนะนำไปแล้วข้างต้น ภายในเรือยังมีบาร์และเลานจ์หลากหลายธีมมากถึง 15 แห่ง แต่ละแห่งมีความดีงามแตกต่างกันไป บางเลานจ์มีดนตรีสดคลอเบาๆ เคล้าวิวดาดฟ้าสุดโรแมนติก หรือถ้าชอบท้าทายก็มีคาสิโนให้เสี่ยงโชค รวมถึงมีห้องเล่นเกม ห้องสมุด กิจกรรมสำหรับเด็ก และคลาสให้ความรู้เรื่องสุขภาพ
เรียกว่าพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของทุกคนจริงๆ นับเป็นทางเลือกในการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่ดีทีเดียว เด็กเล็กที่นั่งรถเข็นหรือผู้สูงอายุที่นั่งวีลแชร์สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

เลาจน์บรรยากาศดี

ห้องเล่นเกม

เช้าวันสุดท้าย เรือจะกลับมาเทียบท่าที่สิงคโปร์ประมาณ 8 โมงเช้า ถ้าบินกลับเมืองไทยภายในวันนั้นเลยแต่ยังอยากเที่ยวสิงคโปร์ต่ออีกสักหน่อยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสัมภาระและการเช็คอิน ที่ท่าเรือมีบริการ CruiseFly ซึ่งเราสามารถเช็คอิน โหลดกระเป๋า และรับ Boarding Pass ได้ทันที จากนั้นก็ไปเที่ยวต่อได้อย่างสบายใจ

ดูรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายและสายการบินที่ร่วมบริการนี้ได้ที่ mbccs.com.sg

CruiseFly

ค่าใช้จ่ายสำหรับการล่องเรือสำราญ 4 วัน 3 คืน เส้นทางสิงคโปร์-มาเลเซีย เริ่มต้นที่ประมาณ 17,000 บาทต่อคน (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าเดินทางมายังท่าเรือ) ส่วนค่าบริการต่างๆ บนเรือที่จ่ายเพิ่ม รวมถึงการเล่นคาสิโนและช้อปปิ้งจะคิดเป็นเงิน USD โดยให้เลือกระบุตั้งแต่ตอนเช็คอินออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ว่าจะจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือเงินสด แนะนำให้จ่ายผ่านบัตรจะสะดวกกว่า

รายละเอียดและราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง สอบถามข้อมูลได้ที่ Travel Elements โทร. 0 2634 8080 / [email protected] / www.travelelements.co.th

กัวลาลัมเปอร์-1

กัวลาลัมเปอร์-2