แหล่งท่องเที่ยวสุดเจ๋งแห่งดินแดนทวีปแอฟริกา part 2

ขึ้นชื่อว่า “ทวีปแอฟริกา” แล้ว คงไม่ได้เป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวหลักสำหรับคนทั่วไปเท่าไร อาจเพราะความเจริญที่ยังเข้ามาถึงไม่มากเท่าที่ควร ความยากลำบากในการเดินทางทั้งก่อนเข้าประเทศและระหว่างเดินทาง สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ค่อนข้างโหดร้ายรุนแรง รวมไปถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย

แต่อย่างที่รู้กันว่าทวีปนี้มีขนาดใหญ่โตมาก กินพื้นที่ทั้งซีกโลกเหนือและใต้ มีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายซึ่งยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้เต็มเปี่ยมจึงย่อมต้องมีแหล่งท่องเที่ยวเจ๋งๆ ซ่อนตัวอยู่แน่นอน สถานที่ต่างๆ มีทั้งที่เริ่มมีชื่อเสียงและยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก รวมทั้งที่เป็นเขตเมืองและที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ดังนั้นเราจึงต้องนำเสนอตอนที่ 2 เพราะทวีปนี้มีสถานที่น่าสนใจมากมายจริงๆ มาดูกันเลย

แหล่งท่องเที่ยวสุดเจ๋งแห่งดินแดนทวีปแอฟริกา part 1:
www.tieweng.com/gems-of-africa-part-1

Fes, Morocco

เมือง Fes หรือ Fez คือเมืองหลวงของแคว้น Fès-Boulemane และเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ Morocco เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาตอนบนของเทือกเขา Atlas แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโมร็อกโก โดยได้รับสมญานามให้เป็น “Mecca of the West” และ “Athens of Africa” ภายในเขตเมืองมีชื่อเสียงจากตลาดที่เป็นพื้นที่มรดกโลกอย่าง Fes el Bali หรือ Medina of Fez ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ปลอดรถที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในตลาดที่มีลักษณะเป็นช่องทางเดินแคบๆ นี้มีสินค้าหลากหลายชนิด ไล่ตั้งแต่อาหารการกินไปจนถึงเครื่องใช้ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองคงหนีไม่พ้นเครื่องหนังซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9

Ganvie, Benin

หมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเลสาบ Nokoué ไม่ไกลจากเขตเมือง Cotonou เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ Benin (แต่เมืองหลวงคือกรุง Porto-Novo) ประเทศเล็กๆ ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา หมู่บ้านมรดกโลกที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านลอยน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีป โดยมีชาวบ้านอยู่อาศัยทั้งหมดกว่า 20,000 คน หมู่บ้านดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ต่อ 17 หลังจากชนเผ่า Dahomey ที่มีอิทธิพลเรื่องการค้าทาสประกาศห้ามชนเผ่า Fon บุกรุกพื้นที่ทางน้ำ ทำให้บริเวณอ่าวในทะเลสาบเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปัจจุบันแม้การท่องเที่ยวจะเป็นรายได้สำคัญ แต่วิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านก็ยังวนเวียนอยู่กับการจับปลาและเพาะพันธุ์ปลาเพื่อการค้าขาย

Blyde River Canyon, South Africa

ภูมิประเทศลักษณะแบบแคนยอนด้านเหนือของเทือกเขา Drakensberge หรือ Dragon Mountains ในเขตจังหวัด Mpumalanga ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ South Africa แคนยอนหินทรายสีแดงที่ชื่อมีความหมายในภาษาดัตช์ว่า “ดีใจหรือมีความสุข” แห่งนี้นับเป็นหนึ่งในแคนยอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและใหญ่เป็นอันดับ 2 ของทวีปแอฟริกา โดยกินระยะทางทั้งหมดกว่า 26 กิโลเมตร และมีความลึกเฉลี่ยที่ 762 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า “Mariepskop” ซึ่งสูง 1,994 เมตร จากระดับน้ำทะเล แคนยอนดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศโดยนักท่องเที่ยวนิยมขับรถไปยังจุดชมวิวต่างๆ ทั่วทุกเขตภายในบริเวณ

Ksar Ouled Soltane, Tunisia

ป้อมปราการโบราณรูปทรงเฉพาะตัวของชนเผ่า Berber แห่งเมือง Tataouine หรือ Tatahouïne เมืองหลวงของจังหวัดชื่อเดียวกัน ทางตอนใต้ของประเทศ Tunisia ป้อมปราการโบราณที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองแห่งนี้สร้างขึ้นบนยอดเนินเขาเหนือเขตเมืองด้วยรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นทั้งสถานที่หลบภัยและเก็บรักษาพืชพันธุ์ของชาวเมือง สถานที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่อง Star Wars Episode I: The Phantom Menace ที่ออกฉายเมื่อปี 1999

Avenue of the the Baobabs, Madagascar

ถนนสายที่เต็มไปด้วยต้น Baobabs อันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งเชื่อมระหว่างเมือง Morondava กับเมือง Belon’i Tsiribihina แห่งแคว้น Menabe ทางตะวันตกของประเทศ Madagascar รอบบริเวณถนนสายที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศสายนี้รายล้อมด้วยต้นเบาบับขนาดใหญ่ประมาณ 25 ต้น โดยบางต้นมีอายุเก่าแก่กว่า 800 ปี ต้นเบาบับมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “renala” ซึ่งมีความหมายว่า “แม่แห่งผืนป่า” ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าเขตร้อนชื้นที่อุดมสมบูรณ์ แต่จากการรุกล้ำพื้นที่ทำกินเพื่อการเกษตร ทำให้จำนวนป่าไม้ร่อยหรอลงทุกที อย่างไรก็ตาม ทางการได้กำหนดให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตสงวนเมื่อปี 2007 เพื่อรักษาพันธุ์พืชที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป

Lake Nakuru, Kenya

ทะเลสาบ Nakuru ในเขตอุทยานแห่งชาติ Lake Nakuru ทางใต้ของเมือง Nakura เมืองหลวงของเทศมณฑลชื่อเดียวกัน ทางตอนกลางค่อนมาทางตะวันตกของประเทศ Kenya ทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนหุบเขาความสูง 1,754 เมตรจากระดับน้ำทะเลแห่งนี้ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติในขั้นสูงสุดและยังคงความหลากหลายของสัตว์ป่านานาพันธุ์ซึ่งอาศัยอยู่ในและรอบเขตทะเลสาบ นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมเดินทางมาเพื่อชมความงดงามของธรรมชาติและสัตว์ป่า โดยเฉพาะฝูงนกฟลามิงโก้ซึ่งอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในทะเลสาบ แต่ระยะหลังมานี้น้ำในทะเลสาบได้ลดลงอย่างมากจนนกฟลามิงโก้ต้องย้ายถิ่นไปหาแหล่งอาหารใหม่ที่ Lake Bogoria

Flic-en-Flac, Mauritius

หมู่บ้านในเขตการปกครอง Rivière Noire ทางตะวันตกของประเทศ Mauritius ประเทศเกาะในมหาสมุทรอินเดีย นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา หมู่บ้านที่เป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวประมงแห่งนี้เป็นแนวชายหาดที่ได้ชื่อว่ายาวและงดงามที่สุดของประเทศ โดยพื้นที่มีลักษณะเป็นลากูนที่โอบล้อมด้วยแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ ถึงแม้การท่องเที่ยวเริ่มเติบโตโดยมีการก่อสร้างรีสอร์ทหรูมากมายตามแนวชายหาด แต่ทางการก็ยังพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีเช่นเดิมได้ต่อไป

Kalandula Falls, Angola

ความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตก Kalandula Falls น้ำตกในเขตการปกครอง Kalandula แห่งจังหวัด Malanje ทางภาคเหนือของประเทศ Angola ประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา น้ำตกที่มีชื่อเดิมว่า “Duque de Bragança” แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนได้มากมายโดยเฉพาะในช่วงหน้าน้ำ น้ำตกดังกล่าวเกิดจากการไหลของแม่น้ำ Lucala ลงมาตามแนวหน้าผาต่างระดับ ซึ่งสูงถึง 105 เมตร และมีหน้ากว้างถึง 400 เมตร ทำให้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของทวีป

Lake Malawi, Malawi

ความงดงามบริเวณริมชายฝั่ง Lake Malawi หรือ Lake Nyasa ทะเลสาบขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกาที่ติดพรมแดน 3 ประเทศ ได้แก่ Malawi, Mozambique และ Tanzania ทะเลสาบที่ได้รับการสงวนให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติทั้งฝั่งที่ติดประเทศมาลาวีและโมซัมบิคแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีความสำคัญที่สุดของทวีป โดยด้านยาวมีความยาวถึง 580 กิโลเมตร ส่วนด้านกว้างยาว 75 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ผิวน้ำ 29,600 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนับเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของทวีป และอันดับ 9 ของโลก นอกจากนี้ยังมีความลึกเป็นอันดับ 2 ของทวีปอีกด้วย ทะเลสาบดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำโดยมีพันธุ์ปลามากกว่า 1,000 ชนิดอาศัยอยู่

Makgadikgadi Pans, Botswana

ทะเลเกลือขนาดใหญ่ใกล้กับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ Okavango ที่โอบล้อมด้วยทะเลทราย Kalahari ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ Botswana ทะเลเกลือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกแห่งนี้ในอดีตเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบ Makgadikgadi ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าประเทศ Switzerland แต่น้ำได้ระเหยออกไปจนหมด หลงเหลือเป็นพื้นดินที่ปกคลุมด้วยเกลือทั้งหมด ทะเลเกลือดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบนิเวศรอบบริเวณเป็นอย่างมากโดยอยู่ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติ Nxai Pan ซึ่งสามารถเดินทางมาได้ผ่าน 3 เมืองหลัก ได้แก่ Nata, Maun และ Gweta

Old Dongola, Sudan

เศษซากปรักหักพังของเมืองโบราณนามว่า Dunqulah al-ʿAjūz หรือ Old Dongola เมืองโบราณในรัฐ Northern ทางตอนบนของประเทศ Sudan เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำไนล์แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 5 โดยเป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักร Makuria อาณาจักรริมฝั่งแม่น้ำไนล์ที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุดช่วงระหว่างศตวรรษที่ 6-14 นักโบราณคดีเชื่อว่าอิทธิพลของศาสนาคริสต์ได้เข้ามาถึงดินแดนแห่งนี้เพราะปรากฏหลักฐานซากโบสถ์หลายหลังในเขตเมือง เมืองโบราณดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวโปแลนด์เมื่อปี 1964 ทั้งนี้ ห่างไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร บนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำไนล์ จะเป็นเมือง Dongola เขตเมืองยุคใหม่ที่ก่อตัวขึ้นราวศตวรรษที่ 19

Roman amphitheater of Thysdrus, Tunisia

อัฒจันทร์รูปครึ่งวงกลมลักษณะคล้ายโคลอสเซียมแห่งเมือง El Djem หนึ่งในเมืองโรมันโบราณที่สำคัญที่สุดในทวีปแอฟริกาซึ่งตั้งอยู่ในเขตการปกครอง Mahdia ทางตะวันออกของประเทศ Tunisia อัฒจันทร์ที่มีความจุสูงสุดถึง 35,000 คนแห่งนี้นับเป็นสังเวียนการต่อสู้ระหว่างคนกับสิงโต หรือ Gladiator ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากที่กรุง Rome และเมือง Capua โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 238 ในยุคของจักรพรรดิ Gordian อัฒจันทร์ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองมาจนทุกวันนี้

Sahara el Beyda, Egypt

ทะเลทรายสีขาวสุดมหัศจรรย์ White Desert ในเขต National Park of Egypt แห่งเขตการปกครอง New Valley ทางตอนกลางของประเทศ Egypt ห่างจากเมือง Farafra ไปทางเหนือประมาณ 45 กิโลเมตร ทะเลทรายสีขาวที่เป็นสถานที่ตั้งแคมป์ยอดนิยมแห่งนี้เกิดจากการกระทำของพายุทะเลทรายที่กัดกร่อนหินชอล์คสีขาวซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของพื้นที่บริเวณนี้ จึงทำให้เกิดเป็นพื้นที่ทรายสีขาวอันกว้างใหญ่ บริเวณทะเลทรายดังกล่าวมีแท่งหินปูนรูปทรงประหลาดมากมายที่เกิดจากแรงปะทะของลมซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา

Skeleton Coast, Namibia

ความหฤโหดทางธรรมชาติของเขตทะเลทราย Namib ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตอนบนของประเทศ Namibia ต่อทางใต้ของประเทศ Angola ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา เขตชายฝั่งที่พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในส่วนของทะเลทราย Namib แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ในความดูแลของเขตอุทยานแห่งชาติ Skeleton Coast ของทางการนามิเบีย บริเวณดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งตามแบบฉบับของทะเลทรายแต่กลับมีลมพายุรุนแรงเกือบตลอดทั้งปี เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งรับลมและมีกระแสน้ำเย็น Benguela พาดผ่าน โดยชื่อ Skeleton Coast ได้มาจาก John Henry Marsh ที่ประสบเหตุเรืออับปางที่บริเวณดังกล่าวและได้เขียนหนังสือบรรยายถึงความโหดร้ายของธรรมชาติโดยตีพิมพ์เมื่อปี 1944 จนมีชื่อเสียงโด่งดังและเรียกกันติดปากจนเป็นชื่อทางการในปัจจุบัน

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต