สุดยอดเมืองป้อมปราการยุคกลางในยุโรปอันทรงเสน่ห์

สไตล์การเที่ยวและความชื่นชอบของแต่ละคนย่อมต่างกันอยู่แล้ว บางคนชอบเมืองใหญ่ที่เจริญเพรียบพร้อมทุกด้าน บ้างก็ชอบผจญภัยไปตามสถานที่ทางธรรมชาติ หรือบางคนอาจชอบเมืองเล็กๆ ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ขณะที่บางส่วน (รวมถึงเรา) ชื่นชอบบรรยากาศเมืองเก่ายุคกลางที่ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงเมืองและป้อมปราการอันเปี่ยมด้วยมนต์ขลังเหมือนได้ย้อนไปในยุคอัศวินอีกครั้ง ดังนั้นถ้าใครที่หลงใหลเมืองลักษณะนี้ของยุโรป นี่คือ สุดยอดเมืองป้อมปราการที่ “เที่ยวเอง” คัดสรรมาเน้นๆ

San Marino

Repubblica di San Marino ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขา Apennine ในดินแดนตอนกลางของอิตาลีที่มีพื้นที่เพียง 61 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรน้อยที่สุดในสมาชิกสหภาพยุโรป ประมาณ 30,000 คนเท่านั้น แต่ด้วยทัศนียภาพอันสวยงามที่เป็นป้อมปราการเก่าอยู่บนที่สูง สามารถมองเห็นเมือง Rimini ของอิตาลีได้อย่างดี บวกกับความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรมยุคโรมัน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวนับเป็นรายได้หลักของประเทศ ส่งผลให้ซานมาริโนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบ GDP ต่อประชากร รวมทั้งยังมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในยุโรปและยังไม่มีหนี้สาธารณะอีกด้วย

Dubrovnik, Croatia

Dubrovnik เมืองยอดฮิตของผู้ที่หลงรักมนต์เสน่ห์ของทะเลเอเดรียติก เมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้สุดของประเทศโครเอเชีย ในอดีต Dubrovnik เป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก โดยฝั่งตะวันตกก็คือเวนิซนั่นเอง เสน่ห์ของเมืองนี้คือหลังคาสีส้มสดของบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายตั้งแต่บริเวณท่าเรือ เขตเมืองเก่าที่เป็นมรดกโลก ไปจนกระทั่งไหล่เขาทางด้านบนของเมือง

San Gimignano, Italy

แคว้น Tuscany ในภาคกลางตอนบนของประเทศอิตาลีมีเมืองที่น่าสนใจมากมาย รวมถึง San Gimignano เมืองเล็กๆ ในจังหวัด Siena ที่โด่งดังจากแนวกำแพงเมืองและบ้านเมืองยุคกลางที่อยู่บนเนินเขาซึ่งสลับไปด้วยหอคอยสูงมากมายจนสามารถเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกลนอกเขตตัวเมืองหลายกิโลเมตร ในอดีตเมืองต่างๆ ในแคว้นทัสคานีนิยมสร้างหอคอยเพื่อสังเกตการณ์ เมื่อเวลาผ่านไปมักจะถูกทำลายลงจากสงครามหรือการปรับผังเมืองใหม่ แต่ที่เมืองซึ่งมีมาตั้งแต่ 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาลแห่งนี้สามารถรักษาไว้ได้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง นอกจากนี้เมืองดังกล่าวยังมีชื่อเสียงจากไวน์ขาวที่ชื่อ Vernaccia di San Gimignano ซึ่งปลูกกันอย่างแพร่หลายในบริเวณนี้อีกด้วย

Rothenburg ob der Tauber, Germany

Rothenburg ob der Tauber เมืองเล็กๆ ในรัฐบาวาเรียทางตอนใต้ของเยอรมัน ชื่อเมืองมีความหมายว่าปราการสีแดงบนฝั่งลุ่มน้ำเทาเบอร์เนื่องจากตัวเมืองตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือแม่น้ำและบ้านเรือนมีหลังคาสีแดงนั่นเอง โรเธนบวร์กเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเยอรมันด้วยสภาพสุดคลาสสิกของ Altstadt หรือเขตเมืองเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี 

Naarden, Netherlands

เมืองในเขตจังหวัด North Holland แห่งแคว้น Gooi ทางตอนกลางของประเทศ Netherlands เมืองที่มีสถานะเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1300 แห่งนี้มีชื่อเสียงจากแนวกำแพงเมืองและคูน้ำรูปดาวซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างเมืองลักษณะดังกล่าวเพียงไม่กี่เมืองของเนเธอร์แลนด์ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ในช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทอผ้าของประเทศ โดยในเขตเมืองยังเป็นที่ตั้งของ Nederlands Vestingmuseum หรือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับป้อมปราการแห่งชาติ การเดินทางสามารถมาได้ทางรถไฟ โดยสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดคือ Naarden-Bussum ซึ่งมีรถไฟตรงมาจากทั้งสองเมืองใหญ่อย่าง Amsterdam และ Utrecht

Tbilisi, Georgia

เมืองหลวงของประเทศ Georgia ประเทศเล็กๆ บนแนวเทือกเขาคอเคซัสริมทะเลดำที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 เมืองดังกล่าวโอบล้อมด้วย Narikala (ნარიყალა) ป้อมปราการโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 บนเนินเหนือเมืองเก่าทบิลิซีเพื่อใช้ในการปกป้องเมืองและได้ขยับขยายอาณาเขตของป้อมเรื่อยๆ จนมาสมบูรณ์ในสมัยที่ถูกชาวมองโกลยึดครอง จึงเป็นที่มาของชื่อในภาษามองโกลว่า Narin Qala แปลว่าป้อมปราการเล็กๆ จากป้อมปราการนี้จะสามารถเห็นวิวเมืองทบิลิซีได้ทั้งหมด รวมทั้งแม่น้ำ Kura ที่ไหลผ่านหล่อเลี้ยงชาวเมือง ในปัจจุบันบางส่วนของป้อมปราการนี้มีสภาพไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปี 1827

Veliko Tarnovo, Bulgaria

เมืองในเขตจังหวัดชื่อเดียวกันทางภาคกลางตอนบนของประเทศ Bulgaria เมืองที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของบัลกาเรียนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบัลกาเรียนที่ 2 (ค.ศ. 1185-1396) โดยเสน่ห์สำคัญคือสถาปัตยกรรมท้องถิ่นในเขตเมืองอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีความสวยงามเฉพาะตัว ในช่วงหนึ่งของยุคกลางเมืองนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปจากความโดดเด่นของอาคารบ้านเรือน งานศิลปะ และกวีนิพนธ์ ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นกลายเป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร การศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในดินแดนภาคเหนือของประเทศ

Olite, Spain

เมือง Olite หรือ Erriberri ในภาษาบาสก์ เมืองในจังหวัดและเขตการปกครองตนเอง Navarre ทางภาคเหนือของประเทศ Spain เมืองโบราณที่ยังคงแนวกำแพงเก่าไว้อย่างสมบูรณ์แห่งนี้เริ่มก่อร่างสร้างเมืองในช่วงระหว่างปี 621-631 โดยกษัตริย์ Swinthila แห่งอาณาจักร Hispania เพื่อควบคุมและลงโทษชาว Vascones ที่คิดแข็งข้อ แต่ชื่อของเมืองดังกล่าวกลับหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 5 ศตวรรษ เพราะเสื่อมอำนาจลง ปัจจุบันเมืองนี้มีชื่อเสียงจาก Palacio Real de Olite หรือ Palace of the Kings of Navarre of Olite พระราชวังที่สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 13-14 ซึ่งมีลักษณะเป็นป้อมปราการที่ยังคงสภาพงดงามครบถ้วน

Tallinn, Estonia

เมืองหลวงและเมืองท่าหลักของเอสโตเนีย ประเทศเกิดใหม่ที่แยกตัวออกมาภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 เขตเมืองตั้งขนานกับชายฝั่งทะเลบอลติกครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งยาว 46 กิโลเมตร มนต์เสน่ห์ที่สะกดคนทั่วโลกคือเขตเมืองเก่าบนเนินเขา Toompea ที่ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงเมืองโบราณซึ่งตัดสลับกับทางเดินหินก้อนใหญ่ที่ยังคงสงวนรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1997

Carcassone, France

เมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้น Aude ทางใต้ของประเทศฝรั่งเศสนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างเห็นได้ชัดคือส่วนที่เป็นแนวกำแพงเมืองและป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือเขตเมืองซึ่งเรียกว่าเขต Cité de Carcassonne กับอีกส่วนที่อยู่บนพื้นราบริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเรียกว่าเขต Ville basse เมืองที่ค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 นี้โดดเด่นจากแนวกำแพงเมืองที่คาดว่าชาวโรมันเป็นผู้สร้างขึ้น แนวกำแพงที่มีหอคอยถึง 53 หลังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1997 ซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งสำหรับผู้มาเยือนฝรั่งเศสตอนใต้

*ห้ามคัดลอกหรือดัดแปลงข้อมูลและรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต