Guide to Chile – เที่ยวเอง “ชิลี” ควรรู้อะไรบ้าง

แม้ทวีปอเมริกาใต้นั้นอยู่คนละซีกโลกกับประเทศไทย ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง แถมค่าตั๋วเครื่องบินยังแพงแบบบินไปยุโรปได้ 2-3 ครั้ง แต่ทวีปนี้ก็ยังคงเป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคนที่คิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเยือนให้ได้

หนึ่งในประเทศที่ห้ามพลาดถ้าได้มีโอกาสมาถึงทวีปอเมริกาใต้นั้นก็คือ “ชิลี” เพราะด้วยรูปทรงประเทศที่แคบเป็นแนวตั้งขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและแนวเทือกเขาแอนดีสยาวหลายพันกิโลเมตร ชิลีจึงมีภูมิประเทศที่หลากหลายจนเหมือนไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกัน

ความมหัศจรรย์ตั้งแต่ทะเลทรายสุดแห้งแล้งทางภาคเหนือ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และที่ราบทำการเกษตรทางตอนกลาง เมืองชายฝั่งที่มีชายหาดสวยติดอันดับโลก ไปจนถึงภูเขาหิมะที่หนาทึบด้วยธารน้ำแข็งอันน่ามหัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อว่าสามารถหาได้ในประเทศเดียว

ถ้ามี “ชิลี” อยู่ในลิสต์เที่ยว ลองอ่านข้อควรรู้สำหรับเตรียมตัววางแผนเที่ยวประเทศนี้กันได้เลยครับ

การเดินทางจากไทย

การเดินทางจากไทยไปยังชิลีมีทางเลือกไม่มากนักเพราะไม่ว่าจะเลือกบินโดยสายการบินใดก็ต้องเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 2 ครั้งเกือบทั้งหมด รวมทั้งใช้เวลาเดินทางรวมเปลี่ยนเครื่องกว่า 40 ชั่วโมง เห็นจะมีแค่สายการบินของยุโรปที่ต้องมาเปลี่ยนเครื่องตามเมืองใหญ่ต่างๆ ในยุโรปที่เปลี่ยนเครื่องแค่ 1 ครั้งก็สามารถไปถึงกรุง Santiago ได้

สายการบินที่แนะนำคือ Air France ที่ต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงปารีส หรือ KLM ที่ต้องต่อเครื่องที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เพราะเวลาค่อนข้างดี บริการต่างๆ นั้นได้มาตรฐานระดับโลก และสามารถเลือกบินกลับจากเมืองอื่นๆ ในทวีปอเมริกาใต้เลยได้ด้วย ไม่ต้องเสียเวลาย้อนมากลับจากเมืองเดิม อีกทางเลือกคือบินไปเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ใช้เวลารวมน้อยกว่า แต่ไม่อาจต้องบินไป-กลับจากเมืองเดิม

เช็คตารางเวลา ราคา และซื้อตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.airfrance.com

วีซ่า

ผู้ถือพาสปอร์ตไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศชิลีและอาศัยอยู่ได้นานถึง 90 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า แค่มีตั๋วเครื่องบินกับพาสปอร์ตที่มีอายุเหลือเกิน 6 เดือนก็สามารถไปเที่ยวชิลีได้แล้ว

ช่วงเวลาน่าไป

เนื่องจากรูปทรงของประเทศชิลีเป็นแนวยาวเหนือจรดใต้ ทำให้มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว สำหรับผู้ที่ต้องการมาเที่ยวในเขต Patagonia ซึ่งอยู่ทางตอนใต้นั้น ช่วงเดือนที่อากาศค่อนข้างอบอุ่น (7-14 องศา) คือเดือนตุลาคม-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สะดวกในการเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้มากกว่าช่วงหน้าหนาว (มิถุนายน-สิงหาคม) ซึ่งอากาศจะหนาวจัดแบบขั้วโลก โดยเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงสุดคือมีนาคม

ส่วนเขตเมืองหลวงอย่างกรุง Santiago และบริเวณภาคเหนือที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย Atacama นั้นสามารถไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศในแต่ละเดือนไม่ได้ต่างกันแบบสุดขั้วเท่าไรนัก ภาพรวมคืออากาศเย็นกำลังดีอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส

ค่าเงิน

ชิลีใช้เงินสกุล Peso chileno หรือ Chilean peso (CLP / $) โดย 100 CLP เทียบเป็นประมาณ 5 บาท สามารถใช้เงินสกุลหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็น USD, GBP (Pound) หรือ Euro ไปแลกที่สนามบินหรือตามร้านแลกเงินในเมืองที่ได้เรทดีกว่าได้ตามสะดวก โดย 1 USD แลกเงินได้ประมาณ 660 CLP

นอกจากนี้ยังใช้บัตรเครดิตในโรงแรม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าได้ตามปกติอีกด้วย

การเดินทางภายในประเทศ

อย่างที่บอกว่ารูปทรงของประเทศชิลีเป็นแนวยาวหลายพันกิโลเมตร การเดินทางระหว่างเมืองทางบกจึงเสียเวลามาก ดังนั้นการเลือกบินภายในประเทศเชื่อมระหว่างเมืองหลักอย่าง Santiago, Arica, Calama, Antofagasta, Puerto Montt และ Punta Arenas จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสะดวกที่สุด โดยมีให้เลือกหลายสายการบินทั้ง full service และ low cost ไม่ว่าจะเป็น LATAM, Sky Airline, One Airlines, JetSmart เป็นต้น

ถ้าเดินทางในระยะใกล้ๆ เช่น Santiago กับ Valparaíso ก็มีรถบัสให้เลือกหลายบริษัท หลักๆ ได้แก่ TurBus กับ Pullman Costa Central

ค่าครองชีพ

ค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ของชิลีนั้นถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ถ้าในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่างๆ ภาพรวมคือสูงกว่าเมืองไทยเล็กน้อย ค่าอาหารในร้านอาหารปกติราคา 4,000-6,000 CLP (200-300 บาท) ค่ารถไฟใต้ดินเที่ยวละ 800 CLP (40 บาท) แต่ถ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติแถบปาตาโกเนีย ราคาจะสูงขึ้นไป 2-3 เท่า ราคาอาหารเฉลี่ยมื้อละ 8,000-12,000 CLP (400-600 บาท) ส่วนที่พักที่ไม่ใช่โฮสเทลราคาเริ่มต้นห้องละ 2,000 บาทขึ้นไปต่อคืน

ความปลอดภัย

แน่นอนว่าความปลอดภัยในเมืองใหญ่ เช่น กรุง Santiago หรือ Valparaíso ย่อมมีน้อยกว่าในเมืองต่างจังหวัดที่ประชากรเบาบางและรายล้อมด้วยธรรมชาติ ดังนั้นถ้าเดินเที่ยวเล่นในเมืองหลวงหรือเมืองที่มีประชากรอาศัยหนาแน่นก็ควรระมัดระวังตัวเสมอ มีสติคอยดูกระเป๋าไว้บ้างเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะแถวชุมทางสถานีรถไฟหรือรถบัสที่ผู้คนพลุกพล่าน แก๊งล้วงกระเป๋าจะมีทริคต่างๆ เช่น ฉีดมัสตาร์ดมาใส่ให้เสื้อเราเปื้อนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแล้วอาศัยจังหวะเผลอหยิบฉวยทรัพย์สินมีค่าไป แต่ถ้าเป็นเมืองเล็กๆ หรือในเขตอุทยานแห่งชาตินั้นเที่ยวได้สบาย ไร้กังวล ผู้คนนิสัยดี และเป็นมิตรมากๆ

ภาษา

ประเทศชิลีสื่อสารกันด้วยภาษาสเปนเป็นหลัก แม้เป็นในโรงแรมหรือตามสถานที่ท่องเที่ยว คนท้องถิ่นก็สื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่ค่อยดี แต่ก็พยายามให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ดังนั้น การเตรียมคำศัพท์ภาษาสเปนบางคำที่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ ไปล่วงหน้า เช่น คำทักทาย ตัวเลข เปิด-ปิด ราคาเท่าไหร่ น้ำร้อน ห้องน้ำ เป็นต้น คำพวกนี้สามารถช่วยให้สื่อสารกับคนท้องถิ่นได้สะดวกยิ่งขึ้นจริงๆ

อินเตอร์เน็ต

เช่นเดียวกับแทบทุกประเทศทั่วโลกที่ถ้าอยากใช้เน็ตก็สามารถไปหาซื้อ local sim ได้ แต่ถ้ากลัวสื่อสารกับคนขายไม่รู้เรื่องหรืออาจแพงกว่า อีกวิธีที่สะดวกมากคือการเช่า Pocket WiFi จากเมืองไทยไปเลย เจ้าที่เราพกไปคือของ Sanook WiFi ที่โดยรวมถือว่าสัญญาณดีใช้ได้เลย ถ้าอยู่ในเขตเมืองมีสัญญาณตลอด ยกเว้นตอนอยู่นอกเขตเมืองที่มีแต่ธรรมชาติ หรืออยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งอินเตอร์เน็ตปกติยังไม่สามารถใช้ได้เลย

ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.sanookwifi.com

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต