มนต์สะกดท้องทะเล Zanzibar เกาะวิวสวรรค์เปี่ยมประวัติศาสตร์แห่งแทนซาเนีย

นอกจากลุยป่าซาฟารีชมฝูงสัตว์ป่าอันอุดมสมบูรณ์แล้ว อีกจุดหมายไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแทนซาเนียก็คือการมาสัมผัสกลิ่นทะเลบนเกาะ Zanzibar ดินแดนที่ครบถ้วนทั้งการเป็นแหล่งพักผ่อนสุดหรูติดอันดับโลกและประวัติศาสตร์เก่าแก่ในยุคค้าทาสเมื่อศตวรรษที่ 19 อันน่าหดหู่ใจ

Zanzibar คือเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศแทนซาเนียราว 25-50 กิโลเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่มากมาย แต่มีเกาะหลัก 2 เกาะ ได้แก่ Unguja (เรียกทั่วไปว่า Zanzibar) และ Pemba ที่อยู่ทางเหนือ โดย Zanzibar ถือเป็นเมืองท่าสำคัญของเส้นทางการค้าในแถบแอฟริกาตะวันออกมาช้านาน

แม้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปแอฟริกาแต่ฟีลบ้านเมืองในเขตเมืองเก่าของ Zanzibar อย่าง Stone Town ออกไปในทางอาหรับมากกว่า กลิ่นอายผสมผสานระหว่างเปอร์เซีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา รวมทั้งยุโรป ถูกคลุกเคล้ากันอย่างลงตัวผ่านประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

เราบินไฟลท์ภายในมาลงที่ Abeid Amani Karume International Airport สนามบินหลักของเกาะ Zanzibar โดยจองรถกับบริษัท Swahili Paradise Tours ไว้ล่วงหน้า ให้มาส่งที่ Stone Town แล้วเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าด้วยตัวเอง
เริ่มต้นเที่ยว Stone Town เขตเมืองเก่าของเกาะ Zanzibar ที่ป้อมปืนใหญ่โบราณริมทะเล ฝั่งตรงข้าม House of Wonders อาคารสูงและทันสมัยที่สุดของเกาะ แต่ตอนนี้ปิดซ่อมทั้งหมด
เดินต่อมาที่ Fuerte Viejo de Zanzíbar หรือ Old Fort ป้อมปราการเมืองเก่ายุคที่ชนชาติแรกอย่างโปรตุกีสสร้างขึ้นมา ก่อนที่สุลต่านจากโอมานจะเข้ายึดครอง Zanzibar และสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่สำหรับจัดการแสดงต่างๆ รวมทั้งมีร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด
เดินเข้ามาด้านในของ Stone Town ผ่าน Freddie Mercury Museum บ้านเก่าของ Freddie Mercury ศิลปินระดับตำนานในยุค 60 ที่เกิดและเติบโตที่นี่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเขา
วิธีการเที่ยวในเขต Stone Town คือต้องเดินเท่านั้น เพราะเป็นตรอกซอกซอยลัดเลาะไปมา แถมเรายังได้สัมผัสความเป็นท้องถิ่นเต็มๆ ด้วย โดยมีเสน่ห์ความเก่าขลังสอดแทรกด้วยการตกแต่งบานประตูและระเบียง
เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซอกซอยและอาคารปูนร่อนดูทรุดโทรมแต่มีเสน่ห์ พร้อมสูดกลิ่นเครื่องเทศที่เป็นสินค้าส่งออกหลักก็รู้เลยว่านี่แหละ Zanzibar ให้ฟีลคล้าย Havana เมืองหลวงของคิวบาอยู่นะ

หนึ่งในเอกลักษณ์ของย่าน Stone Town คือบานประตูโบราณที่มีกลิ่นอายผสมระหว่างอาหรับ อินเดีย และแอฟริกา

อย่างประตูบ้านหลังนี้โดดเด่นจากหนามแหลมๆ ที่พุ่งออกมา แต่ก่อนเอาไว้ป้องกันช้างโจมตี สวยแปลกตาดีเหมือนกัน

ถ้าอยากมาสัมผัสวิถชีวิตท้องถิ่น แนะนำให้มาเดินเล่นที่ Stone town market ตลาดที่ขายสินค้าสดหลากหลาย หลักๆ คืออาหารทะเลที่ราคาถือว่าถูกเลย

อย่างที่บอกว่าทุกวันนี้ Zanzibar คือจุดหมายยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนในบรรยากาศแบบทะเล บนเกาะเต็มไปด้วยที่พักหลากหลายสไตล์และระดับราคา เมื่อมาถึงทั้งทีเราเลยขอดื่มด่ำวิวน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม สูดกลิ่นอายทะเลแบบเต็มๆ พร้อมพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบ หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองเก่าสักหน่อย

เราออกเดินทางด้วยแท็กซี่ที่จองไว้ก่อนกับบริษัท Swahili Paradise Tours เช่นกัน ใช้เวลาเดินทางจาก Stone Town ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ค่ารถ 45 USD ต่อคัน มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปสุดเกาะเพื่อไปยังที่พักของเราตลอด 2 คืน นั่นคือ Kilindi Zanzibar รีสอร์ทสุดหรูสวรรค์แห่งการพักผ่อนสำหรับผู้รักธรรมชาติที่แท้จริง

Kilindi Zanzibar คือรีสอร์ทหรูพื้นที่รวม 50 เอเคอร์ทางเหนือของเกาะ Unguja สร้างขึ้นแนบชิดกับชายฝั่งทะเลและธรรมชาติรอบบริเวณได้อย่างลงตัวด้วยอาคารทรงโดมสีขาวดูเรียบง่ายแต่เพอร์เฟ็คต์ โดยแรกเริ่มออกแบบสำหรับ Benny Andersson นักดนตรีชื่อดังในยุค 70 ชาวสวีดิช

แน่นอนว่าสไตล์การออกแบบย่อมเกี่ยวกับสแกนดิเนเวีย โดยผสมผสานระหว่างความมินิมอลฉบับสแกนฯ เข้ากับความคุมโทนของศิลปะตะวันออกกลาง ทำให้ภาพรวมของที่นี่มีเอกลักษณ์มากๆ ดูสบายตา ให้ฟีลเหมือนพักผ่อนอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีกลิ่นอายของเขตร้อนโลกตะวันออก

เมื่อเข้ามาถึงก็เจอล็อบบี้ทีดีไซน์เรียบง่ายตามสไตล์มินิมอลแต่สอดแทรกด้วยความโค้งมนที่ดูมิติน่าสนใจมาก

ที่นี่เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวมาก ทั้ง 15 ห้องจะมี Butler ส่วนตัวให้ หลังเช็คอินเสร็จ Butler ก็จะพามาที่ห้องพักแนววิลล่าที่แบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยชัดเจน ด้านหน้าห้องหันออกสู่ทะเล มีสระน้ำอยู่ด้านล่าง และมี plunge pool ที่เดินจากเตียงลงไปได้เลย

ห้องพักของเราเป็นแบบ Duplex Luxury Pavilion ที่ด้านในห้องนอนเน้นโทนสีอ่อนที่เปิดโล่งรับลมและวิวทะเลแบบเต็มๆ

สิ่งที่ชอบคืดีไซน์ของเตียงที่ดูดีมีเอกลักษณ์มาก แถมเตียงยังกว้างแบบนอนได้ 3 คน นอนสบายตรงคอนเซ็ปต์สวรรค์แห่งการพักผ่อนจริงๆ

ทุกห้องที่ Kilindi Zanzibar เป็นห้องน้ำกลางแจ้งทั้งหมด ได้ฟีลอาบน้ำกลางน้ำตก ทุกอย่างออกแบบในคอนเซ็ปต์ใกล้ชิดธรรมชาติจริงๆ

ข้อเสียนิดหน่อยคือจะมีแมลงตัวเล็กตัวน้อยอยู่รอบๆ ถ้าใครกลัวแมลงก็อาจเป็นอุปสรรคหน่อย แต่แมลงพวกนี้ไม่มีอันตราย เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกมาครับ

แพคเกจที่ Kilindi Zanzibar เป็นแบบ All Inclusive คือรวมทุกอย่างแล้วทั้งค่าที่พัก อาหาร 3 มื้อต่อวัน เครื่องดื่ม (ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบพิเศษ) รวมทั้งกิจกรรมทางทะเล ได้แก่ paddle board และพายเรือคายัก ช่วงที่เรามาคือ high season ราคาห้องแบบ Double/Twin 1,366 USD ต่อคืน

รายละเอียดเพิ่มเติม Kilindi Zanzibar

ในรูปนี้คือมื้อกลางวันสามารถเลือกสั่งได้ตามใจ เมนูซีฟู้ดที่นี่คือเด็ดมาก

ส่วนมื้อเย็นสามารถเลือก option เสริมคือทานแบบ private บนชายหาดริมทะเลได้ คุ้มมากๆ เพราะเมนูจานหลักเป็น seafood plater ที่ย่างกันสดๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปหมด

ในจานมีทั้งกั้ง กุ้ง ปลา และล็อบสเตอร์ อร่อยสุดๆ เพราะติดกับที่พักเป็นตลาดปลาของชาวประมงที่จับขึ้นมาสดๆ

อาหารเช้าสามารถเลือกได้ว่าจะทานที่ห้องอาหารหรือทานที่ห้องแบบนี้ แจ้ง Butler ให้มาเตรียมได้เลย เลือกได้ด้วยว่าจะสั่งจานหลักเป็นเมนูอะไร รสชาติอร่อยตามมาตรฐาน 5 ดาว
หรือจะสั่งพิเศษ floating breakfast แช่น้ำไปทานอาหารเช้าไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
นอกจากสระน้ำส่วนตัวในห้องแล้ว พื้นที่ส่วนกลางก็มีสระว่ายน้ำใหญ่เช่นกัน มองเห็นวิวทะเลยาวเป็นหน้ากระดานเลย
สำหรับสายนวดแล้ว ที่นี่ก็มีบริการนวดและทำสปาให้เลือกหลายแบบ พนักงานนวดฝีมือดีมาก
อีกประสบการณ์ที่ควรทำคือการล่องเรือในมหาสมุทรอินเดีย สามารถ add on เพิ่มเติมโดยแจ้งที่โรงแรมได้เลยว่าอยากเลือกเป็นเรือยอร์ชหรูหรา หรือเรือ Dhow ท้องถิ่นแบบนี้
เรือจะวิ่งผ่าน Kendwa Beach ชายหาดที่เรียงรายด้วยที่พักมากมาย รวมทั้งคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำทะเล
บรรยากาศบนเรือคือชิลล์มาก จิบแชมเปญไปชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตกดินไป
แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปพร้อมความสุขที่เกาะ Zanzibar ต้องบอกว่าประทับใจที่พักที่ Kilindi Zanzibar มากๆ ทั้งดีไซน์สวย โดดเด่นมีเอกลักษณ์ บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อน อาหารอร่อยและสดมาก แถมพนักงานทุกคนยังให้ความช่วยเหลือและเอาใจใส่มากๆ เรียกว่าได้ตามมาตรฐานระดับ 5 ดาวที่พักของ Elewana ในเครือ Minor Hotels จริงๆ ครับ