ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเช่ารถขับเที่ยวเองในยุโรป

การเดินทางท่องเที่ยวในทวีปยุโรปด้วยตัวเองทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางโดยรถไฟ รถบัส เรือ เครื่องบิน หรือแม้แต่การเช่ารถขับเอง โดยแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด และข้อควรรู้ที่ต่างกันไป

การเช่ารถขับเองนั้นมีข้อดีตรงที่สะดวก มีอิสระในการเลือกแวะจอดเที่ยว สามารถเข้าถึงสถานที่บางแห่งที่ไปยากๆ เนื่องจากไม่มีบริการรถสาธารณะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเลือกวิธีการนี้ได้เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีใบขับขี่สากลเสียก่อน
ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ที่จะช่วยให้การขับรถเที่ยวเองเป็นไปอย่างราบรื่น สนุกสนาน และปลอดภัยตลอดการเดินทาง

ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับรถในวันอาทิตย์จะลำบาก

ตามธรรมดาแล้ววันอาทิตย์เป็นวันหยุดซึ่งทุกอย่างจะหยุดทำการ รวมถึงร้านซ่อมรถและศูนย์เช่ารถ ทำให้หากเกิดปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับรถหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะลำบากเป็นเท่าตัวเพราะอาจไม่มีพนักงานรับเรื่อง ดังนั้นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่นแถวนั้นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ควรรู้ว่าป้ายสัญลักษณ์จราจรแต่ละป้ายมีความหมายอย่างไร

ป้ายสัญลักษณ์จราจรต่างๆ ทั่วยุโรปเข้าใจได้ไม่ยากและส่วนมากจะใช้คล้ายกันแทบทุกประเทศ ถ้าเป็นป้ายสีขาวมีขอบวงกลมสีแดงล้อมรอบจะหมายถึง “การห้าม” เช่น ห้ามจอดรถ ห้ามผ่าน ห้ามใช้ความเร็วเกินเท่าไร เป็นต้น การศึกษาความหมายของป้ายต่างๆ ล่วงหน้าจะช่วยให้เราไม่ต้องถูกปรับเงินจากการทำผิดกฎจราจร

การเช่ารถเกียร์กระปุกช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า

ร้านเช่ารถยนต์โดยทั่วไปจะมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์กระปุกและเกียร์ออโต้ หากเราสามารถขับได้ทั้งสองแบบและต้องการประหยัดเงินก็ควรเลือกแบบเกียร์กระปุกเพราะค่าเช่าต่อวันถูกกว่ามากพอสมควร

ควรตรวจสอบว่ารถเช่ามีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วนหรือไม่

แทบทุกประเทศในยุโรปมีกฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกคันมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยครบถ้วน เช่น ป้ายฉุกเฉินรูปสามเหลี่ยมสีแดง ไฟฉุกเฉิน ยางอะไหล่สำหรับขับบนหิมะ เป็นต้น โดยข้อกำหนดของแต่ละประเทศมีอุปกรณ์ที่ต่างกันในรายละเอียด ดังนั้นควรตรวจสอบก่อนว่าต้องมีอุปกรณ์ใดบ้างเพื่อความปลอดภัย พร้อมเช็คกับบริษัทเช่ารถว่ามีให้มาครบหรือไม่

เคารพสัญญาณไฟจราจรอย่างเคร่งครัด

วินัยการขับรถในยุโรปต่างจากเมืองไทยโดยสิ้นเชิง คนท้องถิ่นส่วนมากจะให้ความสำคัญเรื่องสัญญาณไฟจราจรอย่างมาก ไฟเหลืองมาถึงต้องชะลอและหยุดรถทันที ไม่ใช่เร่งให้พ้นไฟแดงอย่างที่เคยทำกันที่บ้านเรา และตรงทางม้าลาย ถ้ามีคนข้ามถนนก็ต้องชะลอความเร็วทันทีและจอดให้คนข้ามถนนก่อนทุกครั้ง

อยู่เลนขวาเป็นหลัก ถ้าจะแซงค่อยเข้าเลนซ้าย

การขับรถยนต์ของทุกประเทศในยุโรป ยกเว้นสหราชอาณาจักร ต้องขับพวงมาลัยซ้าย ดังนั้นการขับรถบนทางหลวงโดยทั่วไปจึงต้องขับชิดเลนขวาเป็นหลัก เลนซ้ายคือเลนสำหรับรถที่ต้องการใช้ความเร็วสูงหรือเร่งความเร็วเพื่อแซงรถข้างหน้า เมื่อแซงแล้วก็กลับมาชิดเลนขวาตามเดิม

หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

เรื่องเบสิคที่ไม่ว่าขับรถที่ประเทศใดก็ควรต้องปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้อื่น โดยกฎหมายจราจรในแทบทุกประเทศของยุโรประบุว่าห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถโดยเด็ดขาดถ้าไม่ได้ใส่หูฟัง มิเช่นนั้นอาจถูกปรับบานหรือถึงขั้นริบใบขับขี่เลยทีเดียว

ระมัดระวังการใช้ความเร็วเกินกำหนด

กล้องตรวจจับความเร็วมีอยู่เป็นระยะตามทางหลวงสายต่างๆ ดังนั้นเราจึงต้องสังเกตป้ายบอกจำกัดความเร็วหรือดูจาก GPS ว่าบริเวณนี้ใช้ความเร็วสูงสุดได้ไม่เกินเท่าใด เพราะบางครั้งในเส้นทางยาวๆ เราอาจขับเพลินจนเลยกำหนด ทำให้ถูกตำรวจจับและปรับเงินหรืออาจถูกเรียกค่าปรับย้อนหลังก็เป็นได้

ศึกษากฎหมายจราจรของแต่ละประเทศที่ต้องขับผ่าน

ถึงแม้แต่ละประเทศในยุโรปจะมีกฎหมายจราจรพื้นฐานที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีกฎข้อห้ามบางอย่างที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น สเปนห้ามใส่รองเท้าแตะขับรถ กลุ่มสแกนดิเนเวียต้องเปิดไฟหน้าแม้จะเป็นตอนกลางวัน เยอรมันต้องมีล้อสำหรับฤดูหนาว เป็นต้น ดังนั้นการหาข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้าสักเล็กน้อยอาจช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าปรับ รวมทั้งเพิ่มความปลอดภัยสำหรับตัวเองได้เป็นอย่างดี

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงถ้าอยากเช่ารถขับเที่ยวเองไม่ว่าที่ไหนในโลกคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ความปลอดภัย” เพราะอย่างที่รู้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งเป็นการขับรถเองในทวีปยุโรปที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและเกือบทุกประเทศใช้พวงมาลัยด้านซ้าย ทำให้คนไทยอย่างเรายิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าการไปเที่ยวยุโรปต้องขอวีซ่าเชงเก้นซึ่งหนึ่งในหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ก็คือ “ประกันเดินทาง” ดังนั้นเราควรเลือกซื้อประกันเดินทางโดยดูว่าครอบคลุมอุบัติเหตุหรือมีเงื่อนไขช่วยเหลืออะไรบ้างที่ทำให้เราขับรถเที่ยวเองได้อย่างอุ่นใจตลอดทริป

ถ้าใครกำลังหาซื้อประกันเดินทางอยู่ เราขอแนะนำประกันเดินทางของ “ซันเดย์” ที่เพิ่งออกโปรดักต์มาใหม่ นั่นคือแผนประกัน “สำรวจเชงเก้น” ซึ่งออกแบบมาสำหรับนำไปประกอบการขอวีซ่าเชงเก้น แผนประกันนี้ให้ความคุ้มครองการเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลในวงเงิน 1.5 ล้านบาทตามเงื่อนไขการขอวีซ่า ทำให้ไม่ต้องจ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ ค่าเบี้ยประกันจึงถูกลง เริ่มต้นแค่เพียง 79 บาท แถมถ้าขอวีซ่าไม่ผ่านยังคืนเงินให้เต็ม 100% ด้วย

เช็คเบี้ยประกันได้ที่ http://bit.ly/A99_Sunday-Ins